Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, August 8, 2015

 

Book of 2 Kings

พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์


Can you summarize the Book of 2 Kings? What is the Book of 2 Kings all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรม 2 กษัตริย์ได้ไหม พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: The Book of 2 Kings does not name its author.

ผู้ประพันธ์: พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ไม่ได้บอกชื่อผู้เขียน

The tradition is that the prophet Jeremiah was the author of both 1 and 2 Kings.
ตามประเพณีถือว่าผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์เป็นผู้เขียนพระธรรม 1&2 พงศ์กษัตริย์

Date of Writing: The Book of 2 Kings, along with 1 Kings, was likely written between 560 and 540 B.C.
วันที่เขียน: พระธรรม 2 กษัตริย์พร้อมกับ 1 พงศ์กษัตริย์ อาจเขียนในระหว่างปี ก.ค.ศ.560 และ 540


Purpose of Writing: The Book of 2 Kings is a sequel to the Book of 1 Kings.

จุดประสงค์ของการเขียน: พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์สืบต่อมาจากพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์

It continues the story of the kings over the divided kingdom (Israel and Judah.)

มันยังคงเป็นเรื่องราวของบรรดากษัตริย์ในช่วงราชอาณาจักรแตกแยกกัน (อิสราเอลและยูดาห์)

The Book of 2 Kings concludes with the final overthrow and deportation of the people of Israel and Judah to Assyria and Babylon, respectively.
พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์จบลงด้วยการล่มสลายลงตอนสุดท้ายและการลำเลียงพาชนชาติอิสราเอลและยูดาห์ไปเป็นเชลยที่อัสซีเรียและบาบิโลนตามลำดับ


Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

2 Kings 2 พงศ์กษัตริย์ 17:7-8 7He said to them, “What kind of man was he who came to meet you and told you these things?”

7พระองค์ตรัสถามเขาทั้งหลายว่า   “คนที่ได้มาพบเจ้าและบอกสิ่งเหล่านี้แก่เจ้านั้นเป็นคนในลักษณะใด”

8They answered him, “He wore a garment of hair, with a belt of leather about his waist.” And he said, “It is Elijah the Tishbite.”

8เขาทั้งหลายทูลตอบพระองค์ว่า   “ท่านสวมเสื้อขนและมีหนังคาดเอวของท่านไว้”  และพระองค์ตรัสว่า   “เป็นเอลียาห์ชาวทิชบี”  

2 Kings 2 พงศ์กษัตริย์ 22:1-2 1Josiah was eight years old when he began to reign, and he reigned thirty-one years in Jerusalem. His mother's name was Jedidah the daughter of Adaiah of Bozkath.

1โยสิยาห์มีพระชนมายุแปดพรรษาเมื่อเริ่มครอบครอง   และพระองค์ทรงครอบครองในกรุงเยรูซาเล็มสามสิบเอ็ดปี   พระมารดาของพระองค์มีพระนามว่า   เยดีดาห์บุตรีของอาดายาห์ชาวโบสคาท

2And he did what was right in the eyes of the LORD and walked in all the way of David his father, and he did not turn aside to the right or to the left.

2และพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้า   และทรงดำเนินในมรรคาของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์   และพระองค์มิได้ทรงหันไปทางขวามือหรือซ้ายมือ  

2 Kings  2 พงศ์กษัตริย์ 24:2 2And the LORD sent against him bands of the Chaldeans and bands of the Syrians and bands of the Moabites and bands of the Ammonites, and sent them against Judah to destroy it, according to the word of the LORD that he spoke by his servants the prophets.

2และพระเจ้าทรงใช้พวกคนเคลเดีย   และพวกคนซีเรียและพวกคนโมอับและพวกคนอัมโมนมา ต่อสู้กับท่าน   และทรงใช้เขาทั้งหลายไปต่อสู้ยูดาห์เพื่อจะทำลายเสีย   ตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งพระองค์ตรัสโดยบรรดาผู้ เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์
2 Kings 2 พงศ์กษัตริย์ 8:19 19Yet the LORD was not willing to destroy Judah, for the sake of David his servant, since he promised to give a lamp to him and to his sons forever.

19อย่างไรก็ดีพระเจ้าจะไม่ทรงทำลายยูดาห์   เพราะทรงเห็นแก่ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์   เหตุที่พระองค์ได้ตรัสสัญญาว่า   จะทรงประทานประทีปแก่ดาวิด   และแก่ราชโอรสของพระองค์เป็นนิตย์  
Brief Summary: Second Kings depicts the downfall of the divided kingdom.

บทสรุปโดยย่อ: พงศ์กษัตริย์ฉบับที่สองแสดงให้เห็นถึงการล่มสลายของราชอาณาจักรที่แตกแยก

Prophets continue to warn the people that the judgment of God is at hand, but they will not repent.

ผู้เผยพระวจนะยังคงเตือนประชาชนว่าการพิพากษาของพระเจ้ามาใกล้แล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้กลับใจ

The kingdom of Israel is repeatedly ruled by wicked kings, and even though a few of Judah's kings are good, the majority of them lead the people away from worship of Jehovah.

ราชอาณาจักรอิสราเอลถูกปกครองโดยกษัตริย์ชั่วร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก  และแม้ว่ากษัตริย์ของยูดาห์ไม่กี่องค์นั้นดี    ส่วนใหญ่พวกกษัตริย์นำประชาชนออกจากการนมัสการพระเยโฮวาห์

These few good rulers, along with Elisha and other prophets, cannot stop the nation's decline.

กษัติริย์ผู้ครองที่ดีเหล่านี้   พร้อมกับเอลีชาและศาสดาพยากรณ์อื่น ๆ  ไม่สามารถหยุดการเสื่อมถอยลงของประเทศได้

The Northern Kingdom of Israel is eventually destroyed by the Assyrians, and about 136 years later the Southern Kingdom of Judah is destroyed by the Babylonians.
ราชอาณาจักรอิสราเอลทางตอนเหนือถูกทำลายในที่สุดโดยอัสซีเรีย   และประมาณ 136 ปีต่อมา   ราชอาณาจักรยูดาห์ทางตอนใต้ก็ถูกทำลายโดยชาวบาบิโลน
There are three prominent themes present in the Book of 2 Kings. First, the Lord will judge His people when they disobey and turn their backs on Him.

พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์   มีสาระสำคัญโดดเด่นอยู่สามแบบ ประการแรก พระเจ้าจะทรงพิพากษาคนของพระองค์เมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟังและหันหลังให้กับพระองค์

The Israelites’ unfaithfulness was reflected in the evil idolatry of the kings and resulted in God exercising His righteous wrath against their rebellion.

ความไม่สัตย์ซื่อของชาวอิสราเอลสะท้อนออกมาในการนับถือรูปเคารพของกษัตริย์ที่ชั่วร้าย  และส่งผลให้พระเจ้าทรงพระพิโรธอย่างชอบธรรมต่อการกบฏของพวกเขา

Second, the word of the true prophets of God always comes to pass.

ประการที่สอง  พระคำของของพระเจ้าผ่านผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงก็มาถึง

Because the Lord always keeps His word, so too are the words of His prophets always true.

เพราะพระเจ้าทรงรักษาคำตรัสของพระองค์เสมอ  ดังนั้นถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะของพระองค์ก็เป็นจริงเสมอ

Third, the Lord is faithful. He remembered His promise to David and, despite the disobedience of the people and the evil kings who ruled them, the Lord did not bring David’s family to an end.

ประการที่สาม พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์กับดาวิด ถึงแม้ผู้คนและกษัตริย์ชั่วร้ายที่ปกครองพวกเขาจะล่วงละเมิด   พระเจ้าไม่ได้ทรงให้เชื้อวงศ์ของดาวิดถึงจุดสิ้นสุด
2 Samuel 2 ซามูเอล 7:10-13 10So they came and called to the gatekeepers of the city and told them, “We came to the camp of the Syrians, and behold, there was no one to be seen or heard there, nothing but the horses tied and the donkeys tied and the tents as they were.”

10เขาจึงเรียกนายประตูเมือง และบอกเรื่องราวแก่เขาว่า   “เรามายังค่ายของคนซีเรีย และดูเถิด   เราไม่เห็นใครและไม่ได้ยินเสียงผู้ใดที่นั่น   มีแต่ม้าผูกอยู่และลาผูกอยู่ และเต็นท์ตั้งอยู่อย่างนั้นเอง”

11Then the gatekeepers called out, and it was told within the king's household.

11แล้วนายประตูก็ตะโกนบอกไป   และเขาก็บอกกันไปถึงสำนักพระราชวัง

12And the king rose in the night and said to his servants, “I will tell you what the Syrians have done to us. They know that we are hungry. Therefore they have gone out of the camp to hide themselves in the open country, thinking, ‘When they come out of the city, we shall take them alive and get into the city.’”

12พระราชาก็ทรงตื่นบรรทมในกลางคืน   และตรัสกับข้าราชการว่า   “เราจะบอกให้ว่าคนซีเรียเตรียมสู้รบเราอย่างไร   เขาทั้งหลายรู้อยู่ว่าเราหิว   เขาจึงออกไปซ่อนตัวอยู่นอกค่ายที่กลางทุ่งคิดว่า   'เมื่อเขาออกมาจากในเมืองเราจะจับเขาทั้งเป็น   แล้วจะเข้าไปในเมือง' ”

13And one of his servants said, “Let some men take five of the remaining horses, seeing that those who are left here will fare like the whole multitude of Israel who have already perished. Let us send and see.”

13และข้าราชการคนหนึ่งทูลว่า   “ขอรับสั่งให้คนเอาม้าที่เหลืออยู่ในเมืองสักห้าตัว   (ดูเถิด บางทีม้าเหล่านั้นจะยังเป็นอยู่อย่างคนอิสราเอล ที่เหลืออยู่ในเมือง   หรือจะเป็นอย่างคนอิสราเอลที่ได้พินาศแล้วก็ช่างเถิด)   ขอให้เราส่งคนไปดู”

Foreshadowing: Jesus uses the stories of the widow of Zarephath from 1 Kings and Naaman in 2 Kings to illustrate the great truth of God’s compassion toward those the Jews deemed unworthy of God’s grace—the poor, the weak, the oppressed, tax collectors, Samaritans, Gentiles.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: พระเยซูทรงใช้เรื่องราวของภรรยาม่ายของศาเรฟัทตั้งแต่ 1 พงศ์กษัตริย์และนาอามานใน 2 พงศ์กษัตริย์  เพื่อสำแดงให้เห็นถึงความจริงอันยิ่งใหญ่แห่งพระเมตตากรุณาของพระเจ้าที่มีต่อบรรดาชาวยิวที่ดูว่าไม่มีค่าควรแก่พระคุณของพระเจ้า  คนยากจน  คนอ่อนแอ  คนที่ถูกกดขี่  คนเก็บภาษี ชาวสะมาเรีย คนต่างชาติ

By citing the examples of a poor widow and a leper, Jesus showed Himself to be the Great Physician who heals and ministers to those in the greatest need of divine sovereign grace.

โดยอ้างตัวอย่างของหญิงม่ายยากจนและคนโรคเรื้อน   พระเยซูทรงสำแดงพระองค์เองเป็นแพทย์ที่ประเสริฐที่เยียวยาและสั่งสอนแก่ผู้ที่ต้องการพระคุณพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด

This same truth was the basis of the mystery of the body of Christ, His Church, which would be drawn from all levels of society, male and female, rich and poor, Jew and Gentile.

ความจริงเดียวกันนี้เป็นพื้นฐานของความลึกลับแห่งพระกายของพระคริสต์  คริสตจักรของพระองค์   ซึ่งจะมาจากสังคมคนทุกระดับ   ชายและหญิง  คนรวยและคนจน  ชาวยิวและคนต่างชาติ

Ephesians เอเฟซัส 3:1-6 1For this reason I, Paul, a prisoner for Christ Jesus on behalf of you Gentiles—

1เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าเปาโล   ผู้ที่ถูกจำจองเพราะเห็นแก่พระเยซูคริสต์เพื่อท่านซึ่งเป็นคนต่างชาติ

2assuming that you have heard of the stewardship of God's grace that was given to me for you,

2ถ้าแม้ท่านทั้งหลายได้ยินถึงพระคุณของพระเจ้าอันเป็นพันธกิจ   ซึ่งทรงโปรดประทานแก่ข้าพเจ้าเพื่อท่านทั้งหลายแล้ว

3how the mystery was made known to me by revelation, as I have written briefly.

3และรู้ว่าพระองค์ได้ทรงสำแดงให้ข้าพเจ้ารู้ข้อล้ำลึก   ตามที่ข้าพเจ้าได้เขียนไว้แล้วอย่างย่อๆ

4When you read this, you can perceive my insight into the mystery of Christ,

4และโดยคำเหล่านั้นเมื่อท่านอ่านแล้ว   ท่านก็รู้ถึงความเข้าใจของข้าพเจ้าในเรื่องความล้ำลึกของพระคริสต์

5which was not made known to the sons of men in other generations as it has now been revealed to his holy apostles and prophets by the Spirit.

5ซึ่งในสมัยก่อนพระองค์ไม่ได้ทรงโปรดสำแดงแก่มนุษย์เหมือนอย่างบัดนี้   ซึ่งทรงโปรดเผยแก่พวกอัครทูตผู้บริสุทธิ์และพวกผู้เผยพระวจนะโดยพระวิญญาณ

6This mystery is that the Gentiles are fellow heirs, members of the same body, and partakers of the promise in Christ Jesus through the gospel.

6นี่คือคนต่างชาติได้เป็นผู้รับมรดกร่วมกัน   และเป็นอวัยวะของกายอันเดียวกัน   และมีส่วนได้รับคำสัญญาในพระเยซูคริสต์โดยข่าวประเสริฐนั้น  

Many of the miracles of Elisha foreshadowed those of Jesus Himself. Elisha raised the Shunammite woman’s son.

ปาฏิหาริย์หลายอย่างของเอลีชา เป็นลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าเรื่องพระเยซูเอง เอลีชาได้ยกบุตรชายของหญิงชาวซุเนมให้เป็นขึ้นจากตาย

2 Kings 2 พงศ์กษัตริย์ 4:34-35 34Then he went up and lay on the child, putting his mouth on his mouth, his eyes on his eyes, and his hands on his hands. And as he stretched himself upon him, the flesh of the child became warm.

34แล้วท่านขึ้นไปนอนทับเด็ก   ให้ปากทับปาก ตาทับตา   และมือทับมือ   และเมื่อท่านเหยียดตัวของท่านบนเขา   เนื้อของเด็กนั้นก็อุ่นขึ้นมา

35Then he got up again and walked once back and forth in the house, and went up and stretched himself upon him. The child sneezed seven times, and the child opened his eyes.

35แล้วท่านก็ลุกขึ้นอีกเดินไปเดินมาในเรือนนั้นครั้งหนึ่ง   แล้วขึ้นไปเหยียดตัวของท่านบนเขา   เด็กนั้นก็จามเจ็ดครั้ง   และเด็กนั้นก็ลืมตาของตน

2 Kings 2 พงศ์กษัตริย์ 5:1-19 1Naaman, commander of the army of the king of Syria, was a great man with his master and in high favor, because by him the LORD had given victory to Syria. He was a mighty man of valor, but he was a leper.

1นาอามานผู้บัญชาการกองทัพของพระราชาประเทศซีเรีย   เป็นคนสำคัญมากของพระราชา   เป็นคนมีเกียรติ   เพราะว่าพระเจ้าทรงนำชัยชนะมายังซีเรียโดยท่านนี้   ท่านเป็นวีรบุรุษด้วย แต่ท่านเป็นโรคเรื้อน

2Now the Syrians on one of their raids had carried off a little girl from the land of Israel, and she worked in the service of Naaman's wife.

2ฝ่ายคนซีเรียยกพวกไปปล้นครั้งหนึ่งนั้น   ได้จับเด็กหญิงคนหนึ่งมาจากแผ่นดินอิสราเอล   และเธอมาปรนนิบัติภรรยาของนาอามาน

3She said to her mistress, “Would that my lord were with the prophet who is in Samaria! He would cure him of his leprosy.”

3เธอได้เรียนนายผู้หญิงของเธอว่า   “อยากให้เจ้านายของดิฉันไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย   ท่านจะได้รักษาโรคเรื้อนของเจ้านายเสียให้หาย”

4So Naaman went in and told his lord, “Thus and so spoke the girl from the land of Israel.”

4นาอามานจึงไปทูลพระราชาเจ้านายของท่านว่า   สาวใช้จากแผ่นดินอิสราเอลพูดว่าอย่างนั้นๆ

5And the king of Syria said, “Go now, and I will send a letter to the king of Israel.”

So he went, taking with him ten talents of silver, six thousand shekels of gold, and ten changes of clothes.

5พระราชาแห่งซีเรียตรัสว่า “จงไปเถิด เราจะส่งสารไปยังพระราชาแห่งอิสราเอล”  

แล้วท่านก็ไป  นำเงินหนักสิบตะลันต์   ทองคำหนักหกพันเชเขล   และเสื้อเที่ยวงานสิบชุดไปด้วย

6And he brought the letter to the king of Israel, which read, “When this letter reaches you, know that I have sent to you Naaman my servant, that you may cure him of his leprosy.”

6และท่านก็นำสารไปยังพระราชาแห่ง อิสราเอลใจความว่า   “เมื่อสารนี้มาถึงท่าน ขอท่านทราบด้วยว่า   ข้าพเจ้าได้ส่งนาอามานข้าราชการของข้าพเจ้ามา   เพื่อขอให้ท่านรักษาเขาให้หายจากโรคเรื้อน”

7And when the king of Israel read the letter, he tore his clothes and said, “Am I God, to kill and to make alive, that this man sends word to me to cure a man of his leprosy? Only consider, and see how he is seeking a quarrel with me.”

7และอยู่มาเมื่อพระราชาอิสราเอลทรงอ่านสารนั้นแล้ว   พระองค์ก็ทรงฉีกฉลองพระองค์ตรัสว่า   “เราเป็นพระเจ้าซึ่งจะให้ตายและให้มีชีวิตหรือ   ชายคนนี้จึงส่งสารมาให้เรารักษาคนหนึ่งที่เป็นโรคเรื้อน   ขอใคร่ครวญดูเถิด ว่าเขาแสวงหาเหตุพิพาทกับเราอย่างไร”  

8But when Elisha the man of God heard that the king of Israel had torn his clothes, he sent to the king, saying, “Why have you torn your clothes? Let him come now to me, that he may know that there is a prophet in Israel.”

8แต่เมื่อเอลีชาคนแห่งพระเจ้าได้ยินว่า   พระราชาแห่งอิสราเอลได้ทรงฉีกฉลองพระองค์   จึงใช้คนไปทูลพระราชาว่า   “ไฉนฝ่าบาทจึงทรงฉีกฉลองพระองค์ของฝ่าพระบาทเสีย   ขอให้เขามาหาข้าพระบาทเถิด  เพื่อเขาจะได้ทราบว่ามีผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งในอิสราเอล”

9So Naaman came with his horses and chariots and stood at the door of Elisha's house.

9นาอามานจึงมาพร้อมกับบรรดาม้าและรถรบของท่าน   มาหยุดอยู่ที่ประตูเรือนของเอลีชา

10And Elisha sent a messenger to him, saying, “Go and wash in the Jordan seven times, and your flesh shall be restored, and you shall be clean.”

10เอลีชาก็ส่งผู้สื่อสารมาเรียนท่านว่า   “ขอจงไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง   และเนื้อของท่านจะกลับคืนเป็นอย่างเดิม และท่านจะสะอาด”

11But Naaman was angry and went away, saying, “Behold, I thought that he would surely come out to me and stand and call upon the name of the LORD his God, and wave his hand over the place and cure the leper.

11แต่นาอามานก็โกรธและไปเสีย บ่นว่า   “ดูเถิด   ข้าคิดว่าเขาจะออกมาหาข้าเป็นแน่  และมายืนอยู่และออกพระนามของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเขา   แล้วโบกมือเหนือที่นั้นให้โรคเรื้อนหาย

12Are not Abana and Pharpar, the rivers of Damascus, better than all the waters of Israel? Could I not wash in them and be clean?” So he turned and went away in a rage.

12อาบานาและฟารปาร์แม่น้ำเมืองดามัสกัส   ไม่ดีกว่าบรรดาลำน้ำแห่งอิสราเอลดอกหรือ   ข้าจะชำระตัวในแม่น้ำเหล่านั้นและจะสะอาดไม่ได้หรือ”   ท่านจึงหันตัวแล้วไปเสียด้วยความเดือดดาล

13But his servants came near and said to him, “My father, it is a great word the prophet has spoken to you; will you not do it? Has he actually said to you, ‘Wash, and be clean’?”

13แต่พวกข้าราชการของท่านเข้ามาใกล้และเรียนท่านว่า   “คุณพ่อของข้าพเจ้า   ถ้าท่านผู้เผยพระวจนะจะสั่งให้ท่านกระทำสิ่ง ใหญ่โตประการหนึ่งท่านจะไม่กระทำหรือ   ถ้าเช่นนั้นเมื่อท่านผู้เผยพระวจนะกล่าวแก่ท่านว่า   'จงไปล้างและสะอาดเถิด'   ควรท่านจะทำยิ่งขึ้นเท่าใด”

14So he went down and dipped himself seven times in the Jordan, according to the word of the man of God, and his flesh was restored like the flesh of a little child, and he was clean.

14ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน  ตามถ้อยคำของคนแห่งพระเจ้า  และเนื้อของท่านก็กลับคืนเป็นอย่างเนื้อของเด็กเล็กๆ  และท่านก็สะอาด  

15Then he returned to the man of God, he and all his company, and he came and stood before him. And he said, “Behold, I know that there is no God in all the earth but in Israel; so accept now a present from your servant.”

15แล้วท่านจึงกลับไปยังคนแห่งพระเจ้า   ทั้งตัวท่านและพรรคพวกของท่าน   และท่านมายืนอยู่ข้างหน้าเอลีชาและท่านกล่าวว่า   “ดูเถิด ข้าพเจ้าทราบแล้วว่าไม่มีพระเจ้าทั่วไปในโลกนอกจากที่ในอิสราเอล   เพราะฉะนั้นขอท่านรับของกำนัลสักอย่างหนึ่งจากผู้ รับใช้ของท่านเถิด”

16But he said, “As the LORD lives, before whom I stand, I will receive none.” And he urged him to take it, but he refused.

16แต่ท่านตอบว่า   “พระเจ้าซึ่งข้าพเจ้าปรนนิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   ข้าพเจ้าจะไม่รับสิ่งใดเลยฉันนั้น”   และท่านก็ได้ชักชวนให้รับไว้แต่เอลีชาได้ปฏิเสธ

17Then Naaman said, “If not, please let there be given to your servant two mules' load of earth, for from now on your servant will not offer burnt offering or sacrifice to any god but the LORD.

17แล้วนาอามานจึงกล่าวว่า   “มิฉะนั้นขอท่านได้โปรดให้เอาล่อสองตัว บรรทุกดินแก่ผู้รับใช้ของท่านเถิด   เพราะตั้งแต่นี้ไป ผู้รับใช้ของท่านจะไม่ถวายเครื่องเผาบูชาหรือเครื่อง สัตวบูชาแด่พระอื่น   แต่จะถวายแด่พระเยโฮวาห์เท่านั้น

18In this matter may the LORD pardon your servant: when my master goes into the house of Rimmon to worship there, leaning on my arm, and I bow myself in the house of Rimmon, when I bow myself in the house of Rimmon, the LORD pardon your servant in this matter.”

18ในเรื่องนี้ขอพระเจ้าทรงให้อภัยแก่ผู้รับใช้ของท่าน   ในเมื่อนายของข้าพเจ้าไปในนิเวศของพระริมโมน   เพื่อจะนมัสการที่นั่น   ทรงพิงอยู่ที่มือของข้าพเจ้า   และข้าพเจ้าจะต้องโน้มคำนับในนิเวศของพระริมโมน   เมื่อข้าพเจ้าโน้มตัวลงในนิเวศของพระริมโมนนั้น   ขอพระเจ้าทรงให้อภัยแก่ผู้รับใช้ของท่านในกรณีนี้”

19He said to him, “Go in peace.”  But when Naaman had gone from him a short distance,

19เอลีชาจึงตอบท่านว่า   “จงไปโดยสวัสดิภาพเถิด”   แต่เมื่อนาอามานออกไปได้ไม่ไกลนัก

Elisha multiplied loaves of bread to feed a hundred people with some left over.

เอลีชาทำการอัศจรรย์เพิ่มทวีคูณก้อนขนมปัง เพื่อให้อาหารคนนับร้อยคน  และยังมีเศษเหลือ

2 Kings  2 พงศ์กษัตริย์ 4:42-44 42A man came from Baal-shalishah, bringing the man of God bread of the firstfruits, twenty loaves of barley and fresh ears of grain in his sack. And Elisha said, “Give to the men, that they may eat.”

42มีชายคนหนึ่งมาจากบ้านบาอัลชาลิชาห์   นำของมาให้คนแห่งพระเจ้ามีขนมปังเป็นผลแรกคือ   ขนมบารลียี่สิบก้อน   และรวงข้าวใหม่ใส่กระสอบของเขามาและเอลีชาว่า   “จงให้แก่คนเหล่านั้นรับประทาน”

43But his servant said, “How can I set this before a hundred men?” So he repeated, “Give them to the men, that they may eat, for thus says the LORD, ‘They shall eat and have some left.’”

43แต่คนใช้คนนี้ตอบว่า  “ข้าพเจ้าจะตั้งอาหารเท่านี้ ให้คนหนึ่งร้อยรับประทานได้อย่างไร”   ท่านจึงสั่งซ้ำว่า  “จงให้คนเหล่านั้นรับประทานเถิด เพราะพระเจ้าตรัสสั่งดังนี้ว่า  'เขาทั้งหลายจะได้รับประทานและยังเหลืออีก' ”

44So he set it before them. And they ate and had some left, according to the word of the LORD.

44เขาจึงตั้งอาหารไว้ต่อหน้าเขาทั้งหลาย   เขาทั้งหลายก็รับประทาน   และยังเหลืออยู่จริงตามพระวจนะของพระเจ้า
Practical Application: God hates sin and He will not allow it to continue indefinitely.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ : พระเจ้าทรงเกลียดชังความบาปและจะไม่ทรงอนุญาตให้ทำบาปต่อไปอย่างไม่จบสิ้น

If we belong to Him, we can expect His discipline when we disobey Him.

ถ้าเราเป็นของพระองค์   เราหวังว่าเราคงจะถูกลงวินัยเมื่อเราไม่เชื่อฟังพระองค์

A loving Father corrects His children for their benefit and to prove that they indeed belong to Him.

พระบิดาที่รักบุตรของพระองค์    จะทรงแก้ไขดัดแปลงเพื่อเห็นแก่พวกเขา และเพื่อพิสูจน์ว่าแท้จริงพวกเขาเป็นของพระองค์

God may at times use unbelievers to bring correction to His people, and He gives us warning before delivering judgment.

บางครั้งพระเจ้าอาจทรงใช้บรรดาผู้ไม่เชื่อเพื่อแก้ไขประชากรของพระองค์   และพระองค์จะทรงเตือนเราก่อนที่จะทรงพิพากษาเรา

As Christians, we have His Word to guide us and warn us when we go astray from His path.

ในฐานะคริสเตียนเรามีพระวจนะของพระองค์   เพื่อนำทางเราและเตือนเราเมื่อเราหลงไปจากทางของพระองค์

Like the prophets of old, His Word is trustworthy and always speaks truth.

เช่นเดียวกับผู้พยากรณ์ในสมัยเดิม  พระวจนะของพระองค์เป็นที่เชื่อถือได้  และพวกเขามักจะพูดความจริง

God’s faithfulness to His people will never fail, even when we do.
ความสัตย์ซื่อของพระเจ้าต่อคนของพระองค์จะไม่มีวันสูญไป แม้ในขณะที่เราออกห่างจากพระองค์
The stories of the widow and the leper are examples for us in regard to the Body of Christ.

เรื่องราวของหญิงม่ายและคนโรคเรื้อนเป็นตัวอย่างสำหรับเราในเรื่องพระกายของพระคริสต์

Just as Elisha had pity on these from the lowest levels of society, we are to welcome all who belong to Christ into our churches.

เช่นเดียวกับที่เอลีชาสงสารคนเหล่านี้  จากระดับต่ำสุดของสังคม     เราต้องยินดีต้อนรับทุกคนที่เป็นของพระคริสต์เข้ามาในคริสตจักรของเรา

God is no “respecter of persons” and neither should we be.

พระเจ้าไม่ทรง "เห็นแก่หน้าผู้ใด" และเราไม่ควรทำเช่นกัน

Acts กิจการ 10:34 34So Peter opened his mouth and said: “Truly I understand that God shows no partiality,

34ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวว่า   “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า   พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด

www.gotquestions.org/Thai

2 Kings

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top