Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, September 10, 2015

 

Book of Jonah

พระธรรมโยนาห์


Can you summarize the Book of Jonah? What is the Book of Jonah all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมโยนาห์ได้ไหม   พระธรรมโยนาห์ทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: Jonah 1:1 specifically identifies the Prophet Jonah as the author of the Book of Jonah.
ผู้ประพันธ์: โยนาห์ 1: 1 ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่าศาสดาพยากรณ์โยนาห์เป็นผู้เขียนพระธรรมโยนาห์

Jonah โยนาห์ 1:1 1Now the word of the LORD came to Jonah the son of Amittai, saying,

1พระวจนะของพระเจ้ามาถึงโยนาห์   บุตรอามิททัยว่า


Date of Writing: The Book of Jonah was likely written between 793 and 758 B.C.
วันที่เขียน: พระธรรมโยนาห์อาจจะถูกเขียนขึ้นระหว่างปี ก.ค.ศ. 793 และ 758


Purpose of Writing: Disobedience and revival are the key themes in this book. Jonah’s experience in the belly of the whale provides him with a unique opportunity to seek a unique deliverance, as he repents during this equally unique retreat.

จุดประสงค์ของการเขียน: การไม่เชื่อฟังและการฟื้นฟูเป็นสาระสำคัญในพระธรรมเล่มนี้ ประสบการณ์ของโยนาห์ที่อยู่ในท้องปลาวาฬ  ทำให้เขามีโอกาสที่ไม่เหมือนใครที่จะแสวงหาการช่วยกู้ที่ไม่เหมือนใคร    เมื่อเขาสำนึกผิดในระหว่างที่อยู่ในสถานพักผ่อนที่ไม่ซ้ำใครอย่างเท่าเทียมกัน

His initial disobedience leads to not only his personal revival, but that of the Ninevites as well.

การไม่เชื่อฟังตอนต้นของเขานำไปสู่ไม่เพียงแต่การฟื้นฟูสภาพส่วนตัวของเขาเท่านั้น แต่ของชาวนีนะเวห์ด้วยเช่นกัน

Many classify the revival which Jonah brings to Nineveh as one of the greatest evangelistic efforts of all time.
หลายคนจำแนกการฟื้นฟูที่โยนาห์นำมาสู่นีนะเวห์ว่าเป็นหนึ่งในความพยายามประกาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทั้งหมด


Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Jonah โยนาห์ 1:3 3But Jonah rose to flee to Tarshish from the presence of the LORD. He went down to Joppa and found a ship going to Tarshish. So he paid the fare and went on board, to go with them to Tarshish, away from the presence of the LORD.

3แต่โยนาห์ได้ลุกขึ้นหนีไปยังเมืองทารชิชจากพระพักตร์พระเจ้า   ท่านได้ลงไปยังเมืองยัฟฟา   และพบกำปั่นลำหนึ่งกำลังไปเมืองทารชิช   ดังนั้นท่านจึงชำระค่าโดยสาร   และขึ้นเรือเดินทางร่วมกับเขาทั้งหลายไปยังเมืองทารชิช   ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า  
Jonah โยนาห์ 1:17 17And the LORD appointed a great fish to swallow up Jonah. And Jonah was in the belly of the fish three days and three nights.

17และพระเจ้าทรงกำหนดให้ปลามหึมาตัวหนึ่งกลืน โยนาห์เข้าไป   โยนาห์ก็อยู่ในท้องปลานั้นสามวันสามคืน
Jonahโยนาห์ 2:2 2saying, “I called out to the LORD, out of my distress, and He answered me; out of the belly of Sheol I cried, and You heard my voice.

2“ในคราวที่ข้าพระองค์ตกทุกข์ได้ยาก   ข้าพระองค์ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบข้าพระองค์   ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของแดนคนตาย   และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์  

Jonah โยนาห์ 3:10 10When God saw what they did, how they turned from their evil way, God relented of the disaster that he had said he would do to them, and he did not do it.

10เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของเขาแล้วว่า   เขากลับไม่ประพฤติชั่วต่อไป   พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัย   ไม่ลงโทษ   ตามที่พระองค์ตรัสไว้   และพระองค์ก็มิได้ทรงลงโทษเขา


Brief Summary: Jonah's fear and pride cause him to run from God.

บทสรุปโดยย่อ: ความกลัวและความลำพองใจของโยนาห์เป็นเหตุให้เขาหันไปจากพระเจ้า

He does not wish to go to Nineveh to preach repentance to the people, as God has commanded, because he feels they are his enemies, and he is convinced that God will not carry out his threat to destroy the city.

เขาไม่ได้ต้องการที่จะไปที่นีนะเวห์   เพื่อที่จะสั่งสอนประชาชนให้กลับใจตามที่พระเจ้าทรงบัญชา   เพราะเขารู้สึกว่าพวกชาวเมืองนั้นเป็นศัตรูของเขา   และเขามั่นใจว่าพระเจ้าจะไม่ทรงจัดการกับพวกเขาถึงขนาดที่จะทำลายเมือง

Instead he boards a ship for Tarshish, which is in the opposite direction.

ดังนั้นเขาจึงลงเรือมุ่งไปยังเมืองทารชิชซึ่งตั้งอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม

Soon a raging storm causes the crew to cast lots and determine that Jonah is the problem.

ไม่นานนักก็เกิดพายุหนักโหมกระหน่ำ   เป็นเหตุให้ลูกเรือจับสลากกัน และลงความเห็นว่าโยนาห์เป็นตัวปัญหา

They throw him overboard, and he is swallowed by a great fish.

พวกเขาจับโยนาห์โยนลงทะเลและเขาโดนปลาใหญ่กลืนเข้าไป

In its belly for 3 days and 3 nights, Jonah repents of his sin to God, and the fish vomits him up on dry land (we wonder what took him so long to repent).

เขาเข้าไปอยู่ในท้องปลาเป็นเวลา 3 วัน 3 คืน   โยนาห์สำนึกผิดบาปของเขาต่อพระเจ้าและปลาอาเจียนร่างของเขาขึ้นไปเกยบนแผ่นดินแห้ง (เราสงสัยว่าทำไมนานจังกว่าเขาจะกลับใจ)

Jonah then makes the 500-mile trip to Nineveh and leads the city in a great revival.

แล้วโยนาห์ก็ต้องเดินทางไกล 500 ไมล์ไปยังเมืองนีนะเวห์  และนำชาวเมืองไปสู่การฟื้นฟูครั้งใหญ่

But the prophet is displeased (actually pouts) instead of being thankful when Nineveh repents.

แต่ผู้พยากรณ์ไม่พอใจ (ที่จริงทำบูดบึ้ง) แทนที่จะขอบคุณเมื่อนีนะเวห์กลับใจ

Jonah learns his lesson, however, when God uses a wind, a gourd and a worm to teach him that He is merciful.
อย่างไรก็ตามโยนาห์ก็ได้รับบทเรียนของเขา เมื่อพระเจ้าทรงใช้ลม น้ำเต้า และตัวหนอนที่จะสอนให้เขารู้ว่าพระองค์ทรงพระเมตตา

Foreshadowing: That Jonah is a type of Christ is clear from Jesus’ own words.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: ที่ว่าโยนาห์เป็นแบบของพระคริสต์นั้นชัดเจนตามคำตรัสของพระเยซูเอง

Matthew มัทธิว 12:40-4140For just as Jonah was three days and three nights in the belly of the great fish, so will the Son of Man be three days and three nights in the heart of the earth.

40ด้วยว่า   โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลามหึมาสามวันสามคืน     ฉันใด   บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดิน   สามวันสามคืนฉันนั้น

41The men of Nineveh will rise up at the judgment with this generation and condemn it, for they repented at the preaching of Jonah, and behold, something greater than Jonah is here.

41ชนชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้   และจะเป็นตัวอย่างให้คนยุคนี้ได้รับโทษ   ด้วยว่าชาวนีนะเวห์ได้กลับใจเสียใหม่   เพราะคำประกาศของโยนาห์   และซึ่งใหญ่กว่าโยนาห์มีอยู่ที่นี่

Jesus declares that He will be in the grave the same amount of time Jonah was in the whale’s belly.

พระเยซูทรงตรัสว่าพระองค์จะทรงอยู่ในหลุมฝังศพเป็นเวลาเท่ากับที่โยนาห์อยู่ในท้องปลาวาฬ

He goes on to say that while the Ninevites repented in the face of Jonah’s preaching, the Pharisees and teachers of the Law who rejected Jesus were rejecting One who is far greater than Jonah.

พระองค์ตรัสต่อไปว่าในขณะที่ชาวนีนะเวห์สำนึกผิดต่อหน้าโยนาห์กล่าวพระธรรมเทศนา พวกฟาริสีและครูสอนพระบัญญัติผู้ที่ปฏิเสธพระเยซู  ก็กำลังปฏิเสธพระองค์ผู้ทรงยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์

Just as Jonah brought the truth of God regarding repentance and salvation to the Ninevites, so too does Jesus bring the same message of salvation of and through God alone.

ขณะที่โยนาห์นำความจริงของพระเจ้าเกี่ยวกับการกลับใจและความรอดให้กับชาวนีนะเวห์   ก็เช่นเดียวกับพระเยซูทรงนำข้อพระคำเหมือนกันเรื่องความรอดและโดยทางพระเจ้าเท่านั้น

Jonah โยนาห์ 2:9 9But I with the voice of thanksgiving will sacrifice to You; what I   have vowed I will pay.  Salvation belongs to the LORD!”

9แต่ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาแด่พระองค์   พร้อมด้วยเสียงโมทนาพระคุณ   ข้าพระองค์บนไว้อย่างไร   ข้าพระองค์จะแก้บนอย่างนั้น การที่ช่วยกู้นั้นเป็นของพระเจ้า”  

John ยอห์น 14:6 6Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through Me.

6พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

Romans โรม 11:36 36For from Him and through Him and to Him are all things. To him be glory forever. Amen.

36เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์   โดยพระองค์   และเพื่อพระองค์   ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์   อาเมน


Practical Application: We cannot hide from God. What He wishes to accomplish through us will come to pass, despite all our objections and foot-dragging.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ : เราไม่สามารถซ่อนจากพระเจ้า  สิ่งที่พระองค์ทรงปรารถนาจะกระทำให้สำเร็จโดยทรงใช้เราก็เกิดขึ้น  แม้จะเราจะคัดค้านและลากเท้า

Ephesians เอเฟซัส 2:10 10For we are his workmanship, created in Christ Jesus for good works, which God prepared beforehand, that we should walk in them.

10เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซู คริสต์เพื่อให้ประ กอบการดี   ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ

This reminds us that He has plans for us and will see to it that we conform to those plans.

สิ่งนี้เตือนเราว่าพระองค์ทรงมีแผนการสำหรับเรา   และจะทรงคอยดูว่าเรายอมทำตามแผนการเหล่านั้นไหม

How much easier it would be if we, unlike Jonah, would submit to Him without delay!
มันจะง่ายมากกว่านี้ไหมถ้าเรา   ซึ่งไม่เหมือนโยนาห์   จะยอมเชื่อฟังพระองค์โดยไม่ชักช้า!
God’s love manifests itself in His accessibility to all, regardless of our reputation, nationality or race.

ความรักของพระเจ้าได้สำแดงออกมาโดยทรงเข้าถึงคนของพระองค์ทุกคนโดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียง สัญชาติ หรือเชื้อชาติของเรา  

The free offer of the Gospel is for all people in all times.

ทรงประทานพระกิตติคุณฟรีแก่ทุกคนในทุกสถานการณ์

Our task as Christians is to be the means by which God tells the world of the offer and to rejoice in the salvation of others.

งานของเราในฐานะเป็นคริสเตียนคือเป็นเครื่องมือที่พระเจ้าตรัสแก่โลกสิ่งที่ทรงประทานให้    และให้ชื่นชมยินดีในความรอดของคนอื่น ๆ

This is an experience God wants us to share with Him, not being jealous or resentful of those who come to Christ in “last-minute conversions” or who come through circumstances dissimilar to our own.

นี่คือประสบการณ์ที่พระเจ้าทรงต้องการให้เรามีส่วนร่วมกับพระองค์    ไม่อิจฉาหรือไม่พอใจบรรดาผู้ที่มาหาพระคริสต์ใน "การกลับใจในนาทีสุดท้าย" หรือผู้ที่มาในสถาน การณ์ที่แตกต่างกับของเราเอง



Book of Ezekiel

พระธรรมเอเสเคียล


Can you summarize the Book of Ezekiel? What is the Book of Ezekiel all about?

คุณสามารถสรุปพระธรรมเอเสเคียลได้ไหม พระธรรมเอเสเคียลทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร


Author: The Prophet Ezekiel is the author of the Book.

ผู้ประพันธ์: ศาสดาพยากรณ์เอเสเคียลเป็นผู้เขียนพระธรรมนี้

Ezekiel เอเสเคียล 1:3 3the word of the LORD came to Ezekiel the priest, the son of Buzi, in the land of the Chaldeans by the Chebar canal, and the hand of the LORD was upon him there.

3พระวจนะของพระเจ้ามายังเอเสเคียลปุโรหิต   บุตรบุซีในแผ่นดินของคนเคลเดียริมแม่น้ำ เคบาร์ ณ ที่นั่นพระหัตถ์ของพระเจ้ามาอยู่เหนือท่าน  

He was a contemporary of both Jeremiah and Daniel.
ท่านเป็นศาสดาพยากรณ์ร่วมสมัยกับเยเรมีย์และดาเนียลด้วย

Date of Writing: The Book of Ezekiel was likely written between 593 and 565 B.C. during the Babylonian captivity of the Jews.
วันที่เขียน: พระธรรมเอเสเคียลอาจจะเขียนขึ้นระหว่างปี ก.ค.ศ. 593 และ 565 ระหว่างที่ชาวยิวตกเป็นเชลยในบาบิโลน
Purpose of Writing: Ezekiel ministered to his generation who were both exceedingly sinful and thoroughly hopeless. 

จุดประสงค์ของการเขียน: เอเสเคียลเทศนาสั่งสอนแก่ชนชาติของท่าน  ผู้ที่ทั้งทำบาปมากมายและหมดหวังสิ้นเชิง

By means of his prophetic ministry he attempted to bring them to immediate repentance and to confidence in the distant future. 

โดยวิธีบอกกล่าวตามคำพยากรณ์ของท่าน   ท่านก็พยายามที่จะนำพวกเขาให้กลับใจทันทีและให้มีความเชื่อมั่นในอนาคตที่ดูห่างไกล

He taught that: (1) God works through human messengers; (2) Even in defeat and despair God's people need to affirm God's sovereignty; (3) God's Word never fails; (4) God is present and can be worshiped anywhere; (5) People must obey God if they expect to receive blessings; and (6) God's Kingdom will come.
ท่านสอนว่า (1) พระเจ้าทรงทำงานผ่านผู้สื่อสารมนุษย์ (2) แม้จะอยู่ในความพ่ายแพ้และหมดหวัง  คนของพระเจ้าต้องมั่นใจในอำนาจสูงสุดของพระเจ้า (3) พระวจนะของพระเจ้าไม่เคยผิดพลาด; (4) พระเจ้าทรงดำรงอยู่ในปัจจุบันและเราสามารถนมัสการได้ทุกหนแห่ง; (5) ผู้คนต้องเชื่อฟังพระเจ้าถ้าพวกเขาคาดหวังที่จะได้รับพร; และ (6) ราชอาณาจักรของพระเจ้ากำลังจะมา

Key Verses:

ข้อพระคัมภีร์ที่สำคัญ:

Ezekiel เอเสเคียล 2:3-6 3And he said to me, “Son of man, I send you to the people of Israel, to nations of rebels, who have rebelled against me. They and their fathers have transgressed against me to this very day.

3และพระองค์ตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า   “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย   เราส่งเจ้าไปยังคนอิสราเอลถึงประชาชาติที่มักกบฏ   ผู้ซึ่งได้กบฏต่อเรา   ทั้งตัวเขาและบรรพบุรุษของเขาได้ละเมิดต่อเราจนกระทั่งวันนี้

4The descendants also are impudent and stubborn: I send you to them, and you shall say to them, ‘Thus says the Lord GOD.’

4ประชาชนก็หน้าด้านและดื้อดึงด้วยเราใช้เจ้าไปหาเขา   และเจ้าจงพูดกับเขาว่า   'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า'

5And whether they hear or refuse to hear (for they are a rebellious house) they will know that a prophet has been among them.

5เขาจะฟังหรือปฏิเสธไม่ฟังก็ตาม   (เพราะว่าเขาเป็นพงศ์พันธุ์ที่มักกบฏ)   เขาก็จะทราบว่าได้มีผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งในหมู่พวกเขาแล้ว

6And you, son of man, be not afraid of them, nor be afraid of their words, though briers and thorns are with you and you sit on scorpions.  Be not afraid of their words, nor be dismayed at their looks, for they are a rebellious house.

6เจ้า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย   เจ้าอย่ากลัวเขา   หรืออย่าเกรงคำพูดของเขา   ถึงแม้ว่าโคกกระ สุนและหนามพุงดออยู่กับเจ้า   และเจ้าอยู่ท่ามกลางแมงป่อง   อย่าเกรงคำพูดของเขาเลย   อย่าท้อถอยเมื่อเห็นหน้าเขา   เพราะเขาเป็นพงศ์พันธุ์ที่มักกบฏ
Ezekiel เอเสเคียล 18:4 4Behold, all souls are mine; the soul of the father as well as the soul of the son is mine: the soul who sins shall die.

4ดูเถิด ชีวิตทั้งสิ้นเป็นของเรา   ชีวิตของบิดาเป็นของเราฉันใด   ชีวิตของบุตรก็เป็นของเราฉันนั้น   ชีวิตใดทำบาปก็จะตาย  

Ezekiel เอเสเคียล 28:12-14 12“Son of man, raise a lamentation over the king of Tyre, and say to him, Thus says the Lord GOD: “You were the signet of perfection, full of wisdom  and perfect in beauty.

12บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเปล่งเสียงบทคร่ำครวญเพื่อกษัตริย์เมืองไทระ และจงกล่าวแก่ท่านว่าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “เจ้าเป็นตราแห่งความสมบูรณ์แบบ เต็มด้วยสติปัญญาและ

มีความงามอย่างพร้อมสรรพ  

13You were in Eden, the garden of God; every precious stone was your covering,

sardius, topaz, and diamond, beryl, onyx, and jasper, sapphire, emerald, and carbuncle; and crafted in gold were your settings and your engravings.  On the day that you were created they were prepared.

13เจ้าอยู่ในเอเดน พระอุทยานของพระเจ้า    เพชรพลอยทุกอย่างเป็นเสื้อของเจ้า คือทับทิม

บุษราคัมน้ำอ่อน เพชร  เพทาย โกเมน และมณีโชติ ไพฑูรย์ มรกต และเบริล   เพชรพลอยเหล่านี้ฝังในทองคำ และลวดลายแกะสลักก็เป็นทองคำ  สิ่งเหล่านั้นจัดเตรียมไว้ในวันที่สร้างเจ้าขึ้นมา  

14You were an anointed guardian cherub. I placed you; you were on the holy mountain of God; in the midst of the stones of fire you walked.

14เราตั้งเจ้าให้อยู่กับเครูบ  ผู้พิทักษ์ที่ได้เจิมตั้งไว้   เจ้าอยู่บนภูเขาบริสุทธิ์แห่งพระเจ้า  และ  เจ้าเดินอยู่ท่ามกลางศิลาเพลิง  
Ezekiel เอเสเคียล 33:11 11Say to them, As I live, declares the Lord GOD, I have no pleasure in the death of the wicked, but that the wicked turn from his way and live; turn back, turn back from your evil ways, for why will you die, O house of Israel?

11จงกล่าวตอบเขาว่า พระเจ้าตรัสว่า เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด   เราไม่พอใจในความตายของคนอธรรม   แต่พอใจในการที่คนอธรรมหันจากทางของเขาและมีชีวิตอยู่ จงหันกลับ จงหันกลับจากทางชั่วของเจ้า โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ยอมตายทำไม
Ezekiel เอเสเคียล 48:35 35The circumference of the city shall be 18,000 cubits. And the name of the city from that time on shall be, The LORD is there.”

35วัดรอบนครนั้นได้หนึ่งหมื่นแปดพันศอก   ตั้งแต่นี้ไปนครนี้มีชื่อว่า พระเจ้าสถิตที่นั่น”

Brief Summary: How can you cope with a world gone astray? 

บทสรุปโดยย่อ: คุณสามารถรับมือกับโลกที่หันเหในทางที่ผิดได้อย่างไร

Ezekiel, destined to begin his life's ministry as a priest at age thirty, was uprooted from his homeland and marched off to Babylon at age of twenty-five. 

เอเสเคียล ได้รับมอบให้เริ่มต้นชีวิตทำงานรับใช้ในฐานะที่เป็นปุโรหิตตอนที่อายุสามสิบ   ถูกเรียกออกจากบ้านเกิดของท่านและเดินทางตรงไปบาบิโลนตอนที่อายุยี่สิบห้า

For five years he languished in despair. 

ท่านตกอยู่ในความสิ้นหวังเป็นเวลาห้าปี

At age thirty a majestic vision of Yahweh's glory captivated his being in Babylon. 

ตอนอายุสามสิบ ท่านได้นิมิตเห็นพระสิริงดงามของพระเยโฮวาห์   ตอนท่านเป็นเชลยอยู่ในบาบิโลน

The priest/prophet discovered God was not confined to the narrow strictures of Ezekiel's native land. 

ปุโรหิต / ผู้เผยพระวจนะค้นพบว่าพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่ในวงแคบของแผ่นดินบ้านเกิดของเอเสเคียล

Instead, He is a universal God who commands and controls persons and nations. In Babylon, God imparted to Ezekiel His Word for the people. 

แต่ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งจักรวาล  ผู้ทรงบัญชาและควบคุมชนชาติและประเทศทั้งหลาย  ในบาบิโลนพระเจ้าทรงสำแดงพระวจนะของพระองค์แก่เอเสเคียลเพื่อประชาชน

His call experience transformed Ezekiel.

เอเสเคียลได้ประสบการเปลี่ยนแปลงชีวิต

He became avidly devoted to God's Word. 

ท่านกลายเป็นคนที่ปรารถนาจะอุทิศตัวเพื่อประกาศพระวจนะของพระเจ้า

He realized he had nothing personally to assist the captives in their bitter situation, but he was convinced God's Word spoke to their condition and could give them victory in it. 

ท่านรู้ว่าโดยลำพังส่วนตัวท่านไม่สามารถช่วยเพื่อนเชลยในสถานการณ์ขมขื่นนั้นได้ แต่ท่านก็เชื่อมั่นในพระวจนะของพระเจ้าที่ตรัสกับพวกเขาในสถานการณ์นั้นว่าสามารถช่วยให้ทำให้พวกเขามีชัยชนะได้

Ezekiel used various methods to convey God's Word to his people.

เอเสเคียลใช้วิธีการต่างๆในการถ่ายทอดพระวจนะของพระเจ้าแก่พี่น้องร่วมชาติของท่าน

He used art in drawing a depiction of Jerusalem, symbolic actions and unusual conduct to secure attention. 

ท่านมีศิลปะในการบรรยายให้เห็นภาพของกรุงเยรูซาเล็ม   การกระทำเชิงสัญลักษณ์และการปฏิบัติที่ไม่ธรรมดา เพื่อรับรองความสนใจ

He cut his hair and beard to demonstrate what God would do to Jerusalem and its inhabitants.
ท่านตัดผมและเคราของท่าน เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าจะทรงทำกับกรุงเยรูซาเล็มและพลเมืองผู้อาศัยอยู่
Ezekiel’s book can be divided into four sections:

พระธรรมเอเสเคียลสามารถแบ่งออกเป็นสี่ภาค

Chapters 1-24: prophecies on the ruin of Jerusalem
บทที่ 1-24: คำทำนายเรื่องกรุงเยรูซาเล็มกลายเป็นซากปรักหักพัง

Chapters 25-32: prophecies of God’s judgment on nearby nations
บทที่ 25-32: คำทำนายเรื่องการพิพากษาของพระเจ้าต่อประเทศใกล้เคียง

Chapter 33: a last call for repentance to Israel
บทที่ 33: การเรียกร้องครั้งสุดท้ายขอให้อิสราเอลกลับใจใหม่

Chapters 34-48: prophecies concerning the future restoration of Israel
บทที่ 34-48: คำทำนายเกี่ยวกับการฟื้นฟูของอิสราเอลในอนาคต


Foreshadowings: Ezekiel 34 is the chapter wherein God denounces the leaders of Israel as false shepherds for their poor care of His people.

ลางบอกเหตุการณ์ล่วงหน้า: เอเสเคียลบทที่ 34 เป็นบทที่พระเจ้าทรงประณามผู้นำของอิสราเอลว่าเป็นผู้เลี้ยงเท็จที่ดูแลคนของพวกเขาอย่างแย่มาก

Instead of caring for the sheep of Israel, they cared for themselves.

แทนที่จะดูแลแกะของอิสราเอล  พวกเขาได้แต่ดูแลตัวเองเท่านั้น

They ate well, were well-clothed and well-cared for by the very people they had been placed over.

พวกเขากินดีอยู่ดี  สวมใส่เสื้อผ้าดีๆ และได้รับการดูแลอย่างดีโดยผู้คนมากมายที่พวกเขาบังคับให้ทำหน้าที่

Ezekiel เอเสเคียล 34:1-3 1The word of the LORD came to me:

1พระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า

2“Son of man, prophesy against the shepherds of Israel; prophesy, and say to them, even to the shepherds, Thus says the Lord GOD: Ah, shepherds of Israel who have been feeding yourselves! Should not shepherds feed the sheep?

2“บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย   จงพยากรณ์กล่าวโทษบรรดาผู้เลี้ยงแกะแห่งอิสราเอล   จงพยากรณ์กล่าวโทษว่าแก่เขา   คือผู้เลี้ยงแกะว่า   พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   วิบัติแก่ผู้เลี้ยงแกะแห่งอิสราเอลผู้เลี้ยงตัวเอง   ผู้เลี้ยงแกะย่อมเลี้ยงแกะมิใช่หรือ

3You eat the fat, you clothe yourselves with the wool, you slaughter the fat ones, but you do not feed the sheep.

3เจ้ารับประทานไขมัน เจ้าคลุมกายของเจ้าด้วยขนแกะ   เจ้าฆ่าแกะตัวอ้วนๆ   เจ้าหาได้เลี้ยงแกะไม่

By contrast, Jesus is the Good Shepherd who lays down His life for the sheep and who protects them from the wolves who would destroy the flock.

ในทางตรงกันข้าม  พระเยซูทรงเป็นผู้เลี้ยงที่ดีผู้ทรงวางชีวิตของพระองค์เพื่อฝูงแกะ  ผู้ทรงช่วยปกป้องพวกเขารอดจากหมาป่าที่จะมาทำลายฝูงแกะ

John ยอห์น 10:11-12 11I am the good shepherd. The good shepherd lays down his life for the sheep.

11เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ

12He who is a hired hand and not a shepherd, who does not own the sheep, sees the wolf coming and leaves the sheep and flees, and the wolf snatches them and scatters them.

12ผู้ที่รับจ้างมิได้เป็นผู้เลี้ยงแกะ   และฝูงแกะไม่เป็นของเขา   เมื่อเห็นสุนัขป่ามาเขาจึงละทิ้งฝูงแกะหนีไป   สุนัขป่าก็ชิงเอาแกะไปเสีย   และทำให้ฝูงแกะกระจัดกระจายไป

Verse 4 of chapter 34 describes people whom the shepherds failed to minister to as weak, sick, injured and lost.

ข้อ 4 ของบทที่ 34 บรรยายผู้คนที่พวกผู้เลี้ยงไม่ดูแลสั่งสอน เช่นพวกคนอ่อนแอ  คนเจ็บป่วย   คนที่บาดเจ็บและคนที่หลงหายไป

Ezekiel เอเสเคียล 34:4 4The weak you have not strengthened, the sick you have not healed, the injured you have not bound up, the strayed you have not brought back, the lost you have not sought, and with force and harshness you have ruled them.

4ตัวที่อ่อนเพลียเจ้าก็ไม่เสริมกำลัง   ตัวที่เจ็บเจ้าก็ไม่รักษา   ตัวที่กระดูกหักเจ้าก็มิได้พันผ้า   ตัวที่หลงไปเจ้าก็มิได้ไปตามกลับมา   ตัวที่หายไปเจ้าก็มิได้เสาะหา   และเจ้าได้ปกครองเขาด้วยการบังคับ   และด้วยการข่มขี่เบียดเบียน

Jesus is the Great Physician who heals our spiritual wounds by His death on the cross.

พระเยซูทรงเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ   ผู้ทรงเยียวยาบาดแผลทางจิตวิญญาณของเราโดยที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน

Isaiah อิสยาห์ 53:5 5But he was wounded for our transgressions; he was crushed for our iniquities; upon him was the chastisement that brought us peace, and with his stripes we are healed.

5แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย   ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา   การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้นตกแก่ท่าน   ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี   

He is the one who seeks and saves that which is lost.
พระองค์ทรงเป็นผู้หนึ่งที่เสาะหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปให้รอด

Luke ลูกา 19:10 10For the Son of Man came to seek and to save the lost.”

10เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”

Practical Application: The Book of Ezekiel calls us to join in a fresh and living encounter with the God of Abraham, Moses and the prophets.

การประยุกต์ใช้ปฏิบัติ: พระธรรมเอเสเคียลเรียกให้เราเริ่มต้นชีวิตที่ประสบพบกับพระเจ้าของอับราฮัม  โมเสสและศาสดาพยากรณ์

We must be overcomers or we will be overcome.

เราต้องเป็นผู้ชนะหรือเราจะเป็นผู้แพ้

Ezekiel challenged us to: experience a life changing vision of God's power, knowledge, eternal presence and holiness; let God direct us; comprehend the depth of and commitment to evil that lodges in each human heart; to recognize that God holds his servants responsible for warning wicked men of their peril; to experience a living relationship with Jesus Christ, who said that the new covenant is to be found in His blood.

เอเสเคียลหนุนใจให้เรา: มีประสบการณ์ชีวิตเห็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าที่ทรงเปลี่ยนแปลงเรา   ความรู้ การดำรงอยู่นิรันดร์และความบริสุทธิ์; ขอให้พระเจ้าทรงนำเรา  ให้เราเข้าใจความลึกและความมุ่งทำชั่วที่เข้าอยู่ภายในจิตใจมนุษย์;  ให้เรายอมรับว่าพระเจ้าทรงให้ผู้รับใช้ของพระองค์คอยตักเตือนคนชั่วให้สำนึกอันตรายของพวกเขา; ให้เรามีประสบการณ์สามัคคีธรรมงอกงามกับพระเยซูคริสต์   ผู้ทรงตรัสว่าพันธสัญญาใหม่นั้นพบได้ใดยพระโลหิตของพระองค์

 

Jonah and Ezekiel

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top