Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, September 23, 2015

 

1 Kings 16 and 17 Baasha, Elah, Zimri, Omri and Ahab kings of Israel

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 16 และ17 บาอาชา เอลาห์ ศิมรี อมรี อาหับกษัตริย์แห่งอิสราเอล

1 And the word of the LORD came to Jehu the son of Hanani against Baasha, saying,

1 พระวจนะของพระเจ้าได้มาถึงเยฮูบุตรฮานานีกล่าว โทษบาอาชาว่า

Jehu is the name of a prophet whom God spoke to concerning King Baasha.

เยฮูเป็นชื่อของผู้เผยพระวจนะผู้ที่พระเจ้าทรงตรัสถึงเกี่ยวกับกษัตริย์บาอาชา

2 “Since I exalted you out of the dust and made you leader over my people Israel, and you have walked in the way of Jeroboam and have made my people Israel to sin, provoking me to anger with their sins,

2 “ในเมื่อข้าพระองค์ได้เชิดชูเจ้าขึ้นมาจากผงคลี   และกระทำให้เจ้าเป็นประมุขเหนืออิสราเอล ประชากรของข้าพระองค์   และเจ้าได้ดำเนินตามมรรคาของเยโรโบอัม   และได้กระทำให้อิสราเอลประชากรของข้าพระองค์ทำบาปด้วย   กระทำให้ข้าพระองค์โกรธด้วยบาปของเขาทั้งหลาย

3 behold, I will utterly sweep away Baasha and his house, and I will make your house like the house of Jeroboam the son of Nebat.

3 ดูเถิด  ข้าพระองค์จะกวาดล้างบาอาชาและราชวงศ์ของเขา เสียอย่างสิ้นเชิง   และกระทำให้ราชวงศ์ของเจ้าเหมือนกับราชวงศ์ของ เยโรโบอัมบุตรเนบัท

4 Anyone belonging to Baasha who dies in the city the dogs shall eat, and anyone of his who dies in the field the birds of the heavens shall eat.”

4 ผู้ใดในวงศ์บาอาชาที่ตายในเมืองสุนัขจะกิน   และผู้ใดที่ตายในทุ่งนานกในอากาศจะกิน”  

5 Now the rest of the acts of Baasha and what he did, and his might, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Israel?

5 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของบาอาชา   และบรรดาสิ่งที่ท่านได้กระทำและยุทธพลังของท่าน   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งพระราชา ประเทศอิสราเอลหรือ

6 And Baasha slept with his fathers and was buried at Tirzah, and Elah his son reigned in his place.

6 และบาอาชาก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษ ของพระองค์และเขาก็ฝังไว้ที่เมืองทีรซาห์   และเอลาห์ราชโอรสก็ขึ้นครองแทนพระองค์

9 But his servant Zimri, commander of half his chariots, conspired against him. When he was at Tirzah, drinking himself drunk in the house of Arza, who was over the household in Tirzah,

9 แต่ศิมรีข้าราชการของพระองค์   ผู้บัญชาการกองรถรบของพระองค์ กึ่งหนึ่งได้คิดกบฏต่อพระองค์   เมื่อพระองค์ประทับที่เมืองทีรซาห์   พระองค์ทรงดื่มจนเมาในเรือนของอารซา   ผู้ครอบครองราชสำนักในทีรซาห์

10 Zimri came in and struck him down and killed him, in the twenty-seventh year of Asa king of Judah, and reigned in his place.

10 ศิมรีได้เข้ามาฟันพระองค์ล้มลงและประหารพระองค์เสีย   ในปีที่ยี่สิบเจ็ดแห่งรัชกาลอาสาพระราชาของยูดาห์   แล้วก็ขึ้นครองแทนพระองค์  

11 When he began to reign, as soon as he had seated himself on his throne, he struck down all the house of Baasha. He did not leave him a single male of his relatives or his friends.

11 และอยู่มาเมื่อพระองค์ทรงเริ่มครอบครอง   พอพระองค์เสด็จประทับเหนือราชบัลลังก์   พระองค์ทรงประหารราชวงศ์ของบาอาชาเสียสิ้น   พระองค์มิได้ทรงเหลือชายสักคนหนึ่งที่เป็นญาติ หรือมิตรสหายของบาอาชาไว้เลย

12 Thus Zimri destroyed all the house of Baasha, according to the word of the LORD, which he spoke against Baasha by Jehu the prophet,

12 ศิมรีทรงทำลายราชวงศ์ของบาอาชาดังนี้แหละ   ตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งพระองค์ตรัสโดยเยฮู ผู้เผยพระวจนะกล่าวโทษบาอาชา

15 In the twenty-seventh year of Asa king of Judah, Zimri reigned seven days in Tirzah. Now the troops were encamped against Gibbethon, which belonged to the Philistines,

15 ในปีที่ยี่สิบเจ็ดแห่งรัชกาลอาสากษัตริย์ประเทศยูดาห์   ศิมรีทรงครอบครองเจ็ดวัน ณ เมืองทีรซาห์   ฝ่ายพวกพลได้ตั้งค่ายรบเมืองกิบเบโธน   ซึ่งเป็นของคนฟีลิสเตีย

16 and the troops who were encamped heard it said, “Zimri has conspired, and he has killed the king.” Therefore all Israel made Omri, the commander of the army, king over Israel that day in the camp.

16 และพวกพลซึ่งตั้งค่ายอยู่นั้นทราบ  เขากล่าวกันว่า   “ศิมรีได้กบฏและท่านได้ปลงพระชนม์พระราชาเสียแล้ว”   เพราะฉะนั้นอิสราเอลทั้งปวงก็สถาปนาอมรี   ผู้บัญชาการกองทัพให้เป็นพระราชาเหนือ อิสราเอลในวันนั้นที่ในค่าย

17 So Omri went up from Gibbethon, and all Israel with him, and they besieged Tirzah.

17 อมรีจึงเสด็จขึ้นไปจากกิบเบโธน   และอิสราเอลทั้งปวงก็ขึ้นไปด้วย   เขาทั้งหลายเข้าล้อมเมืองทีรซาห์

18 And when Zimri saw that the city was taken, he went into the citadel of the king's house and burned the king's house over him with fire and died,

18 และอยู่มาเมื่อศิมรีทรงเห็นว่าเมืองนั้นแตกแล้ว   ก็เสด็จเข้าไปในป้อมของพระราชวัง และทรงเผาพระราชวังเสีย   และทรงสิ้นพระชนม์ในกองไฟด้วย

Zimri committed suicide.

ศิมรีได้ฆ่าตัวตาย

19 because of his sins that he committed, doing evil in the sight of the LORD, walking in the way of Jeroboam, and for his sin which he committed, making Israel to sin.

19 เหตุด้วยบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำไว้   คือทรงกระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า   ดำเนินอยู่ในมรรคาของเยโรโบอัม   และด้วยเหตุบาปซึ่งพระองค์ทรงกระทำ   ทรงกระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย

23 In the thirty-first year of Asa king of Judah, Omri began to reign over Israel, and he reigned for twelve years; six years he reigned in Tirzah.

23 ในปีที่สามสิบเอ็ดแห่งรัชกาลอาสา พระราชาแห่งยูดาห์   อมรีได้เริ่มต้นครอบครองอยู่เหนืออิสราเอล และทรงครอบครองอยู่สิบสองปี   พระองค์ทรงครอบครองในเมืองทีรซาห์หกปี

24 He bought the hill of Samaria from Shemer for two talents of silver, and he fortified the hill and called the name of the city that he built Samaria, after the name of Shemer, the owner of the hill.

24 พระองค์ทรงซื้อภูเขาสะมาเรียจากเชเมอร์เงินสองตะลันต์   และพระองค์ทรงเสริมภูเขานั้นให้เป็นป้อมและทรงขนานนามเมือง   ที่พระองค์ทรงสร้างนั้นว่าสะมาเรีย   ตามชื่อของเชเมอร์  ผู้เป็นเจ้าของภูเขานั้น

Samaria became the capital city of Israel.

สะมาเรียได้กลายเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล

25 Omri did what was evil in the sight of the LORD, and did more evil than all who were before him.

25 อมรีได้ทรงกระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า   และทรงกระทำชั่วมากยิ่งกว่าบรรดากษัตริย์ผู้อยู่ก่อนพระองค์

26 For he walked in all the way of Jeroboam the son of Nebat, and in the sins that he made Israel to sin, provoking the LORD, the God of Israel, to anger by their idols.

26 เพราะว่าพระองค์ทรงดำเนินตามมรรคาทั้งสิ้นของ เยโรโบอัมบุตรเนบัท   และตามบาปซึ่งพระองค์กระทำให้อิสราเอลทำบาปด้วย   กระทำให้พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอลพิโรธด้วย รูปเคารพของเขาทั้งหลาย

27 Now the rest of the acts of Omri that he did, and the might that he showed, are they not written in the Book of the Chronicles of the Kings of Israel?

27 ส่วนพระราชกิจนอกนั้นของอมรีซึ่งพระองค์ทรงกระทำ   และยุทธพลังซึ่งพระองค์ทรงสำแดง   มิได้บันทึกไว้ในหนังสือพงศาวดารแห่งพระราชา ประเทศอิสราเอลหรือ

28 And Omri slept with his fathers and was buried in Samaria, and Ahab his son reigned in his place.

28 และอมรีก็ล่วงหลับไปอยู่กับบรรพบุรุษของพระองค์   และเขาฝังไว้ในสะมาเรีย   และอาหับราชโอรสของพระองค์ก็ขึ้นครองแทนพระองค์

29 In the thirty-eighth year of Asa king of Judah, Ahab the son of Omri began to reign over Israel, and Ahab the son of Omri reigned over Israel in Samaria twenty-two years.

29 ในปีที่สามสิบแปดแห่งรัชกาลอาสาพระราชาของ ยูดาห์   อาหับราชโอรสของอมรีได้เริ่มครอบครองเหนืออิสราเอล   และอาหับราชโอรสของอมรีได้ครองเหนืออิสราเอลใน เมืองสะมาเรียยี่สิบสองปี

While Baasha, Elah, Zimri, Omri and Ahab were kings in Israel, Asa was king in Judah.

ในขณะที่บาอาชา เอลาห์ ศิมรี อมรี อาหับทรงเป็นกษัตริย์ในอิสราเอล  อาสาเป็นกษัตริย์ในยูดาห์

30 And Ahab the son of Omri did evil in the sight of the LORD, more than all who were before him.

30 และอาหับโอรสของอมรีได้กระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า   มากยิ่งเสียกว่าบรรดาพระราชาที่อยู่ก่อนพระองค์

31 And as if it had been a light thing for him to walk in the sins of Jeroboam the son of Nebat, he took for his wife Jezebel the daughter of Ethbaal king of the Sidonians, and went and served Baal and worshiped him.

31 และอยู่มาประหนึ่งว่า   การที่พระองค์ดำเนินในบาปของเยโรโบอัมบุตรเนบัทนั้น   เป็นสิ่งเล็กน้อย   พระองค์ทรงรับเยเซเบลพระราชธิดาของเอ็ทบาอัล พระราชาของชาวไซดอนมาเป็นมเหสี   และไปปรนนิบัติพระบาอัล   และนมัสการพระนั้น

32 He erected an altar for Baal in the house of Baal, which he built in Samaria.

32 พระองค์ทรงสร้างแท่นบูชาพระบาอัล   ในพระนิเวศพระบาอัลซึ่งพระองค์ได้ทรง สร้างไว้ในเมืองสะมาเรีย

33 And Ahab made an Asherah. Ahab did more to provoke the LORD, the God of Israel, to anger than all the kings of Israel who were before him.

33 และอาหับทรงสร้างอาเชราห์   อาหับทรงกระทำการที่กระทำให้พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลทรงพระพิโรธ   มากยิ่งกว่าบรรดาพระราชาซึ่งอยู่มาก่อนพระองค์

So sad isn’t it, that each of the kings did evil in the sight of the Lord, each king doing worse than the one before him? 

น่าเศร้ามากใช่ไหม   ที่กษัตริย์แต่ละองค์ทรงทำชั่วในสายพระเนตรของพระเจ้า กษัตริย์แต่ละองค์ทรงทำสิ่งเลวร้ายยิ่งกว่ากษัตริย์องค์ก่อนหน้าใช่ไหม

How sad they didn’t turn their hearts to the Lord.  The people of Israel were doing like their kings.

น่าเศร้าเพียงไรที่พวกกษัตริย์ไม่ทรงเปลี่ยนพระทัยนับถือพระเจ้า คนอิสราเอลกำลังทำเช่นเดียวกับกษัตริย์ของพวกเขา

Ahab and his wife Jezebel brought in Baal worship to Israel, even building a house and an altar for Baal in Samaria.

อาหับ และเยเซเบลมเหสีที่ชั่วร้ายได้ทรงนำพระบาอัลบูชามายังอิสราเอล  แม้แต่สร้างวิหารและแท่นบูชาสำหรับพระบาอัลในสะมาเรีย

34 In his days Hiel of Bethel built Jericho. He laid its foundation at the cost of Abiram his firstborn, and set up its gates at the cost of his youngest son Segub, according to the word of the LORD, which he spoke by Joshua the son of Nun.

34 ในรัชกาลของพระองค์ฮีเอลชาวเบธเอลได้สร้างเมืองเยรีโค   ท่านได้วางรากเมืองนั้นโดยต้องเสียอาบีรัมบุตรหัวปีของท่าน   และตั้งประตูเมืองโดยต้องเสียเสกุบบุตรสุดท้องของท่าน ตามพระวจนะของพระเจ้า   ซึ่งพระองค์ตรัสโดยโยชูวาบุตรนูน

Joshua โยชูวา 6:26 26 Joshua laid an oath on them at that time, saying, “Cursed before the LORD be the man who rises up and rebuilds this city, Jericho. “At the cost of his firstborn shall he lay its foundation, and at the cost of his youngest son shall he set up its gates.”

26 ในคราวนั้นโยชูวาให้คนทั้งหลายสาบานว่า   ผู้ใดที่ลุกขึ้นสร้างเมืองนี้ใหม่คือเมืองเยรีโค   ก็ให้ผู้นั้นได้รับคำสาปแช่งเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า   ผู้ใดวางรากลงก็ให้ผู้นั้นเสียบุตรหัวปี   ผู้ใดตั้งประตูเมืองขึ้นก็ให้เสียบุตรสุดท้อง  

I Kings 17 Elijah Predicts a Drought

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 17 เอลียาห์พยากรณ์ว่าจะเกิดภัยแล้ง

1 Now Elijah the Tishbite, of Tishbe in Gilead, said to Ahab, “As the LORD the God of Israel lives, before whom I stand, there shall be neither dew nor rain these years, except by my word.”

1 ฝ่ายเอลียาห์ชาวทิชบีผู้ซึ่งตั้งอาศัยอยู่ในกิเลอาด   ได้ทูลอาหับว่า   “พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล   ผู้ซึ่งข้าพระบาทปฏิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้   นอกจากตามคำของข้าพระบาท”

After this prophesy of Elijah, it did not rain for 3 ½ years. 

หลังจากเอลียาห์ได้เผยพระวจนะ  ฝนก็ไม่ตกเลยเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง

Elijah heard from God, and trusted God.

เอลียาห์ได้ยินพระสุรเสียงจากพระเจ้าและวางใจในพระเจ้า

2 And the word of the LORD came to him,

2 แล้วพระวจนะของพระเจ้ามายังท่านว่า

3 “Depart from here and turn eastward and hide yourself by the brook Cherith, which is east of the Jordan.

3 “จงออกไปจากที่นี่และหันไปทางตะวันออก   และซ่อนตัวอยู่ที่ข้างลำธารเครีท   ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน

4 You shall drink from the brook, and I have commanded the ravens to feed you there.”

4 เจ้าจะดื่มน้ำจากลำธาร   และข้าพระองค์ได้บัญชาให้กาเลี้ยงเจ้าที่นั่น”

5 So he went and did according to the word of the LORD. He went and lived by the brook Cherith that is east of the Jordan.

5 ท่านจึงไปและกระทำตามพระวจนะของพระเจ้า   ท่านไปอาศัยอยู่ที่ข้างลำธารเครีท   ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน

6 And the ravens brought him bread and meat in the morning, and bread and meat in the evening, and he drank from the brook.

6 และกาก็นำขนมปังและเนื้อมาให้ท่านในเวลาเช้า   และนำขนมปังและเนื้อมาในเวลาเย็นและท่านก็ดื่ม น้ำจากลำธาร

Amazing isn’t it that the ravens brought him bread and meat to eat?

ที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่ได้ว่ากาก็นำขนมปังและเนื้อสัตว์จะกิน?

7 And after a while the brook dried up, because there was no rain in the land.

7 และต่อมาภายหลังลำธารก็แห้ง   เพราะไม่มีฝนในแผ่นดิน

The Widow of Zarephath

ภรรยาม่ายของศาเรฟัท

8 Then the word of the LORD came to him,

8 และพระวจนะของพระเจ้ามายังท่านว่า

9 “Arise, go to Zarephath, which belongs to Sidon, and dwell there. Behold, I have commanded a widow there to feed you.”

9 “ลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัทเถิด ซึ่งขึ้นแก่เมืองไซดอน   และอาศัยอยู่ที่นั่น   ดูเถิด   ข้าพระองค์ได้บัญชาหญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นให้เลี้ยงเจ้า”

10 So he arose and went to Zarephath. And when he came to the gate of the city, behold, a widow was there gathering sticks. And he called to her and said, “Bring me a little water in a vessel, that I may drink.”

10 ท่านจึงลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัท   และเมื่อมาถึงประตูเมือง   ดูเถิด  หญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นกำลังเก็บฟืน   ท่านจึงเรียกนางว่า   “ขอน้ำเล็กน้อยใส่ภาชนะมาให้ฉัน   เพื่อฉันจะได้ดื่มน้ำ”

11 And as she was going to bring it, he called to her and said, “Bring me a morsel of bread in your hand.”

11 และขณะเมื่อนางจะไปเอาน้ำมา   ท่านก็เรียกนางแล้วบอกว่า   “ขอนำอาหารใส่มือมาให้ฉันสักหน่อยหนึ่ง”

12 And she said, “As the LORD your God lives, I have nothing baked, only a handful of flour in a jar and a little oil in a jug. And now I am gathering a couple of sticks that I may go in and prepare it for myself and my son, that we may eat it and die.”

12 และนางตอบว่า   “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   ดิฉันไม่มีอะไรที่ปิ้งเสร็จ  มีแต่แป้งสักกำมือหนึ่งในหม้อ   และน้ำมันเล็กน้อยที่ในไห   บัดนี้ดิฉันกำลังเก็บฟืนเล็กน้อย   เพื่อจะเข้าไปทำสำหรับตัวดิฉัน  และบุตรชายของดิฉัน   เพื่อข้าพระองค์จะได้กินแล้วก็จะตาย”

The widow was very poor but God had told Elijah that the widow would feed him.  Elijah and the widow believed and trusted God.

หญิงม่ายนั้นยากจนมาก แต่พระเจ้าได้ทรงตรัสแก่เอลียาห์ว่า หญิงม่ายนั้นจะนำอาหารเลี้ยงดูท่าน เอลียาห์และหญิงม่ายเชื่อและไว้วางใจพระเจ้า

13 And Elijah said to her, “Do not fear; go and do as you have said. But first make me a little cake of it and bring it to me, and afterward make something for yourself and your son.

13 และเอลียาห์บอกนางว่า  “อย่ากลัวเลย   จงไปทำตามที่เจ้าพูด  แต่จงทำขนมก้อนเล็กให้ฉันก่อน   แล้วเอามาให้ฉัน   ภายหลังจึงทำสำหรับตัวเจ้าและบุตรของเจ้า

14 For thus says the LORD the God of Israel, ‘The jar of flour shall not be spent, and the jug of oil shall not be empty, until the day that the LORD sends rain upon the earth.’”

14 เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า   'แป้งในหม้อนั้นจะไม่หมด  และน้ำมันในไหนั้นจะไม่ขาด   จนกว่าจะถึงวันที่พระเจ้าทรงส่งฝนลงมายังพื้นดิน' ”

15 And she went and did as Elijah said. And she and he and her household ate for many days.

15 นางก็ไปกระทำตามคำของเอลียาห์   นาง   ตัวท่านและครอบครัวของนางก็รับประทานอยู่หลายวัน

16 The jar of flour was not spent, neither did the jug of oil become empty, according to the word of the LORD that he spoke by Elijah.

16 แป้งในหม้อก็ไม่หมด   น้ำมันในไหก็ไม่ขาด   ตามพระวจนะของพระเจ้าซึ่งตรัสทางเอลียาห์  

The Lord did a miracle in causing the oil and the flour to not run out  for several years.

พระเจ้าทรงทำสิ่งมหัศจรรย์โดยไม่ทรงให้น้ำมันและแป้งหมดไปเป็นเวลาหลายปี

Elijah Raises the Widow's Son

เอลียาห์ทำให้บุตรชายของหญิงม่ายฟื้นชีวิตขึ้น

17 After this the son of the woman, the mistress of the house, became ill. And his illness was so severe that there was no breath left in him.

17 และอยู่มาหลังจากนี้   บุตรชายของหญิงคนนั้น   ผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ล้มป่วย   อาการป่วยนั้นก็สาหัส   จนไม่มีลมหายใจเหลืออยู่แล้ว

18 And she said to Elijah, “What have you against me, O man of God? You have come to me to bring my sin to remembrance and to cause the death of my son!”

18 นางจึงกล่าวแก่เอลียาห์ว่า   “โอ  คนของพระเจ้า  เจ้าข้า   ฉันมีเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับท่าน   ท่านได้มาหาฉัน   เพื่อฟื้นให้ทรงระลึกถึงความผิดของฉัน   และกระทำให้บุตรของฉันตาย”

19 And he said to her, “Give me your son.” And he took him from her arms and carried him up into the upper chamber where he lodged, and laid him on his own bed.

19 และท่านก็พูดกับนางว่า   “เอาบุตรของเจ้ามาให้ฉันเถิด”   ท่านก็นำเขาไปจากอกของนาง   อุ้มขึ้นไปที่ห้องชั้นบนที่อาศัยอยู่   และวางเขาไว้บนที่นอนของท่านเอง

20 And he cried to the LORD, “O LORD my God, have you brought calamity even upon the widow with whom I sojourn, by killing her son?”

20 และท่านร้องทูลพระเจ้าว่า   “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์   พระองค์ทรงนำเหตุร้ายมา   จนกระทั่งหญิงม่ายนี้ที่ข้าพระองค์อาศัยอยู่ด้วยทีเดียวหรือ   โดยที่ทรงประหารบุตรของนางเสีย”

21 Then he stretched himself upon the child three times and cried to the LORD, “O LORD my God, let this child's life come into him again.”

21 แล้วท่านก็เหยียดตัวลงทับเด็กนั้นสามครั้ง   และร้องทูลพระเจ้าว่า   “ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพระองค์   ขอชีวิตของเด็กคนนี้มาเข้าในตัวเขาอีก”

22 And the LORD listened to the voice of Elijah. And the life of the child came into him again, and he revived.

22 และพระเจ้าทรงฟังเสียงของเอลียาห์   และชีวิตของเด็กนั้นมาเข้าในตัวเขาอีก   และเขาก็ฟื้นขึ้น

23 And Elijah took the child and brought him down from the upper chamber into the house and delivered him to his mother. And Elijah said, “See, your son lives.”

23 และเอลียาห์ก็อุ้มเด็กนั้น   นำลงมาจากห้องชั้นบนเข้าไปในเรือน   และมอบเขาให้แก่มารดาของเด็กและเอลียาห์บอกว่า   “ดูซิ  บุตรของเจ้ายังมีชีวิตอยู่”

24 And the woman said to Elijah, “Now I know that you are a man of God, and that the word of the LORD in your mouth is truth.”

24 และหญิงนั้นพูดกับเอลียาห์ว่า   “คราวนี้ดิฉันทราบแล้วว่า   ท่านเป็นคนของพระเจ้า   และพระวจนะของพระเจ้าอยู่ในปากของท่านจริงๆ”

God loved the widow and her son, raising the son back to life.  God loves you too.

พระเจ้าทรงรักหญิงม่ายและบุตรชายของนาง     ทรงฟื้นชีวิตบุตรชายของนางขึ้นใหม่ พระเจ้าทรงรักคุณด้วย

God raised His own Son back to life after dying to pay for your sin.   If you believe in Him you can have eternal life and forgiveness of your sin.

พระเจ้าทรงให้พระบุตรของพระองค์ฟื้นพระชนม์ขึ้นหลังจากความตาย  เพื่อทรงชดใช้แทนความผิดบาปของคุณ ถ้าคุณเชื่อในพระองค์ คุณสามารถมีชีวิตนิรันดร์และบาปของคุณจะได้รับการอภัย


 

1 Kings chapters 16 and 17

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top