Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, September 2, 2015

 

1 Kings 12 Rehoboam becomes king but the kingdom is divided

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 12 เรโหโบอัมได้เป็นกษัตริย์ แต่ราชอาณาจักรแบ่งแยก

1 Rehoboam went to Shechem, for all Israel had come to Shechem to make him king.

1 เรโหโบอัมได้ไปยังเมืองเชเคม   เพราะอิสราเอลทั้งปวงได้มายังเชเคม   เพื่อจะตั้งท่านให้เป็นกษัตริย์

2 And as soon as Jeroboam the son of Nebat heard of it (for he was still in Egypt, where he had fled from King Solomon), then Jeroboam returned from Egypt.

2 และอยู่มาเมื่อเยโรโบอัมบุตรเนบัททราบเรื่อง   (เพราะท่านยังอยู่ในอียิปต์ที่ซึ่งท่านหนีไปจากพระราชา ซาโลมอน   เยโรโบอัมอาศัยอยู่ในอียิปต์

3 And they sent and called him, and Jeroboam and all the assembly of Israel came and said to Rehoboam,

3 เขาทั้งหลายก็ใช้คนไปเรียกท่าน)   เยโรโบอัมกับชุมนุมชนอิสราเอล ทั้งหมดได้มาทูลเรโหโบอัมว่า

4 “Your father made our yoke heavy. Now therefore lighten the hard service of your father and his heavy yoke on us, and we will serve you.”

4 “พระราชบิดาของฝ่าพระบาทได้กระทำให้แอกของ ข้าพระบาทหนักนัก   เพราะฉะนั้น   บัดนี้ขอทรงผ่อนการปรนนิบัติอย่างทุกข์หนักของ พระราชบิดาของฝ่าพระบาท   และแอกอันหนักของพระองค์เหนือข้าพระบาททั้งหลาย ให้เบาลงเสีย   และข้าพระบาททั้งหลายจะปรนนิบัติฝ่าพระบาท”

5 He said to them, “Go away for three days, then come again to me.” So the people went away.

5 พระองค์ตรัสกับเขาว่า   “จงกลับไปเสียสักสามวัน  แล้วจึงมาหาเราอีก”   ประชาชนจึงกลับไป  

6 Then King Rehoboam took counsel with the old men, who had stood before Solomon his father while he was yet alive, saying, “How do you advise me to answer this people?”

6 แล้วพระราชาเรโหโบอัมก็ทรงปรึกษากับบรรดาผู้เฒ่า   ผู้อยู่งานประจำซาโลมอนราชบิดาของพระองค์   ขณะเมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ว่า   “ท่านทั้งหลายจะแนะนำเราให้ตอบประชาชนนี้อย่างไร”

7 And they said to him, “If you will be a servant to this people today and serve them, and speak good words to them when you answer them, then they will be your servants forever.”

7 เขาทั้งหลายทูลพระองค์ว่า   “ถ้าพระองค์จะทรงเป็นผู้รับใช้ ประชาชนนี้ในวันนี้และฟังเขา   และตรัสตอบคำดีแก่เขา   เขาทั้งหลายก็จะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์เป็นนิตย์”

8 But he abandoned the counsel that the old men gave him and took counsel with the young men who had grown up with him and stood before him.

8 แต่พระองค์ทรงทอดทิ้งคำปรึกษาซึ่งผู้เฒ่าถวายนั้นเสีย   และไปปรึกษากับคนหนุ่มซึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมกับพระองค์   และอยู่งานประจำพระองค์

9 And he said to them, “What do you advise that we answer this people who have said to me, ‘Lighten the yoke that your father put on us’?”

9 และพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “ท่านจะแนะนำเราอย่างไรเพื่อพวกเราจะตอบประชาชนนี้   ผู้ที่ทูลเราว่า   'ขอทรงผ่อนแอกซึ่งพระราชบิดาของ พระองค์วางอยู่เหนือข้าพระบาททั้งหลายให้เบาลง' ”

10 And the young men who had grown up with him said to him, “Thus shall you speak to this people who said to you, ‘Your father made our yoke heavy, but you lighten it for us,’ thus shall you say to them, ‘My little finger is thicker than my father's thighs.

10 และคนหนุ่มเหล่านั้นผู้ได้เติบโต มาพร้อมกับพระองค์ทูลพระองค์ว่า   “พระองค์จงตรัสดังนี้แก่ประชาชนนี้   ผู้ทูลพระองค์ว่า   'พระราชบิดาของพระองค์ได้กระทำให้แอกของ ข้าพระบาททั้งหลายหนัก   แต่ขอพระองค์ทรงผ่อนแก่ข้าพระบาทให้เบาลง'  นั้น   พระองค์จงตรัสแก่เขาทั้งหลายอย่างนี้ว่า   'นิ้วก้อยของเราก็หนากว่าเอวแห่งราชบิดาของเรา

11 And now, whereas my father laid on you a heavy yoke, I will add to your yoke. My father disciplined you with whips, but I will discipline you with scorpions.’”

11 ที่พระราชบิดาของเราวางแอกหนักบนท่านทั้งหลายก็ดีแล้ว   เราจะเพิ่มให้แก่แอกของท่านทั้งหลายอีก   พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยไม้เรียว   แต่เราจะตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้แมงป่อง' ”


So they were saying to Rehoboam, when your dad was alive, he overtaxed us, and many of us were his servants and we had to work hard.

ดังนั้นพวกเขากำลังทูลต่อเรโหโบอัม เมื่อพระบิดาของพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์ทรงขูดรีดภาษีจากพวกข้าพระบาทและ พวกข้าพระบาทหลายคน เป็น คนรับใช้ ของพระองค์ และต้อง ทำงานอย่างหนัก

And we are just tired of this heavy work and taxation and we want some relief, then we will follow you as king over our tribes. 

และพวกข้าพระบาทเหนื่อยกับการ ทำงาน หนัก และ การเก็บภาษี และเราต้องการบรรเทา บางอย่าง แล้วพวกข้าพระบาทจะ ทำตามพระองค์ในฐานะทรงเป็น กษัตริย์เหนือชนเผ่าของพวกข้าพระบาท

Rehoboam said, "Give me three days to think about it."

And they said, All right."

เรโหโบอัมตรัสว่า "ให้เรามีเวลาสามวัน ที่จะ คิดเรื่องนี้ "

และพวกเขา กล่าวว่า “ ตกลงพระเจ้าข้า"

So he went to his older counselors, those men that had counseled his father Solomon.

And he said, "What shall I do?"

ดังนั้นพระองค์เสด็จไปหาที่ปรึกษาอาวุโส    คนเหล่านั้นได้ถวายให้คำปรึกษา กับพระราชบิดาของคือซาโลมอน และพระองค์ตรัสว่า " เราจะทำอย่างไร"

And they said, "You better listen to them and give them some relief."

และพวกเขา กล่าวว่า "พระองค์ควรรับฟังพวกเขาดีกว่า และให้ความ บรรเทาทุกข์แก่พวกเขาบ้าง"

What they are saying is correct. The taxes are a burden; they're too high, the work is hard.

สิ่งที่พวกเขากำลังแนะนำก็ถูกต้อง  ภาษีเป็น ภาระ ภาษีที่เรียกเก็บสูงเกินไป พวกเข้าต้องทำงานเปหนักมาก

The people are going to revolt if you don't give them some  relief.

ประชาชนกำลังจะกบฏ ถ้าพระองค์ไม่ทรงให้พวกเขารับการบรรเทาบ้าง

Rehoboam went to his young counselors, the young guys that he grew up with.

เรโหโบอัมได้เสด็จไปหาที่ปรึกษาหนุ่มของพระองค์ คน หนุ่มที่เติบโตขึ้นมาด้วยกันกับพระองค์

And he said, "Look, these guys are wanting tax relief. What shall we do?"

และทรงตรัสว่า "ดูสิ คนหนุ่มเหล่านี้กำลังต้องการลดภาษี    เราจะทำ อะไร "

And they said, "Don't give in to their request. You should mean to them and require more from them. " That actually what they saw under your dad was nothing compared with what's coming.

และพวกเขา กล่าวว่า "อย่ายอมแพ้คำขอของพวกเขา . พระองค์ควรจะเข้มงวดกับพวกเขา และเรียกร้องมากขึ้นจากพวกเขา" แท้จริง สิ่งที่พวกเขา ได้เห็นภายใต้การปกครองของพระราชบิดาพระองค์เป็นอะไรที่เทียบไม่ได้กับสิ่งที่กลังจะมา

So he went out and spoke roughly to them.

ดังนั้นพระองค์ก็เสด็จออกไปและพูดคุย กับพวกเขาอย่างคร่าวๆ

Who should get wise counsel from?  

ควรจะรับคำปรึกษาที่ชาญฉลาดจากผู้ใด

Adult Christians or your parents will usually give you wise counsel for important decisions rather than your young friends.  The best counsel come from God and the Bible.

คริสตชน ที่เป็นผู้ใหญ่ หรือ พ่อแม่ของคุณ มัก จะให้ คำแนะนำ ที่ชาญฉลาดสำหรับ การตัดสินใจที่สำคัญ มากกว่า เพื่อนหนุ่มสาว ของคุณ คำปรึกษา ที่ดีที่สุด ที่มาจากพระเจ้า และ พระคัมภีร์

Young friends often suggest you do the wrong thing, such as drive too fast, smoke cigarettes, or drink alcohol. 

เพื่อนหนุ่มสาว มักจะ แนะนำให้คุณทำ สิ่งที่ผิด เช่น ขับรถเร็ว เกินไป สูบบุหรี่ หรือ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

12 So Jeroboam and all the people came to Rehoboam the third day, as the king said, “Come to me again the third day.”

12 เยโรโบอัมกับประชาชนทั้งปวงจึงเข้ามา เฝ้าเรโหโบอัมในวันที่สาม   ดังที่พระราชารับสั่งว่า   “จงมาหาเจ้าอีกในวันที่สาม”

13 And the king answered the people harshly, and forsaking the counsel that the old men had given him,

13 และพระราชาตรัสตอบประชาชนอย่างดุดัน   ทรงทอดทิ้งคำปรึกษาซึ่งผู้เฒ่าได้ถวายนั้นเสีย

14 he spoke to them according to the counsel of the young men, saying, “My father made your yoke heavy, but I will add to your yoke. My father disciplined you with whips, but I will discipline you with scorpions.”

14 และตรัสกับเขาทั้งหลายตามคำปรึกษาของพวกคนหนุ่มว่า   “พระราชบิดาของเราทำแอกของท่านทั้งหลายให้หนัก   แต่เราจะเพิ่มให้แก่แอกของท่านทั้งหลายอีก   พระราชบิดาของเราตีสอนท่านทั้งหลายด้วยไม้เรียว   แต่เราจะตีสอนท่านทั้งหลายด้วยแส้แมงป่อง”

15 So the king did not listen to the people, for it was a turn of affairs brought about by the LORD that he might fulfill his word, which the LORD spoke by Ahijah the Shilonite to Jeroboam the son of Nebat.

15 พระราชาจึงมิได้ฟังเสียงประชาชนเพราะ เหตุการณ์นั้นเป็นมาแต่พระเจ้า   เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้พระวจนะของพระองค์ได้สำเร็จ   ซึ่งพระเจ้าตรัสโดยอาหิยาห์ชาวชีโลห์แก่ เยโรโบอัมบุตรเนบัท  

16 And when all Israel saw that the king did not listen to them, the people answered the king, “What portion do we have in David? We have no inheritance in the son of Jesse. To your tents, O Israel! Look now to your own house, David.” So Israel went to their tents.

16 และเมื่ออิสราเอลทั้งปวงเห็นว่า   พระราชามิได้ทรงฟังเขาทั้งหลาย   ประชาชนก็ทูลตอบพระราชาว่า   “ข้าพระบาททั้งหลายมีส่วนอะไรในดาวิด   ข้าพระบาททั้งหลายไม่มีส่วนมรดกในบุตรชายของเจสซี   โอ  อิสราเอลเอ๋ย  กลับไปเต็นท์ของตนเถิด   ข้าแต่ดาวิด  จงดูแลราชวงศ์ของ
พระองค์เองเถิด”   อิสราเอลจึงจากไปยังบ้านเรือนของเขาทั้งหลาย

17 But Rehoboam reigned over the people of Israel who lived in the cities of Judah.

17 แต่เรโหโบอัมทรงปกครองเหนือประชาชนอิสราเอล   ผู้อาศัยอยู่ในหัวเมืองของยูดาห์

18 Then King Rehoboam sent Adoram, who was taskmaster over the forced labor, and all Israel stoned him to death with stones. And King Rehoboam hurried to mount his chariot to flee to Jerusalem.

18 แล้วพระราชาเรโหโบอัมทรงใช้อาโดรัม นายงานเหนือแรงงานเกณฑ์ไป   และอิสราเอลทั้งปวงก็เอาหินขว้างท่านถึงตาย   แล้วพระราชาเรโหโบอัมก็ทรงรีบขึ้นรถรบของพระองค์   ทรงหนีไปยังกรุงเยรูซาเล็ม

19 So Israel has been in rebellion against the house of David to this day.

19 อิสราเอลจึงกบฏต่อราชวงศ์ของดาวิดจนทุกวันนี้

20 And when all Israel heard that Jeroboam had returned, they sent and called him to the assembly and made him king over all Israel. There was none that followed the house of David but the tribe of Judah only.

20 และอยู่มาเมื่ออิสราเอลทั้งปวงได้ ยินว่าเยโรโบอัมได้กลับมาแล้ว   เขาก็ใช้ให้ไปเชิญท่านมายังที่ประชุม   แล้วก็ตั้งท่านให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอลทั้งปวง   ไม่มีผู้ใดติดตามเชื้อวงศ์ของดาวิด  เว้นแต่เผ่ายูดาห์เท่านั้น  

21 When Rehoboam came to Jerusalem, he assembled all the house of Judah and the tribe of Benjamin, 180,000 chosen warriors, to fight against the house of Israel, to restore the kingdom to Rehoboam the son of Solomon.

21 เมื่อเรโหโบอัมมายังกรุงเยรูซาเล็มแล้ว   พระองค์ได้เรียกประชุมพงศ์พันธุ์ยูดาห์ทั้งหมด   และเผ่าเบนยามินเป็นนักรบที่คัดเลือกแล้ว หนึ่งแสนแปดหมื่นคน   เพื่อจะสู้รบกับพงศ์พันธุ์อิสราเอล   เพื่อจะเอาราชอาณาจักรคืนมา ให้แก่เรโหโบอัมโอรสของซาโลมอน

22 But the word of God came to Shemaiah the man of God:

22 แต่พระวจนะของพระเจ้ามายังเชไมอาห์คนของพระเจ้า

23 “Say to Rehoboam the son of Solomon, king of Judah, and to all the house of Judah and Benjamin, and to the rest of the people,

23 ว่า  “จงไปทูลเรโหโบอัมโอรสของซาโลมอน พระราชาแห่งยูดาห์   และบอกแก่พงศ์พันธุ์ทั้งสิ้นของยูดาห์  และของเบนยามิน   และแก่ประชาชนที่เหลืออยู่ว่า

24 ‘Thus says the LORD, You shall not go up or fight against your relatives the people of Israel. Every man return to his home, for this thing is from me.’” So they listened to the word of the LORD and went home again, according to the word of the LORD.

24 'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า   เจ้าอย่าขึ้นไปสู้รบกับประชาชน อิสราเอลญาติพี่น้องของเจ้าเลย   จงกลับไปยังบ้านของตนทุกคนเถิด   เพราะสิ่งนี้เป็นมาจากเรา' ”   เหตุฉะนี้เขาจึงจะเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า   และกลับไปบ้านเสียตามพระวจนะของพระเจ้า

25 Then Jeroboam built Shechem in the hill country of Ephraim and lived there. And he went out from there and built Penuel.

25 แล้วเยโรโบอัมก็สร้างเมืองเชเคมในถิ่นเทือกเขาเอฟราอิม   และอาศัยอยู่ที่นั่น  และท่านก็ออกไปจากที่นั่น   ไปสร้างเมืองพนูเอล

26 And Jeroboam said in his heart, “Now the kingdom will turn back to the house of David.

26 และเยโรโบอัมรำพึงในใจว่า   “คราวนี้ราชอาณาจักรจะหันกลับไปยังราชวงศ์ของดาวิด

27 If this people go up to offer sacrifices in the temple of the LORD at Jerusalem, then the heart of this people will turn again to their lord, to Rehoboam king of Judah, and they will kill me and return to Rehoboam king of Judah.”

27 ถ้าชนชาติเหล่านี้ขึ้นไปถวายเครื่องสัตวบูชาใน พระนิเวศของพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม   แล้วจิตใจของชนชาติเหล่านี้จะหันกลับ ไปยังเจ้านายของเขาทั้งหลาย   คือหันไปยังเรโหโบอัมพระราชาแห่งยูดาห์   และเขาทั้งหลายจะฆ่าเราเสีย   และกลับไปยังเรโหโบอัมพระราชาแห่งยูดาห์”

28 So the king took counsel and made two calves of gold. And he said to the people, “You have gone up to Jerusalem long enough. Behold your gods, O Israel, who brought you up out of the land of Egypt.”

28 ดังนั้นพระราชาจึงทรงปรึกษา   และได้ทรงสร้างลูกวัวสองตัวด้วยทองคำ   แล้วพระองค์ตรัสแก่ประชาชนว่า   “ที่ท่านทั้งหลายขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มนานพออยู่แล้ว   โอ  อิสราเอลเอ๋ย   จงดูพระเจ้าของท่านนี่แน่ะ   พระองค์ผู้ทรงนำท่านทั้งหลายออกจากประเทศ อียิปต์”

29 And he set one in Bethel, and the other he put in Dan.

29 และพระองค์ก็ประดิษฐานไว้ที่เบธเอลรูปหนึ่ง   และอีกรูปหนึ่งทรงประดิษฐานไว้ในเมืองดาน

30 Then this thing became a sin, for the people went as far as Dan to be before one.

30 และสิ่งนี้ได้เป็นบาปเพราะว่าประชาชน ได้ไปยังรูปหนึ่งที่เบธเอล   และไปยังอีกรูปหนึ่งไกลไปจนถึงเมืองดาน

31 He also made temples on high places and appointed priests from among all the people, who were not of the Levites.

31 แล้วพระองค์ได้ทรงสร้างนิเวศที่ปูชนียสถานสูง   ทรงกำหนดตั้งปุโรหิตจากหมู่ประชาชนทั้งปวง  ผู้มิได้ เป็นคนเลวี

32 And Jeroboam appointed a feast on the fifteenth day of the eighth month like the feast that was in Judah, and he offered sacrifices on the altar. So he did in Bethel, sacrificing to the calves that he made. And he placed in Bethel the priests of the high places that he had made.

32 และเยโรโบอัมทรงกำหนดเทศกาลเลี้ยง ในวันที่สิบห้าของเดือนที่แปดเหมือนกับการ เลี้ยงที่อยู่ในยูดาห์   และพระองค์ทรงถวายเครื่องสัตวบูชาบนแท่นบูชา   พระองค์ทรงกระทำในเบธเอลดังนี้แหละ   คือถวายเครื่องสัตวบูชาแก่รูปลูกวัวที่พระองค์ได้ทรงสร้างไว้นั้น   และพระองค์ทรงสถาปนาปุโรหิตใน เบธเอลประจำที่ปูชนียสถานสูง   ซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้

33 He went up to the altar that he had made in Bethel on the fifteenth day in the eighth month, in the month that he had devised from his own heart. And he instituted a feast for the people of Israel and went up to the altar to make offerings.

33 พระองค์ทรงขึ้นไปยังแท่นบูชา  ซึ่งพระองค์ทรงสร้างไว้ที่เบธเอลในวันที่สิบห้าเดือนที่แปด   ในเดือนซึ่งพระองค์ทรงดำริเอง   และพระองค์ทรงกำหนดเทศกาลเลี้ยงสำหรับคนอิสราเอล   และทรงขึ้นไปยังแท่นบูชาเพื่อถวายเครื่องหอม 

So in both ends of the kingdom, the southern and the northern part of the kingdom of Israel, he set up these idols with these golden calves and he said, "These are the gods which brought you out of Egypt."

ดังนั้นในตอนปลายของทั้งสองราชอาณาจักร  ตอนใต้ และตอนเหนือของ ราชอาณาจักรอิสราเอลพระองค์ทรงตั้งรูปเคารพเป็นลูกวัวทองคำ เหล่านี้และตรัสว่า "เหล่านี้เป็นพระซึ่งได้นำพวกเจ้าออกจาก อียิปต์"

The worship of the calves was something that came from Egypt. You remember when the people of Israel were in the wilderness and Moses had stayed in the mountain for such a long time.

การบูชาลูกวัวเป็นสิ่งที่ มาจากอียิปต์  คุณคงจำได้ว่าเมื่อชนอิสราเอล อยู่ในถิ่นทุรกันดาร และ โมเสสได้ขึ้นไปอยู่บนภูเขาเป็นเวลานาน


The people thought that he wasn't coming back and they came to Aaron and they said, "Make us a God that we might serve it for as what's happened to this Moses, we don't know."

ประชาชนคิดว่าท่านคงไม่ได้กลับลงมา และ พวกเขามาหาอาโรน และพวกเขา กล่าวว่า "จงสร้างรูปพระแก่เราเป็นพระที่เราอาจจะนมัสการได้    อะไรเกิดขึ้นกับโมเสสนี้ พวกเราไม่ทราบ"

And so he had them bring all their golden earrings and all of their gold and they molded this golden calf.

ดังนั้นอาโรนจึงยอมให้พวกเขา นำ ต่างหูทองคำของพวกเขาทั้งหมด และหล่อหลอมทองคำทั้งหมด ทำเป็นรูปวัวทองคำนี้

Moses came down from the mountain with the two tablets of the law and he heard the dancing and the singing and he saw all these people in their wild orgies as they were worshipping this golden calf.

โมเสสลงมาจากภูเขาพร้อมนำแผ่นศิลาพระบัญญัติมาด้วย และท่านได้ยินเสียง การเต้นรำและการร้องเพลงและ ท่านได้เห็น คนเหล่านี้ทั้งหมดกำลังหลงในสุรากามารมณ์บ้าคลั่งเมื่อพวกเขาบูชา วัวรูปวัวทองคำ นี้

He took the two tablets of stone upon which God had inscribed the Ten Commandments. The first one, "Thou shall have no other gods before Me."

ท่านได้นำเอาแผ่นศิลาสองแผ่น ซึ่งพระเจ้าได้ทรงจารึกพระบัญญัติสิบประการ ข้อแรกคือ " เจ้า จะอย่ามีพระอื่นใดนอกจากเรา"

The second one, "Thou shall not make unto thee any graven image to bow down and worship".

ข้อที่สอง " เจ้าจะต้องไม่ทำรูปเคารพสำหรับตนเพื่อกราบไหว้และบูชา"

They were in violation of the first two commandments. They had already broken the law before they even had it.

พวกเขากำลังละเมิดพระบัญญัติสองข้อแรก พวกเขาได้ละเมิดพระบัญญัติแล้วก่อนที่จะได้รับมัน

But now here is Jeroboam making two golden calves, setting them up with altars and saying,

แต่ตอนนี้ ที่นี่  เยโรโบอัมกำลังสร้างลูกวัวทองคำสองตัว   ตั้งมันไว้บนแท่นบูชาและตรัสว่า

"These are the gods that brought you out of Egypt." And he turned the hearts of the people away from the Lord.

"เหล่านี้ เป็นพระที่นำพวกเจ้าออกมาจากอียิปต์" และพระองค์ทรงหันจิตใจของผู้คน

ออกไปเสียจากพระเจ้า

 

1 Kings 12

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top