Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, February 16, 2016

 

wrath of God

พระพิโรธของพระเจ้า


What is the biblical understanding of the wrath of God? Why is God wrathful? How can God have wrath and love at the same time?

ความเข้าใจในพระคัมภีร์เรื่องพระพิโรธของพระเจ้าคืออะไร? ทำไมพระเจ้าทรงพระพิโรธ  พระเจ้าทรงพระพิโรธและรักในเวลาเดียวกันได้อย่างไร


Question: "What is the biblical understanding of the wrath of God?"
คำถาม: "ความเข้าใจในพระคัมภีร์เรื่องพระพิโรธของพระเจ้าคืออะไร"

Answer: Wrath is defined as “the emotional response to perceived wrong and injustice,” often translated as “anger,” “indignation,” “vexation,” or “irritation.”

คำตอบ: พระพิโรธหมายถึง "การตอบสนองทางอารมณ์ต่อสิ่งที่ผิดที่ได้รับและความไม่ยุติ ธรรม"  บ่อยครั้งมักจะแปลว่า "ความโกรธ" "ความไม่พอใจ" "ความเดือดร้อน" หรือ "ความขุ่นเคือง".

Both humans and God express wrath.

ทั้งมนุษย์และพระเจ้าล้วนแสดงออกความโกรธจัด

But there is vast difference between the wrath of God and the wrath of man.

God’s wrath is holy and always justified; man’s is never holy and rarely justified.
แต่ยังมีความแตกต่างอย่างมากระหว่างพระพิโรธของพระเจ้าและความโกรธของมนุษย์
พระพิโรธของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์และเป็นธรรมเสมอ ส่วนของมนุษย์จะไม่บริสุทธิ์และไม่ค่อยเป็นธรรม
In the Old Testament, the wrath of God is a divine response to human sin and disobedience.

ในพันธสัญญาเดิม พระพิโรธของพระเจ้าคือการตอบสนองของพระเจ้าต่อบาปและความไม่เชื่อฟังของมนุษย์

Idolatry was most often the occasion for divine wrath.

ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องรูปเคารพที่สาเหตุพระพิโรธของพระเจ้า

Psalm เพลงสดุดี 78:56-66 56Yet they tested and rebelled against the Most High God

and did not keep His testimonies,

56แต่เขาทั้งหลายยังทดลองและกบฏต่อ   พระเจ้าองค์สูงสุด มิได้รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์  

57but turned away and acted treacherously like their fathers; they twisted like a deceitful bow.

57กลับหันไปเสียและประพฤติทรยศอย่างบรรพบุรุษของเขา เขาบิดไปเหมือนคันธนูที่ไว้ใจไม่ได้  

58For they provoked him to anger with their high places; they moved him to jealousy with their idols.

58เพราะเขายั่วเย้าพระองค์ให้ทรงกริ้วด้วยเรื่อง ปูชนียสถานบนที่สูงของเขาทั้งหลายได้

หมุนให้พระองค์หวงแหนเขาด้วย เรื่องรูปเคารพแกะสลักของเขา  

59When God heard, He was full of wrath, and He utterly rejected Israel.

59เมื่อพระเจ้าทรงได้ยิน พระองค์ทรงพิโรธยิ่ง   และพระองค์ทรงทอดทิ้งอิสราเอลไว้เสีย  

60He forsook His dwelling at Shiloh, the tent where He dwelt among mankind,

60พระองค์ทรงละที่ประทับของพระองค์ในชิโลห์   คือพลับพลาที่พระองค์ทรงตั้งไว้   ท่ามกลางมนุษย์  

61and delivered His power to captivity, His glory to the hand of the foe.

61และทรงมอบประชาอันเป็น ฤทธานุภาพของพระองค์แก่การเป็นเชลย และชนอันเป็นพระสิริของพระองค์แก่มือของคู่อริ  

62He gave His people over to the sword and vented His wrath on His heritage.

62พระองค์ทรงมอบประชากรของพระองค์แก่ดาบ และทรงพระพิโรธต่อมรดกของ พระองค์   

63Fire devoured their young men, and their young women had no marriage song.

63ไฟผลาญหนุ่มๆของเขาเสีย   และสาวๆของเขาก็ไม่มีเพลงแต่งงาน

64Their priests fell by the sword, and their widows made no lamentation.

64บรรดาปุโรหิตของเขาล้มลงด้วยดาบ   และหญิงม่ายของเขาไม่มีการร้องทุกข์  

65Then the Lord awoke as from sleep, like a strong man shouting because of wine.

65แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตื่นอย่างตื่นบรรทม   อย่างชายฉกรรจ์โห่ร้อง เพราะฤทธิ์เหล้าองุ่น  

66And He put his adversaries to rout; He put them to everlasting shame.

66และพระองค์ทรงตีปฏิปักษ์ของพระองค์ให้ถอยหลัง   และให้เขาได้อายเป็นนิตย์  

This describes Israel’s idolatry.

ตอนนี้จะอธิบายถึงรูปเคารพของอิสราเอล

The wrath of God is consistently directed towards those who do not follow His will

พระพิโรธของพระเจ้ามีต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์เสมอ

Deuteronomy พระราชบัญญัติ 1:26-46 26“Yet you would not go up, but rebelled against the command of the LORD your God.

26“แต่กระนั้นท่านทั้งหลายก็ไม่ยอมขึ้นไป กลับขัดขืนพระบัญชาของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย

27And you murmured in your tents and said, ‘Because the LORD hated us he has brought us out of the land of Egypt, to give us into the hand of the Amorites, to destroy us.

27และท่านทั้งหลายได้บ่นอยู่ในเต็นท์ของตน   และว่า   'เพราะพระเจ้าทรงชังพวกเรา   พระองค์จึงทรงพาเราทั้งหลายออกมาจากแผ่นดินอียิปต์   จะได้มอบเราไว้ในมือคนอาโมไรต์เพื่อจะทำลายเราเสีย

28Where are we going up? Our brothers have made our hearts melt, saying, “The people are greater and taller than we. The cities are great and fortified up to heaven. And besides, we have seen the sons of the Anakim there.”’

28เราทั้งหลายจะขึ้นไปที่ไหนเล่า   พวกพี่น้องของเราได้ทำอกใจของเราให้ ฝ่อท้อถอยไปโดยที่ว่า “คนเหล่านั้นใหญ่กว่าและสูงกว่าพวกเราอีก   เมืองเหล่านั้นก็ใหญ่มีกำแพงสูงเทียมฟ้า และยิ่งกว่านั้นเราได้เห็นพวกคนอานาคอยู่ที่นั่นด้วย'”

29Then I said to you, ‘Do not be in dread or afraid of them.

29แล้วข้าพเจ้าจึงได้พูดกับท่านทั้งหลายว่า   'อย่าครั่นคร้ามหรือกลัวเขาเลย

30The LORD your God who goes before you will Himself fight for you, just as He did for you in Egypt before your eyes,

30พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านผู้นำหน้าท่านทั้งหลาย   พระองค์จะทรงต่อสู้เผื่อท่านทั้งหลาย   ดังที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้แก่ท่าน ทั้งหลายในอียิปต์ต่อหน้าต่อตาท่านทั้งหลาย

31and in the wilderness, where you have seen how the LORD your God carried you, as a man carries his son, all the way that you went until you came to this place.’

31และในถิ่นทุรกันดาร   ซึ่งในที่นั้นพวกท่านได้เห็นพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงอุ้มชูพวกท่าน   ดังพ่ออุ้มลูกของตนตลอดทางที่ท่านได้ไปนั้น   จนท่านทั้งหลายได้มาถึงที่นี่'

32Yet in spite of this word you did not believe the LORD your God,

32แต่อย่างไรก็ตาม   ท่านทั้งหลายมิได้เชื่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย

33who went before you in the way to seek you out a place to pitch your tents, in fire by night and in the cloud by day, to show you by what way you should go.

33ผู้ได้ทรงนำทางข้างหน้าท่าน   เพื่อจะหาที่ให้ท่านทั้งหลายตั้งเต็นท์ของท่าน   เป็นไฟในกลางคืน   เพื่อโปรดให้ท่านทั้งหลายเห็นทางที่ควรจะไป   และเป็นเมฆในกลางวัน

34“And the LORD heard your words and was angered, and he swore,

34“พระเจ้าได้ทรงสดับเสียงคำพูดของท่านทั้งหลาย   จึงทรงกริ้วและสาบานว่า

35‘Not one of these men of this evil generation shall see the good land that I swore to give to your fathers,

35'แท้จริงจะไม่มีผู้ใดในชาติพันธุ์ที่ชั่วนี้ สักคนเดียวที่จะได้เห็นแผ่นดินดีนั้น   ที่เราได้สัญญาว่าจะให้แก่บรรพบุรุษของ เจ้าทั้งหลาย

36except Caleb the son of Jephunneh. He shall see it, and to him and to his children I will give the land on which he has trodden, because he has wholly followed the LORD!’

36เว้นแต่คาเลบบุตรเยฟุนเนห์   เขาจะเห็นเมืองนั้น และเราจะให้แผ่นดินที่เขาได้เหยียบ นั้นแก่เขาและแก่ลูกหลาน   เพราะเขาได้ตามพระเจ้าอย่างสุดใจ'

37Even with me the LORD was angry on your account and said, ‘You also shall not go in there.

37เพราะเหตุท่านทั้งหลายพระเจ้าก็ทรงพิโรธเราด้วย ตรัสว่า   'เจ้าจะไม่ได้เข้าไปในที่นั้น ด้วยเหมือนกัน

38Joshua the son of Nun, who stands before you, he shall enter. Encourage him, for he shall cause Israel to inherit it.

38โยชูวาบุตรนูนผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเจ้า จะได้เข้าไป   จงสนับสนุนเขา   เพราะเขาจะพาคนอิสราเอลไปถือกรรมสิทธิ์พื้นดินนั้น

39And as for your little ones, who you said would become a prey, and your children, who today have no knowledge of good or evil, they shall go in there. And to them I will give it, and they shall possess it.

39ยิ่งกว่านั้นเด็กเล็กของเจ้าทั้งหลายที่เจ้าทั้งหลาย ว่าจะตกเป็นเหยื่อ   และเด็กของเจ้าที่ในวันนี้ยังไม่รู้จักผิดและชอบ   จะได้เข้าไปที่นั่น   เราจะให้แผ่นดินนั้นแก่เขา   และเขาจะถือกรรมสิทธิ์อยู่ที่นั่น

40But as for you, turn, and journey into the wilderness in the direction of the Red Sea.’

40แต่ฝ่ายเจ้าทั้งหลายจงกลับเดินเข้าถิ่นทุรกันดาร   ตามทางที่ไปสู่ทะเลแดงเถิด'

41“Then you answered me, ‘We have sinned against the LORD. We ourselves will go up and fight, just as the LORD our God commanded us.’ And every one of you fastened on his weapons of war and thought it easy to go up into the hill country.

41“ครั้งนั้นท่านทั้งหลายได้ตอบข้าพเจ้าว่า   'เราทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้าแล้ว   เราทั้งหลายจะขึ้นไปสู้รบตามพระดำรัส   ที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายได้ ตรัสสั่งนั้น'   และท่านทั้งหลายได้คาดอาวุธเตรียมตัวไว้ทุกคน   คิดว่าที่จะขึ้นไปยังแดน เทือกเขานั้นเป็นเรื่องง่าย

42And the LORD said to me, ‘Say to them, Do not go up or fight, for I am not in your midst, lest you be defeated before your enemies.’

42พระเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า   'จงกล่าวแก่คนทั้งหลายนั้นว่า   อย่าขึ้นไปสู้รบเลย เกรงว่าเจ้าทั้งหลายจะแพ้ศัตรู   เพราะเรามิได้อยู่ท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย'

43So I spoke to you, and you would not listen; but you rebelled against the command of the LORD and presumptuously went up into the hill country.

43ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวแก่ท่านดังนั้น   และท่านทั้งหลายไม่เชื่อฟัง   แต่ได้ขัดขืนพระบัญชาของพระเจ้า   มีใจองอาจและได้ขึ้นไปที่แดนเทือกเขานั้น

44Then the Amorites who lived in that hill country came out against you and chased you as bees do and beat you down in Seir as far as Hormah.

44และคนอาโมไรต์ที่อยู่ในแดนเทือกเขานั้น   ได้ออกมาต่อสู้และไล่ตีท่านทั้งหลายดุจฝูง ผึ้งไล่   และได้ฆ่าท่านทั้งหลายในตำบลเสอีร์จนถึงโฮรมาห์

45And you returned and wept before the LORD, but the LORD did not listen to your voice or give ear to you.

45และท่านทั้งหลายกลับมาร้องไห้ต่อพระเจ้า   แต่พระเจ้ามิได้ทรงฟังเสียงร้อง หรือเงี่ย พระโสตฟังท่านทั้งหลาย

46So you remained at Kadesh many days, the days that you remained there.

46ท่านทั้งหลายจึงพักอยู่ที่คาเดชหลายวันตามวัน ที่ท่านทั้งหลายได้อยู่นั้น

Joshua โยชูวา 7:1 1But the people of Israel broke faith in regard to the devoted things, for Achan the son of Carmi, son of Zabdi, son of Zerah, of the tribe of Judah, took some of the devoted things. And the anger of the LORD burned against the people of Israel.

1แต่คนอิสราเอลได้ละเมิดในเรื่องของต้องถวายนั้น   เพราะอาคานบุตรคารมี   ผู้เป็นบุตร

ศับดี   ผู้เป็นบุตรเศ-ราห์ เผ่ายูดาห์   ได้นำของถวายบางส่วนไปเป็นของตน   และพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่อคนอิสราเอล  

Psalm เพลงสดุดี 2:1-6 1Why do the nations rage and the peoples plot in vain?

1เหตุใดบรรดาประชาชาติจึงคิดกบฏ    ทำไมชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันเปล่าๆ  

2The kings of the earth set themselves, and the rulers take counsel together,

against the LORD and against his anointed, saying,

2บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตนเองขึ้น   และนักปกครองปรึกษากันต่อสู้พระเจ้า

และผู้รับการเจิมของพระองค์   กล่าวว่า  

3“Let us burst their bonds apart and cast away their cords from us.”

3“ให้เราระเบิดสายแอกให้ขาดสะบั้น    และขจัดบังเหียนของเขาให้พ้นจากเรา” 

4He who sits in the heavens laughs; the Lord holds them in derision.

4พระองค์ผู้ประทับในสวรรค์ ทรงพระสรวล   พระเจ้าทรงเย้ยหยันเขาเหล่านั้น  

5Then He will speak to them in His wrath, and terrify them in His fury, saying,

5แล้วพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายด้วยพระพิโรธ    และกระทำให้เขาสยดสยองด้วย ความกริ้วของพระองค์ ตรัสว่า   

6“As for me, I have set my King on Zion, my holy hill.”

6“เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้ว บนศิโยน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา”


The Old Testament prophets often wrote of a day in the future, the "day of wrath"

ผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิมมักจะเขียนถึงเรื่องวันหนึ่งในอนาคตคือ "วันแห่งพระพิโรธ"

Zephaniah เศฟันยาห์ 1:14-15 14The great day of the LORD is near, near and hastening fast; the sound of the day of the LORD is bitter; the mighty man cries aloud there.

14วันสำคัญของพระเจ้าใกล้เข้ามา   ใกล้เข้ามาและเร่งมาก เสียงแห่งวันของพระเจ้าก็ขมขื่น   ผู้แกล้วกล้าจะร้องเสียงดังที่นั่น  

15A day of wrath is that day, a day of distress and anguish, a day of ruin and devastation,

a day of darkness and gloom, a day of clouds and thick darkness,

15วันนั้นเป็นวันแห่งพระพิโรธ   เป็นวันแห่งความทุกข์ใจและเป็นวันระทม     เป็นวันพินาศและวันเริศร้าง   เป็นวันแห่งความมืดและความมืดครึ้ม   เป็นวันที่มีเมฆและความมืดทึบ  

God’s wrath against sin and disobedience is perfectly justified because His plan for mankind is holy and perfect, just as God Himself is holy and perfect.

พระพิโรธของพระเจ้าต่อความบาปและความไม่เชื่อฟังถูกปรับเป็นความชอบธรรมครบบริบูรณ์   เพราะแผนการของพระองค์สำหรับมนุษย์นั้นบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบ เช่น

เดียวกับพระเจ้าทรงบริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบ

God provided a way to gain divine favor—repentance—which turns God’s wrath away from the sinner.

พระเจ้าทรงจัดเตรียมวิธีการที่จะได้รับความโปรดปรานของพระเจ้า- การกลับใจใหม่--ซึ่งจะหันพระพิโรธของพระเจ้าออกไปจากคนบาป

To reject that perfect plan is to reject God’s love, mercy, grace and favor and incur His righteous wrath.
การปฏิเสธแผนการสมบูรณ์นั้นเท่ากับการปฏิเสธความรักของพระเจ้า พระเมตตา พระ

คุณและความโปรดปราน   และก่อให้เกิดพระพิโรธอันชอบธรรมของพระองค์

The New Testament also supports the concept of God as a God of wrath who judges sin.

พันธสัญญาใหม่ยังสนับสนุนแนวคิดของพระเจ้า    ที่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งพระพิโรธผู้ทรงพิพากษาบาป

The story of the rich man and Lazarus speaks of the judgment of God and serious consequences for the unrepentant sinner

เรื่องราวของเศรษฐีคนหนึ่งและลาซารัส  พูดถึงการพิพากษาของพระเจ้าและผลกระทบร้ายแรงสำหรับคนบาปที่ไม่กลับใจใหม่

Luke ลูกา 16:19–31 19“There was a rich man who was clothed in purple and fine linen and who feasted sumptuously every day.

19“ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี   รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวันๆ

20And at his gate was laid a poor man named Lazarus, covered with sores,

20และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส   เป็นแผลทั้งตัว   นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี

21who desired to be fed with what fell from the rich man's table. Moreover, even the dogs came and licked his sores.

21และเขาใคร่จะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น   แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา

22The poor man died and was carried by the angels to Abraham's side. The rich man also died and was buried,

22อยู่มาคนขอทานนั้นตาย   และเหล่าทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม   ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย   และเขาก็ฝังไว้

23and in Hades, being in torment, he lifted up his eyes and saw Abraham far off and Lazarus at his side.

23แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก   เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล   และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน

24And he called out, ‘Father Abraham, have mercy on me, and send Lazarus to dip the end of his finger in water and cool my tongue, for I am in anguish in this flame.’

24เศรษฐีจึงร้องว่า   'อับราฮัมบิดาเจ้าข้า   ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด   ขอใช้ลาซารัสมา   เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น   ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้'

25But Abraham said, ‘Child, remember that you in your lifetime received your good things, and Lazarus in like manner bad things; but now he is comforted here, and you are in anguish.

25แต่อับราฮัมตอบว่า   'ลูกเอ๋ย   เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่   เจ้าได้ของดีสำหรับตัว   และลาซารัสได้ของเลว   แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับความเล้าโลม   แต่เจ้าได้รับความแสนระทม

26And besides all this, between us and you a great chasm has been fixed, in order that those who would pass from here to you may not be able, and none may cross from there to us.’

26นอกจากนั้น   ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่   เพื่อว่าถ้าผู้ใดปรารถนาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงเจ้าก็ไม่ได้   หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ไม่ได้'

27And he said, ‘Then I beg you, father, to send him to my father's house—

27เศรษฐีนั้นจึงว่า   'บิดาเจ้าข้าถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า

28for I have five brothers —so that he may warn them, lest they also come into this place of torment.’

28เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสเป็นพยานแก่เขา เพื่อมิให้เขามาถึงที่ทรมานนี้'

29But Abraham said, ‘They have Moses and the Prophets; let them hear them.’

29แต่อับราฮัมตอบเขาว่า   'เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว   ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด'

30And he said, ‘No, father Abraham, but if someone goes to them from the dead, they will repent.’

30เศรษฐีนั้นจึงว่า   'มิได้   อับราฮัมบิดาเจ้าข้า   แต่ถ้าคนหนึ่งจากหมู่คนตายไปหาเขา   เขาคงจะกลับใจเสียใหม่'

31He said to him, ‘If they do not hear Moses and the Prophets, neither will they be convinced if someone should rise from the dead.’”

31อับราฮัมจึงตอบเขาว่า   'ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ   แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย   เขาก็จะยังไม่เชื่อ'”

John ยอห์น 3:36 36Whoever believes in the Son has eternal life; whoever does not obey the Son shall not see life, but the wrath of God remains on him.

36ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์   ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต   แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา

The one who believes in the Son will not suffer God’s wrath for his sin, because the Son took God’s wrath upon Himself when He died in our place on the cross.

คนที่เชื่อในพระบุตรจะไม่ประสบกับพระพิโรธของพระเจ้าเนื่องจากความบาปของเขา  เพราะพระบุตรทรงรับเอาพระพิโรธของพระเจ้าไว้แล้ว  เมื่อพระองค์เองทรงพลีพระชนม์แทนที่ของเราบนกางเขน

Romans โรม 5:6–11 6For while we were still weak, at the right time Christ died for the ungodly.

6ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วย คนบาปในเวลาที่เหมาะสม

7For one will scarcely die for a righteous person—though perhaps for a good person one would dare even to die—

7ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง   แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้

8but God shows his love for us in that while we were still sinners, Christ died for us.

8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย   คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น   พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา

9Since, therefore, we have now been justified by his blood, much more shall we be saved by him from the wrath of God.

9เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์   ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์

10For if while we were enemies we were reconciled to God by the death of his Son, much more, now that we are reconciled, shall we be saved by his life.

10เพราะว่าถ้าขณะที่เรายังเป็นศัตรูต่อพระเจ้าเราได้กลับคืนดีกับพระองค์   โดยที่พระบุตรของพระองค์สิ้นพระชนม์   ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อเรากลับคืนดีแล้ว   เราก็จะรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์แน่

11More than that, we also rejoice in God through our Lord Jesus Christ, through whom we have now received reconciliation.

11มิใช่เพียงเท่านั้น   เราทั้งหลายยังชื่นชมยินดีในพระเจ้า   โดยทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   ผู้ทรงเป็นเหตุให้เราได้กลับคืนดีกับพระเจ้า

Those who do not believe in the Son, who do not receive Him as Savior, will be judged on the day of wrath.

บรรดาผู้ที่ไม่เชื่อในพระบุตร  ผู้ที่ไม่ได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  จะถูกพิพากษาในวันแห่งพระพิโรธ

Romans โรม 2:5–6 5But because of your hard and impenitent heart you are storing up wrath for yourself on the day of wrath when God's righteous judgment will be revealed.

5แต่เพราะท่านใจแข็งกระด้างไม่ยอมกลับใจ   ท่านจึงส่ำสมโทษให้แก่ตัวเอง   ในวันที่พระเจ้าทรงลงพระอาชญา   ซึ่งพระองค์จะทรงสำแดงการพิพากษาลง โทษที่เที่ยงธรรมให้ประจักษ์

6He will render to each one according to his works:

6เพราะพระองค์จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา
Conversely, human wrath is warned against

ในทางตรงกันข้าม  มีคำเตือนให้ระวังความโกรธของมนุษย์

Romans โรม 12:19 19Beloved, never avenge yourselves, but leave it to the wrath of God, for it is written, “Vengeance is mine, I will repay, says the Lord.”

19ดูก่อน   ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า   อย่าทำการแก้แค้น   แต่จงมอบการนั้นไว้   แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา   เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า   องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นของเรา   เราเองจะตอบสนอง”

Ephesians เอเฟซัส 4:26 26Be angry and do not sin; do not let the sun go down on your anger,

26จะโกรธก็โกรธได้ แต่อย่าทำบาป   อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่

Colossians โคโลสี 3:8-10 8But now you must put them all away: anger, wrath, malice, slander, and obscene talk from your mouth.

8แต่บัดนี้   สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย   คือความโกรธ   ความขัดเคือง   การคิดปองร้าย   การพูดให้ร้าย   คำพูดหยาบโลน

9Do not lie to one another, seeing that you have put off the old self with its practices

9อย่าพูดมุสาต่อกัน   เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสีย แล้ว

10and have put on the new self, which is being renewed in knowledge after the image of its creator.

10และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่   ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ ผู้ทรงสร้าง   ให้รู้จักพระเจ้า

God alone is able to avenge because His vengeance is perfect and holy, whereas man’s wrath is sinful, opening him up to demonic influence.

พระเจ้าเท่านั้นที่จะทรงทำการแก้แค้น   เพราะการแก้แค้นของพระองค์สมบูรณ์แบบและบริสุทธิ์     ในขณะที่ความโกรธของมนุษย์เป็นบาป  เปิดทางให้เขารับอิทธิพลจากมาร

For the Christian, anger and wrath are inconsistent with our new nature, which is the nature of Christ Himself.

สำหรับคริสเตียน  ความโกรธและพระพิโรธจะไม่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยใหม่ของเรา  ซึ่งเป็นพระลักษณะของพระคริสต์เอง


2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation.  The old has passed away; behold, the new has come.

17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

To realize freedom from the domination of wrath, the believer needs the Holy Spirit to sanctify and cleanse his heart of feelings of wrath and anger.

เพื่อตระหนักถึงเสรีภาพจากพระพิโรธครอบครองอยู่   ผู้เชื่อต้องเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อทรงชำระความรู้สึกในจิตใจเขาให้บริสุทธิ์   เนื่องจากพระพิโรธและความโกรธ


Romans 8 shows victory over sin in the life of one who is living in the Spirit

โรมบทที่ 8 แสดงให้เห็นถึงชัยชนะต่อบาปในชีวิตของผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในพระวิญญาณ

Romans โรม 8:5-8 5For those who live according to the flesh set their minds on the things of the flesh, but those who live according to the Spirit set their minds on the things of the Spirit.

5เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง   ก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง   แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ   ก็สนใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ

6To set the mind on the flesh is death, but to set the mind on the Spirit is life and peace.

6ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง   ก็คือความตาย   และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณ   ก็คือชีวิตและสันติสุข

7For the mind that is set on the flesh is hostile to God, for it does not submit to God's law; indeed, it cannot.

7เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า   หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่   และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้

8Those who are in the flesh cannot please God.

8และคนทั้งหลายที่อยู่ใต้เนื้อหนัง   จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้

Philippians ฟีลิปปี 4:4-7 4Rejoice in the Lord always; again I will say, Rejoice.

4จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา   ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า   จงชื่นชมยินดีเถิด

5Let your reasonableness be known to everyone. The Lord is at hand;

5จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง   องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว

6do not be anxious about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God.

6อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย   แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า   ด้วยการอธิษฐาน   การวิงวอน   กับการขอบพระคุณ

7And the peace of God, which surpasses all understanding, will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.

7แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ   จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่าน ไว้ในพระเยซูคริสต์

This tells us that the mind controlled by the Spirit is filled with peace.
ข้อนี้บอกเราว่าพระวิญญาณทรงควบคุมจิตใจเราให้เต็มไปด้วยสันติสุข
The wrath of God is a fearsome and terrifying thing.

พระพิโรธของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ควรเกรงกลัวและเป็นสิ่งที่น่ากลัว
Only those who have been covered by the blood of Christ, shed for us on the cross, can be assured that God’s wrath will never fall on them.

เฉพาะบรรดาผู้ที่ได้รับการปกคลุมโดยพระโลหิตของพระคริสต์   ที่ทรงหลั่งเพื่อเราบนกางเขน    สามารถมั่นใจได้ว่าพระพิโรธของพระเจ้าจะไม่ตกอยู่กับพวกเขา

Romans โรม 5:9 9Since, therefore, we have now been justified by his blood, much more shall we be saved by him from the wrath of God.

9เพราะเหตุนั้นเมื่อเราเป็นคนชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์   ยิ่งกว่านั้นเราจะพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้าโดยพระองค์

www.gotquestons.org/Thai

God's wrath

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top