Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, February 19, 2016

 

Question:  Do human beings truly have a free will?

คำถาม: มนุษย์มีความสมัครใจอย่างแท้จริงหรือเปล่า

Answer:  If “free will” means that God gives humans the opportunity to make choices that genuinely affect their destiny, then yes, human beings do have a free will.

คำตอบ: ถ้า "ความสมัครใจ" หมายถึงว่าพระเจ้าทรงประทานโอกาสให้มนุษย์มีทางเลือกซึ่งส่งผลกระทบแท้จริงต่อชะตาชีวิตของพวกเขาแล้ว  นั่นคือใช่แล้ว มนุษย์ มีความสมัครใจ

The world’s current sinful state is directly linked to choices made by Adam and Eve.

สถานภาพบาปปัจจุบันของโลกเชื่อมโยงโดยตรงกับการตัดสินใจเลือกกระทำของอดัม และอีฟ

God created mankind in His own image, and that included the ability to choose.
พระเจ้าได้ทรงสร้าง มนุษย์ ในแบบพระฉายของพระองค์ และรวมถึงความสามารถ ในการเลือกตัดสินใจ
However, free will does not mean that mankind can do anything he pleases.

อย่างไรก็ตาม ความสมัครใจไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ สามารถทำอะไรได้ตาม ที่เขาพอใจ

Our choices are limited to what is in keeping with our nature.

ทางเลือกของเราจะถูกจำกัดโดยสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติของเรา

For example, a man may choose to walk across a bridge or not to walk across it; what he may not choose is to fly over the bridge—his nature prevents him from flying.

ตัวอย่างเช่น คนอาจเลือกที่จะเดินข้าม สะพานหรือไม่ เดินข้ามก็ได้  เขาอาจจะไม่ เลือก ที่จะ บินข้ามสะพาน--ธรรมชาติ ของเขาปกป้องเขาไม่ให้บินข้าม


In a similar way, a man cannot choose to make himself righteous—his (sin) nature prevents him from canceling his guilt.

ในทำนองเดียวกัน คนไม่ สามารถเลือกที่จะทำให้ตัวเองเป็นคน ชอบธรรม   ธรรมชาติ( ความบาป ) ป้องกันเขาจากการยกเลิกความผิดที่ได้ทำ

Romans โรม 3:23 23 for all have sinned and fall short of the glory of God,

23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

So, free will is limited by nature.
ดังนั้นความสมัครใจจะถูกจำกัดโดยธรรมชาติ
This limitation does not mitigate our accountability.

ข้อจำกัดนี้ ไม่ได้ลดความรับผิดชอบของเราลงไป

The Bible is clear that we not only have the ability to choose, we also have the responsibility to choose wisely.

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าเราไม่เพียงแต่สามารถตัดสินใจเลือก    แต่ เรายังมีความรับผิดชอบที่จะ เลือกอย่างชาญฉลาด

In the Old Testament, God chose a nation (Israel), but individuals within that nation still bore an obligation to choose obedience to God.

ในพันธสัญญาเดิม  พระเจ้าทรงเลือกชนชาติ (อิสราเอล ) แต่บุคคลแต่ละคนในชาตินั้นยังคงแบกภาระผูกพันที่จะเลือกเชื่อฟังพระเจ้า

And individuals outside of Israel were able to choose to believe and follow God as well (e.g., Ruth and Rahab).

และแต่ละบุคคลนอกเหนือจากอิสราเอลสามารถที่จะเลือก ที่จะเชื่อ และปฏิบัติตาม พระเจ้า เช่นกัน (เช่นนางรูธ และนางราหับ)
In the New Testament, sinners are commanded over and over to “repent” and “believe”

ในพันธสัญญาใหม่  คนบาปได้รับบัญชาครั้งแล้วครั้งเล่าให้ "กลับใจ" และ "เชื่อ"

Matthew มัทธิว 3:2 2 “Repent, for the kingdom of heaven is at hand.”

2 “จงกลับใจเสียใหม่   เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว”

Matthew มัทธิว 4:17 17 From that time Jesus began to preach, saying, “Repent, for the kingdom of heaven is at hand.”

17 ตั้งแต่นั้นมา   พระเยซูได้ทรงตั้งต้นประกาศว่า   “จงกลับใจเสียใหม่   เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว”

Acts กิจการ 3:19 19 Repent therefore, and turn again, that your sins may be blotted out,

19 เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่   เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย   เพื่อวาระพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า

1 John ยอห์น 3:23 23 And this is His commandment, that we believe in the name of his Son Jesus Christ and love one another, just as He has commanded us.

23 และนี่เป็นพระบัญญัติของพระองค์   คือว่า   ให้เราทั้งหลายวางใจในพระนามของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์   และให้เรารักซึ่งกันและกัน   ตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติไว้แก่เรา

Every call to repent is a call to choose.

ทุกคนที่ถูกเรียกให้กลับใจใหม่คือถูกเรียกให้ตัดสินใจเลือก

The command to believe assumes that the hearer can choose to obey the command.
พระบัญชาที่สั่งให้เชื่อสันนิษฐานว่า ผู้ฟังสามารถเลือกที่จะเชื่อฟังพระบัญชา

Jesus identified the problem of some unbelievers when He told them:

พระเยซูทรงระบุมีปัญหของผู้ที่ไม่เชื่อบางคนเมื่อทรงตรัสบอกพวกเขา

John ยอห์น 5:40 40 yet you refuse to come to Me that you may have life.

40 แต่ท่านทั้งหลายไม่ยอมมาหาเราเพื่อจะได้ชีวิต

Clearly, they could have come if they wanted to; their problem was they chose not to.

เห็นได้ชัดว่า พวกเขาควรได้ มาหา หากพวกเขาต้องการ; ปัญหาของพวกเขาคือการ ที่พวกเขา เลือกที่จะไม่ทำ

“A man reaps what he sows”

"คนเราจะเก็บเกี่ยวสิ่งที่เขาได้หว่านไป”

Galatians กาลาเทีย 6:7 7 Do not be deceived: God is not mocked, for whatever one sows, that will he also reap.

7 อย่าหลงเลย   ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้   เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง   ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น

Those who are outside of salvation are “without excuse”

บรรดาผู้ที่ไม่ได้รับความรอดนั้น "ไม่มีข้อแก้ตัวเลย"

Romans โรม 1:20-21 20 For His invisible attributes, namely, His eternal power and divine nature, have been clearly perceived, ever since the creation of the world, in the things that have been made. So they are without excuse.

20 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว   สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น   คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์   ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง   ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย

21 For although they knew God, they did not honor Him as God or give thanks to Him, but they became futile in their thinking, and their foolish hearts were darkened.

21 เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว   เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า   หรือหาได้ขอบพระคุณไม่   แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ   และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป
But how can man, limited by a sin nature, ever choose what is good?

แต่ มนุษย์สามารถทำได้อย่างไร โดยข้อจำหัดในธรรมชาติบาป  เลือกสิ่งที่ เป็นสิ่งที่ดีหรือ

It is only through the grace and power of God that free will truly becomes “free” in the sense of being able to choose salvation

โดยพระกรุณาคุณ และฤทธิ์อำนาจของ พระเจ้า ที่เจตจำนงจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง ในความหมายของ ความสามารถที่จะ เลือกรับ ความรอด

John ยอห์น 15:16 16 You did not choose Me, but I chose you and appointed you that you should go and bear fruit and that your fruit should abide, so that whatever you ask the Father in My name, He may give it to you.

16 ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกข้าพระองค์   แต่ข้าพระองค์ได้เลือกท่านทั้งหลาย   และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล   และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่   เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของข้าพระองค์   พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน

It is the Holy Spirit who works in and through a person’s will to regenerate that person and give him/her a new nature “created to be like God in true righteousness and holiness”

เป็นเพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงทำงานในเรา และโดยความประสงค์ของบุคคลนั้นที่จะถูกสร้างขึ้นใหม่ และให้ เขา / เธอ มีธรรมชาติใหม่ " ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นเหมือนพระเจ้าในความชอบธรรม และความบริสุทธิ์ ที่แท้จริง”

John ยอห์น 1:12-13 12 But to all who did receive him, who believed in his name, he gave the right to become children of God,

12 แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์   ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์   พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

13 who were born, not of blood nor of the will of the flesh nor of the will of man, but of God.

13 ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ   หรือกาม   หรือความประสงค์ของมนุษย์   แต่เกิดจากพระเจ้า  

Ephesians เอเฟซัส 4:24 24 and to put on the new self, created after the likeness of God in true righteousness and holiness.

24 และให้ท่านสวมสภาพใหม่   ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า   ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง  

Salvation is God’s work.

ความรอด เป็นพระราชกิจของพระเจ้า

At the same time, our motives, desires, and actions are voluntary, and we are rightly held responsible for them.

ในขณะเดียวกัน  แรงจูงใจของเรา  ความต้องการ และการกระทำต่างๆ เป็นความสมัครใจ  และเรามีสิทธิ์ยึดถือความรับผิดชอบต่อพวกเขา

www.gotquestions.org/Thai     

Question: "Does everyone have a "God-shaped hole"?"
คำถาม: "มี"หลุมที่พระเจ้าทรงสร้าง"หรือไม่”

Answer: The “God-shaped hole” concept states that every person has a void in his soul/spirit/life that can only be filled by God.

คำตอบ:แนวคิดเรื่อง"หลุมที่พระเจ้าทรงสร้าง "แสดงว่าทุกคนมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณว่างเปล่าที่ต้องการให้พระเจ้าทรงเติมเต็ม

The “God-shaped hole” is the innate longing of the human heart for something outside itself, something transcendent, something “other.”

"หลุมที่พระเจ้าทรงสร้าง "เป็นความปรารถนาภายในโดยธรรมชาติจิตใจมนุษย์ที่มองหาสิ่งภายนอก สิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติบางอย่าง  และสิ่ง“อื่น ๆ"

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 3:11 11 He has made everything beautiful in its time. Also, he has put eternity into man's heart, yet so that he cannot find out what God has done from the beginning to the end.

11 พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน   พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า   พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย

God made humanity for His eternal purpose, and only God can fulfill our desire for eternity. All religion is based on the innate desire to “connect” with God.

พระเจ้าทรงสร้าง มนุษย์ เพื่อประสงค์ให้มีชีวิตนิรันดร์ และพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงสามารถ ตอบสนองความต้องการชีวิตนิรันดร์ของเรา  ศาสนาทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานความต้องการภายในที่อยากจะ " ติดสนิท" กับพระเจ้า

This desire can only be fulfilled by God, and therefore can be likened to a “God-shaped hole.”
ความปรารถนานี้สามารถบรรลุผลได้โดยพระเจ้า และดังนั้นจึงเปรียบเสมือน"หลุมที่พระเจ้าทรงสร้าง"
The problem, though, is that humanity ignores this hole or attempts to fill it with things other than God.

แม้ว่า ปัญหาคือ มนุษยชาติเพิกเฉยต่อหลุมนี้ หรือพยายามที่จะเติมเต็มด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า

Jeremiah 17:9 9 The heart is deceitful above all things, and desperately sick; who can understand it?

เยเรมีย์ 17:9 9 จิตก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด   มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว  ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า  

This describes the condition of our hearts.

สิ่งนี้จะอธิบายถึงสภาพจิตใจของเรา

Solomon reiterates the same concept.

โซโลมอนก็ทรงกล่าวย้ำหลักความคิดเดียวกัน

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 9:3 3 This is an evil in all that is done under the sun, that the same event happens to all. Also, the hearts of the children of man are full of evil, and madness is in their hearts while they live, and after that they go to the dead.

3 นี่แหละเป็นสิ่งสามานย์   ที่มีอยู่ในบรรดาการที่บังเกิดขึ้นภายใต้ดวงอาทิตย์   คือว่ามีเคราะห์อันเดียวกันที่ตกแก่คนทั้งปวง   เออ   จิตใจของมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความชั่วและความบ้าบออยู่ ในใจของเขาเมื่อมีชีวิตและต่อจากนั้น   เขาก็ไปอยู่กับคนตาย

The New Testament concurs:

พันธสัญญาใหม่ก็ให้ความเห็นในทำนองเดียวกัน

Romans โรม 8:7 7 For the mind that is set on the flesh is hostile to God, for it does not submit to God's law; indeed, it cannot.

7 เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า   หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่   และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้

Romans โรม1:18-22 18 เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์   ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์   และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง

19 For what can be known about God is plain to them, because God has shown it to them.

19 เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย   เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว

20 For his invisible attributes, namely, his eternal power and divine nature, have been clearly perceived, ever since the creation of the world, in the things that have been made. So they are without excuse.

20 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว   สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น   คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์   ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง   ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย

21 For although they knew God, they did not honor him as God or give thanks to him, but they became futile in their thinking, and their foolish hearts were darkened.

21 เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว   เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า   หรือหาได้ขอบพระคุณไม่   แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ   และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป

22 Claiming to be wise, they became fools,

22 เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา   เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป

This describes humanity ignoring what can be known about God, including presumably the “God shaped hole,” and instead worshipping anything and everything other than God.
นี้จะอธิบายว่ามนุษยชาติละเลยสิ่งใดที่สามารถนำให้รู้จักพระเจ้า รวมทั้งอาจเป็น "หลุมที่พระเจ้าทรงสร้าง" และหันไปบูชาสิ่งหนึ่งสิ่งใดและทุกอย่างอื่นแทนที่จะเป็นพระเจ้า
Sadly, too many spend their lives looking for something other than God to fill their longing for meaning—business, family, sports, etc.

น่าเสียดาย ที่พวกเขาใช้ ชีวิตแสวงหาสิ่ง อื่นที่ไม่ใช่ พระเจ้า   เพื่อจะเติมเต็ม ความปรารถนาของพวกเขาเพื่อจุดประสงค์ คือธุรกิจ ครอบครัว กีฬา ฯลฯ

But in pursuing these things that are not eternal, they remain unfulfilled and wonder why their lives never seem satisfactory.

แต่ ในการใฝ่หาสิ่งเหล่านี้ที่ไม่ถาวรนิรันดร์ พวกเขายังคงไม่อิ่มใจ และสงสัยว่าทำไมชีวิตของพวกเขาดูเหมือนไม่เคยอิ่มเอมใจเลย

There is no doubt that many people pursuing things other than God achieve a measure of “happiness” for a time.

ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าหลายคนใฝ่หาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเจ้า เพื่อให้ประสบ "ความสุข " เพียงชั่วคราว

But when we consider Solomon, who had all the riches, success, esteem, and power in the world—in short, all that men seek after in this life—we see that none of it fulfilled the longing for eternity.

แต่เมื่อเรา พิจารณาดูโซโลมอน ผู้มีทรัพย์สมบัติมหาศาล  ความสำเร็จ  ความเคารพยกย่อง และอำนาจในโลก โดยสรุปคนเราแสวงหาทุกอย่างในชีวิตนี้ -- เราจะเห็นว่าไม่มีสักอย่างที่ทำให้เราได้รับชีวิตนิรันดร์ที่เราปรารถนา

He declared it all “vanity,” meaning that he sought after these things in vain because they did not satisfy.

ท่านบอกว่าทุกอย่าง " ไร้สาระ " หมายความว่าท่านแสวงหาสิ่งเหล่านี้โดยเปล่าประโยชน์   เพราะมันไม่ได้ตอบสนองความพอใจ

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 12:13 13 The end of the matter; all has been heard. Fear God and keep his commandments, for this is the whole duty of man.

13 จบเรื่องแล้ว  ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว   จงยำเกรงพระเจ้า  และรักษาพระบัญญัติของพระองค์   เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง
Just as a square peg cannot fill a round hole, neither can the “God-shaped hole” inside each of us be filled by anyone or anything other than God.

เช่นเดียวกับหมุดสี่เหลี่ยมไม่สามารถอุดรูกลมได้มิด ไม่สามารถปกปิด"หลุมที่พระเจ้าทรงสร้าง "

ภายในเราแต่ละคน ไม่มีวันเติมเต็มได้โดยใครๆหรืออะไรอื่นนอกจาก พระเจ้า

Only through a personal relationship with God through faith in Jesus Christ can the “God-shaped hole” be filled and the desire for eternity fulfilled.

การติดสนิทกับพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์เท่านั้น  ที่สามารถปกปิด"หลุมที่พระเจ้าทรงสร้าง" และเติมเต็มความปรารถนาที่จ

www.gotquestions.org/Thai     

Free will and God shaped hole พินัยกรรมและหลุมฝังศพของพระเจ้า

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top