Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, February 20, 2016

 

Father God

พระบิดาเจ้า


How should I understand the concept of the Father God? How is the idea of a father a picture of our relationship with God?

ฉันควรเข้าใจหลักการเรื่องพระบิดาเจ้าอย่างไร ข้อคิดเรื่องพ่อให้ทำให้เห็นภาพความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าอย่างไร


Question: "How should I understand the concept of the Father God?"
คำถาม: "ฉันควรเข้าใจกรอบความคิดเรื่องพระบิดาเจ้าอย่างไร


Answer:

คำตอบ: 1 John 1ยอห์น 3:11See what kind of love the Father has given to us, that we should be called children of God; and so we are. The reason why the world does not know us is that it did not know Him.

1จงดูเถิด   พระบิดาทรงโปรดประทานความรักแก่เราทั้งหลายเพียงไร   ที่เราจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า   และเราก็ได้เป็นเช่นนั้น   เหตุที่โลกไม่รู้จักเราทั้งหลาย   ก็เพราะเขาไม่รู้จักพระองค์

This passage begins with a command: “See.”

เนื้อหาตอนนี้เริ่มต้นด้วยคำสั่ง " จงดูสิ"

John wants us to observe the manifestations of the Father's love. He has introduced the subject of God’s love in the preceding chapter.

ยอห์นต้องการให้เราสังเกตการสำแดงความรักของพระบิดา ท่านได้แนะนำให้รู้จักเรื่องความรักของพระเจ้าในบทก่อนหน้านี้

1 John 1ยอห์น 2:5, 15 5but whoever keeps His word, in Him truly the love of God is perfected. By this we may be sure that we are in him:

5แต่ผู้ใดที่ประพฤติตามพระวจนะของพระองค์ ความรักของพระเจ้าก็ถึงความบริบูรณ์ใน คนนั้นแล้วอย่างแน่แท้   ด้วยอาการอย่างนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้ว่าเราอยู่ในพระองค์

15Do not love the world or the things in the world. If anyone loves the world, the love of the Father is not in him.

15อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก   ถ้าผู้ใดรักโลก   ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น

John briefly discusses it here, and fully explains it in the fourth chapter. John’s purpose is to describe the kind of love the Father gives His children, “what great love.”

ยอห์นบรรยายย่อๆ ตรงนี้   และอธิบายอย่างเต็มที่ในบทที่สี่  วัตถุประสงค์ของยอห์น คือเพื่อบรรยายความรักที่พระบิดาทรงรักบุตรของพระองค์ "ช่างเป็นรักที่ใหญ่ยิ่ง"

The Greek word translated “what great” is found only six times in the New Testament and always implies astonishment and admiration.
คำภาษากรีกแปลว่า "ช่างใหญ่ยิ่ง" พบเพียงหกครั้งในพันธสัญญาใหม่ และมักจะแสดงถึงความประหลาดใจและการชื่นชอบ
What is interesting to note here is that John does not say, “The Father loves us.” In doing so, he would be describing a condition.

สิ่งที่น่าสนใจที่พอจะสังเกตได้ตรงนี้  คือยอห์นไม่ได้พูดว่า "พระบิดาทรงรักเรา" ในการทำเช่นนั้น   ท่านจะอธิบายเงื่อนไข

Instead, he tells us that the Father has “lavished” His love on us, and this, in turn, portrays an action and the extent of God’s love.

แต่ ท่านบอกเราว่าพระบิดาได้ทรง "ทุ่มเท" ความรักของพระองค์แก่พวกเรา   และ ในทางกลับกันนี้  ก็แสดงภาพการกระทำและขอบเขตของความรักของพระเจ้า

It is also interesting to note that John has chosen the word “Father” purposely.

เป็นที่น่าสนใจด้วยที่จะทราบว่ายอห์นได้จงใจเลือกใช้คำว่า "พระบิดา”

That word implies the father-child relationship.

คำนั้นแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างงพ่อ-ลูก

However, God did not become Father when He adopted us as children. God's fatherhood is eternal.

แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้กลายเป็นพระบิดาเมื่อพระองค์ทรงรับเราเป็นบุตร  สภาวะของพระบิดาเจ้าทรงเป็นนิรันดร์

He is eternally the Father of Jesus Christ, and through Jesus He is our Father.

พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของพระเยซูคริสต์ตลอดนิรันดร์  และโดยทางพระเยซูพระองค์ทรงเป็นพระบิดาของเรา

Through Jesus we receive the Father's love and are called “children of God.”
โดยทางพระเยซูที่เราได้รับความรักของพระบิดา และถูกเรียกว่า "บุตรของพระเจ้า"
What an honor it is that God calls us His children and gives us the assurance that as His children we are heirs and co-heirs with Christ.

ช่างเป็นเกียรติที่พระเจ้าทรงเรียกเราว่าบุตรของพระองค์  และทรงให้พระสัญญาว่าในฐานะเป็นบุตรของพระองค์  เราได้เป็นทายาทและผู้รับมรดกร่วมกันกับพระคริสต์

Romans โรม 8:17 17and if children, then heirs—heirs of God and fellow heirs with Christ, provided we suffer with him in order that we may also be glorified with him.

17และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว   เราก็เป็นทายาท   คือเป็นทายาทของพระเจ้า   และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์   เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์นั้น   ก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย  

In his Gospel, John also tells us that God gives the right to become children of God to all who in faith have received Christ as Lord and Savior.

ในพระกิตติคุณยอห์น  ท่านยังบอกเราว่าพระเจ้าทรงประทานสิทธิให้เราทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้า    คือทุกคนที่มีความเชื่อ  ได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด

John ยอห์น 1:12 12But to all who did receive him, who believed in his name, he gave the right to become children of God,

12แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์   ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์   พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

God extends His love to His Son Jesus Christ and, through Him, to all His adopted children.
พระเจ้าทรงแผ่ความรักของพระองค์แก่พระบุตรคือพระเยซูคริสต์ และโดยทางพระองค์ ก็แผ่มาถึงบุตรทุกคนของพระองค์
When John then tells us “that is what we are!” he declares the reality of our status. Right now, at this very moment, we are His children.

เมื่อยอห์นบอกพวกเราว่า "นั่นเป็นสิ่งที่เราเป็น!"  ท่านประกาศความจริงแห่งสถานภาพ ของเรา  ในขณะนี้พวกเราเป็นบุตรของพระองค์

In other words, this is not a promise which God will fulfill in the future.

อีกนัยหนึ่ง  นี้ไม่ได้เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าจะทรงทำสำเร็จในอนาคต

No, the truth is we are already God's children.

ไม่เลย  ความจริงก็คือเราเป็นบุตรของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว

We enjoy all the rights and privileges our adoption entails, because we have come to know God as our Father.

เราชื่นชมกับสิทธิต่างๆ และสิทธิพิเศษที่ทรงรับเราเป็นบุตร  เพราะเราได้มารู้จักพระเจ้าฐานะทรงเป็นพระบิดาของเรา

As His children we experience His love. As His children we acknowledge Him as our Father, for we have an experiential knowledge of God.

ในฐานะบุตรของพระองค์  เราได้สัมผัสความรักของพระองค์ ในฐานะบุตรของพระองค์   เรายอมรับพระองค์เป็นพระบิดาของเรา   เพราะเรามีประสบการณ์ความรู้จักพระเจ้า

We put our trust and faith in Him who loves us, provides for us, and protects us as our earthly fathers should.

เรามอบความไว้วางใจและความเชื่อของเราในพระองค์   ผู้ทรงรักเรา และทรงจัดเตรียมเพื่อเรา  ทรงปกป้องเราอย่างพ่อทั้งหลายในโลกที่ควรทำ

Also as earthly fathers should, God disciplines His children when they disobey or ignore His commands.

ยิ่งกว่านั้น ดังเช่นพ่อทั้งหลายในโลกที่ควรจะทำ  พระเจ้าทรงลงวินัยบุตรของพระองค์เมื่อพวกเขาไม่เชื่อฟังหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์

He does this for our benefit,

ทรงทำเช่นนี้เพื่อประโยชน์ของเรา

Hebrews ฮีบรู 12:10 10For they disciplined us for a short time as it seemed best to them, but He disciplines us for our good, that we may share his holiness.

10เพราะบิดาที่เป็นมนุษย์ตีสอนเราเพียงชั่วเวลาเล็กน้อย ตามความเห็นดีเห็นชอบของ เขาเท่านั้น   แต่พระองค์ได้ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา   เพื่อให้เราได้เข้าส่วนในวิสุทธิภาพของพระองค์
There are many ways the Scriptures describe those who love God and obey Him.

มีหลายวิธีที่พระคัมภีร์บรรยายถึงบรรดาผู้ที่รักพระเจ้าและเชื่อฟังพระองค์

We are heirs of God and co-heirs with Christ; we are holy priests; we are new creations; and we are partakers of the divine nature.

เราเป็นทายาทของพระเจ้าและผู้รับมรดกร่วมกับพระคริสต์  เราเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เราเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว  และเราได้เป็นผู้เข้าร่วมในพระเจ้าแห่งสวรรค์

Romans โรม 8:17 17and if children, then heirs—heirs of God and fellow heirs with Christ, provided we suffer with him in order that we may also be glorified with him.

17และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้ว   เราก็เป็นทายาท   คือเป็นทายาทของพระเจ้า   และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์   เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์นั้น   ก็เพื่อเราทั้งหลายจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย  

1 Peter 1 เปโตร 2:5 5you yourselves like living stones are being built up as a spiritual house, to be a holy priesthood, to offer spiritual sacrifices acceptable to God through Jesus Christ.

5และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต   ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ   เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์   เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ   ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์

2 Corinthians 2 โครินธ์ 5:17 17Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation.  The old has passed away; behold, the new has come.

17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

2 Peter 2 เปโตร 1:4 4by which He has granted to us His precious and very great promises, so that through them you may become partakers of the divine nature, having escaped from the corruption that is in the world because of sinful desire.

4พระองค์จึงได้ทรงประทานพระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่งแก่เรา   เพื่อว่าด้วยเหตุเหล่านี้   ท่านทั้งหลายจะพ้นจากความเสื่อมโทรม   ที่มีอยู่ในโลกนี้เพราะตัณหา   และจะได้รับส่วนในสภาพของพระองค์

But more than any of the above—more significant than any title or position—is the simple fact that we are God's children and He is our heavenly Father.

แต่นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น   มันมีนัยสำคัญมากกว่าชื่อหรือตำแหน่ง   เป็นความจริงง่ายๆที่ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า   และพระองค์ทรงเป็นพระบิดาแห่งสวรรค์ของเรา


www.gotquestions.org/Thai

Question:  What does the Bible say about euthanasia?

คำถาม: พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับนาเซียย่างไร

Answer:  Euthanasia can be a very difficult issue.

คำตอบ: นาเซียเป็นประเด็นที่พูดยากมาก

There are two sides that are difficult to balance.

เป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสมดุลในทั้งสองด้าน

On one end, we do not want to take a person’s life into our own hands and end it prematurely.

ที่ปลายด้านหนึ่ง  เราไม่ต้องการที่จะจบชีวิต ของคนนั้นด้วยมือของเราเอง  และจบมันอย่างถาวร

On the other end, at what point do we simply allow a person to die and take no further action to preserve life?
ในส่วนด้านอื่น  ณ จุดที่ เราไม่อนุญาตให้บุคคลใดตาย  และจะไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อไป เพื่อรักษา ชีวิตไว้

The overriding truth that drives the conclusion that God is opposed to euthanasia is His sovereignty.

ความจริง ที่สำคัญซึ่งนำไปถึงข้อสรุปว่า พระเจ้าทรงต่อต้านนาเซีย มันเป็น อำนาจอำนาจอธิปไตยของพระองค์

We know that physical death is inevitable.

เรารู้ว่าความตายฝ่ายร่างกายเป็น สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Psalm เพลงสดุดี 89:48 48 What man can live and never see death? Who can deliver his soul from the power of Sheol?

48 มนุษย์คนใดมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเห็นความตาย   ผู้ใดจะช่วยกู้วิญญาณจิตของตนจากมือของแดนผู้ตายได้  

Hebrews ฮีบรู 9:27 27 And just as it is appointed for man to die once, and after that comes judgment,

27 มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว   และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษาฉันใด

However, God alone is sovereign over when and how a person's death occurs.

อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงมีอำนาจครอบครอง   เวลาใดและวิธีใดที่บุคคลต้องตาย

Job โยบ 30:23 23 For I know that you will bring me to death and to the house appointed for all living.

23 ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าพระองค์จะทรง ให้ข้าพระองค์ตายเสีย   และให้ไปสู่ที่กำหนดของคนเป็นทั้งปวง  

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 8:8 8 No man has power to retain the spirit, or power over the day of death. There is no discharge from war, nor will wickedness deliver those who are given to it.

8 หามีมนุษย์คนใดรั้งจิตวิญญาณได้ไม่  หรือหามี อำนาจอันใด   เหนือวันตายไม่  การสงครามย่อมไม่มีการปลดปล่อย   ความอธรรมย่อมไม่ช่วยผู้ที่ถูกมอบให้ไว้

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:26, 54-56 26 The last enemy to be destroyed is death.

26 ศัตรูตัวสุดท้ายที่พระองค์จะทรงทำลายนั้นก็คือความตาย

54 When the perishable puts on the imperishable, and the mortal puts on immortality, then shall come to pass the saying that is written: “Death is swallowed up in victory.”

54 เมื่อสิ่งซึ่งเน่าเปื่อยนี้  จะสวมซึ่งไม่เปื่อย  และสภาพมตะนี้จะสวมสภาพอมตะ  เมื่อนั้นตามซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์จะสำเร็จว่า  ความตายก็ถูกกลืนถึงปราชัยแล้ว  

55 “O death, where is your victory?  O death, where is your sting?”

55 โอ   มัจจุราชเอ๋ย   ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน   โอ   มัจจุราชเอ๋ย   เหล็กไนของเจ้า
อยู่ที่ไหน 

56 The sting of death is sin, and the power of sin is the law.

56 เหล็กไนของความตายนั้นคือบาป  และฤทธิ์ของบาปคือธรรมบัญญัติ

Hebrews ฮีบรู 2:9, 14-15 9 But we see Him who for a little while was made lower than the angels, namely Jesus, crowned with glory and honor because of the suffering of death, so that by the grace of God He might taste death for everyone.

9 แต่เราก็เห็นพระเยซู   ผู้ซึ่งพระองค์ทรงทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่งนั้น   ทรงได้รับพระสิริและพระเกียรติเป็นมงกุฎ   เพราะที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ทรมาน   ทั้งนี้โดยพระคุณของพระเจ้า   พระองค์จึงได้ทรงชิมความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน

14 Since therefore the children share in flesh and blood, he himself likewise partook of the same things, that through death he might destroy the one who has the power of death, that is, the devil,

14 บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด   พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย   เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง   พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย   คือมารเสียได้

15 and deliver all those who through fear of death were subject to lifelong slavery.

15 และจะได้ทรงช่วยเขาเหล่านั้นให้พ้นจากการเป็นทาสชั่วชีวิต   เพราะเหตุกลัวความตาย

Revelation วิวรณ์ 21:4 4 He will wipe away every tear from their eyes, and death shall be no more, neither shall there be mourning nor crying nor pain anymore, for the former things have passed away.”

4 พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา   ความตายจะไม่มีอีกต่อไป   การคร่ำครวญ   การร้องไห้   และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป   เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว”  

Euthanasia is man's way of trying to usurp that authority from God.
นาเซียเป็นวิธีที่ มนุษย์ พยายามที่จะ แย่งชิง อำนาจ จากพระเจ้า
Death is a natural occurrence.

ความตายเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ

Sometimes God allows a person to suffer for a long time before death occurs; other times, the person's suffering is cut short.

บางครั้ง พระเจ้าทรงยอมให้คนหนึ่งทนทุกข์เป็นเวลานาน ก่อนที่พบกับความตาย  หลายครั้ง ความทนทุกข์ทรมานของคนนั้นถูกยุติลง

No one enjoys suffering, but that does not make it right to determine that a person is ready to die.

ไม่มีใครมีความสุขที่ต้องทนทุกข์ทรมาน  แต่ไม่ได้หมายความว่ามันถูกต้อง เพื่อตัดสินว่า บุคคลนั้น พร้อมที่จะตาย

Often God's purposes are made known through a person's suffering.

บ่อยครั้งที่คนทังหลายรู้จัก พระประสงค์ของพระเจ้าผ่านทางความทนทุกข์เจ็บปวดของคน

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 7:14 14 In the day of prosperity be joyful, and in the day of adversity consider: God has made the one as well as the other, so that man may not find out anything that will be after Him.

14 เมื่อเวลามีความเจริญก็จงชื่นชมยินดี   แต่เมื่อถึงเวลาอับจนก็จงพินิจพิจารณา   พระเจ้าทรงบันดาลให้มีทั้งสองอย่าง   เพื่อมนุษย์จะไม่ค้นได้ว่า   เมื่อเขาล่วงไปแล้วจะมีอะไรมา  

Romans โรม 5:3 3 More than that, we rejoice in our sufferings, knowing that suffering produces endurance,

3 ยิ่งกว่านั้น   เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากของเราด้วย   เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้น   ทำให้เกิดความอดทน

This teaches that tribulations bring about perseverance.

เรื่องนี้สอนว่า ความยากลำบากนำมาซึ่งความอดทนอดกลั้น

God cares about those who are crying out for death to end their suffering.

พระเจ้าทรงเป็นห่วงผู้ที่กำลังร้องไห้เพราะความตายกำลังจะยุติ ความทนทุกข์เจ็บปวดของพวกเขา

God gives purpose to life even to the end.

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้ชีวิตนั้นสิ้นสุดลง

Only God knows what is best, and His timing, even in the matter of one's death, is perfect.
พระเจ้าเท่านั้นที่ทรง รู้ว่าสิ่งใดที่ดีที่สุด   และในเวลาของพระองค์  แม้ เรื่องความตายของคน ของพระองค์ทรงสมบูรณ์แบบ
At the same time, the Bible does not command us to do everything we can to keep a person alive.

ในขณะเดียวกัน ที่ พระคัมภีร์ไม่ได้ สั่งให้เรา ทำทุกอย่างที่ เราสามารถที่จะรักษา คนนั้นให้มีชีวิตอยู่ต่อไป

If a person is being kept alive only by machines, it is not immoral to turn off the machines and allow the person to die.

ถ้าคนนั้นยังมีชีวิตอยู่โดยอาศัยเครื่องกลไกต่างๆ  มันจะไม่ ผิดศีลธรรม ที่จะปิด เครื่องกลไกและยอมให้บุคคลนั้นตาย

If a person has been in a persistent vegetative state for a prolonged period of time, it would not be an offense to God to remove whatever tubes/machines that are keeping the person’s body alive.

ถ้าคนนั้นอยู่ในสภาพที่เคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเวลาต่อเนื่องมานาน   ก็ไม่เป็นข้อแก้ตัวต่อพระเจ้า ที่จะถอดสายท่อ / เครื่องกลไกที่ จะทำให้ร่างกายของเขามีชีวิตอยู่

Should God desire to keep a person alive, He is perfectly capable of doing so without the help of feeding tubes and/or machines.
พระเจ้าควรรักษาคนนั้นให้มีชีวิตอยู่ต่อไหม  พระองค์ทรงสามารถกระทำเช่นนั้น โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือทางสายท่อให้อาหาร และ / หรือ เครื่องกลไกต่างๆ หรือ
Making a decision like this one is very difficult and painful. It is never easy to tell a doctor to end the life support of a loved one.

การตัดสินใจ เช่นนี้เป็นเรื่องยากและเจ็บปวดมาก   มัน ไม่ง่าย ที่จะบอก แพทย์ให้จบชีวิต ของคนที่เรารัก

We should never seek to prematurely end a life, but at the same time, neither do we have to go to extraordinary means to preserve a life.

เราไม่ควรหาทางที่จะจบชีวิตคนก่อนเวลาอันควร  แต่ในขณะ เดียวกัน เราจะไม่ ต้องไปหาวิธีการ พิเศษเพื่อรักษาชีวิตนั้น


The best advice to anyone facing this decision is to pray to God for wisdom.

คำแนะนำที่ดีที่สุดแก่ทุกคนที่เผชิญการตัดสินใจครั้งนี้ คือการอธิษฐานต่อพระเจ้าทูลขอสติปัญญา

James ยากอบ 1:5 5 If any of you lacks wisdom, let him ask God, who gives generously to all without reproach, and it will be given him.

5 ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา   ก็ให้ผู้นั้นทูลขอจากพระเจ้า   ผู้ทรงโปรดประทานให้แก่คนทั้งปวงด้วยพระกรุณาและมิได้ทรงตำหนิ   แล้วผู้นั้นก็จะได้รับสิ่งที่ทูลขอ


www.gotquestions.org/Thai     

 

Father God and Euthanasia

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top