Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, February 21, 2016

 

Question:  Can a Christian today perform an exorcism?

คำถาม : คริสเตียนวันนี้กระทำการขับไล่ผีได้ไหม


Answer: Exorcism (commanding demons to leave other people) was practiced by various people in the Gospels and the Book of Acts—the disciples as part of Christ's instructions (Matthew 10); others using Christ's name; the children of the Pharisees; Paul (Acts 16); and certain exorcists.

คำตอบ: การขับไล่ผี ( ออกคำสั่งให้ปีศาจหลุดออกไปจากคนอื่น ) ได้กระทำโดยผู้คนนานาประเภทในพระกิตติคุณ และในหนังสือกิจการ--- พวกสาวกเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของพระคริสต์ (มัทธิว 10 ); คนอื่น ๆที่ออกพระนามพระคริสต์    ลูกหลานของพวกฟาริสี; เปาโล ( กิจการ 16) และแน่นอนพวกหมอผี

Acts กิจการ 19:11-16 11 And God was doing extraordinary miracles by the hands of Paul,

11 พระเจ้าได้ทรงกระทำอิทธิฤทธิ์อันพิสดารด้วยมือของเปาโล

12 so that even handkerchiefs or aprons that had touched his skin were carried away to the sick, and their diseases left them and the evil spirits came out of them.

12 จนเขานำเอาผ้าเช็ดหน้ากับผ้ากันเปื้อนจากตัวเปาโลไปวางที่ตัวคนป่วยไข้   โรคนั้นก็หายและผีร้ายก็ออกจากคน

13 Then some of the itinerant Jewish exorcists undertook to invoke the name of the Lord Jesus over those who had evil spirits, saying, “I adjure you by the Jesus, whom Paul proclaims.”

13 แต่พวกยิวบางคน   ที่เที่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูเจ้า   ขับผีร้ายว่า   “เราสั่งเจ้าโดยพระเยซูซึ่งเปาโลได้ประกาศนั้น”

14 Seven sons of a Jewish high priest named Sceva were doing this.

14 พวกยิวคนหนึ่งชื่อเสวาเป็นปุโรหิตใหญ่   มีบุตรชายเจ็ดคนซึ่งทำอย่างนั้น

15 But the evil spirit answered them, “Jesus I know, and Paul I recognize, but who are you?”

15 ฝ่ายผีร้ายจึงพูดกับเขาว่า   “พระเยซู   ข้าก็คุ้นเคย   และเปาโล   ข้าก็รู้จัก   แต่พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า”

16 And the man in whom was the evil spirit leaped on them, mastered all of them and overpowered them, so that they fled out of that house naked and wounded.

16 คนที่มีผีสิงนั้น   จึงกระโดดใส่คนเหล่านั้นและต่อสู้จนชนะเขาได้   เขาต้องหนีออกไปจากเรือนตัวเปล่าและมีบาดเจ็บ
Mark มาระโก 9:38 38 John said to him, “Teacher, we saw someone casting out demons in your name, and we tried to stop him, because he was not following us.”

38 ยอห์นจึงทูลพระองค์ว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   พวกข้าพระองค์ได้เห็นคนหนึ่งขับผีออกโดยพระนามของพระองค์   และพวกข้าพระองค์ได้ห้ามเขา   เพราะเขามิได้ตามเรามา”

Luke ลูกา 11:18-20 18 And if Satan also is divided against himself, how will his kingdom stand? For you say that I cast out demons by Beelzebul.

18 และถ้าซาตานแก่งแย่งกันระหว่างมันเอง   อาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้   เพราะท่านทั้งหลายว่าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูล

19 And if I cast out demons by Beelzebul, by whom do your sons cast them out? Therefore they will be your judges.

19 ถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูลนั้น   พวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่า   เหตุฉะนั้น   พวกพ้องของท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินกล่าวโทษพวกท่าน

It appears that the purpose of Jesus' disciples performing exorcisms was to show Christ's dominion over the demons.

ปรากฏว่า จุดประสงค์ที่ สาวก ของพระเยซูแสดงการขับไล่ผี คือเพื่อแสดงให้เห็นอำนาจการครอบครองของพระคริสต์ที่เหนือผีมารร้าย

Also to verify that the disciples were acting in His name and by His authority.

นอกจากนี้ยังพิสูจน์ความจริงได้ว่า  พวกสาวกได้กระทำในพระนามของพระองค์ และอำนาจของพระองค์

It also revealed their faith or lack of faith.

นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นว่าพวกเขามีความเชื่อหรือขาดความเชื่อ

Matthew 17:14-21 14 And when they came to the crowd, a man came up to him and, kneeling before him,

14 ครั้นพระเยซูกับเหล่าสาวกมาถึงฝูงชนแล้ว   มีชายคนหนึ่งมาหาพระองค์คุกเข่าลง   ทูลว่า

15 said, “Lord, have mercy on my son, for he is an epileptic and he suffers terribly. For often he falls into the fire, and often into the water.

15 “พระองค์เจ้าข้า   ขอทรงพระเมตตาแก่บุตรของข้าพเจ้าด้วยเขาเป็นโรคลมบ้าหมู   มีความทุกข์เวทนามาก   เคยตกไฟตกน้ำบ่อยๆ

16 And I brought him to your disciples, and they could not heal him.”

16 ข้าพเจ้าได้พาเขามาหาพวกสาวกของพระองค์ แต่พวกสาวกนั้นรักษาเขาให้หายไม่ได้”

17 And Jesus answered, “O faithless and twisted generation, how long am I to be with you? How long am I to bear with you? Bring him here to me.”

17 พระเยซูตรัสตอบว่า “โอ คนในยุคที่ขาดความเชื่อและมีทิฐิชั่ว  ข้าพระองค์จะต้องอยู่กับท่านทั้งหลายนานเท่าใด  เราจะต้องอดทนเพราะท่านไปถึงไหน  จงพาเด็กนั้นมาหาข้าพระองค์ที่นี่เถิด”

18 And Jesus rebuked him, and the demon came out of him, and the boy was healed instantly.

18 พระเยซูจึงตรัสสำทับผีนั้น  มันก็ออกจากเขา  ตั้งแต่นั้นไปเด็กก็หายเป็นปกติ

19 Then the disciples came to Jesus privately and said, “Why could we not cast it out?”

19 ภายหลังเหล่าสาวกของพระเยซูมาหาพระองค์เป็นส่วนตัว ทูลถามว่า “เหตุไฉนพวกข้าพระองค์ขับผีนั้นออกไม่ได้”

20 He said to them, “Because of your little faith. For truly, I say to you, if you have faith like a grain of mustard seed, you will say to this mountain, ‘Move from here to there,’ and it will move, and nothing will be impossible for you.”

20 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  “เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย   ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า  'จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น'  มันก็จะเลื่อนสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย”

21  Howbeit this kind goes not out but by prayer and fasting.

21  แต่ผีชนิดนี้ไม่เคยถูกขับออก   เว้นไว้โดยการอธิษฐานและการอดอาหาร”

It was obvious that this act of casting out demons was important to the ministry of the disciples.

มันเห็นได้ชัดว่า การขับไล่ปีศาจออกไปนี้ เป็นพันธกิจที่สำคัญของเหล่าสาวก

However, it is unclear what part casting out demons actually played in the discipleship process.
อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ชัดเจนว่าตอนใดที่ขับไล่ปีศาจออกไปเป็นกระบวนการที่สาวกกระทำจริงๆ
Interestingly, there seems to be a shift in the latter part of the New Testament regarding demonic warfare.

ที่น่าสนใจ ดูเหมือนว่าจะมีการเปลี่ยนใหม่ในตอนหลังของพันธสัญญาใหม่ เกี่ยวกับสงครามมารร้าย

The teaching portions of the New Testament (Romans through Jude) refer to demonic activity, yet do not discuss the actions of casting them out, nor are believers exhorted to do so.

ในส่วนคำสอนในพันธสัญญาใหม่ (จากโรมจนถึงยูดา) กล่าวถึงการที่ปีศาจเข่าทำการสิง   อย่างไรก็ตาม  อย่าถกเถียงเกี่ยวกับปฏิบัติการขับไล่พวกมันออก   และผู้เชื่อไม่ถูกบังคับข่มขู่ให้ทำเช่นนั้น

We are told to put on the armor to stand against them (Ephesians 6:10-18).

เราถูกสอนว่า จงสวมยุทธภัณฑ์เพื่อที่จะยืนหยัดต่อสู้กับพวกมาร ( เอเฟซัส 6:10-18 )

We are told to resist the devil.

เราถูกสอนว่า จงต่อสู้กับมารร้าย

James 4:7 7Submit yourselves therefore to God. Resist the devil, and he will flee from you.

ยากอบ 4:7 7 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับมาร และมันจะหนีท่านไป

Be careful of the devil.

ระมัดระวังมารร้าย

1 Peter 1 เปโตร 5:8 8 Be sober-minded; be watchful. Your adversary the devil prowls around like a roaring lion, seeking someone to devour.

8 ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี   ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ   ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้

And not give the devil room in our lives.

และอย่าให้มารมาครอบครองอยู่ในชีวิตเรา

Ephesians เอเฟซัส 4:27 27 and give no opportunity to the devil.

27 และอย่าให้โอกาสแก่มาร

However, we are not told how to cast him or his demons out of others, or that we should even consider doing so.
อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ถูกสอนวิธีการขับไล่ปีศาจหรือสมุนของมันออกจากผู้อื่น  หรือแม้กระทั่งว่าเราควรคิดที่จะกระทำเช่นนั้น
The book of Ephesians gives clear instructions on how we are to have victory in our lives in the battle against the forces of evil.

หนังสือเอเฟซัสให้คำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับ วิธีการที่เราจะประสบชัยชนะในชีวิตของเรา ในการต่อสู้กับกองทัพแห่งความชั่วร้าย

The first step is placing our faith in Christ.

ขั้นแรกคือจงเชื่อวางใจในพระคริสต์

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8 For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8 ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9 not a result of works, so that no one may boast.

9 ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

This breaks the rule of “the prince of power of the air”.

สิ่งนี้ทำลายการครองครองของ “จ้าวแห่งพลังในเวหา”

Ephesians เอเฟซัส 2:2 2 in which you once walked, following the course of this world, following the prince of the power of the air, the spirit that is now at work in the sons of disobedience—

2 ครั้งเมื่อก่อนท่านเคยประพฤติในการบาปนั้นตามวิถีของโลก   ตามเจ้าแห่งย่านอากาศ   คือวิญญาณที่ครอบครองอยู่ในคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง

We are then to choose, again by God's grace, to put off ungodly habits and to put on godly habits

แล้วเราต้องเลือก อีกครั้ง โดยพระคุณของพระเจ้า   ที่จะละทิ้งนิสัยชั่วร้ายและสวมนิสัยใหม่ยำเกรงพระเจ้า

Ephesians เอเฟซัส 4:17-24 17 Now this I say and testify in the Lord, that you must no longer walk as the Gentiles do, in the futility of their minds.

17 เหตุฉะนั้นข้าพเจ้าจึงขอยืนยันและเป็นพยานในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า   ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปท่านอย่าประพฤติอย่างคนต่างชาติที่เขาประพฤติกันนั้น   คือมีใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ไร้สาระ

18 They are darkened in their understanding, alienated from the life of God because of the ignorance that is in them, due to their hardness of heart.

18 โดยที่ความคิดของเขามืดมนไป   และเขาอยู่ห่างจากชีวิตซึ่งมาจากพระเจ้า   เพราะเหตุความไม่รู้เท่าถึงการซึ่งอยู่ในตัวเขา   อันเนื่องจากใจที่แข็งกระด้างของเขา

19 They have become callous and have given themselves up to sensuality, greedy to practice every kind of impurity.

19 เขามีใจปราศจากโอตตัปปะปล่อยตัวทำการลามกและละโมบในกาม   ทำการโสโครกทุกอย่าง

20 But that is not the way you learned Christ!—

20 แต่ว่าท่านไม่ได้เรียนรู้จักพระคริสต์อย่างนั้น

21 assuming that you have heard about Him and were taught in Him, as the truth is in Jesus,

21 ถ้าแม้ท่านได้ฟังเรื่องพระองค์   และได้เรียนรู้เรื่องพระองค์ตามสัจธรรม   ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูแล้ว

22 to put off your old self, which belongs to your former manner of life and is corrupt through deceitful desires,

22 ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่าน   ซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย   อันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง

23 and to be renewed in the spirit of your minds,

23 และจงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่

24 and to put on the new self, created after the likeness of God in true righteousness and holiness.

24 และให้ท่านสวมสภาพใหม่   ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า   ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง  

This does not involve casting out demons, but rather renewing our minds.

นี้ไม่ได้เกี่ยวกับการขับไล่ผีออก แต่ให้จิตใจของเราเปลี่ยนใหม่

After several practical instructions on how to obey God as His children, we are reminded that there is a spiritual battle.

หลังจากรับคำสั่งสอนแนวทางปฏิบัติหลายวิธีที่จะเชื่อฟังพระเจ้าเหมือนเป็นเด็กเล็กๆ ของพระองค์ เราได้รับการเตือนว่าให้ระวังการต่อสู้ฝ่ายจิตวิญญาณ

It is fought with certain armor that allows us to stand against—not cast out—the trickery of the demonic world.

มันเป็นการต่อสู้โดยสวมยุทธภัณฑ์แน่นอนบางอย่างที่ช่วยให้เราสามารถยืนหยัดต่อสู้--- ไม่ใช่ไล่ออไป— เล่ห์กลอุบายของโลกแห่งวิญญาณชั่ว

Ephesians เอเฟซัส 6:10 10 Finally, be strong in the Lord and in the strength of his might.

10 สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า   และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์

We stand with truth, righteousness, the gospel, faith, salvation, the Word of God, and prayer

เรายืนอยู่บนความจริงและความชอบธรรม พระกิตติคุณ ความเชื่อ และความรอด , พระวจนะของพระเจ้า และคำอธิษฐาน

Ephesians 6:11-18 11 Put on the whole armor of God, that you may be able to stand against the schemes of the devil.

11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า   เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้

12 For we do not wrestle against flesh and blood, but against the rulers, against the authorities, against the cosmic powers over this present darkness, against the spiritual forces of evil in the heavenly places.

12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด   แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง   ศักดิเทพ   เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้   ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ

13 Therefore take up the whole armor of God, that you may be able to withstand in the evil day, and having done all, to stand firm.

13 เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้   เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น   และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้

14 Stand therefore, having fastened on the belt of truth, and having put on the breastplate of righteousness,

14 เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง   เอาความจริงคาดเอว   เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก

15 and, as shoes for your feet, having put on the readiness given by the gospel of peace.

15 และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข   ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า

16 In all circumstances take up the shield of faith, with which you can extinguish all the flaming darts of the evil one;

16 และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้   จงเอาความเชื่อเป็นโล่   ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย

17 and take the helmet of salvation, and the sword of the Spirit, which is the word of God,

17 จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ   และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ   คือ   พระวจนะของพระเจ้า

18 praying at all times in the Spirit, with all prayer and supplication. To that end keep alert with all perseverance, making supplication for all the saints,

18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง   จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา   ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง   จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน
It appears that as the Word of God was completed, the Christians had more weapons with which to battle the spirit world than the early Christians did.

เราพบว่าเมื่อพระวจนะของพระเจ้าเสร็จสมบูรณ์  คริสเตียนมีอาวุธมากขึ้นในการใช้ต่อสู้กับสงครามฝ่ายวิญญาณมากกว่าคริสเตียนในยุคสมัยต้น

The role of casting out demons was replaced, for the most part, with evangelism and discipleship through the Word of God.

บทบาทของการขับไล่ ปีศาจออกไปกลับมาแทนที่เดิม   โดยมีการประกาศและการสร้างสาวกผ่านพระวจนะของพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่  

Since the methods of spiritual warfare in the New Testament do not involve casting out demons, it is difficult to determine instructions on how to do such a thing.

เพราะว่าวิธีการทำสงครามฝ่ายจิตวิญญาณในพันธสัญญาใหม่ไม่เกี่ยวข้องกับการขับไล่ผีออก มันเป็นเรื่องยากที่จะกำหนดคำชี้แนะให้ทำสิ่งนั้นได้อย่างไร

If necessary at all, it seems that it is through exposing the individual to the truth of the Word of God and the name of Jesus Christ.

ถ้าจำเป็นจริงๆ ดูเหมือนว่าโดยการเปิดเผย ความจริงให้แต่ละคนทราบสัจจธรรมในพระวจนะของพระเจ้าและพระนามของพระเยซูคริสต์

www.gotquestions.org/Thai    

 

Exorcism

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top