Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 


 
 

Wednesday, February 24, 2016

 

Sooner or later, the hedonist, like the prodigal son in the parable, finds that worldly pleasure is unsustainable

ไม่ช้าก็เร็ว คนเจ้าสำราญเช่นบุตรน้อยหลงหายในคำอุปมา พบว่าความสุขทางโลกเป็นของไม่ยั่งยืน

Luke ลูกา 15:13-15 13 Not many days later, the younger son gathered all he had and took a journey into a far country, and there he squandered his property in reckless living.

13 ต่อมาไม่กี่วันบุตรคนเล็กนั้นก็รวบรวมทรัพย์ทั้งหมดแล้วไปเมืองไกล   และได้ผลาญทรัพย์ของตนที่นั่นด้วยการเป็นนักเลง

14 And when he had spent everything, a severe famine arose in that country, and he began to be in need.

14 เมื่อใช้ทรัพย์หมดแล้วก็เกิดกันดารอาหารยิ่งนักทั่วเมืองนั้น   เขาจึงขัดสน

15 So he went and hired himself out to one of the citizens of that country, who sent him into his fields to feed pigs.

15 เขาไปอาศัยอยู่กับชาวเมืองนั้นคนหนึ่ง   และคนนั้นก็ใช้เขาไปเลี้ยงหมูที่ทุ่งนา
Not everyone who rejects God is an empty pleasure-seeker, however. There are many unsaved people who live disciplined, sober lives—happy and fulfilled lives, even. The Bible presents certain moral principles which will benefit anyone in this world—fidelity, honesty, self-control, etc.

ไม่ใช่ทุกคนที่ปฏิเสธพระเจ้าเป็นผู้แสวงหาความสุขที่ว่างเปล่า   อย่างไรก็ตาม มีผู้ที่ยังไม่ได้รับความรอดหลายคนที่มีระเบียบวินัย  สงบเสงี่ยม มีความสุขและมีชีวิตที่เติมเต็ม พระคัมภีร์เสนอหลักคุณธรรมบางอย่างที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนทั่วไปในโลกนี้ ความจงรักภักดี ความซื่อสัตย์ การควบคุมตนเอง ฯลฯ

But, again, without God man has only this world. Getting smoothly through this life is no guarantee that we are ready for the afterlife. See the parable of the rich farmer in

แต่อีกครั้ง โดยปราศจากพระเจ้า คน มีเพียงโลกนี้   ผ่านไปได้อย่างราบรื่นในชีวิตนี้  ไม่มีการรับประกันว่าเรามีความพร้อมสำหรับ ชีวิตหลังความตาย ให้เราอ่านดูเรื่องชาวสวนที่ร่ำรวยคนนั้น

Luke ลูกา 12:16-21 16 And he told them a parable, saying, “The land of a rich man produced plentifully,

16 พระองค์จึงตรัสคำเปรียบข้อหนึ่งให้เขาฟังว่า   “ไร่นาของเศรษฐีคนหนึ่งเกิดผลบริบูรณ์มาก

17 and he thought to himself, ‘What shall I do, for I have nowhere to store my crops?’

17 เศรษฐีคนนั้นจึงคิดในใจว่า   'เราจะทำอย่างไรดี   เพราะว่าเราไม่มีที่ที่จะเก็บผลของเรา'

18 And he said, ‘I will do this: I will tear down my barns and build larger ones, and there I will store all my grain and my goods.

18 เขาจึงคิดว่า   'เราจะทำอย่างนี้   คือจะรื้อยุ้งฉางของเราเสียและจะสร้างใหม่ให้โตขึ้น   แล้วเราจะรวบรวมข้าวและสมบัติทั้งหมดของเราไว้ที่นั่น

19 And I will say to my soul, Soul, you have ample goods laid up for many years; relax, eat, drink, be merry.’

19 แล้วเราจะว่าแก่จิตใจของเราว่า   “จิตใจเอ๋ยเจ้ามีทรัพย์สมบัติมากเก็บไว้พอหลายปี   จงอยู่สบาย   กิน   ดื่ม   และรื่นเริงเถิด' ”

20 But God said to him, ‘Fool! This night your soul is required of you, and the things you have prepared, whose will they be?’

20 แต่พระเจ้าตรัสแก่เขาว่า   'โอ   คนโง่   ในคืนวันนี้ชีวิตของเจ้าจะต้องเรียกเอาไปจากเจ้า   แล้วของซึ่งเจ้าได้รวบรวมไว้นั้นจะเป็นของใครเล่า'

21 So is the one who lays up treasure for himself and is not rich toward God.”

21 คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัว   และมิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ”

Jesus’ exchange with the rich (but very moral) young man

การแลกเปลี่ยนสนทนากันของพระเยซูกับเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง (แต่มีคุณธรรมมาก)

Matthew มัทธิว 19:16-23 16 And behold, a man came up to him, saying, “Teacher, what good deed must I do to have eternal life?”

16 ดูเถิด   มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า   “ท่านอาจารย์   ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใด   จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์”

17 And He said to him, “Why do you ask me about what is good? There is only one who is good. If you would enter life, keep the commandments.”

17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม   ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว   แต่ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต   ก็ให้ถือรักษาพระบัญญัติไว้”

18 He said to him, “Which ones?” And Jesus said, “You shall not murder, You shall not commit adultery, You shall not steal, You shall not bear false witness,

18 คนนั้นทูลถามว่า   “คือพระบัญญัติข้อใดบ้าง”   พระเยซูตรัสว่า   “คือข้อที่ว่า   'อย่าฆ่าคน  อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา   อย่าลักทรัพย์อย่าเป็นพยานเท็จ

19 Honor your father and mother, and, You shall love your neighbor as yourself.”

19 จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน   และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' ”

20 The young man said to him, “All these I have kept. What do I still lack?”

20 คนหนุ่มนั้นทูลพระองค์ว่า   “ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ทุกประการ   ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง”

21 Jesus said to him, “If you would be perfect, go, sell what you possess and give to the poor, and you will have treasure in heaven; and come, follow me.”

21 พระเยซูตรัสแก่เขาว่า   “ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้ที่ทำจนครบถ้วน   จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา   แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์   แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของข้าพระองค์”

22 When the young man heard this he went away sorrowful, for he had great possessions.

22 เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์   เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก  

23 And Jesus said to His disciples, “Truly, I say to you, only with difficulty will a rich person enter the kingdom of heaven.

23 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์บอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก


Without God, man is unfulfilled, even in his mortal life.

ปราศจากพระเจ้า มนุษย์ ไม่ได้รับการเติมเต็ม แม้ใน ชีวิตฝ่ายคุณธรรมของเขา

Man is not at peace with his fellow man because he is not at peace with himself.

คนไม่ได้มีความสงบสุขเมื่ออยู่กับเพื่อนของเขาเพราะเขาเองไม่ได้อยู่อย่างมีความสงบสุข

Man is restless with himself because he has no peace with God.

คนเราเองมักกระสับกระส่ายเพราะเขาไม่มีสันติสุขในพระเจ้า

The pursuit of pleasure for pleasure’s sake is a sign of inner turmoil.

การแสวงหาความสุขเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง เป็นสัญญาณของความวุ่นวายภายใน

Pleasure seekers throughout history have found over and over that the temporary diversions of life give way to a deeper despair.

ตลอดประวัติศาสตร์ได้พบบ่อยครั้งว่า  ผู้แสวงหาความสุขประสบความเบี่ยงเบนชั่วขณะในชีวิตเปิดทางให้กับความหมดหวังลึกๆ

The nagging feeling that “something is wrong” is hard to shake off.

ความรู้สึกจู้จี้กวนใจว่า "บางสิ่งผิดพลาด" เป็นเรื่องยากที่จะสลัดออกไป

King Solomon gave himself to a pursuit of all this world has to offer, and he recorded his findings in the book of Ecclesiastes.

กษัตริย์ซาโลมอนทุ่มตัวเองเพื่อการแสวงหาของทั้งหมดในโลกที่มีให้  และ ทรงบันทึกการค้นหาของพระองค์ ในหนังสือ ปัญญาจารย์

Solomon discovered that knowledge, in and of itself, is futile.

โซโลมอนทรงค้นพบ ความรู้ทั้งภายใน และภายนอกของตัวเองว่ามันว่างเปล่า

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 1:12-18 12 I the Preacher have been king over Israel in Jerusalem.

12 ข้าพเจ้า   ปัญญาจารย์   เคยเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอลในกรุงเยรูซาเล็ม

13 And I applied my heart to seek and to search out by wisdom all that is done under heaven. It is an unhappy business that God has given to the children of man to be busy with.

13 และข้าพเจ้าตั้งใจเสาะและแสวงหาโดยสติปัญญา   สิ่งที่กระทำกันภายใต้ฟ้าสวรรค์   เป็นเรื่องยากลำบากซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำกันอยู่นั้น

14 I have seen everything that is done under the sun, and behold, all is vanity and a striving after wind.

14 ข้าพเจ้าเคยเห็นการทั้งปวงซึ่งเขากระทำกัน ภายใต้ดวงอาทิตย์   และดูเถิด  สารพัดก็อนิจจัง   คือกินลมกินแล้ง  

15 What is crooked cannot be made straight, and what is lacking cannot be counted.

15 อะไรที่คดจะทำให้ตรงไม่ได้ และอะไรที่ขาดอยู่จะนับให้ครบไม่ได้  

16 I said in my heart, “I have acquired great wisdom, surpassing all who were over Jerusalem before me, and my heart has had great experience of wisdom and knowledge.”

16 ข้าพเจ้ารำพึงว่า   “ข้าพเจ้ามีสติปัญญามากยิ่ง   มากกว่าใครๆที่ครองอยู่เหนือกรุงเยรูซาเล็มมาก่อนข้าพเจ้า   ใจข้าพเจ้าก็เจนจัดในสติปัญญาและความรู้ อย่างยิ่ง”

17 And I applied my heart to know wisdom and to know madness and folly. I perceived that this also is but a striving after wind.

17 ข้าพเจ้าก็ตั้งใจรู้สติปัญญา  รู้ความบ้าบอ  และความเขลา   ข้าพเจ้าสังเกตเห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นแต่กินลมกินแล้งด้วย  

18 For in much wisdom is much vexation, and he who increases knowledge increases sorrow.

18 เพราะในสติปัญญามากๆก็มีความทุกข์ระทมมาก และบุคคลที่เพิ่มความรู้ก็เพิ่มความเศร้าโศก

He found that pleasure and wealth are futile.

ระองค์ทรงพบว่า ความสุข และความมั่งคั่งเหล่านี้ไร้ประโยชน์

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:1-11 1 I said in my heart, “Come now, I will test you with pleasure; enjoy yourself.” But behold, this also was vanity.

1 ข้าพเจ้ารำพึงว่า   “มาเถอะ   มาลองสนุกสนานกันดู   เอ้า   จงสนุกสบายใจไป”   แตดูเถิด  เรื่องนี้ก็อนิจจังเช่นกัน

2 I said of laughter, “It is mad,” and of pleasure, “What use is it?”

2 ข้าพเจ้าพูดเกี่ยวกับการหัวเราะว่า   “บ้าๆบอๆ”   และกล่าวถึงความสนุกสนานว่า  “มีประโยชน์อะไร”

3 I searched with my heart how to cheer my body with wine—my heart still guiding me with wisdom—and how to lay hold on folly, till I might see what was good for the children of man to do under heaven during the few days of their life.

3 ข้าพเจ้าคิดดูว่าจะทำอย่างไร   กายจึงจะคึกคักด้วยเหล้าองุ่น   และใจยังคงแนะนำข้าพเจ้า ด้วยสติปัญญาและจะยึดความเขลาไว้อย่างไร   จนข้าพเจ้าจะเห็นได้ว่า   อะไรจะดีสำหรับให้บรรดาบุตรของมนุษย์ กระทำภายใต้ท้องฟ้าตลอดชีวิตของเขา

4 I made great works. I built houses and planted vineyards for myself.

4 ข้าพเจ้ากระทำการใหญ่โต   ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนหลายหลัง   และทำสวนองุ่นหลายแปลง

5 I made myself gardens and parks, and planted in them all kinds of fruit trees.

5 ข้าพเจ้าทำสวนผลไม้และสวนหย่อนใจหลายแห่ง   ปลูกต้นไม้มีผลหลายอย่างไว้ในสวนเหล่านั้น

6 I made myself pools from which to water the forest of growing trees.

6 ข้าพเจ้าสร้างสระน้ำหลายสระสำหรับตัวเอง   เพื่อจะใช้น้ำในสระนั้นรดหมู่ไม้ที่กำลังงอกงาม

7 I bought male and female slaves, and had slaves who were born in my house. I had also great possessions of herds and flocks, more than any who had been before me in Jerusalem.

7 ข้าพเจ้าซื้อทาสชายหญิงไว้มีทาสเกิดขึ้นในบ้าน   ข้าพเจ้ามีฝูงโคฝูงแพะแกะเป็น สมบัติมากกว่าของบรรดาคนที่อยู่ใน กรุงเยรูซาเล็มก่อนข้าพเจ้า

8 I also gathered for myself silver and gold and the treasure of kings and provinces. I got singers, both men and women, and many concubines, the delight of the children of man.

8 ข้าพเจ้าสะสมเงินทองไว้ด้วย   และส่ำสมทรัพย์สมบัติอันควรคู่กับกษัตริย์และควร คู่กับเมืองทั้งหลาย   ข้าพเจ้ามีนักร้องชายหญิงสำหรับตัวและเมียน้อย   ซึ่งเป็นสิ่งชอบใจผู้ชาย  

9 So I became great and surpassed all who were before me in Jerusalem. Also my wisdom remained with me.

9 ข้าพเจ้าจึงเป็นใหญ่เป็นโตกว่า บรรดาคนที่เคยอยู่มาก่อนข้าพเจ้าในเยรูซาเล็ม   และสติปัญญาของข้าพเจ้ายังคงอยู่กับข้าพเจ้าด้วย

10 And whatever my eyes desired I did not keep from them. I kept my heart from no pleasure, for my heart found pleasure in all my toil, and this was my reward for all my toil.

10 สิ่งใดๆที่นัยน์ตาของข้าพเจ้าอยากเห็น   ข้าพเจ้าก็ไม่ปิดบัง   ข้าพเจ้ามิได้ห้ามใจจากความสนุกสนานใดๆ   เพราะใจข้าพเจ้าพบความเพลิดเพลินในบรรดางานของข้าพเจ้า   และนี่เป็นรางวัลจากงานของข้าพเจ้า

11 Then I considered all that my hands had done and the toil I had expended in doing it, and behold, all was vanity and a striving after wind, and there was nothing to be gained under the sun.

11 แล้วข้าพเจ้าหันมาดูบรรดาสิ่งที่มือข้าพเจ้ากระทำ   และความเหน็ดเหนื่อยที่ข้าพเจ้าทุ่มเทลงไปและ   ดูเถิด   ทุกอย่างก็อนิจจัง  คือกินลมกินแล้ง   และไม่มีประโยชน์อะไรภายใต้ดวงอาทิตย์  

Materialism is folly.

วัตถุนิยมเป็นเรื่องโง่เขลา

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 2:12-23 12 So I turned to consider wisdom and madness and folly. For what can the man do who comes after the king? Only what has already been done.

12 ข้าพเจ้าจึงหันมาพิเคราะห์สติปัญญา   ความบ้าบอ  และความเขลา   เพราะคนที่มาภายหลังกษัตริย์   จะทำอะไรได้บ้าง   เขาก็กระทำสิ่งที่เขากระทำกันมานานแล้วนั้นได้

13 Then I saw that there is more gain in wisdom than in folly, as there is more gain in light than in darkness.

13 ข้าพเจ้าเห็นว่าสติปัญญาวิเศษกว่าความเขลา   เหมือนความสว่างวิเศษกว่าความมืด

14 The wise person has his eyes in his head, but the fool walks in darkness. And yet I perceived that the same event happens to all of them.

14 คนมีสติปัญญามีตาอยู่ในสมอง   แต่คนเขลาเดินในความมืด   ถึงกระนั้นข้าพเจ้ายังเห็นว่า   เคราะห์อย่างเดียวกันเกิดขึ้นแก่เขาทั้งมวล

15 Then I said in my heart, “What happens to the fool will happen to me also. Why then have I been so very wise?” And I said in my heart that this also is vanity.

15 ข้าพเจ้าจึงรำพึงว่า   “เคราะห์กรรมอันใดเกิดแก่คนเขลาฉันใด   ก็คงจะเกิดกับตัวข้าพเจ้าฉันนั้น   ถ้ากระนั้นแล้วข้าพเจ้าจะมีสติปัญญามากมายทำไมเล่า”   ข้าพเจ้าจึงรำพึงว่าเรื่องนี้ก็อนิจจังเหมือนกัน

16 For of the wise as of the fool there is no enduring remembrance, seeing that in the days to come all will have been long forgotten. How the wise dies just like the fool!

16 เพราะไม่มีใครระลึกถึงคนมีสติปัญญาเช่น เดียวกับคนเขลา   ด้วยเห็นว่าในอนาคตก็ลืมกันไปหมดแล้ว   พุทโธ่   คนมีสติปัญญาก็ตายเหมือนคนเขลา

17 So I hated life, because what is done under the sun was grievous to me, for all is vanity and a striving after wind.

17 ข้าพเจ้าจึงเกลียดชีวิต   เพราะว่าการงานที่เขาทำกันภายใต้ ดวงอาทิตย์ก่อความสลดใจให้แก่ข้าพเจ้า   เพราะสารพัดก็อนิจจังคือกินลมกินแล้ง  

18 I hated all my toil in which I toil under the sun, seeing that I must leave it to the man who will come after me,

18 ข้าพเจ้าเกลียดการงานทั้งสิ้นของข้าพเจ้า   ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำอยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์   เพราะข้าพเจ้าจำต้องละการนั้นไว้ให้ แก่คนที่มาภายหลังข้าพเจ้า

19 and who knows whether he will be wise or a fool? Yet he will be master of all for which I toiled and used my wisdom under the sun. This also is vanity.

19 แล้วใครจะไปทราบว่าเขาคนนั้นจะเป็นคน มีสติปัญญาหรือคนเขลา   กระนั้นเขาก็ครอบครองบรรดาการงานของข้าพเจ้า   ที่ข้าพเจ้าได้ตรากตรำมาและที่ข้าพเจ้าใช้สติ ปัญญากระทำภายใต้ดวงอาทิตย์   นี่ก็อนิจจังด้วย

20 So I turned about and gave my heart up to despair over all the toil of my labors under the sun,

20 ข้าพเจ้าจึงกลับอัดอั้นตันใจนักถึง เรื่องการงานของข้าพเจ้า   ซึ่งข้าพเจ้าตรากตรำมาภายใต้ดวงอาทิตย์

21 because sometimes a person who has toiled with wisdom and knowledge and skill must leave everything to be enjoyed by someone who did not toil for it. This also is vanity and a great evil.

21 ด้วยว่ามีคนที่ทำงานโดยใช้สติปัญญา   ความรู้   และความชำนาญ   แต่แล้วก็ละการนั้นให้เป็นส่วนของอีกคนหนึ่ง   ที่หาได้ออกแรงทำเพื่อการนั้นไม่   นี่ก็อนิจจังด้วยและสามานย์ยิ่ง

22 What has a man from all the toil and striving of heart with which he toils beneath the sun?

22 เพราะว่าเขาได้อะไรจากบรรดางานตรากตรำ   และคร่ำเครียดที่เขาต้องทำภายใต้ดวงอาทิตย์เล่า

23 For all his days are full of sorrow, and his work is a vexation. Even in the night his heart does not rest. This also is vanity.

23 ด้วยว่าปีเดือนของเขามีแต่ความเจ็บปวด   และกิจธุระของเขาก่อความสลดใจ   ถึงกลางคืนจิตใจของเขาก็ไม่หยุดพักสงบ   นี่ก็อนิจจังด้วย  

24 There is nothing better for a person than that he should eat and drink and find enjoyment in his toil. This also, I saw, is from the hand of God,

24 สำหรับมนุษย์นั้นไม่มีอะไรดีไปกว่ากิน และดื่ม   กับหาความชื่นบานในการงานของเขา   นี่แหละข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้า

25 for apart from him who can eat or who can have enjoyment?

25 ด้วยถ้าไม่อาศัยพระองค์แล้วใครจะกินได้เล่า   หรือใครจะมีความชื่นบานได้

Riches are fleeting (Ecclesiastes chapter 6).
ความมั่งคั่งหายวับไป ( ปัญญาจารย์ บทที่ 6)

Solomon concludes that life is God’s gift

โซโลมอน สรุปว่า ชีวิต คือ ของขวัญจากพระเจ้า

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 3:12-1312 I perceived that there is nothing better for them than to be joyful and to do good as long as they live;

12 ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า   สำหรับเขาไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าเปรมปรีดิ์ และร่าเริงตลอดชีวิต

13 also that everyone should eat and drink and take pleasure in all his toil—this is God's gift to man.

13 และว่าเป็นของประทานจากพระเจ้าแก่มนุษย์   ที่จะให้มนุษย์ได้กินดื่มและเพลิดเพลินในบรรดา การงานของเขา

The only wise way to live is to fear God:

วิธีที่ชาญฉลาดเท่านั้นที่จะมีชีวิตอยู่ก็คือเกรงกลัวพระเจ้า

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 12:13-14 13 The end of the matter; all has been heard. Fear God and keep His commandments, for this is the whole duty of man.

13 จบเรื่องแล้ว  ได้ฟังกันทั้งสิ้นแล้ว   จงยำเกรงพระเจ้า  และรักษาพระบัญญัติของพระองค์   เพราะนี่แหละเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง

14 For God will bring every deed into judgment, with every secret thing, whether good or evil.

14 ด้วยว่าพระเจ้าจะทรงเอาการงาน ทุกประการเข้าสู่การพิพากษาพร้อมด้วยสิ่งเร้นลับทุกอย่าง   ไม่ว่าดีหรือชั่ว
In other words, there is more to life than the physical dimension.

อีกนัยหนึ่ง มีอะไรมากกว่านี้ในมิติทางกายภาพ

Jesus stresses this point when He says:

พระเยซูทรงเน้นจุดนี้เมื่อพระองค์ตรัสว่า:

Matthew มัทธิว 4:4 4 But He answered, “It is written, “‘Man shall not live by bread alone, but by every word that comes from the mouth of God.’”

4 ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า   “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า     'มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียว หามิได้   แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ   ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า' ”  

Not bread (the physical) but God’s Word (the spiritual) keeps us alive.

ไม่ใช่อาหาร ( ทางกายภาพ ) แต่ พระวจนะของพระเจ้า ( จิตวิญญาณ) ที่ช่วยให้เรา มีชีวิตอยู่

It is useless for us to search within ourselves for the cure to all our miseries.

ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะค้นหาภายในตัวเองเพื่อแก้ทุกข์ของเรา ทั้งหมด

Man can only find life and fulfillment when he acknowledges God.
คนเรามีทางเดียวที่สามารถพบชีวิต และความสมบูรณ์เมื่อเขายอมรับพระเจ้า
Without God, man’s destiny is hell.

ปราศจากพระเจ้า ชะตาชีวิตของมนุษย์คือไปนรก

The man without God is spiritually dead; when his physical life is over, he faces eternal separation from God.

คนที่ปราศจากพระเจ้าตายฝ่ายจิตวิญญาณ  เมื่อชีวิตฝ่ายร่างกายของเขาดับสิ้นลง เขาเผชิญ การตัดขาดจากพระเจ้าชั่วนิรันดร์

In Jesus’ narrative of the rich man and Lazarus

ในเรื่องราวที่พระเยซูรงเล่าเกี่ยวกับคนรวย และลาซารัส

Luke ลูกา 16:19-31 19 “There was a rich man who was clothed in purple and fine linen and who feasted sumptuously every day.

19 “ยังมีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี   รับประทานอาหารอย่างประณีตทุกวันๆ

20 And at his gate was laid a poor man named Lazarus, covered with sores,

20 และมีคนขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส   เป็นแผลทั้งตัว   นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี

21 who desired to be fed with what fell from the rich man's table. Moreover, even the dogs came and licked his sores.

21 และเขาใคร่จะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีนั้น   แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา

22 The poor man died and was carried by the angels to Abraham's side. The rich man also died and was buried,

22 อยู่มาคนขอทานนั้นตาย   และเหล่าทูตสวรรค์ได้นำเขาไปไว้ที่อกของอับราฮัม   ฝ่ายเศรษฐีนั้นก็ตายด้วย   และเขาก็ฝังไว้

23 and in Hades, being in torment, he lifted up his eyes and saw Abraham far off and Lazarus at his side.

23 แล้วเมื่ออยู่ในแดนมรณาเป็นทุกข์ทรมานยิ่งนัก   เศรษฐีนั้นจึงแหงนดูเห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล   และลาซารัสอยู่ที่อกของท่าน

24 And he called out, ‘Father Abraham, have mercy on me, and send Lazarus to dip the end of his finger in water and cool my tongue, for I am in anguish in this flame.’

24 เศรษฐีจึงร้องว่า   'อับราฮัมบิดาเจ้าข้า   ขอเอ็นดูข้าพเจ้าเถิด   ขอใช้ลาซารัสมา   เพื่อจะเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น   ด้วยว่าข้าพเจ้าตรำทุกข์ทรมานอยู่ในเปลวไฟนี้'

25 But Abraham said, ‘Child, remember that you in your lifetime received your good things, and Lazarus in like manner bad things; but now he is comforted here, and you are in anguish.

25 แต่อับราฮัมตอบว่า   'ลูกเอ๋ย   เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่   เจ้าได้ของดีสำหรับตัว   และลาซารัสได้ของเลว   แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับความเล้าโลม   แต่เจ้าได้รับความแสนระทม

26 And besides all this, between us and you a great chasm has been fixed, in order that those who would pass from here to you may not be able, and none may cross from there to us.’

26 นอกจากนั้น   ระหว่างพวกเรากับพวกเจ้ามีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่   เพื่อว่าถ้าผู้ใดปรารถนาจะข้ามไปจากที่นี่ถึงเจ้าก็ไม่ได้   หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ไม่ได้'

27 And he said, ‘Then I beg you, father, to send him to my father's house—

27 เศรษฐีนั้นจึงว่า   'บิดาเจ้าข้าถ้าอย่างนั้นขอท่านใช้ลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า

28 for I have five brothers—so that he may warn them, lest they also come into this place of torment.’

28 เพราะว่าข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน   ให้ลาซารัสเป็นพยานแก่เขา   เพื่อมิให้เขามาถึงที่ทรมานนี้'

29 But Abraham said, ‘They have Moses and the Prophets; let them hear them.’

29 แต่อับราฮัมตอบเขาว่า   'เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะนั้นแล้ว   ให้เขาฟังคนเหล่านั้นเถิด'

30 And he said, ‘No, father Abraham, but if someone goes to them from the dead, they will repent.’

30 เศรษฐีนั้นจึงว่า   'มิได้   อับราฮัมบิดาเจ้าข้า   แต่ถ้าคนหนึ่งจากหมู่คนตายไปหาเขา   เขาคงจะกลับใจเสียใหม่'

31 He said to him, ‘If they do not hear Moses and the Prophets, neither will they be convinced if someone should rise from the dead.’”

31 อับราฮัมจึงตอบเขาว่า   'ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ   แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย   เขาก็จะยังไม่เชื่อ' ”

The rich man lives a pleasurable life of ease without a thought of God, while Lazarus suffers through his life but knows God.

คนรวยใช้ชีวิตด้วยความพึงพอใจ สะดวกสบายโดยไม่คิดเรื่องพระเจ้า  ในขณะที่ลาซารัสทนทุกข์ทรมาน ตลอดชีวิตของเขา แต่ รู้จักพระเจ้า

It is after their deaths that both men truly comprehend the gravity of the choices they made in life.

มันเป็นหลังจากการเสียชีวิตของพวกเขา   ที่ชายทั้งสอง เข้าใจความร้ายแรงของสิ่งที่เขาได้เลือกทำในชีวิต

The rich man realized, too late, that there is more to life than the pursuit of wealth.

คนรวยได้สำนึก แต่สายเกินไป   มีอะไรในชีวิตมากกว่าการแสวงหาความมั่งคั่ง

Meanwhile, Lazarus is comforted in paradise.

ในขณะที่ ลาซารัสได้รับการเล้าโลมใจในสวรรค์

For both men, the short duration of their earthly existence paled in comparison to the permanent state of their souls.
สำหรับชายทั้งสองคน ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ของการดำรงชีวิตในโลกของพวกเขา ไม่มีชีวิตชีวาเมื่อเทียบกับสถานะถาวรของจิตวิญญาณของเขา
Man is a unique creation.

คน คือผลการทรงสร้างที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน

God has set a sense of eternity in our hearts and that sense of timeless destiny can only find its fulfillment in God Himself.

พระเจ้าได้ทรงตั้ง ความรับรู้เรื่องชีวิตนิรันดร์ในจิตใจของเรา  และความรับรู้เรื่องชะตาชีวิต ที่ไร้กาลเวลา เท่านั้นที่ จะสำเร็จบริบูรณ์ในเจ้า

Ecclesiastes ปัญญาจารย์ 3:1111 He has made everything beautiful in its time. Also, He has put eternity into man's heart, yet so that he cannot find out what God has done from the beginning to the end.

11 พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน   พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์   แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า   พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย



www.gotquestions.org/Thai   

Life Without God 2  ชีวิตไม่มีพระเจ้า

 

 

 

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top