Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, April 10, 2016

 

Mark gives us a bit more details of these two events, the woman who had been sick for 12 years and the girl who died at age 12. 

มาระโกได้ให้รายละเอียดเพิ่มอีกเล็กน้อยของเหตุการณ์ทั้งสองนี้    ผู้หญิงคนหนึ่งที่ป่วยเป็นเวลา 12 ปีและเด็กหญิงที่เสียชีวิตเมื่ออายุ 12 ปี

Mark มาระโก 5 :22-43 22 Then came one of the rulers of the synagogue, Jairus by name, and seeing him, he fell at his feet

22 มีนายธรรมศาลาคนหนึ่งชื่อไยรัสเดินมา   และเมื่อเขาเห็นพระเยซูก็กราบลงที่พระบาทของพระองค์

23 and implored him earnestly, saying, “My little daughter is at the point of death. Come and lay your hands on her, so that she may be made well and live.”

23 แล้วทูลอ้อนวอนพระองค์ว่า   “ลูกสาวเล็กๆของข้าพระองค์เจ็บ   เกือบจะตายแล้ว   ขอเชิญพระองค์ไปวางพระหัตถ์บนเขา   เพื่อเขาจะได้หายโรคและไม่ตาย”

24 And he went with him.  And a great crowd followed him and thronged about him.

24 ฝ่ายพระองค์ได้เสด็จไปกับคนนั้น    มีคนเป็นอันมากตามไปและเบียดเสียดพระองค์

25 And there was a woman who had had a discharge of blood for twelve years,

25 มีผู้หญิงคนหนึ่งเป็นโรคตกโลหิตได้สิบสองปีมาแล้ว

26 and who had suffered much under many physicians, and had spent all that she had, and was no better but rather grew worse.

26 ได้ทนทุกข์ลำบากมามาก   มีหมอหลายคนมารักษา   และได้เสียทรัพย์จนหมดสิ้น   โรคนั้นก็มิได้บรรเทา   แต่ยิ่งกำเริบขึ้น

27 She had heard the reports about Jesus and came up behind him in the crowd and touched his garment.

27 ครั้นผู้หญิงนั้นได้ยินถึงเรื่องพระเยซู   เขาก็เดินปะปนกับประชาชน   ที่เบียดเสียดข้างหลังพระองค์   และได้ถูกต้องฉลองพระองค์

28 For she said, “If I touch even his garments, I will be made well.”

28 เพราะคิดว่า   “ถ้าเราได้แตะต้องแต่ฉลองพระองค์   เราก็จะหายโรค”

29 And immediately the flow of blood dried up, and she felt in her body that she was healed of her disease.

29 ในทันใดนั้นโลหิตที่ตกก็หยุดแห้งไป   และผู้หญิงนั้นรู้สึกตัวว่าโรคหายแล้ว

30 And Jesus, perceiving in Himself that power had gone out from Him, immediately turned about in the crowd and said, “Who touched my garments?”

30 บัดเดี๋ยวนั้น   พระเยซูทรงรู้สึกว่าฤทธิ์ซ่านออกจากพระองค์แล้ว   จึงเหลียวหลังตรัสว่า   “ใครถูกต้องเสื้อของเรา”

31 And His disciples said to Him, “You see the crowd pressing around you, and yet you say, ‘Who touched Me?’”

31 ฝ่ายเหล่าสาวกก็ทูลว่า   “พระองค์ทรงเห็นแล้วว่าประชาชนกำลังเบียดเสียดพระองค์   และพระองค์ยังจะทรงถามอีกหรือว่า   'ใครถูกต้องข้าพเจ้า' ”

32 And He looked around to see who had done it.

32 แล้วพระเยซูทอดพระเนตรดูรอบ   ประสงค์จะเห็นผู้หญิงที่ได้กระทำสิ่งนั้น

33 But the woman, knowing what had happened to her, came in fear and trembling and fell down before Him and told Him the whole truth.

33 ฝ่ายผู้หญิงนั้นก็กลัวจนตัวสั่น   เพราะรู้เรื่องที่เป็นแก่ตัวนั้น   จึงมากราบลง   ทูลแก่พระองค์ตามจริงทั้งสิ้น

34 And He said to her, “Daughter, your faith has made you well; go in peace, and be healed of your disease.”

34 พระองค์จึงตรัสแก่ผู้หญิงนั้นว่า   “ลูกหญิงเอ๋ย   ที่เจ้าหายโรคนั้นก็เพราะเจ้าเชื่อ   จงไปเป็นสุขและหายโรคนี้เถิด”  

35 While He was still speaking, there came from the ruler's house some who said, “Your daughter is dead. Why trouble the Teacher any further?”

35 เมื่อพระองค์ยังตรัสไม่ทันขาดคำ   มีบางคนได้มาจากบ้านนายธรรมศาลาบอกว่า   “ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว   ยังจะรบกวนอาจารย์ทำไมอีกเล่า”

36 But overhearing what they said, Jesus said to the ruler of the synagogue, “Do not fear, only believe.”

36 ฝ่ายพระเยซูไม่ทรงฟังซึ่งเขาว่านั้น   จึงตรัสแก่นายธรรมศาลาว่า   “อย่าวิตกเลย   จงเชื่อเท่านั้นเถิด”

37 And He allowed no one to follow Him except Peter and James and John the brother of James.

37 พระองค์ไม่ทรงอนุญาตให้ผู้ใดไปด้วย   เว้นแต่เปโตร   ยากอบ   และยอห์นน้องชายของยากอบ

38 They came to the house of the ruler of the synagogue, and Jesus saw a commotion, people weeping and wailing loudly.

38 ครั้นพระองค์เสด็จไปถึงเรือนนายธรรมศาลาแล้ว   ก็เห็นคนวุ่นวายร้องไห้คร่ำครวญเป็นอันมาก

39 And when he had entered, he said to them, “Why are you making a commotion and weeping? The child is not dead but sleeping.”

39 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปแล้ว   จึงตรัสถามเขาว่า   “ท่านทั้งหลายพากันร้องไห้วุ่นวายไปทำไม   เด็กนั้นไม่ตาย   แต่นอนหลับอยู่”

40 And they laughed at him. But he put them all outside and took the child's father and mother and those who were with him and went in where the child was.

40 เขาก็พากันหัวเราะเยาะพระองค์แต่เมื่อพระองค์ขับคนทั้งหลายออกไปแล้ว   จึงนำบิดามารดาและสาวกสามคนที่ตามพระองค์มานั้นเข้าไปในที่ที่เด็กหญิงอยู่

41 Taking her by the hand he said to her, “Talitha cumi,” which means, “Little girl, I say to you, arise.”

41 พระองค์จึงจับมือเด็กหญิงนั้นตรัสว่า   “ทาลิธา  คูมิ”  แปลว่า  “เด็กหญิงเอ๋ย  เราว่าแก่เจ้าว่า   จงลุกขึ้นเถิด”

42 And immediately the girl got up and began walking (for she was twelve years of age), and they were immediately overcome with amazement.

42 ในทันใดนั้นเด็กหญิงนั้น  ก็ลุกขึ้นเดิน   เพราะว่าเด็กนั้นอายุได้สิบสองปี   ในทันใดนั้นคนทั้งปวงก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง

43 And He strictly charged them that no one should know this, and told them to give her something to eat.

43 พระองค์ก็กำชับห้ามเขาแข็งแรงไม่ให้บอกผู้ใดให้รู้เหตุการณ์นี้   แล้วจึงสั่งเขาให้นำอาหารมาให้เด็กนั้นรับประทาน

Now of course no one tried to feed her while she was dead. 

ตอนนี้แน่นอนไม่มีใครพยายามที่จะให้อาหารเลี้ยงดูเธอเมื่อเธอตายแล้ว

Yet, often times we try to feed people spiritually while they are spiritually dead. 

แต่บ่อยครั้งที่เราพยายามที่จะเลี้ยงดูจิตวิญญาณคน  ในขณะที่พวกเขามีจิตวิญญาณที่ตายแล้ว

1 Corinthians 1โครินธ์ 2:14 14 The natural person does not accept the things of the Spirit of God, for they are folly to him, and he is not able to understand them because they are spiritually discerned.

14 แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น   ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้   เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา   และเขาไม่สามารถเข้าใจได้   เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ

My point is we need to share the Gospel before we can expect people to really understand other Christian teaching.  

ประเด็นที่ผมชี้  คือเราต้องบอกกล่าวเรื่องพระกิตติคุณก่อนที่เราจะสามารถคาดหวังว่าคนเหล่านั้นจะเข้าใจคำสอนของคริสเตียนจริงๆ

This has reminded me that I should be sharing the simple Gospel message more on the radio. 

สิ่งนี้ได้เตือนใจผมว่า  ผมควรจะบอกเล่าข่าวประเสริฐง่ายๆ ให้มากกว่านี้ทางวิทยุกระ

จายเสียง
Jesus Heals Two Blind Men

พระเยซูทรงรักษาผู้ชายตาบอดสองคน

27 And as Jesus passed on from there, two blind men followed Him, crying aloud, “Have mercy on us, Son of David.”

27 ครั้นพระเยซูเสด็จไปจากที่นั่น   ก็มีคนตาบอดสองคนตามพระองค์มาร้องว่า   “บุตรดาวิดเจ้าข้า  ขอเมตตาข้าพระองค์เถิด”

28 When He entered the house, the blind men came to him, and Jesus said to them, “Do you believe that I am able to do this?” They said to Him, “Yes, Lord.”

28 และเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในเรือน   คนตาบอดทั้งสองก็เข้ามาหาพระองค์   พระเยซูตรัสถามเขาว่า   “เจ้าเชื่อหรือว่า   ข้าพเจ้ามีอิทธิฤทธิ์จะกระทำการนี้ได้”   เขาทูลพระองค์ว่า   “ข้าพระองค์เชื่อ   พระเจ้าข้า”

29 Then He touched their eyes, saying, “According to your faith be it done to you.”

29 แล้วพระองค์ทรงถูกต้องนัยน์ตาเขา   ตรัสว่า   “ให้เป็นไปตามความเชื่อของเจ้าเถิด”

30 And their eyes were opened. And Jesus sternly warned them, “See that no one knows about it.”

30 แล้วนัยน์ตาของเขาก็กลับเห็นดี   พระเยซูได้ทรงกำชับเขาแข็งแรงว่า   “จงระวังอย่าบอกผู้ใดให้รู้เลย”

31 But they went away and spread his fame through all that district.

31 แต่เมื่อเขาไปจากที่นั่นแล้ว   ก็ป่าวประกาศเรื่องพระองค์ทั่วแคว้นนั้น

Jesus next heals a man, who as oppressed by a demon, and because of the demon could not speak.

ต่อไปพระเยซูทรงรักษาชายคนหนึ่ง  ที่ถูกผีสิง  และเขาไม่สามารถพูดได้เพราะผีสิง

32 As they were going away, behold, a demon-oppressed man who was mute was brought to Him.

32 ขณะเมื่อพระเยซูและสานุศิษย์กำลังเสด็จออกไปจากที่นั่น   ก็มีผู้พาคนใบ้คนหนึ่งที่มีผีเข้าสิงอยู่มาหาพระองค์

33 And when the demon had been cast out, the mute man spoke. And the crowds marveled, saying, “Never was anything like this seen in Israel.”

33 เมื่อทรงขับผีออกแล้วคนใบ้นั้นก็พูดได้   หมู่คนก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า   “ไม่เคยเห็นมีคนเช่นนี้ในอิสราเอลเลย”

34 But the Pharisees said, “He casts out demons by the prince of demons.”

34 แต่พวกฟาริสีกล่าวว่า   “คนนี้ขับผีออกด้วยฤทธิ์ของนายผี”

The Harvest Is Plentiful, the Laborers Few

ทุ่งนาเหลืองอร่ามแล้ว แต่คนงานเก็บเกี่ยวยังน้อยอยู่

35 And Jesus went throughout all the cities and villages, teaching in their synagogues and proclaiming the gospel of the kingdom and healing every disease and every affliction.

35 พระเยซูจึงเสด็จดำเนินไปตามนครและหมู่บ้านโดยรอบ   ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา   ประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้า   ทรงรักษาโรคและความป่วยไข้ทุกอย่างของพลเมืองให้หาย

36 When He saw the crowds, He had compassion for them, because they were harassed and helpless, like sheep without a shepherd.

36 และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นประชาชนก็ทรงสงสารเขา   ด้วยเขาถูกรังควานและไร้ที่พึ่งดุจฝูงแกะไม่มีผู้เลี้ยง

37 Then He said to His disciples, “The harvest is plentiful, but the laborers are few;

37 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า   “ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา   แต่คนงานยังน้อยอยู่

38 therefore pray earnestly to the Lord of the harvest to send out laborers into His harvest.”

38 เหตุนั้นพวกท่านจงอ้อนวอนพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าของนา   ให้ส่งคนงานมาเก็บเกี่ยวพืชผลของพระองค์”

There are so many people who need to know about Jesus and yet there are few Christians out there telling them.  

มีคนมากมายที่จำต้องรู้เรื่องของพระเยซู   และยังมีคริสเตียนน้อยมากที่ออกไปบอกพวกเขา

Jesus uses a similar analogy in Matthew 13.

พระเยซูทรงใช้การเปรียบเทียบที่คล้ายกันในมัทธิวบทที่ 13

Matthew มัทธิว 13:3-9   3And He told them many things in parables, saying: “A sower went out to sow.

3 แล้วพระองค์ก็ตรัสกับเขาหลายประการเป็นคำอุปมา   เป็นต้นว่า   “ดูเถิด  มีคนหนึ่งออกไปหว่านพืช

4 And as he sowed, some seeds fell along the path, and the birds came and devoured them.

4 และเมื่อเขาหว่าน   เมล็ดพืชก็ตกตามหนทางบ้าง   แล้วนกก็มากินเสีย

5 Other seeds fell on rocky ground, where they did not have much soil, and immediately they sprang up, since they had no depth of soil,

5 บ้างก็ตกในที่ซึ่งมีพื้นหิน   มีเนื้อดินแต่น้อย   จึงงอกขึ้นโดยเร็วเพราะดินไม่ลึก

6 but when the sun rose they were scorched. And since they had no root, they withered away.

6 แต่เมื่อแดดจัดแดดก็แผดเผา   เพราะรากไม่มีจึงเหี่ยวไป

7 Other seeds fell among thorns, and the thorns grew up and choked them.

7 บ้างก็ตกกลางต้นหนาม   ต้นหนามก็งอกขึ้นปกคลุมเสีย

8 Other seeds fell on good soil and produced grain, some a hundredfold, some sixty, some thirty.

8 บ้างก็ตกที่ดินดี   แล้วเกิดผลร้อยเท่าบ้าง   หกสิบเท่าบ้าง   สามสิบเท่าบ้าง

9 He who has ears, let him hear.”

9 ใครมีหูจงฟังเถิด”

The Parable of the Sower Explained

คำอุปมาของผู้หว่านพืชที่ได้อธิบาย

18 “Hear then the parable of the sower:

18  “เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงฟังคำอุปมาว่าด้วยผู้หว่านพืชนั้น

19 When anyone hears the word of the kingdom and does not understand it, the evil one comes and snatches away what has been sown in his heart. This is what was sown along the path.

19 เมื่อผู้ใดได้ยินคำบอกเล่าเรื่องแผ่นดินพระเจ้าแต่ไม่เข้าใจ   มารร้ายก็มาฉวยเอาพืชซึ่งหว่านในใจเขานั้นไปเสีย   นั่นแหละได้แก่เมล็ดพืชซึ่งหว่านตกริมหนทาง

20 As for what was sown on rocky ground, this is the one who hears the word and immediately receives it with joy,

20 และเมล็ดพืชซึ่งหว่านตกในที่ดินซึ่งมีพื้นหินนั้น   ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ   แล้วก็รับทันทีด้วยความปรีดี

21 yet he has no root in himself, but endures for a while, and when tribulation or persecution arises on account of the word, immediately he falls away.

21 แต่ไม่ฝังลึกในตัวจึงทนอยู่ชั่วคราว   และเมื่อเกิดการยากลำบาก   หรือการข่มเหงต่างๆ  เพราะพระวจนะนั้น   เขาก็เลิกเสียในทันทีทันใด

22 As for what was sown among thorns, this is the one who hears the word, but the cares of the world and the deceitfulness of riches choke the word, and it proves unfruitful.

22 และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น   ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ   แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก   และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย   จึงไม่เกิดผล

23 As for what was sown on good soil, this is the one who hears the word and understands it. He indeed bears fruit and yields, in one case a hundredfold, in another sixty, and in another thirty.”

23 ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น   ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ   คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง   หกสิบเท่าบ้าง   สามสิบเท่าบ้าง”

This is such a good analogy comparing the work of God in the hearts of people with the planting of a crop like rice. 

นี้เป็นความคล้ายคลึงกันมากเมื่อเปรียบเทียบกับพระราชกิจของพระเจ้าในจิตใจของคน   กับเรื่องการปลูกพืชเช่นข้าว

First the seed is planted, someone shares the Gospel. 

ประการแรกหว่านเมล็ดพืชก่อน   บางคนบอกข่าวพระกิตติคุณ

Second others come along with some water and the sun shines, similarly other people share the Gospel and live out the Christian life and the Holy Spirit works in their heart. 

ประการที่สอง รดน้ำต้นพืชบ้างพร้อมกับให้แสงอาทิตย์ส่อง   เหมือนกับคนอื่นๆบอกข่าวพระกิตติคุณและสำแดงชีวิตคริสเตียนออกมา และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานในจิตใจของพวกเขา

Now the plant begins to grow and is ready for the harvest. 

ตอนนี้ต้นไม้จะเริ่มต้นโตขึ้นและพร้อมแล้วสำหรับการเก็บเกี่ยว

Similarly, the faith in God begins to grow in the person and someone comes along and shares the Gospel again and the person repents of their sin, and puts their full faith in Jesus as Lord and Savior.   

ในทำนองเดียวกัน  ความเชื่อในพระเจ้าจะเริ่มเติบโตขึ้นในคน   และมีบางคนมาพร้อมกับบอกข่าวประเสริฐของพระเยซูอีก  และมีคนรู้สึกสารภาพบาปของตนและเชื่อแน่นอนในพระเยซูว่าทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด


The problem though is both the conditions of the person’s heart or the soil as Jesus described in the parable or what He says in our current passage there are so few Christian willing to be involved in this process, especially the harvest part.   

แม้ปัญหาคือ  ทั้งเงื่อนไขของจิตใจคน   หรือดินดังที่พระเยซูทรงอธิบายไว้ในคำอุปมา    หรือสิ่งที่ทรงตรัสในพระธรรมตอนนี้    มีคริสเตียนน้อยคนที่ยินดีมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้   โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเก็บเกี่ยว

So Jesus commands “pray earnestly to the Lord of the harvest to send out laborers into His harvest.”

ดังนั้นพระเยซูทรงตรัสสั่งว่า  "จงอธิษฐานอย่างไม่หยุดหย่อนต่อพระเจ้าแห่งการเก็บเกี่ยว   เพื่อส่งคนงานมาทำการเก็บเกี่ยวของพระองค์"

Matthew 9 part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top