Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, April 5, 2016

 

Also this does not mean that we can ask for anything we want and Jesus will give it to us. 

นอกจากนี้  ก็ไม่ได้หมายความว่าเราสามารถขออะไรที่เราต้องการ   และพระเยซูจะทรงประทานให้แก่เรา

Jesus’ phrase “Ask and you shall receive” occurs several times in the Gospel accounts in various forms.

วลีของพระเยซู "จงขอและจะได้รับ" ปรากฏหลายครั้งในเรื่องราวในพระกิตติคุณในรูปแบบต่างๆ

It is a saying that has often been misinterpreted by those who do not understand the verse in its context, but rather assume that Jesus’ meaning was “Ask for anything you want and I’ll give it to you,” this is what is falsely taught in the prosperity gospel and word of faith teaching.

มันเป็นคำตรัสที่มักจะตีความผิดๆ โดยผู้ที่ไม่เข้าใจข้อพระคัมภีร์ในบริบทนั้น  แต่สันนิษฐานความหมายของพระเยซูเป็นดังนี้  " จงขออะไรที่เจ้าต้องการและเราจะให้มันแก่เจ้า" นี่คือสิ่งที่สอนเท็จในพระกิตติคุณที่อุดมสมบูรณ์ด้วยหลักคำสอนข้อเชื่อ

Sadly, the faith of many has been shipwrecked on the rocks of unanswered prayers that were prayed because of a belief in the faulty assumption that “ask and you shall receive” is an all encompassing promise with no conditions.

น่าเศร้าที่ความเชื่อของผู้คนมากมายที่เรืออัปปางไปชนโขดหินในทะเล  ที่คำอธิษฐานยังไม่ได้รับคำตอบ   เพราะความเชื่อในสมมติฐานที่ผิดว่า " จงขอและจะได้รับ" คือคำสัญญาครอบคลุมทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข

Perhaps the most famous instance of “ask and you shall receive” is found here in Matthew 7:7-8 where Jesus tells His disciples during the Sermon on the Mount that whoever asks receives, whoever seeks finds, and to whomever knocks, the door will be opened.

บางทีตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดของ "จงขอและจะได้รับ" พบได้ในพระธรรมมัทธิว 7: 7-8 ที่พระเยซูตรัสบอกสาวกของพระองค์ในระหว่างทรงเทศนาบนภูเขาว่า    ใครก็ตามที่ขอก็ได้รับ  ใคร ก็ตามที่พยายามหาก็จะได้พบ    และประตูก็จะถูกเปิดแก่ใครก็ตามที่เคาะอยู่

We cannot gain a full understanding of Jesus’ meaning without reading the entire passage. Jesus goes on to say that God will not fail to give His children good things.

เราไม่สามารถเข้าใจความหมายของพระเยซูครบบริบูรณ์ โดยไม่ต้องอ่านเนื้อเรื่องทั้งหมด พระเยซูตรัสต่อไปว่า   พระเจ้าไม่ทรงละเลยที่จะทรงประทานสิ่งดีๆ แก่บุตรของพระองค์
Luke 11:9-13 repeats this message, but replaces the words “good things” with “the Holy Spirit.”  

ลูกา 11: 9-13 กล่าวซ้ำข้อความนี้ แต่แทนที่คำว่า "สิ่งที่ดี" ด้วยคำว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์"

Luke ลูกา11:13 13 If you then, who are evil, know how to give good gifts to your children, how much more will the heavenly Father give the Holy Spirit to those who ask Him!”

13 เพราะฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน   ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   พระบิดาผู้ทรงสถิตในสวรรค์   จะทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์”  

This means that God will give good things to His children, and the best example of a good thing is the Holy Spirit.

นี่หมายความว่าพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่ดีให้แก่บุตรของพระองค์   และตัวอย่างที่ดีที่สุดของสิ่งดีคือพระวิญญาณบริสุทธิ์

We see this also in John 14:14, where Jesus tells His disciples that whatever they ask for “in His name” will be done for them. 

เราเห็นสิ่งนี้ในยอห์น 14:14 ด้วย  ที่พระเยซูตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า  สิ่งใดที่พวกเขาขอ "ในนามของพระองค์" สิ่งนั้นพวกเขาจะได้รับ

14 If you ask Me anything in my name, I will do it.

14 สิ่งใดที่ท่านขอในนามของข้าพเจ้า   ข้าพเจ้าจะกระทำสิ่งนั้น

15 “If you love Me, you will keep My commandments.

15 “ถ้าท่านทั้งหลายรักข้าพเจ้า   ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของข้าพเจ้า

16 And I will ask the Father, and He will give you another Helper, to be with you forever,

16 ข้าพเจ้าจะทูลขอพระบิดา   และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน   เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป

17 even the Spirit of truth, whom the world cannot receive, because it neither sees Him nor knows Him. You know Him, for He dwells with you and will be in you.

17 คือพระวิญญาณแห่งความจริง   ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้   เพราะแลไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์   ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์   เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน   และจะประทับอยู่ในท่าน  

So we see God wants to gives us a deeper understanding of what He calls good and give us a desire for that, rather than prayer being a means to get all the things we want. 

ดังนั้นเราจึงเห็นว่า  พระเจ้าทรงต้องการที่จะประทานความเข้าใจที่ล้ำลึกแก่เรา สิ่งดีที่ทรงเรียกและประทานให้   และยิ่งกว่านั้นคำอธิษฐานเป็นทางที่เราจะได้รับทุกสิ่งที่เราต้องการ

Our prayers to God are based in a relationship with God as our Father. When we ask our earthly fathers for something they know will hurt us, those things are denied. A child may be frustrated and unhappy when his father denies his request for something bad, but he still trusts his father.

คำอธิษฐานของเราที่ทูลต่อพระเจ้าเป็นความสัมพันธ์กับพระเจ้าในฐานะทรงเป็นพระบิดาของเรา  เมื่อเราขอบิดาฝ่ายโลกของเราเพื่อให้ได้บางสิ่งที่พวกเขารู้ว่าจะทำร้ายเรา   สิ่งเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธ   บุตรอาจจะผิดหวังและไม่มีความสุขเมื่อพ่อของเขาปฏิเสธคำขอของเขา   สำหรับสิ่งที่ไม่ดี  แต่เขาก็ยังไว้ใจพ่อของเขา

And when a request is for something that the father knows is good for his child, he will provide it willingly and eagerly because he loves his child.

และเมื่อมีการร้องขอบางสิ่งที่พ่อรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับบุตรของเขา    เขาจะให้มันด้วยความเต็มใจและกระตือรือร้นเพราะเขารักลูกของเขา

Some things we might pray for, God knows aren’t good for us and He is faithful and loving to say “no” to that prayer.

บางสิ่งบางอย่างที่เราอาจจะอธิษฐานขอ     พระเจ้าทรงรู้ว่ามันจะไม่ดีสำหรับเรา  และทรงเป็นผู้ที่สัตย์ซื่อและมีความรักที่จะทรงบอกว่า "ไม่" ต่อคำอธิษฐานนั้น

God will always give us good things.

พระเจ้าจะทรงประทานสิ่งต่างๆ ที่ดีแก่เราเสมอ

Our task is to understand what is good, so that we know what to ask for.

หน้าที่ของเราคือการทำความเข้าใจสิ่งไหนดี  เพื่อว่าเราจะรู้สิ่งที่เราสมควรขอ

The natural mind does not understand this, but according to Romans โรม 12:2, renewing our minds, which can only be done through His Word, will help us understand what God’s will is.  

ใจปกติไม่เข้าใจในเรื่องนี้ แต่ตามพระธรรมโรม 12: 2, ให้เราฟื้นจิตใจใหม่  ซึ่งสามารถทำได้ผ่านทางพระวจนะของพระองค์    จะช่วยให้เราเข้าใจในสิ่งที่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

2 Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.

2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้   แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ   แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่   เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า   จะได้รู้ว่าอะไรดี   อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม  

Then, asking in faith, we will have all we need for life and godliness and fullness of joy, asking for what Jesus Himself would ask for, asking according to His will.

จากนั้น การขอโดยมีความเชื่อ   เราก็จะได้ทุกสิ่งที่เราต้องการสำหรับชีวิต   และพระลักษณะพระเจ้า  และความสุขสมบูรณ์  และขอสิ่งที่พระเยซูเองก็ทรงขอ    ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์

John ยอห์น16:24 24 Until now you have asked nothing in my name. Ask, and you will receive, that your joy may be full.

24 แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของข้าพเจ้า   จงขอเถิดแล้วจะได้   เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม

This involves humility, dependence upon God and it draws us near to God, who is the Source of our joy. 

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความอ่อนน้อมถ่อมตน   การพึ่งพาพระเจ้า   และที่นำพาเราใกล้พระเจ้าซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความสุขของเรา

Other verses about prayer also must be interpreted through this perspective. 

ข้อพระคัมภีร์อื่น ๆ เกี่ยวกับการอธิษฐานยังต้องตีความหมายผ่านทางมุมมองนี้

Matthew มัทธิว 21:22 22 And whatever you ask in prayer, you will receive, if you have faith.”

22 สิ่งสารพัดซึ่งท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อ   ท่านจะได้”

So that verse tells us that we will receive whatever we ask for in prayer, if we have faith. The question is faith in what?

ดังนั้นข้อพระคัมภีร์นั้นที่บอกเราว่า   เราจะได้รับสิ่งใดที่เราอธิษฐานขอ    ถ้าเรามีความเชื่อ คำถามคือความเชื่อในเรื่องใด

Again, it is faith in His Word to tell us what is best and faith that He will give us what is best, and of course the faith we need is faith in Him. 

อีกครั้ง ก็เป็นความเชื่อในพระวจนะของพระองค์   ที่จะบอกเราสิ่งที่ดีที่สุด   และความเชื่อที่ว่าพระองค์จะทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่เรา   และแน่นอนความเชื่อที่เราต้องการคือความเชื่อในพระองค์

If we ask for healing, and that is the best thing for us, we should not doubt that He will do it.

ถ้าเราทูลขอการรักษาและนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา   เราไม่ควรสงสัยว่าพระองค์จะทรงทำหรือไม่

But if He does not heal, we must assume that not being healed is a necessary part of a larger plan that is ultimately for our good.

แต่ถ้าพระองค์ไม่ทรงรักษาให้หาย    เราต้องคิดว่าจะไม่ใช่การรักษาให้หายเป็นส่วนที่จำเป็นของแผนการใหญ่กว่าที่จะเป็นผลดีสุดยอดสำหรับเรา

Psalm เพลงสดุดี 37:4 4 Delight yourself in the LORD, and He will give you the desires of your heart.

4 จงปีติยินดีในพระเจ้า    และพระองค์จะประทานตามใจปรารถนาของท่าน  

We know that this verse doesn’t mean “if you pursue God you will get what you want”

because of what we already know about asking according to His will.

เรารู้ว่าข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า "ถ้าคุณติดตามพระเจ้า  คุณจะได้รับสิ่งที่คุณต้องการ"
 เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดที่ควรขอตามพระประสงค์ของพระองค์

This verse does not give us a way to manipulate God, nor does it mean that if we obey, He will see it and be pleased and then give us whatever we are craving.

ข้อนี้ไม่ได้ให้เรามีวิธีที่จะปรับพระเจ้าให้เหมาะสม   หรือไม่หมายความว่าถ้าเราเชื่อฟังแล้ว    พระองค์จะทอดพระเนตรเห็นและมีความยินดี   และจากนั้นจะทรงประทานสิ่งที่เราอยากได้แก่เรา

Rather, it means that when we delight ourselves in God, truly loving Him and pursuing Him for His sake, then everything we want and need will be in Him.  

แต่  หมายความว่าเมื่อเราเองมีความยินดีในพระเจ้า     รักพระองค์อย่างแท้จริง  และใฝ่หาพระ

องค์เพื่อทำตามพระองค์แล้ว    ทุกอย่างที่เราต้องการและจำเป็นจะอยู่ในพระองค์

The main thing we will want is more of Him. 

สิ่งสำคัญที่เราควรจะต้องการคืออยู่ในพระองค์มากขึ้น

The issue here is a change of heart, when the heart seeks the Lord, the heart is satisfied with what it finds there, and its true desires are realized in Him.

ประเด็นนี้คือการเปลี่ยนแปลงจิตใจ  เมื่อจิตใจเราแสวงหาองค์พระเจ้า เราจะพอใจกับสิ่งที่พบที่นั่น   และตระหนักในความปรารถนาที่แท้จริงในพระองค์

But loving and desiring God is not natural for us. 

แต่การที่รักและปรารถนาพระเจ้าไม่ใช่ธรรมดาสำหรับเรา

Therefore, the first and most important prayers in the life of a Christian are: “Make me love You above all else” and “Make me want what You want” because when we truly desire God and long to see the Kingdom of God realized in our lives and in the lives of others, when we are passionate to see His will and His work in this world, and we ask for the things that bring Him glory and increase our closeness to Him, He is eager and willing to give us anything we ask for.

ดังนั้นคำอธิษฐานข้อแรกและสำคัญที่สุดในชีวิตคริสเตียนคือ: "ขอให้ฉันรักพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด" และ "ขอให้ฉันต้องการสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์" เพราะเมื่อเราปรารถนาพระเจ้าอย่างแท้จริงและอยากที่จะเห็นแผ่นดินของพระเจ้า  ตระหนักสิ่งนี้ในชีวิตของเราและในชีวิตของคนอื่น ๆ  เมื่อเราใคร่อยากที่จะเห็นพระประสงค์และพระราชกิจของพระองค์ในโลกนี้  และเราขอสิ่งที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์  และเรายิ่งใกล้ชิดกับพระองค์  พระองค์จะทรงมีความยินดีที่อยากจะประทานอะไรให้เราตามที่ขอ

Sometimes the things that glorify God are pleasant things, like a marriage or a child.

บางครั้งสิ่งต่างๆ ที่ถวายเกียรติพระเจ้าเป็นสิ่งที่น่าพอใจ   เช่นการแต่งงานหรือมีลูก

Sometimes they are difficult things, like a failure that humbles us or a physical weakness that makes us dependent upon Him.

บางครั้งมันก็เป็นสิ่งที่ยาก  เช่นความผิดพลาดที่ทำให้เราถ่อมลง หรือความอ่อนแอทางกายที่ทำให้เราพึ่งพาพระองค์

But we must never doubt that when we pray for what is in His will, we will receive it, and that what we receive from Him will always be that which is best.

แต่เราต้องไม่มีวันสงสัยว่า เมื่อเราอธิษฐานขอสิ่งที่อยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์  เราจะได้รับมันและว่าสิ่งที่เราได้รับจากพระองค์จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

The next verse is often called The Golden Rule

ข้อพระคัมภีร์ต่อไปมักจะเรียกว่ากฎทองคำ

12 “So whatever you wish that others would do to you, do also to them, for this is the Law and the Prophets.

12 จงปฏิบัติต่อผู้อื่น   อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน   นั่นคือธรรมบัญญัติ   และคำสั่งสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ

Dr. Warren Wiersbe says, This great truth is a principle that ought to govern our attitudes toward others.

ดร. วอร์เรน เวียร์สเบย์  กล่าวว่าความจริงที่สำคัญคือหลักการที่ควรที่จะควบคุมทัศนคติของเราที่มีต่อคนอื่น ๆ

It only applies to believers, and it must be practiced in every area of life.

หลักนี้ใช้กับบรรดาผู้เชื่อและจะต้องได้รับการฝึกฝนในทุกพื้นที่ของชีวิต

The person who practices the Golden Rule refuses to say or do anything that would harm himself or others.

คนที่ปฏิบัติกฎทองคำปฏิเสธที่จะพูดหรือทำอะไรที่จะทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น

If our judging of others is not governed by this principle, we will become proud and critical, and our own spiritual character will degenerate.

หากเราตัดสินคนอื่น ๆ โดยไม่ได้ควบคุมโดยหลักการนี้ เราจะกลายเป็นหยิ่งทะนงและชอบวิจารณ์  และอุปนิสัยฝ่ายจิตวิญญาณของเราเองจะตกต่ำลง

Practicing the Golden Rule releases the love of God in our lives and enables us to help others, even those who want to hurt us.

การฝึกกฎทองคำปลดปล่อยความรักของพระเจ้าในชีวิตของเรา    และช่วยให้เราสามารถช่วยคนอื่น ๆ แม้กระทั่งผู้ที่ต้องการจะทำร้ายเรา

But remember that practicing the Golden Rule means paying a price. If we want God’s best for ourselves and others, but others resist God’s will, then they will oppose us. We are salt, and salt stings the open wound.

แต่จำไว้ว่าการฝึกกฎทองคำหมายถึงการจ่ายราคา ถ้าเราต้องการสิ่งที่ดีที่สุดของพระเจ้าสำหรับตัวเองและคนอื่น ๆ   แต่คนอื่น ๆ ต่อต้านพระประสงค์ของพระเจ้าแล้ว  พวกเขาจะต่อต้านเรา เราทั้งหลายเป็นเกลือและเกลือรักษาแผลได้

We are light, and light exposes dirt.

เราเป็นแสงสว่างและแสงสว่างฆ่าเชื้อสกปรกได้

Now, Jesus begins to make application to the message.

ตอนนี้พระเยซูทรงเริ่มต้นสอนข้อพระธรรมให้เรานำมาปฏิบัติ

He has stated the principles, amplified the principles, illustrated the principles and now, finally, there comes, as must always be part of a good sermon, that place of exhortation to action upon what you have learned. 

ทรงตรัสถึงหลักข้อเชื่อ  อธิบายขยายหลักข้อเชื่อ  แสดงหลักข้อเชื่อให้เห็นภาพ และตอนนี้ในที่สุด เช่นเคย  ต้องเป็นส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนาที่ดี     แหล่งที่ตักเตือนสั่งสอนให้ปฏิบัติตามสิ่งที่คุณได้เรียนรู้

Jesus now gets into that exhortation, first of all with warnings and then with positive statements.

ตอนนี้พระเยซูได้ทรงให้คำแนะนำตักเตือน  ก่อนอื่นเป็นคำตักเตือน และจากนั้นมีคำสอนที่นำมาใช้ปฏิบัติ

13 “Enter by the narrow gate. For the gate is wide and the way is easy that leads to destruction, and those who enter by it are many.

13  “จงเข้าไปทางประตูแคบ   เพราะว่าประตูใหญ่   และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ   และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก

14 For the gate is narrow and the way is hard that leads to life, and those who find it are few.

14 เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ   ผู้ที่หาพบก็มีน้อย

These verses make it very clear that the majority is not always right. 

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวชัดเจนมากว่า  คนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกต้องเสมอ

The majority of people in Thailand are Buddhists but they are not in relationship with God.   

ส่วนใหญ่ของประชาชนคนไทยเป็นชาวพุทธ แต่พวกเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า

The majority of people in many western countries are nominal Christians but not really Christian, the majority are agnostic holding to evolution and new age teaching.  The majority of the people in the world are religious, they believe in some religion, but it is only a minority of people, that are truly following Jesus. 

จำนวนคนส่วนใหญ่ในประเทศตะวันตกเป็นคริสเตียนเพียงในนาม แต่ไม่ใช่คริสเตียนแท้จริง ส่วนใหญ่จะไม่สนใจว่ามีพระเจ้าไหม  ยึดถือทฤษฎีวิวัฒนาการและการสอนยุคใหม่  คนส่วนใหญ่ในโลกนับถือศาสนา  พวกเขาเชื่อในบางศาสนา   แต่ก็มีคนเพียงส่วนน้อยที่ติดตามพระเยซูอย่างแท้จริง

Jesus has told us not to be judgmental but to be discerning, so He speaks of a tree and its fruit and to avoid false teachers.

พระเยซูได้สอนเราว่าอย่าตัดสิน แต่จงมองให้ออก   ดังนั้นพระองค์ทรงตรัสเรื่องต้นไม้และผลของมันและสอนให้หลีกเลี่ยงครูสอนเท็จ

15 “Beware of false prophets, who come to you in sheep's clothing but inwardly are ravenous wolves.

15  “ท่านทั้งหลายจงระวังผู้เผยพระวจนะเท็จ   ที่มาหาท่านนุ่งห่มดุจแกะ   แต่ภายในเขาร้ายกาจดุจหมาป่า

16 You will recognize them by their fruits. Are grapes gathered from thorn bushes, or figs from thistles?

16 ท่านจะรู้จักเขาได้ด้วยผลของเขา   ผลองุ่นนั้นเก็บได้จากต้นไม้มีหนามหรือ   หรือว่าผลมะเดื่อนั้นเก็บได้จากพืชหนาม

17 So, every healthy tree bears good fruit, but the diseased tree bears bad fruit.

17 ต้นไม้ดีย่อมให้แต่ผลดี   ต้นไม้เลวก็ย่อมให้ผลเลว

18 A healthy tree cannot bear bad fruit, nor can a diseased tree bear good fruit.

18 ต้นไม้ดีจะเกิดผลเลวไม่ได้   หรือต้นไม้เลวจะเกิดผลดีก็ไม่ได้

19 Every tree that does not bear good fruit is cut down and thrown into the fire.

19 ต้นไม้ซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟันลงและทิ้งเสียในไฟ

20 Thus you will recognize them by their fruits.

20 เหตุฉะนั้น   ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา

One of the dangers of the false prophets is that they do not tell the truth the majority of the time.

อันตรายอย่างหนึ่งของผู้เผยพระวจนะเท็จคือ   การที่พวกเขาไม่บอกความจริงส่วนใหญ่ของเวลา

You know if a false prophet told nothing but ridiculous absurd things, there would be no danger at all.

คุณจะรู้ว่าถ้าผู้เผยพระวจนะเท็จไม่บอกอะไร เว้นแต่สิ่งที่โง่ขลาไร้สาระ   จะไม่มีอันตรายเลย

The first time he spoke, the first sentence he uttered would be so ridiculous as hey, oh that guy is crazy.

ครั้งแรกที่เขาได้พูด   ประโยคแรกที่เขาเอ่ยออกมาจะดูไร้สาระ เช่นคำว่า เฮ้ โอ คนนั้นประหลาด

He's a false prophet.

เขาเป็นผู้เผยพระวจนะเท็จ

So they usually come on with truth.

ดังนั้นพวกเขาจึงมักจะมาพร้อมกับความจริง

They have many words of a true prophet and much of what they say is true. 

พวกเขามีถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงมากมาย  และส่วนมากสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง

2 Peter 2 เปโตร 2:1 1 But false prophets also arose among the people, just as there will be false teachers among you, who will secretly bring in destructive heresies, even denying the Master who bought them, bringing upon themselves swift destruction.

1  แต่ว่าได้มีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นในชนชาตินั้น   เช่นเดียวกับที่จะมีผู้สอนผิดเกิดขึ้นในพวกท่านทั้งหลาย   ซึ่งจะลอบเอามิจฉาลัทธิอันจะให้ถึงความพินาศเข้ามาเสี้ยมสอน   จนถึงกับปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ได้ทรงไถ่เขาไว้   ซึ่งจะทำให้เขาพินาศโดยเร็วพลัน

Now, having warned us of false teachers, he also warns us of false professions.  Jesus will say to some depart from Me I never knew you.

ขณะนี้มีคำเตือนเราให้ระวังครูผู้สอนเท็จ  นอกจากนี้เขายังเตือนเราคำยืนยันเท็จ  พระเยซูจะตรัสว่าจงออกไปห่างจากเรา เราไม่เคยรู้จักเจ้า

21 “Not everyone who says to Me, ‘Lord, Lord,’ will enter the kingdom of heaven, but the one who does the will of my Father who is in heaven.

21  “มิใช่ทุกคนที่เรียกข้าพเจ้าว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า'   จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์   แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของข้าพเจ้า   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้

22 On that day many will say to Me, ‘Lord, Lord, did we not prophesy in Your name, and cast out demons in Your name, and do many mighty works in Your name?’

22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่ข้าพเจ้าว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์   และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์   และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์   มิใช่หรือ'

23 And then will I declare to them, ‘I never knew you; depart from Me, you workers of lawlessness.’

23 เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะได้กล่าวแก่เขาว่า   'ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักเจ้าเลย   เจ้าผู้กระทำความชั่ว   จงไปเสียให้พ้นหน้าข้าพเจ้า'

Luke ลูกา 6:46 46 “Why do you call Me ‘Lord, Lord,’ and not do what I tell you?

46  “เหตุไฉนท่านทั้งหลายจึงเรียกข้าพเจ้าว่า   'พระองค์เจ้าข้า   พระองค์เจ้าข้า'   แต่ไม่กระทำตามที่ข้าพเจ้าบอกนั้น

To claim Jesus as your Lord, mean that He is the Boss of your life.  As my Boss, He has the right of total control of my life.

เพื่อยืนยันว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าของคุณ  หมายความว่าทรงเป็นเจ้านายในชีวิตของคุณ เป็นเจ้านายของฉัน  ทรงมีสิทธิที่จะควบคุมชีวิตของฉันทั้งหมด

When He asks me to do something it isn't mine to ask Him why. It's only mine to obey. I am His servant,

เมื่อพระองค์ทรงขอให้ผมทำบางสิ่งบางอย่าง   ไม่ใช่ผมที่จะทูลถามพระองค์ว่าทำไม แต่เป็นหน้าที่ผมเท่านั้นที่ต้องเชื่อฟัง ผมเป็นผู้รับใช้ของพระองค์

He is the Lord and that's what the whole title is indicating.  

พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและนั่นคือตำแหน่งที่แสดงให้เห็น

That is why Jesus pointed out inconsistencies and people are calling Him Lord, Lord and yet they're not doing the things He commands them.

นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพระเยซูทรงชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องกัน    และผู้คนที่เรียกพระองค์ว่าพระเจ้า  และพวกเขาก็ยังไม่ได้ทำสิ่งที่ทรงบัญชาแก่พวกเขา

That's inconsistent, so not everyone who says "Lord, Lord" is going to enter into the kingdom of heaven.

นั่นมันไม่สอดคล้องกัน   ไม่ใช่ทุกคนที่บอกว่า "พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า" ที่จะเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์

He is pointing out that saying the right thing is not enough.

ทรงกำลังชี้ให้เห็นว่าการพูดสิ่งที่ถูกต้องนั้นยังไม่เพียงพอ

1 John 1 ยอห์น1:6 6 If we say we have fellowship with Him while we walk in darkness, we lie and do not practice the truth.

6 ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และยังดำเนินอยู่ในความมืด   เราก็พูดมุสา   และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง

1 John 1 ยอห์น 4:20-21 20 If anyone says, “I love God,” and hates his brother, he is a liar; for he who does not love his brother whom he has seen cannot love God whom he has not seen.

20 ถ้าผู้ใดว่า   “ข้าพเจ้ารักพระเจ้า”   และใจยังเกลียดชังพี่น้องของตน   ผู้นั้นก็เป็นคนพูดมุสา   เพราะว่าผู้ที่ไม่รักพี่น้องของตนที่แลเห็นแล้ว   จะรักพระเจ้าที่ไม่เคยเห็นไม่ได้

21 And this commandment we have from Him: whoever loves God must also love his brother.

21 พระบัญญัตินี้เราทั้งหลายก็ได้มาจากพระองค์   คือว่าให้คนที่รักพระเจ้านั้นรักพี่น้องของตนด้วย

So when Jesus asks, Why do you call me Lord, Lord? 

ดังนั้นเมื่อพระเยซูตรัสถามว่า   ทำไมเจ้าเรียกเราว่าพระเจ้าข้า พระเจ้าข้า

Jesus is saying is to those that they never had real true relationship as Lord and servant. You're saying "Lord, Lord" but you weren't obedient to Him, you weren't following His commandment.

พระเยซูกำลังตรัสกับบรรดาคนพวกนั้นว่า   พวกเขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่แท้จริงแบบพระเจ้าและผู้รับใช้   พวกเจ้ากำลังกล่าวว่า "พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า " แต่เจ้าไม่ได้เชื่อฟังพระองค์   เจ้าไม่ได้ทำตามพระบัญชาของพระองค์

You were, in a sense, doing your own thing.

ตามหลัก  คุณกำลังทำตามใจคุณเอง

Yes, you were using His name even to preach to others but you were preaching for your own glory, to fulfill your own needs.

ใช่  คุณกำลังใช้พระนามของพระองค์   เพียงแค่สั่งสอนคนอื่น ๆ   แต่คุณกำลังเทศนาเพื่อเกียรติของคุณเอง   เพื่อตอบสนองความต้องการของคุณเอง
Build Your House on the Rock

จงสร้างบ้านของท่านบนศิลา

24 “Everyone then who hears these words of Mine and does them will be like a wise man who built his house on the rock.

24  “เหตุฉะนั้นผู้ใดที่ได้ยินคำเหล่านี้ของข้าพเจ้า   และประพฤติตาม   เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่มีสติปัญญาสร้างเรือนของตนไว้บนศิลา

25 And the rain fell, and the floods came, and the winds blew and beat on that house, but it did not fall, because it had been founded on the rock.

25 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว   ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น   แต่เรือนมิได้พังลง   เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา                                                                                                                                                                                                                                 26 And everyone who hears these words of Mine and does not do them will be like a foolish man who built his house on the sand.

26 แต่ผู้ที่ได้ยินคำเหล่านี้ของข้าพเจ้าและไม่ประพฤติตามเล่า   เขาก็เปรียบเสมือนผู้ที่โง่เขลา   สร้างเรือนของตนไว้บนทราย

27 And the rain fell, and the floods came, and the winds blew and beat against that house, and it fell, and great was the fall of it.”

27 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว   ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น   เรือนนั้นก็พังทลายลง   และการซึ่งพังทลายนั้นก็ใหญ่ยิ่ง”

Luke ลูกา 6:47-48 47 Everyone who comes to Me and hears My words and does them, I will show you what he is like:

47 ทุกคนที่มาหาข้าพเจ้าและฟังคำของข้าพเจ้า   และกระทำตามคำนั้น   ข้าพเจ้าจะแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ว่า   เขาเปรียบเหมือนผู้ใด

48 he is like a man building a house, who dug deep and laid the foundation on the rock. And when a flood arose, the stream broke against that house and could not shake it, because it had been well built.

48 เขาเปรียบเหมือนคนหนึ่งที่สร้างตึก   เขาขุดลึกลงไปแล้วตั้งรากบนศิลา   และเมื่อน้ำมาท่วม   กระแสน้ำไหลเชี่ยวกระทบกระทั่ง   แต่ทำให้หวั่นไหวไม่ได้   เพราะได้สร้างไว้มั่นคง

It's important that you have a solid, strong foundation and there are certain foundational truths of Jesus Christ, certain principles that you've got to have undergirding your Christian faith because Satan is going to attack you. 

มันเป็นสิ่งสำคัญที่คุณมีรากฐานที่แข็งแกร่งมั่นคง  และมีความจริงพื้นฐานแน่นอนของพระเยซูคริสต์     หลักความเชื่อแน่นอนที่คุณประสบความเชื่อแบบคริสเตียนเพราะซาตานกำลังจะโจมตีคุณ

Do you know and believe that God loves you very, very much? 

คุณรู้และเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าทรงรักคุณมากเท่าไหร่

Because when adversity comes you’ve got to know that. 

เพราะเมื่อความทุกข์ยากมาถึง คุณก็จะได้รู้สึก

What is that sand? It is human goodness and human effort.

ทรายนั้นคืออะไร? มันเป็นความดีและความพยายามของมนุษย์

The Authority of Jesus

สิทธิอำนาจของพระเยซู

28 And when Jesus finished these sayings, the crowds were astonished at His teaching,

28  ครั้นพระเยซูตรัสคำเหล่านี้เสร็จแล้ว   ประชาชนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสั่งสอนของพระองค์

29 for He was teaching them as one who had authority, and not as their scribes.

29 เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสั่งสอนเขาด้วยสิทธิอำนาจ   หาเหมือนพวกธรรมาจารย์ของเขาไม่

How shall we test our profession of faith?

เราจะทดสอบการยืนยันความเชื่อของเราได้อย่างไร

By popularity? No, for there are many on the broad road to destruction. And there are many who are depending on words, saying “Lord, Lord;” but this is no assurance of salvation. Even religious activities in a church are no assurance.

โดยความเป็นที่นิยมหรือ  ไม่ใช่  เพราะมีคนมากมายเดินบนถนนกว้างไปสู่ความหายนะ และมีหลายคนที่พึ่งพาถ้อยคำ กล่าวว่า "พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า;" แต่นี่ไม่ใช่การรับประกันในความรอด  แม้กิจกรรมทางศาสนาในโบสถ์ก็รับประกันคุณไม่ได้

How then shall we judge ourselves and others who profess Christ as Savior? Are there godly fruits from our lives? 

เราจะกล่าวโทษตัวเองและคนอื่น ๆ ที่ยืนยันความเชื่อว่าพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดได้อย่างไร  เราเกิดผลของพระเจ้าในชีวิตของเราหรือไม่

Are we truly obeying the Word of God? 

แท้จริงพวกเราเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าไหม

And the two houses remind us that true faith in Christ will last, not only in the storms of life, but also in the final judgment.
และเรื่องบ้านทั้งสองหลังเตือนใจเราว่าความเชื่อที่แท้จริงในพระคริสต์จะยืนนาน ไม่เพียงแต่ในยามที่มีพายุพัดมาในชีวิต แต่ในคำพิพากษาครั้งสุดท้ายด้วย

Matthew 7 part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top