Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, April 8, 2016

 

The Faith of a Centurion

ความเชื่อของนายร้อยคนหนึ่ง

5 When He entered Capernaum, a centurion came forward to Him, appealing to Him,

5 เมื่อพระเยซูเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอร์นาอุม   มีนายร้อยคนหนึ่งมาอ้อนวอนพระองค์

6 “Lord, my servant is lying paralyzed at home, suffering terribly.”

6 ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   บ่าวของข้าพระองค์เป็นง่อยอยู่ที่บ้านทนทุกข์เวทนามาก”

7 And He said to him, “I will come and heal him.”

7 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ข้าพเจ้าจะไปรักษาเขาให้หาย”

8 But the centurion replied, “Lord, I am not worthy to have You come under my roof, but only say the word, and my servant will be healed.

8 นายร้อยผู้นั้นทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาของข้าพระองค์   ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น   บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค

9 For I too am a man under authority, with soldiers under me. And I say to one, ‘Go,’ and he goes, and to another, ‘Come,’ and he comes, and to my servant, ‘Do this,’ and he does it.”

9 ข้าพระองค์รู้ดี   เพราะเหตุว่าข้าพระองค์อยู่ใต้วินัยทหาร   แต่ก็ยังมีทหารอยู่ใต้บังคับบัญชาของข้าพระองค์   ข้าพระองค์จะบอกแก่คนนี้ว่า   'ไป'   เขาก็ไป   บอกแก่คนนั้นว่า   'มา'   เขาก็มา   บอกทาสของข้าพระองค์ว่า   'จงทำสิ่งนี้'   เขาก็ทำ”

10 When Jesus heard this, He marveled and said to those who followed Him, “Truly, I tell you, with no one in Israel have I found such faith.

10 ครั้นพระเยซูทรงได้ยินดังนั้นก็ประหลาดพระทัยนัก   ตรัสกับบรรดาคนที่ตามพระองค์ว่า   “ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ข้าพเจ้าไม่เคยพบศรัทธาที่ไหนมากเท่านี้แม้ในอิสราเอล

11 I tell you, many will come from east and west and recline at table with Abraham, Isaac, and Jacob in the kingdom of heaven,

11 ข้าพเจ้าบอกท่านทั้งหลายว่า   คนเป็นอันมากจะมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก   จะมาร่วมสำรับกับอับราฮัม   และอิสอัค   และยาโคบในแผ่นดินสวรรค์

12 while the sons of the kingdom will be thrown into the outer darkness. In that place there will be weeping and gnashing of teeth.”

12 แต่ชาวแผ่นดินนั้นจะต้องถูกขับไล่ไสส่งออกไปในที่มืด   ที่นั่นจะมีเสียงร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน”

13 And to the centurion Jesus said, Go; let it be done for you as you have believed.” And

the servant was healed at that very moment.

13 แล้วพระเยซูจึงตรัสกับนายร้อยว่า   “จงกลับบ้านเถิด   ท่านมีศรัทธาแล้ว   จงได้ผลตามศรัทธานั้น”   ในทันใดนั้นเอง   บ่าวของเขาก็หายเป็นปกติ

The centurion knew that his 100 soldiers had to obey his orders and believed that in the same way sickness must obey the orders of Jesus and leave the body.

นายร้อยรู้ว่าทหาร 100 คนของเขาต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเขา    และเชื่อว่าในทำนองเดียวกันเรื่องความเจ็บป่วย  ว่าจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระเยซู ละไม่พะวงร่างกาย

14 And when Jesus entered Peter's house, he saw his mother-in-law lying sick with a fever.

14 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเรือนของเปโตร  ก็ทรงเห็นแม่ยายของเปโตรนอนป่วยจับไข้อยู่

15 He touched her hand, and the fever left her, and she rose and began to serve Him.

15 พอพระองค์ทรงจับมือนาง   ความไข้ก็หาย   นางจึงลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์

16 That evening they brought to Him many who were oppressed by demons, and He cast out the spirits with a word and healed all who were sick.

16  พอค่ำลง   เขาพาคนผีเข้าสิงเป็นอันมากมาหาพระองค์   พระองค์ก็ทรงขับผีออกด้วยพระดำรัส   และบรรดาคนเจ็บป่วยทั้งหลายนั้น   พระองค์ก็ได้ทรงรักษาให้หาย

17 This was to fulfill what was spoken by the prophet Isaiah: “He took our illnesses and bore our diseases.”

17 ทั้งนี้เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะโดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะที่ว่า   ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย   และหอบโรคของเราไป

Isaiah อิสยาห์ 53:4-6 4 Surely He has borne our griefs and carried our sorrows;

yet we esteemed Him stricken, smitten by God, and afflicted.

4 แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย    และหอบความเจ็บปวดของเราไป  
  กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี    คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ  

5 But He was wounded for our transgressions; He was crushed for our iniquities; upon Him was the chastisement that brought us peace, and with His stripes we are healed.

5 แต่ท่านถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย   ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา   การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น   ตกแก่ท่าน   ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี  

6 All we like sheep have gone astray; we have turned everyone to his own way; and the LORD has laid on Him the iniquity of us all.

6 เราทุกคนได้เจิ่นไปเหมือนแกะ  เราทุกคนต่างได้หันไปตามทางของตนเอง   และพระเจ้าทรงวางลงบนท่าน  ซึ่งความบาปผิดของเราทุกคน  

The first one Jesus healed a leper, the outcast of society. 

คนแรกที่พระเยซูทรงรักษาให้หายเป็นคนโรคเรื้อน คนที่สังคมรังเกียจ

Since leprosy was contagious, lepers have to live outside of town, away from their family and friends and cry out unclean, unclean when anyone drew near them. 

เพราะโรคเรื้อนเป็นโรคติดต่อ   คนที่เป็นโรคเรื้อนต้องอาศัยอยู่นอกเมือง  ห่างจากครอบครัวและเพื่อน ๆ และจะร้องตะโกนเสียงดังว่า  ไม่สะอาด ไม่สะอาด  เมื่อใครก็ตามเข้ามาใกล้พวกเขา

The second one Jesus healed in this chapter was a Gentile, a Roman whom the Jews did not like.  

คนที่สองที่พระเยซูทรงรักษาในบทนี้เป็นคนต่างชาติชาวโรมันซึ่งชาวยิวไม่ชอบ

The third one was a woman who was looked down upon.

คนที่สามเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม

Jesus never looks down on anyone, nor does He ever exclude anyone.

พระเยซูไม่เคยทรงดูถูกใครสักคน   ทรงไม่เคยกีดกั้นใครสักคนออกไป

The Cost of Following Jesus

คุณค่าในการติดตามพระเยซู

18 Now when Jesus saw a great crowd around Him, He gave orders to go over to the other side.

18 ครั้นพระเยซูทรงเห็นประชาชนเป็นอันมากมาล้อมพระองค์ไว้   พระองค์จึงตรัสสั่งให้ข้ามฟากไป

19 And a scribe came up and said to Him, “Teacher, I will follow You wherever You go.”

19 ขณะนั้นมีธรรมาจารย์คนหนึ่งมาหาพระองค์ทูลว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   ท่านไปทางไหน   ข้าพเจ้าจะตามท่านไปทางนั้น”

Jesus is getting ready to leave and go over to the other side of the sea.

พระเยซูทรงเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางและข้ามทะเลไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

This man who was a scribe, which is like a secretary, he was one who wrote copies of the Law, the part of the Bible they had then.  He said, “I'll follow you wherever You go.”

ผู้ชายคนนี้ที่เป็นอาลักษณ์ ซึ่งเป็นเหมือนเลขานุการ  เขาเป็นหนึ่งในผู้คัดสำเนาบทบัญญัติ   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ที่พวกเขามี  เขากล่าวว่า " ข้าพเจ้าจะติดตามพระองค์ไปทุกที่ไม่ว่าที่ไหน"

20 And Jesus said to him, “Foxes have holes, and birds of the air have nests, but the Son of Man has nowhere to lay his head.”

20 พระเยซูจึงตรัสว่า   “หมาจิ้งจอกยังมีโพรง   และนกในอากาศก็ยังมีรัง   แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ”

In other words, he is saying to this man that's coming up to Him probably without really thinking it through, to say he wants to go with Jesus. 

ในอีกนัยหนึ่ง พระองค์ตรัสกับชายคนนี้ที่ตามพระองค์มา   อาจจะโดยไม่ได้คิดให้รอบคอบ ที่บอกว่าเขาต้องการที่จะไปกับพระเยซู

The Lord says count the cost. Follow Me wherever I go, just count the cost.

"The foxes have their holes, the birds of the air have their nest but I don't have any place to lay my head", count the cost of discipleship.

พระเจ้าตรัสว่าจงคิดให้ดีก่อน  จงตามเรามาทุกที่ที่เราไป  เพียงแต่คิดให้ดีก่อนนะ
"สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง   และนกในอากาศก็ยังมีรัง   แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ”

จงคิดให้ดีก่อนมาเป็นสาวก

21 Another of the disciples said to Him, “Lord, let me first go and bury my father.”

21 อีกคนหนึ่งในพวกศิษย์ของพระองค์มาทูลพระองค์ว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ไปฝังศพบิดาข้าพระองค์ก่อน”

22 And Jesus said to him, “Follow Me, and leave the dead to bury their own dead.”

22 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “จงตามข้าพเจ้ามาเถิด   ปล่อยให้คนตายฝังคนตายของเขาเองเถิด”

Following Jesus means putting Him first before all other relationships. 

การติดตามพระเยซูหมายถึงการยกพระองค์เป็นลำดับแรกก่อนความสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งหมด

He comes before your family, before your friends.  

ทรงมาเป็นอันดับแรกก่อนครอบครัวของคุณ  ก่อนเพื่อนของคุณ

Back in verse 18 Jesus gave orders for His followers to join Him in going to the other side.  The book of Mark tells the same story. 

ย้อนกลับไปที่ข้อพระคัมภีร์ที่ 18 พระเยซูทรงรับสั่งให้เหล่าสาวกร่วมกับพระองค์โดยการข้ามไปยังอีกฟากฝั่ง   พระธรรมมาระโกบอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน

Mark มาระโก 4:35 35 On that day, when evening had come, he said to them, “Let us go across to the other side.”

35  เย็นวันนั้น   พระองค์ได้ตรัสแก่เหล่าสาวกทั้งหลายว่า   “ให้พวกเราข้ามไปฝั่งฟากข้างโน้นเถิด”

It is easy read the verse in Matthew or Mark and miss the part about going to the other side. 

มันเป็นเรื่องง่ายที่จะอ่านพระคัมภีร์ข้อนี้ในมัทธิวหรือมาระโก    และพลาดตอนเกี่ยวกับการข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง

I had missed it until I heard a sermon at a church in Washington D.C. 

ผมได้พลาดตอนนี้จนกระทั่งวันหนึ่งผมได้ฟังคำเทศนาที่คริสตจักรหนึ่งในกรุงวอชิงตันดีซี

I wanted Cindy to see our Nation’s capital before we moved to Thailand. 

ผมอยากที่จะให้ซินดี้เห็นเมืองหลวงของประเทศของเราก่อนที่เราจะย้ายไปอยู่ที่ประเทศไทย

I also thought how wonderful it would be for her to see the President of the United States while were there. 

ผมยังคิดว่าช่างยอดเยี่ยมสำหรับเธอที่ได้จะเห็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะอยู่ที่นั่น

But I thought that would be impossible, since we are unknown, unimportant people with no connections. 

แต่ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้    เนื่องจากผู้คนไม่รู้จักเรา  คนไม่สำคัญ ไม่มีการติด

ต่อเกี่ยวข้องกัน

They won’t let us anywhere near the Whitehouse, so it is unlikely we will see the President. 

พวกเขาจะไม่ยอมให้เราเข้าใกล้ทำเนียบขาว   จึงไม่น่าเป็นไปได้ที่เราจะเห็นท่านประธานาธิบดี

But I had heard that the President, George W. Bush at that time, attends the Episcopal Church behind the White House. 

แต่ผมเคยได้ยินว่าประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในเวลานั้นเข้าร่วมนมัสการในโบสถ์ที่อยู่ข้างหลังทำเนียบขาว

So I said to Cindy, “let’s go to church there.” 

ดังนั้นผมจึงพูดกับซินดี้ "ให้เราพากันไปโบสถ์นั้น"

But there were two service times.  I said, “If I were the President, I would go to the early service, let’s go then.”  So we did. 

แต่มีการนมัสการสองรอบ ผมพูดว่า "ถ้าผมเป็นประธานาธิบดีผมจะไปนมัสการรอบแรก ให้เราไปกันได้แล้ว"  ดังนั้นเราก็ไปเลย

As we got near the church, a man in a rain coat and suit with a wire in his ear, approached us. 

ในฐานะที่เราเข้ามาใกล้กับโบสถ์   ชายคนหนึ่งในชุดคลุมกันฝน และมีสายหูฟังเสียบที่หูของเขา  ได้เดินเข้ามาหาเรา

He asked, “Are you folks going to church, this morning?” 

เขาถามว่า "ท่านทั้งสองกำลังจะไปโบสถ์เช้าวันนี้หรือ"

“Yes, sir, we are”, I replied.  He said, “Well you can’t go this way, you must go around the block, the President is on his way.” 

"ใช่ครับ  เราจะไป" ผมตอบ เขากล่าวว่า " ครับ  คุณไม่สามารถไปทางนี้   คุณจะต้องไปอ้อมรอบอาคาร   ประธานาธิบดีกำลังมาทางนี้"

When we arrived at the church we had to go through all the security check, but after entering there were few people inside, most seats were empty. 

เมื่อเรามาถึงที่โบสถ์   เราต้องผ่านจุดตรวจสอบความปลอดภัยทั้งหมด แต่หลังจากที่เข้ามามีคนไม่กี่คนที่อยู่ภายใน    ที่นั่งส่วนใหญ่นั้นว่างเปล่า

I looked for signs that might say President, I didn’t want us to sit in the wrong place. 

We sat down in about the middle of the church middle row, near the middle aisle. 

ผมมองหาเครื่องหมายที่บอกว่าสำหรับประธานาธิบดี  ผมไม่ได้ต้องการให้เรานั่งผิดที่  เรานั่งลงประมาณตรงกลางของแถวกลางโบสถ์  อยู่ใกล้กับทางเดินตรงกลาง

More people came in, and then the left front side double doors opened and some men in coats with wires in their ears entered first, then the President and the First Lady entered and came down the middle aisle and then sat down right behind us! 

ผู้คนมากมายเข้ามาในห้องประชุม  แล้วประตู2 ชั้นด้านหน้าซ้ายก็เปิดออก  และผู้ชายบางคนในเสื้อโค้ท มีสายหูฟังเสียบในหูของพวกเขาเข้ามาก่อน   แล้วประธานาธิบดีและสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเดินเข้ามา    และเดินลงมาตามทางเดินตรงกลางแล้วนั่งลงตรงด้านหลังของเราพอดี!

It is difficult to listen to a message when the President and his wife are seated behind you. 

มันยากที่จะฟังคำเทศนา  เมื่อประธานาธิบดีและภรรยาของเขากำลังนั่งอยู่ข้างหลังคุณ

The pastor that morning spoke from Mark chapter 4 and the main thrust of his message was on going to the other side.

นักเทศน์ในเช้าวันนั้นสอนจากมาระโกบทที่ 4 และใจความหลักของเขาก็จะอยู่ที่ การข้ามไปอีกฟากหนึ่ง
What is the other side?  Well, for Jesus and His disciples it was going to the other side of the Sea of Galilee to a region they usually didn’t go to.

อีกด้านหนึ่งคืออะไร?  เออดี  สำหรับพระเยซูและสาวกของพระองค์  เป็นชายฝั่งทะเลกาลิลีอีกฟากฝั่งหนึ่ง  ไปยังภูมิภาคที่พวกเขามักจะไม่ได้ไป

What is the other side for you and for me? 

อีกด้านหนึ่งสำหรับคุณและสำหรับฉันคืออะไร

For Cindy and I going to the other side, was the other side of the world, from the USA to Thailand. 

สำหรับซินดี้และผม  การไปอีกฟากหนึ่ง   เป็นอีกฟากหนึ่งของโลก  จากอเมริกามายังประเทศไทย

Perhaps for you, it is going to the other side of the street, the other side of the village, the other side of the island, the other side of the country.   

บางทีสำหรับคุณ   ก็จะข้ามถนนไปอีกฟากหนึ่ง   อีกด้านหนึ่งของหมู่บ้าน  อีกด้านหนึ่ง ของเกาะ   อีกด้านหนึ่งของประเทศ

We go to the other side, to meet a need there. 

เราไปอีกฟากหนึ่ง เพื่อตอบสนองความต้องการที่นั่น

There are people on the other side who need the Gospel.   It is challenging to go to the other side.  Jesus and His disciples went through a storm to get to the other side.

มีผู้คนอีกฟากหนึ่งที่จำเป็นต้องการพระกิตติคุณ  มันเป็นความท้าทายที่จะไปยังฟากหนึ่ง พระเยซูและเหล่าสาวกของพระองค์ต้องฝ่าลมพายุเพื่อจะไปยังอีกฟากหนึ่ง

Mark มาระโก 4:36-41 36 And leaving the crowd, they took Him with them in the boat, just as He was. And other boats were with Him.

36 เมื่อลาประชาชนแล้ว   เขาจึงเชิญพระองค์เสด็จไปในเรือที่พระองค์ประทับอยู่นั้น   และมีเรืออื่นหลายลำไปด้วย

37 And a great windstorm arose, and the waves were breaking into the boat, so that the boat was already filling.

37 และพายุใหญ่ได้บังเกิดขึ้น   และคลื่นก็ซัดเข้าไปในเรือจนเรือจวนจะเต็มอยู่แล้ว

38 But He was in the stern, asleep on the cushion. And they woke Him and said to Him, “Teacher, do you not care that we are perishing?”

38 ฝ่ายพระองค์บรรทมหนุนหมอนหลับอยู่ที่ท้ายเรือ   เหล่าสาวกจึงมาปลุกพระองค์ทูลว่า   “อาจารย์เจ้าข้า   ข้าพเจ้าทั้งหลายกำลังจะจมอยู่แล้ว   ท่านไม่เป็นห่วงบ้างหรือ”

39 And He awoke and rebuked the wind and said to the sea, “Peace! Be still!” And the wind ceased, and there was a great calm.

39 พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลม   และตรัสแก่ทะเลว่า   “จงสงบเงียบซิ”   แล้วลมก็หยุด   คลื่นก็สงบเงียบทั่วไป

40 He said to them, “Why are you so afraid? Have you still no faith?”

40 พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า   “ทำไมเจ้ากลัว   เจ้าไม่มีความเชื่อหรือ”

41 And they were filled with great fear and said to one another, “Who then is this, that even wind and sea obey Him?”

41 ฝ่ายเขาก็เกรงกลัวนักหนา   และพูดกันและกันว่า   “ท่านนี้เป็นผู้ใดหนอ   จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน”

So Jesus Calms a Storm, even the wind and the waves obey Him.  Let’s look at Matthew’s account of the story.

ดังนั้นพระเยซูทรงทำให้พายุสงบ   แม้แต่ลมและคลื่นก็เชื่อฟังพระองค์  ให้เราดูที่เรื่องราวในพระธรรมมัทธิว

23 And when He got into the boat, His disciples followed Him.

23  เมื่อพระองค์เสด็จลงเรือ   พวกสาวกของพระองค์ก็ตามพระองค์ไป

24 And behold, there arose a great storm on the sea, so that the boat was being swamped by the waves; but He was asleep.

24 ดูเถิด   เกิดพายุใหญ่ในทะเลสาบจนคลื่นซัดท่วมเรือ   แต่พระองค์บรรทมหลับอยู่

25 And they went and woke Him, saying, “Save us, Lord; we are perishing.”

25 และพวกสาวกได้มาปลุกพระองค์   ทูลว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ขอพระองค์ทรงโปรดช่วยเถิด   พวกเรากำลังจะจมอยู่แล้ว”

26 And He said to them, “Why are you afraid, O you of little faith?” Then He rose and rebuked the winds and the sea, and there was a great calm.

26 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “เหตุไฉนจึงขลาดนัก   ช่างมีศรัทธาน้อยเสียจริงๆ”   แล้วพระองค์ทรงลุกขึ้นห้ามลมและทะเล   คลื่นลมก็สงบเงียบทั่วไป

27 And the men marveled, saying, “What sort of man is this, that even winds and sea obey Him?”

27 คนเหล่านั้นก็อัศจรรย์ใจพูดกันว่า   “ท่านผู้นี้เป็นคนอย่างไรหนอ   จนชั้นลมและทะเลก็เชื่อฟังท่าน”

They had been terrified by the terrible storm, thinking they were going to drown. 

พวกเขาพากันตกใจกลัวพายุที่รุนแรงนั้น  พวกเขาคิดว่ากำลังจะจมน้ำตาย

But now they were in awe of Jesus. 

แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในความยิ่งใหญ่ของพระเยซู

Who is this with us, that even the winds and the sea obey Him? 

คนนี้ที่อยู่กับเราคือผู้ใดกัน  แม้แต่ลมและทะเลก็ยังเชื่อฟังท่าน


Now this isn't the first time and the only experience of a tremendous storm that arose on the Sea of Galilee when Jesus got in this little boat. 

ตอนนี้ไม่ได้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกและเพียงเดียว   ที่เผชิญพายุอันน่ากลัวที่เกิดขึ้นในทะเลกาลิลี   เมื่อพระเยซูทรงประทับอยู่ในเรือลำเล็ก ๆ นี้

It is a common thing to have these storms. 

มันเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดพายุเหล่านี้

But this was a really bad storm, Jesus was sleeping and His disciples were very scared thinking they would drown.

แต่นี่เป็นพายุที่เลวร้ายจริงๆ  พระเยซูทรงกำลังบรรทมหลับ  และพวกสาวกของพระองค์ตกใจกลัวมากคิดว่าพวกเขาจะจมน้ำตาย

So Jesus showed his mastery over the elements Jesus said to his disciples, "Let us go over to the other side".

ดังนั้นพระเยซูทรงสำแดงอำนาจเหนือสิ่งเหล่านั้น   พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า "ให้เราข้ามทะเลไปยังอีกฟากหนึ่ง "

When Jesus said let's go over, there's no way you can go under.

เมื่อพระเยซูตรัส  ขอให้เราข้ามไปนั้น ไม่มีทางอื่นที่คุณสามารถลอดไปข้างใต้ได้

So when they woke him up and said Lord, don't you care if we perish?

ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้ปลุกพระองค์ลุกขึ้นและทูลว่า  พระเจ้าข้า  พระองค์ไม่ทรงสนใจว่าเรากำลังจะพินาศอยู่หรือ

He rebuked them, said, "Where's your faith?"

ทรงตำหนิพวกเขา  ตรัสว่า "ความเชื่อของพวกเจ้าหายไปไหน"

Did you hear Me say, let's go over to the other side? "Why are you fearful, O you of little faith?" 

พวกเจ้าได้ยินที่เราสั่งว่าให้เราข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งไหมล่ะ  "ทำไมพวกเจ้าตกใจกลัว โอ เจ้าผู้มีความเชื่อน้อย"

The disciples were I am sure glad, that Jesus was with them on that boat. 

ผมมั่นใจว่าพวกสาวกดีใจแน่ ที่ว่าพระเยซูทรงสถิตกับพวกเขาบนเรือนั้น

As the sea roared around them but suddenly with just a word from Jesus the sea was completely calm. 

ในขณะที่ทะเลคำรามรอบๆ ตัวพวกเขา แต่จู่ ๆ มีเพียงคำตรัสจากพระเยซู ทะเลก็สงบราบเรียบ

 

Matthew 8 part 3

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top