Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, May 18, 2016

 

Matthew 28 The Resurrection and Making Disciples

มัทธิวบทที่ 28 การคืนพระชนม์และการสร้างสาวก

The resurrection of Jesus is the very heart of Christianity.

การฟื้นคืนพระชนม์ของพ Jesus trials

พระเยซู การพิจารณาคดี


What trials did Jesus face before His crucifixion? During the trials He faced, was Jesus justly condemned for any crime?

พระเยซูทรงเผชิญการพิจารณาคดีใดก่อนที่ทรงถูกตรึงกางเขน  ในระหว่างที่ทรงเผชิญการพิจารณาคดี   พระองค์ทรงถูกกล่าวหาอาชญากรรมอย่างยุติธรรมหรือไม่


Question: "What trials did Jesus face before His crucifixion?"
คำถาม “พระเยซูทรงเผชิญการพิจารณาคดีใดก่อนที่ทรงถูกตรึงกางเขน "


Answer: The night of Jesus’ arrest, He was brought before Annas, Caiaphas, and an assembly of religious leaders called the Sanhedrin.

คำตอบ: ในคืนที่พระเยซูทรงถูกจับกุม  ทรงถูกนำมายืนต่อหน้าอันนาส  คายาฟาส และสภาผู้นำทางศาสนาที่เรียกว่าสภาแซนเฮดริน

John ยอห์น 18:19-24 19The high priest then questioned Jesus about his disciples and his teaching.

19มหาปุโรหิตก็ได้ถามพระเยซูถึงเหล่าสาวกของพระองค์   และคำสอนของพระองค์

20Jesus answered him, “I have spoken openly to the world. I have always taught in synagogues and in the temple, where all Jews come together. I have said nothing in secret.

20พระเยซูตรัสตอบท่านว่า   “เราได้กล่าวให้โลกฟังโดยเปิดเผย   เราสั่งสอนเสมอทั้งในธรรมศาลา   และที่ในบริเวณพระวิหาร   ที่พวกยิวเคยชุมนุมกัน   เราไม่ได้สอนสิ่งใดอย่างลับๆเลย

21Why do you ask me? Ask those who have heard me what I said to them; they know what I said.”

21ท่านถามเราทำไม   จงถามผู้ที่ได้ฟังเราว่า   เราได้พูดอะไรกับเขา   เขารู้ว่าเราสอนอะไร”

22When he had said these things, one of the officers standing by struck Jesus with his hand, saying, “Is that how you answer the high priest?”

22เมื่อพระองค์ตรัสดังนั้นแล้ว   เจ้าหน้าที่คนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ที่นั่นได้ตบพระพักตร์พระเยซูแล้วพูดว่า “เจ้าตอบมหาปุโรหิตอย่างนั้นหรือ”

23Jesus answered him, “If what I said is wrong, bear witness about the wrong; but if what I said is right, why do you strike me?”

23พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราพูดผิดจงเป็นพยานในสิ่งที่ผิดนั้น   แต่ถ้าเราพูดถูกท่านตบเราทำไม”

24Annas then sent him bound to Caiaphas the high priest.

24อันนาสจึงให้พาพระเยซูซึ่งถูกมัดอยู่ไปหาคายาฟาส   ผู้เป็นมหาปุโรหิตประจำการ

Matthew มัทธิว 26:57 57Then those who had seized Jesus led him to Caiaphas the high priest, where the scribes and the elders had gathered.

57ผู้ที่จับพระเยซูได้พาพระองค์ไปถึงบ้านคายาฟาสมหาปุโรหิตประจำการ ที่พวกธรรมาจารย์และพวกผู้ใหญ่ได้ประชุมกันอยู่ที่นั่น

After this He was taken before Pilate, the Roman governor, sent off to Herod, and returned to Pilate, who finally sentenced Him to death.
หลังจากนี้ทรงถูกนำพาไปประทับต่อหน้าปีลาต ผู้ว่าราชการโรมัน แล้วทรงถูกส่งไปพบเฮโรดและกลับไปยังปีลาตอีก ในที่สุดเขาก็ตัดสินให้ประหารชีวิตพระองค์

John ยอห์น 18:23 23Jesus answered him, “If what I said is wrong, bear witness about the wrong; but if what I said is right, why do you strike me?”

23พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราพูดผิดจงเป็นพยานในสิ่งที่ผิดนั้น แต่ถ้าเราพูดถูกท่านตบเราทำไม”

Luke ลูกา 23:7 7And when he learned that he belonged to Herod's jurisdiction, he sent him over to Herod, who was himself in Jerusalem at that time.

7เมื่อทราบแล้วว่าพระองค์ทรงเป็นคนอยู่ในท้องที่ของกษัตริย์เฮโรด ท่านจึงส่งพระองค์ไปหาเฮโรด ผู้กำลังพักอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น

Luke ลูกา 23:11-12 11And Herod with his soldiers treated him with contempt and mocked Jim. Then, arraying Him in splendid clothing, he sent Him back to Pilate.

11เฮโรดกับพวกทหารของท่านกระทำต่อพระองค์อย่างดูหมิ่นเยาะเย้ย เอาเสื้อที่งามยิ่งสวมให้พระองค์ และส่งกลับไปหาปีลาตอีก

12And Herod and Pilate became friends with each other that very day, for before this they had been at enmity with each other.

12ฝ่ายปีลาตกับเฮโรดคืนดีกันในวันนั้น ด้วยแต่ก่อนเป็นศัตรูกัน
There were six parts to Jesus’ trials: three stages in a religious court and three stages before a Roman court.

มีการพิจารณาคดีพระเยซู 6 ตอน ในศาลทางศาสนา 3 ตอนและ ต่อหน้าศาลโรมัน3 ตอน

Jesus was tried before Annas, the former high priest; Caiaphas, the current high priest; and the Sanhedrin.

พระเยซูทรงถูกพิจารณาคดีต่อหน้าอันนาส อดีตมหาปุโรหิต  คายาฟาส  มหาปุโรหิตคนปัจจุบัน  และสภาแซนเฮดริน

He was charged in these “ecclesiastical” trials with blasphemy, claiming to be the Son of God, the Messiah.
ทรงถูกตั้งข้อหาในการพิจารณาคดี “เกี่ยวกับพระสอนศาสนา” พร้อมข้อกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทต่อพระเจ้า  ที่ทรงประกาศว่าทรงเป็นบุตรของพระเจ้า พระเมสสิยาห์

The trials before Jewish authorities, the religious trials, showed the degree to which the Jewish leaders hated Him because they carelessly disregarded many of their own laws.

การพิจารณาคดีต่อหน้าผู้มีสิทธิอำนาจชาวยิว  การพิจารณาคดีทางศาสนา  แสดงให้เห็นความแรงที่ผู้นำชาวยิวเกลียดชังพระองค์  เพราะพวกเขาไม่เคารพธรรมบัญญัติของยิวเองหลายข้อ

There were several illegalities involved in these trials from the perspective of Jewish law:

มีการทำผิดธรรมบัญญัติหลายข้อ  เกี่ยวกับการพิจารณาคดีเหล่านี้ จากมุมมองของธรรมบัญญัติของยิว

No trial was to be held during feast time, and Jesus was tried during Passover.

ห้ามไม่ให้มีการพิจารณาคดีระหว่างเทศกาลเฉลิมฉลอง  และพระเยซูทรงถูกพิจารณาคดีในเทศกาลปัสกา

Each member of the court was to vote individually to convict or acquit, but Jesus was convicted by acclamation. 

สมาชิกแต่ละคนในศาลมีสิทธิ์ออกเสียงเป็นรายบุคคลที่จะตัดสินว่าผิดหรือว่าให้พ้นผิด  แต่พระเยซูทรงถูกตัดสินว่าผิดโดยเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี

If the death penalty was given, a night must pass before the sentence was carried out; however, only a few hours passed before Jesus was placed on the cross.

ถ้าใครถูกตัดสินว่าต้องโทษประหารชีวิต   ต้องผ่านไปหนึ่งคืนก่อนกระทำการตามคำตัดสินได้   แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงผ่านไปเท่านั้น  ก่อนที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขน

The Jews had no authority to execute anyone, yet they engineered Jesus’ execution.

ชาวยิวไม่มีสิทธิอำนาจสั่งประหารชีวิตผู้ใด   แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาตัดสินประหารพระเยซูได้

No trial was to be held at night, but this trial was held before dawn.

ห้ามไม่ให้มีการพิจารณาคดีในยามค่ำคืน  แต่การพิจารณาคดีนี้กระทำกันก่อนรุ่งสาง

The accused was to be given counsel or representation, but Jesus had none.

จำเลยต้องได้รับที่ปรึกษาให้คำแนะนำหรือตัวแทน  แต่พระเยซูไม่ทรงมีผู้ใดเลย

The accused was not to be asked self-incriminating questions, but Jesus was asked if He was the Christ.

จำเลยต้องไม่ถูกซักถามคำถามที่ระบุถึงตนเอง  แต่พระเยซูทรงถูกถามว่าทรงเป็นพระคริสต์หรือไม่
The trials before the Roman authorities started with Pilate after Jesus was beaten.

การพิจารณาคดีต่อหน้าเจ้าหน้าที่โรมันเริ่มต้นกับปีลาต  ภายหลังจากที่พระเยซูทรงถูกโบยตีก่อนแล้ว

John ยอห์น 18:23 23Jesus answered him, “If what I said is wrong, bear witness about the wrong; but if what I said is right, why do you strike me?”

23พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราพูดผิดจงเป็นพยานในสิ่งที่ผิดนั้น   แต่ถ้าเราพูดถูกท่านตบเราทำไม”

The charges brought against Him were very different from the charges in His religious trials.

ข้อกล่าวหาต่อพระองค์แตกต่างกันมากจากข้อกล่าวหาในเวลาพิจารณาคดีทางศาสนาของพระองค์

He was charged with inciting people to riot, forbidding the people to pay their taxes, and claiming to be king.

ทรงถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ายุยงประชาชนให้เกิดการจลาจล  ห้ามคนไม่ให้เสียภาษี และอ้างตัวว่าเป็นกษัตริย์

Pilate found no reason to kill Jesus, so he sent Him to Herod.

ปีลาตไม่พบว่ามีเหตุผลใดที่จะประหารพระเยซู  ดังนั้นท่านจึงส่งเขาต่อไปยังเฮโรด

Luke ลูกา 23:7 7And when he learned that he belonged to Herod's jurisdiction, he sent him over to Herod, who was himself in Jerusalem at that time.

7เมื่อทราบแล้วว่าพระองค์ทรงเป็นคนอยู่ในท้องที่ของกษัตริย์เฮโรด   ท่านจึงส่งพระองค์ไปหาเฮโรด   ผู้กำลังพักอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มในเวลานั้น

Herod had Jesus ridiculed but, wanting to avoid the political liability, sent Jesus back to Pilate.

เฮโรดได้ทำให้พระเยซูทรงถูกเยาะเย้ย  เขา ต้องการที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดทางการเมือง  จึงได้ส่งพระเยซูกลับไปหาปีลาต

Luke ลูกา 23:11-12 11And Herod with his soldiers treated him with contempt and mocked Him. Then, arraying him in splendid clothing, he sent Him back to Pilate.

11เฮโรดกับพวกทหารของท่านกระทำต่อพระองค์อย่างดูหมิ่นเยาะเย้ย   เอาเสื้อที่งามยิ่งสวมให้พระองค์   และส่งกลับไปหาปีลาตอีก

12And Herod and Pilate became friends with each other that very day, for before this they had been at enmity with each other.

12ฝ่ายปีลาตกับเฮโรดคืนดีกันในวันนั้น   ด้วยแต่ก่อนเป็นศัตรูกัน

This was the last trial, as Pilate tried to appease the animosity of the Jews by having Jesus scourged.

นี่คือการพิจารณาคดีครั้งสุดท้าย   เมื่อปีลาตพยายามที่จะเอาใจความเคียดแค้นของชาวยิวโดยการสั่งให้โบยตีพระเยซู

The Roman scourge is a terrible whipping, possibly of 39 lashes.

การโบยตีแบบโรมันเป็นการเฆี่ยนด้วยแส้ที่น่ากลัว  อาจจะลงแส้ 39 ที

In a final effort to have Jesus released, Pilate offered the prisoner Barabbas to be crucified and Jesus released, but to no avail.

ในความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะให้ปล่อยพระเยซู    ปีลาตได้เสนอให้ตรึงกางเขนนักโทษบารับบัส  และปล่อยพระเยซูไป   แต่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว

The crowds called for Barabbas to be released and Jesus to be crucified.

ฝูงชนได้ร้องตะโกนเรียกให้ปล่อยตัวบารับบัส   และพาพระเยซูไปตรึงที่กางเขน

Pilate granted their demand and surrendered Jesus to their will.

ปีลาตได้อนุญาตตามความต้องการของพวกเขา   และยอมปล่อยให้พวกเขาทำกับพระเยซูตามใจชอบ

Luke ลูกา 23:25 25He released the man who had been thrown into prison for insurrection and murder, for whom they asked, but he delivered Jesus over to their will.

25ท่านจึงปล่อยคนที่เขาขอนั้น   ซึ่งติดคุกอยู่เพราะการจลาจลและการฆ่าคน   แต่ท่านได้มอบพระเยซูไว้ตามใจเขา


The trials of Jesus represent the ultimate mockery of justice.

การพิจารณาคดีพระเยซูแสดงให้เห็นสิ่งที่ไม่บังควรที่สุดของกระบวนการยุติธรรม

Jesus, the most innocent man in the history of the world, was found guilty of crimes and sentenced to death by crucifixion.

พระเยซู  ผู้ทรงบริสุทธิ์ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก  ถูกกล่าวหาความผิดว่าก่ออาชญากรรม

และถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการตรึงกางเขนระเยซูเป็นหัวใจสำคัญของศาสนาคริสต์

The resurrection of Jesus Christ proves to us that He is indeed the Son of God, just as He claimed to be. 

การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์พิสูจน์ให้เราเห็นว่าทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง เหมือนอย่างที่ทรงประกาศว่าทรงเป็น

This also proves that His sacrifice for sin has been accepted and that the work of salvation is completed.

นอกจากนี้ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าการสละพระชนม์ของพระองค์   เป็นที่ยอมรับและแผนการแห่งความรอดสำเร็จครบถ้วน

Since the death, burial, and resurrection of Jesus Christ are so important to the Christian faith, it is no surprise that Satan has attacked the truth of the Resurrection.

เพราะความตาย  การฝังพระศพ  และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์มีความ

สำคัญต่อความเชื่อของคริสเตียน   จึงไม่แปลกใจว่าซาตานได้โจมตีความจริงเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์

The first lie that he had some believe was that the disciples came and stole Lord’s body but it is difficult to imagine how they could have done this.

การมุสาครั้งแรกที่มันทำให้บางคนเชื่อคือ    พวกสาวกได้มาและขโมยพระศพของพระเจ้าไป  แต่มันยากที่จะคิดนึกว่าพวกเขาได้ทำแบบนี้



To begin with, the tomb was carefully guarded and it would have been impossible for the frightened disciples to overpower the soldiers, open the tomb, and take the body. 

เริ่มต้นนั้น  อุโมงค์เก็บพระศพถูกยามเฝ้าอย่างแน่นหนา    และมันเป็นไปไม่ได้สำหรับสาวกผู้หวาดกลัว   ที่จะเอาชนะพวกทหารที่เฝ้า   เปิดอุโมงค์เก็บพระศพและพาพระศพไปเสีย

Besides the disciples themselves did not believe or understand that Jesus would be resurrected.  

นอกจากนี้  เหล่าสาวกเองก็ไม่ได้คิดหรือเข้าใจว่าพระเยซูจะทรงฟื้นคืนพระชนม์

So why would they try to take His body away, to pretend He had been resurrected? 

ดังนั้นทำไมพวกเขาจะพยายามที่จะลักพระศพของพระองค์ออกไป    เพื่อหลอกว่าพระองค์ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์หรือ

A second lie of Satan, is that Jesus did not really die on the cross but only fainted, and when He was put into the cool tomb, He revived.

คำมุสาที่สองของซาตานคือ   พระเยซูไม่ได้จริงๆสิ้นพระชนม์บนกางเขน  เพียงแต่เป็นลมหมดสติ   และเมื่อพระกายถูกใส่เข้าไปในอุโมงค์เก็บพระศพ  มันก็เย็นแล้วทรงฟื้นขึ้นมา

But Pilate carefully checked with the centurion to see whether Jesus was dead.

แต่ปีลาตตรวจสอบอย่างละเอียดกับนายร้อยเพื่อดูว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์แล้ว

The Roman soldiers who broke the legs of the two thieves knew that Jesus had died. 

ทหารโรมันที่ได้ทุบขาของโจรทั้งสอง   รู้ดีว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์

Furthermore, how could a “cool tomb” transform Christ’s body so that He could appear and disappear and walk through closed doors?

นอกจากนี้  "อุโมงค์เก็บศพเย็น" เปลี่ยนพระกายของพระคริสต์   เพื่อว่าพระองค์จะทรงปรากฏและหายไป   และทรงดำเนินผ่านประตูที่ปิดได้อย่างไร 

When the believers discovered that Jesus was alive, it made a tremendous difference in their lives.

เมื่อผู้เชื่อได้ค้นพบว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่    ก็เกิดความแตกต่างอย่างประหลาดในชีวิตของพวกเขา

1 Now after the Sabbath, toward the dawn of the first day of the week, Mary Magdalene and the other Mary went to see the tomb.

1 ภายหลังวันสะบาโต   เวลาใกล้รุ่งเช้าวันต้นสัปดาห์   มารีย์ชาวมักดาลากับมารีย์อีกคนหนึ่งนั้นมาดูอุโมงค์

2 And behold, there was a great earthquake, for an angel of the Lord descended from heaven and came and rolled back the stone and sat on it.

2 ในทันใดนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก   มีทูตของพระเจ้าองค์หนึ่ง   ได้ลงมาจากสวรรค์กลิ้งก้อนหินนั้นออกจากปากอุโมงค์   แล้วก็นั่งอยู่บนหินนั้น

3 His appearance was like lightning, and his clothing white as snow.

3สัณฐานของทูตนั้นเหมือนแสงฟ้าแลบ   เสื้อก็ขาวเหมือนหิมะ

4 And for fear of him the guards trembled and became like dead men.

4 ยามที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวทูตองค์นั้นจนตัวสั่นและเป็นเหมือนคนตาย

5  But the angel said to the women, “Do not be afraid, for I know that you seek Jesus who was crucified.

5 ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า   “อย่ากลัวเลย    ข้าพเจ้า รู้แล้วว่า   พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน

6He is not here, for He has risen, as He said. Come, see the place where He lay.

6 พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่   ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น   จงมาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น

7 Then go quickly and tell His disciples that He has risen from the dead, and behold, He is going before you to Galilee; there you will see Him. See, I have told you.”

7 แล้วจงรีบไปบอกพวกสาวกของพระองค์เถิดว่า   พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว   และพระองค์เสด็จไปยังแคว้นกาลิลีก่อนเจ้าทั้งหลาย   เจ้าทั้งหลายจะเห็นพระองค์ที่นั่น   นี่แหละ ข้าพเจ้าก็บอกเจ้าแล้ว”

8 So they departed quickly from the tomb with fear and great joy, and ran to tell His disciples.

8 หญิงเหล่านั้นก็ไปจากอุโมงค์โดยเร็ว   ทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมาก   วิ่งไปบอกพวกสาวกของพระองค์

9 And behold, Jesus met them and said, “Greetings!” And they came up and took hold of His feet and worshiped Him.

9 ดูเถิด  พระเยซูได้เสด็จพบเขาและตรัสว่า  “จงจำเริญเถิด”  หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์

10 Then Jesus said to them, “Do not be afraid; go and tell my brothers to go to Galilee, and there they will see me.”

10 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า  “อย่ากลัวเลย  จงไปบอกพวกพี่น้องของข้าพเจ้า  ให้ไปยังกาลิลี  จะได้พบข้าพเจ้าที่นั่น”

They went to prepare His body for burial, they found the stone rolled away and Jesus was alive!

พวกเขาได้รีบไปเตรียมพระศพของพระองค์เพื่อจัดการฝัง   พวกเขาได้พบว่าก้อนหินกลิ้งออกไปจากอุโมงค์แล้ว  และพระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่

We do not know at what time Jesus arose from the dead on the first day of the week, but it must have been very early on a Sunday morning.

เราไม่ทราบเวลาที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตายในวันต้นสัปดาห์ แต่ต้องเป็นเวลาเช้าตรู่มากของเช้าวันอาทิตย์

The earthquake and the angel opened the tomb, not to let Jesus out but to let the witnesses in.

แผ่นดินไหวและทูตสวรรค์ได้เปิดอุโมงค์ออก   ไม่ใช่เพื่อปล่อยให้พระเยซูเสด็จออก แต่เพื่อจะปล่อยให้พวกพยานเข้าไปดู

“Come and see, go and tell!” is the message the Church has to tell those who haven’t heard yet.

"มาดูไปและบอก!" เป็นข้อพระธรรมที่คริสตจักรต้องบอกบรรดาผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินเลย

Mary Magdalene had been especially helped by Jesus and was devoted to Him. 

มารีย์ มักดาลา ได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษจากพระเยซู  และนางได้อุทิศชีวิตแก่พระองค์

She was at the cross and then she was first at the tomb. 

เธอยืนรออยู่ที่กางเขน    และแล้วเธอก็เป็นคนแรกที่ไปถึงอุโมงค์

With Mary Magdalene, was Mary the mother of James; Joanna; and other devout women came to the tomb hoping to finish preparing their Lord’s body for burial.

ที่ไปกับมารีย์ มักดาลา  มีมารีย์มารดาของยากอบ; โจแอนนา; และผู้หญิงที่รักพระเจ้าคนอื่น ๆ มาถึงอุโมงค์เก็บพระศพ    เพื่อจะจัดเตรียมพระพระศพพระเจ้าของพวกเขาให้เสร็จสิ้นเพื่อทำพิธีฝัง

This was a sad labor of love that was changed into gladness when they discovered that Jesus was alive.

นี่คือการสำแดงความรักที่น่าเศร้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นความยินดี    เมื่อพวกเขาได้พบว่าพระเยซูยังทรงพระชนม์อยู่

“Who will roll the stone away for us?” the women wondered.

"ใครจะกลิ้งหินออกไปเพื่อเรา?"  พวกผู้หญิงสงสัย

The Roman soldiers would not break the Roman seal, especially for a group of mourning Jewish women.

ทหารโรมันจะไม่ทำลายตราประทับของโรมัน   โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อกลุ่มผู้หญิงชาวยิวที่เศร้าโศก


But God had solved the problem for them, the tomb was open already and there

 was no body to prepare

แต่พระเจ้าได้ทรงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแก่พวกเขา  อุโมงค์เก็บพระศพได้เปิดออกแล้วและไม่มีพระกายให้เตรียมพร้อมอะไร


Two angels appeared. 

ทูตสวรรค์ทั้งสององค์ปรากฏ

One spoke and said, “why do you look for the living among the dead, He has risen just as He said, come see the place where the Lord lay.” 

ทูตสวรรค์องค์หนึ่งพูดและบอกว่า "ทำไมพวกท่านมองหาคนเป็นในหมู่คนตาย   พระองค์ได้ทรงฟื้นขึ้นแล้ว   จงมาสิ มาดูสถานที่ที่พระเจ้าได้ทรงนอนลง"

Several times, Jesus had told His followers that He would suffer and die and be raised from the dead. 

หลายครั้ง   ที่พระเยซูได้ทรงสอนสาวกของพระองค์ว่า    พระองค์จะต้องทนทุกข์ทรมาน    และตายไปและจะฟื้นขึ้นจากความตาย

They were then told to go and tell. 

แล้วพวกเขาได้รับคำสั่งให้ไปและบอกข่าว

The women ran to tell the disciples the good news, but the men did not believe them! 

พวกผู้หญิงวิ่งไปบอกข่าวดีแก่พวกสาวก แต่ผู้คนไม่เชื่อพวกเขา

You would think the apostles would be greatly impressed by what the women told them, but notice their reaction: “And their words seemed to them as idle tales, and they believed them not” (Luke 24:11).

คุณคงคิดว่าพวกสาวกจะต้องประทับใจอย่างมากในสิ่งที่พวกผู้หญิงบอกข่าว แต่ขอให้สังเกตปฏิกิริยาของพวกเขาสิ  "ฝ่ายอัครทูตไม่เชื่อ   ถือว่าเป็นคำเหลวไหล" (ลูกา 24:11)

The Report of the Guard

รายงานของยามเฝ้า

11 While they were going, behold, some of the guard went into the city and told the chief priests all that had taken place.

11 เมื่อหญิงเหล่านั้นกำลังไป   มียามบางคนในพวกที่เฝ้าอุโมงค์นั้น   เข้าไปในเมืองเล่าเหตุการณ์ทั้งปวง   ซึ่งบังเกิดขึ้นนั้นให้พวกมหาปุโรหิตฟัง

12 And when they had assembled with the elders and taken counsel, they gave a sufficient sum of money to the soldiers

12 เมื่อพวกมหาปุโรหิตประชุมปรึกษากันกับพวกผู้ใหญ่แล้ว   ก็แจกเงินเป็นอันมากให้แก่พวกทหาร

13 and said, “Tell people, ‘His disciples came by night and stole Him away while we were asleep.’

13 สั่งว่า  “พวกเจ้าจงพูดว่า   'พวกสาวกของเขามาลักเอาศพไปในเวลากลางคืน  เมื่อเรานอนหลับอยู่'

14 And if this comes to the governor's ears, we will satisfy him and keep you out of trouble.”

14 ถ้าความนี้ทราบถึงหูเจ้าเมือง  เราจะพูดแก้ไขให้พวกเจ้าพ้นโทษ”

15 So they took the money and did as they were directed. And this story has been spread among the Jews to this day.

15 ครั้นพวกทหารได้รับเงินแล้วจึงทำตามคำแนะนำ   และความนี้ก็เลื่องลือไปในบรรดาพวกยิวจนทุกวันนี้




So the soldiers were paid a bribe to lie about Jesus, to say that His body was stolen.

ดังนั้นพวกทหารได้รับเงินสินบนเพื่อโกหกเกี่ยวกับพระเยซู   ให้บอกว่าพระศพของพระองค์ได้ถูกขโมยไป

The Great Commission

พระมหาบัญชา

16 Now the eleven disciples went to Galilee, to the mountain to which Jesus had directed them.

16  แต่สาวกสิบเอ็ดคนนั้น   ก็ได้ไปยังกาลิลี   ถึงภูเขาที่พระเยซูได้ทรงกำหนดไว้

17 And when they saw Him they worshiped Him, but some doubted.

17 และเมื่อเห็นพระองค์จึงกราบลงนมัสการ   แต่บางคนยังสงสัยอยู่

18And Jesus came and said to them, “All authority in heaven and on earth has been given to Me.

18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า   “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี   ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่ ข้าพเจ้า แล้ว

19 Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit,

19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของ ข้าพเจ้า    ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

20 teaching them to observe all that I have commanded you. And behold, I am with you always, to the end of the age.”

20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่ง ข้าพเจ้า ได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละ ข้าพเจ้า จะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”

Who are we to make disciples of, ourselves?  No!  Disciples of Jesus. 

เราคือใครหรือ  ที่จะสร้างเหล่าสาวกได้ด้วยตัวเอง    ไม่ได้  เหล่าสาวกของพระเยซู

First we must tell people the Good News, then trust God to do a work in our lives and in the lives of the new believers to teach them to obey the Lord and become more like Him, to become His disciple, as we ourselves are doing. 

ก่อนอื่น  เราต้องบอกผู้คนเรื่องข่าวดีนั้น  แล้ววางใจว่าพระเจ้าจะทรงทำกิจในชีวิตของเรา  และในชีวิตของผู้เชื่อใหม่  เพื่อจะสอนให้พวกเขาที่จะเชื่อฟังพระเจ้า  และกลาย

เป็นเหมือนพระองค์มากขึ้น   จนกลายเป็นสาวกของพระองค์  อย่างที่เราเองกำลังทำอยู่

Let us make disciples of Jesus; let us lead others to depend directly on the Holy Spirit and the Word of God, not on us.

ขอให้เราสร้างสาวกของพระเยซู; ให้เรานำคนอื่นพึ่งพาโดยตรงต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์   และพระวจนะของพระเจ้า   ไม่ใช่พึ่งตัวเรา

In this way the ones whom we disciple may free themselves from our errors, since we all err. 

ด้วยวิธีนี้    คนที่เรานำมาเป็นสาวกจะเป็นอิสระจากความผิดพลาดของเรา   เพราะเราทุกคนทำผิดพลาด

While we are going about our lives we are to be making disciples. 

ขณะที่เรากำลังดำเนินชีวิตของเรา   เราต้องสร้างสาวกไปด้วย

This is a command from Jesus who has all authority.  verse 20 says: "teaching them to keep everything that I have commanded you."

นี่คือพระบัญชาจากพระเยซู   ผู้ทรงมีสิทธิอำนาจทั้งสิ้น ข้อ 20 กล่าวว่า " จงไปสอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้"

That means that making disciples involves teaching.

นั่นหมายความว่าการสร้างสาวกเกี่ยวข้องกับการสอน



But, teaching what? Teaching to keep (that is, obey) everything that Jesus commanded.

แต่จะสอนอะไร? สอนเพื่อให้รักษา (นั่นคือเชื่อฟัง) ทุกอย่างที่พระเยซูตรัสสั่งไว้

But since one doesn't obey something he doesn't know about, we must begin by teaching the commands themselves, all of them. 

แต่เพราะว่าคนไม่เชื่อฟังสิ่งที่เขาไม่รู้จัก   เราจะต้องเริ่มต้นด้วยการสอนพระบัญชาทั้งหมดแก่พวกเขาทุกคน

To be a disciple of Jesus requires total commitment to Him. 

การเป็นสาวกของพระเยซู  เราต้องมุ่งมั่นถวายตัวเพื่อพระองค์

So we are to be disciples of the Lord ourselves and be about the work of discipling others. 

ดังนั้นเราเองต้องเป็นสาวกขององค์พระเจ้า   และจะเริ่มทำการสร้างสาวกคนอื่น ๆ

The best discipling is within our native language, so you will be better at discipling others in this village than I will.

การสอนให้เป็นสาวกที่ดีที่สุดใช้ภาษาพื้นเมืองของเรา   ดังนั้นจะดีกว่า  เพราะคุณจะสอนคนในหมู่บ้านให้เป็นสาวกนี้ได้ดีกว่าผม

The main command in this Great Commission is to “make disciples.”

พระบัญชาหลักในพระมหาบัญชานี้คือการ "สร้างสาวก".

Three specific parts are given.

แบ่งออกเป็นสามส่วนเป็นพิเศษ


First, a disciple is a person willing to “go” make disciples of others.

ประการแรก  สาวกคือเป็นคนที่เต็มใจที่จะ "ไป" สร้างคนอื่นๆ เป็นสาวก

The early followers of Jesus boldly taught the message of the risen Jesus, often facing intense persecution in the process.

สาวกของพระเยซูในสมัยแรกมีใจกล้าหาญสั่งสอนข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูทรงฟื้นพระชนม์    มักจะเผชิญการกดขี่ข่มเหงรุนแรงตลอดที่พวกเขารับใช้

Yet within a century, churches had emerged across the entire Mediterranean area.

แต่ภายในหนึ่งศตวรรษ ได้เกิดคริสตจักรทั่วดินแดนแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด


Second, disciples challenge those they encounter to be baptized.

ประการที่สอง พวกสาวกเชิญชวนบรรดาคนที่พวกเขาพบเพื่อให้รับบัพติสมา

Baptism represents acceptance of Christ and a commitment to follow His teachings.

บัพติศมาแสดงให้เห็นถึงการยอมรับพระคริสต์   และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์

While baptism is not what saves a person, it is the public confession of allegiance to Christ and willingness to enter into Christian discipleship.

ในขณะที่การรับบัพติสมาไม่ได้เป็นเครื่องช่วยคนให้รอดได้  มันเป็นคำสารภาพต่อหน้าประชาชนว่าจะยอมมอบถวายตัวต่อพระคริสต์   และมีความตั้งใจที่จะเข้าสู่การเป็นสาวกคริสเตียน


Third, a disciple teaches others the way of Jesus.

ประการที่สาม   สาวกคือผู้ที่สอนคนอื่น ๆ ทางของพระเยซู

While only some believers are gifted in teaching, all believers are called to share what they know about Jesus with others growing in their knowledge of Christ.

ขณะที่ผู้เชื่อบางคนมีตะลันต์ในการสอน   ผู้เชื่อทุกคนได้ถูกเรียกให้มาแบ่งปันสิ่งที่พวกเขารู้เกี่ยวกับพระเยซูกับคนอื่น ๆ ที่กำลังเติบโตรู้จักพระเยซูคริสต์


Do you believe that Jesus is the Son of God? 

คุณเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าหรือไม่

Do you believe that He died on the cross for you? 

คุณเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อคุณหรือไม่

Do you believe that He came alive from the dead on the third day? 

คุณเชื่อว่าพระองค์ทรงคืนพระชนม์มาจากความตายในวันที่สามหรือไม่

Have you asked Him to be your Savior?  

คุณเคยทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณหรือไม่

If you have already believed are you telling others? 

หากคุณมีความเชื่ออยู่แล้ว   คุณจะบอกคนอื่น ๆ ไหม

Just as the women did, we must run and tell the Good News! 

เช่นเดียวกับพวกผู้หญิง   เราต้องวิ่งออกไปและบอกข่าวดี!

And we must make disciples.

และเราจะต้องสร้างสาวก

 

Jesus Trials

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top