Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, May 31, 2016

 

love of Christ

ความรักของพระคริสต์


What is the love of Christ? Why does Christ love us? How much does Christ love us?

ความรักของพระคริสต์คืออะไร ทำไมพระคริสต์ทรงรักเรา พระคริสต์ทรงรักเรามากแค่ไหน


Question: "What is the love of Christ?"

คำถาม ความรักของพระคริสต์คืออะไร

Answer: The phrase “love of Christ,” as opposed to “love for Christ,” refers to the love that He has toward mankind.

คำตอบ วลี “ความรักของพระคริสต์” ตรงข้ามกับ “ความรักเพื่อพระคริสต์” หมายถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษยชาติ

His love can be briefly stated as His willingness to act in our best interest, especially in meeting our greatest need, even though it cost Him everything and even though we were completely unworthy of such love.
กล่าวได้ย่อๆ ว่า ความรักของพระองค์คือพระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะกระทำเพื่อผลดีที่สุดแก่เรา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสนองความต้องการมากที่สุดของเรา   แม้ว่ามันจะทำให้พระองค์ทรงสูญเสียทุกอย่าง   และแม้ว่าเราไม่คู่ควรกับความรักของพระองค์เลย

Though Christ Jesus, being God in nature, existed from the beginning of time with God the Father (John 1:1) and the Holy Spirit, He willingly left His throne to become a man, that He might pay the penalty for our sin so that we would not have to pay for it for all eternity in the lake of fire.

แม้ว่าพระเยซูคริสต์   ผู้ทรงเป็นพระเจ้าในธรรมชาติ    ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่ปฐมกาลกับพระเจ้าพระบิดา (ยอห์น1:1)  และพระวิญญาณบริสุทธิ์   พระองค์ทรงเต็มพระทัยที่สละพระบัลลังก์ของพระ

องค์   เพื่อมาเป็นคนธรรมดา   พระองค์ทรงยอมชดใช้ค่าปรับแทนความผิดบาปของเรา  เพื่อว่าเราจะไม่ต้องรับโทษนิรันดร์ในบึงไฟนรก

John ยอห์น 1:1-14 1In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

2He was in the beginning with God.

2ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า

3All things were made through Him, and without Him was not anything made that was made.

3พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ

4In Him was life, and the life was the light of men.

4พระองค์ทรงเป็นแหล่งชีวิต และชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์

5The light shines in the darkness, and the darkness has not overcome it.

5ความสว่างส่องเข้ามาในความมืด และความมืดหาได้ชนะความสว่างไม่  

6There was a man sent from God, whose name was John.

6มีชายคนหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้มาชื่อยอห์น

7He came as a witness, to bear witness about the light, that all might believe through him.

7ท่านมาเพื่อเป็นสักขีพยาน เพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น เพื่อคนทั้งปวงจะได้มีความเชื่อเพราะท่าน

8He was not the light, but came to bear witness about the light.

8ท่านไม่ใช่ความสว่างนั้น แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น  

9The true light, which enlightens everyone, was coming into the world.

9ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้   แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก

10He was in the world, and the world was made through Him, yet the world did not know Him.

10พระองค์ทรงอยู่ในโลก ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทางพระองค์ แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่  

11He came to His own, and His own people did not receive Him.

11พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ได้ต้อนรับพระองค์

12But to all who did receive Him, who believed in His name, He gave the right to become children of God,

12แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

13who were born, not of blood nor of the will of the flesh nor of the will of man, but of God.

13ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ หรือกาม หรือความประสงค์ของมนุษย์   แต่เกิดจากพระเจ้า  

14And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen His glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

Revelation วิวรณ์ 20:11-15 1Then I saw an angel coming down from heaven, holding in his hand the key to the bottomless pit and a great chain.

1แล้วข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์องค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ ท่านถือลูกกุญแจของบาดาลนั้น   และถือโซ่ใหญ่

2And he seized the dragon, that ancient serpent, who is the devil and Satan, and bound him for a thousand years,

2และท่านได้จับพญานาคซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ผู้ซึ่งเป็นพญามารและซาตานและมัดมันไว้พันปี

3and threw him into the pit, and shut it and sealed it over him, so that he might not deceive the nations any longer, until the thousand years were ended. After that he must be released for a little while.

3แล้วทิ้งมันลงไปในบาดาลนั้น   แล้วได้ลั่นกุญแจประทับตรา เพื่อไม่ให้มันล่อลวงบรรดาประชาชนได้อีกต่อไป จนครบกำหนดพันปีแล้วจึงจะต้องปล่อยมันออกไปชั่วขณะหนึ่ง  

4Then I saw thrones, and seated on them were those to whom the authority to judge was committed. Also I saw the souls of those who had been beheaded for the testimony of Jesus and for the word of God, and who had not worshiped the beast or its image and had not received its mark on their foreheads or their hands. They came to life and reigned with Christ for a thousand years.

4ข้าพเจ้าได้เห็นบัลลังก์หลายบัลลังก์   และผู้ที่นั่งบนบัลลังก์นั้น   เป็นผู้ที่จะพิพากษา   และข้าพเจ้ายังได้เห็นดวงวิญญาณของคนทั้งปวงที่ถูกตัดศีรษะ   เพราะเป็นพยานของพระเยซูและเพราะพระวจนะของพระเจ้า และผู้ที่ไม่ได้บูชาสัตว์ร้ายนั้นหรือรูปของมัน   และไม่ได้ติดเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากหรือที่มือของเขา คนเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาใหม่ และได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์เป็นเวลาพันปี

5The rest of the dead did not come to life until the thousand years were ended. This is the first resurrection.

5นอกจากคนเหล่านี้คนอื่นๆ ที่ตายแล้วไม่ได้กลับมีชีวิตอีกจนกว่าจะครบกำหนดพันปี   นี่แหละคือการฟื้นจากความตายครั้งแรก

6Blessed and holy is the one who shares in the first resurrection! Over such the second death has no power, but they will be priests of God and of Christ, and they will reign with Him for a thousand years.

6ผู้ใดที่ได้มีส่วนในการฟื้นจากความตายครั้งแรกก็เป็นสุขและบริสุทธิ์ ความตายครั้งที่สองจะไม่มีอำนาจเหนือคนเหล่านั้น แต่เขาจะเป็นปุโรหิตของพระเจ้าและของพระคริสต์   และจะครอบครองร่วมกับพระองค์ตลอดเวลาพันปี  

7And when the thousand years are ended, Satan will be released from his prison

7ครั้นพันปีล่วงไปแล้ว   ก็จะปล่อยซาตานออกจากคุกที่ขังมันไว้

8and will come out to deceive the nations that are at the four corners of the earth, Gog and Magog, to gather them for battle; their number is like the sand of the sea.

8และมันจะออกไปล่อลวงบรรดาประชาชาติทั้งสี่ทิศของแผ่นดินโลก   คือโกกและมาโกก   ให้คนมาชุมนุมกันทำศึกสงคราม จำนวนคนเหล่านั้นมากมายดุจเม็ดทรายที่ทะเล

9And they marched up over the broad plain of the earth and surrounded the camp of the saints and the beloved city, but fire came down from heaven and consumed them,

9และคนเหล่านั้นยกขบวนออกไปทั่วแผ่นดินโลก และล้อมกองทัพของพวกธรรมิกชน   และนครอันเป็นที่รักนั้นไว้ แต่ไฟได้ตกลงมาจากสวรรค์เผาผลาญคนเหล่านั้น

10and the devil who had deceived them was thrown into the lake of fire and sulfur where the beast and the false prophet were, and they will be tormented day and night forever and ever.

10ส่วนพญามารที่ล่อลวงเขาเหล่านั้นก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน ที่สัตว์ร้ายและคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะตกอยู่ในนั้น และมันต้องทนทุกข์ทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์

11Then I saw a great white throne and him who was seated on it. From his presence earth and sky fled away, and no place was found for them.

11ข้าพเจ้าได้เห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นท่านผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น เมื่อพระองค์ทรงปรากฏแผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป และไม่มีที่อยู่สำหรับแผ่นดินโลกและท้อง

ฟ้าเลย

12And I saw the dead, great and small, standing before the throne, and books were opened. Then another book was opened, which is the book of life. And the dead were judged by what was written in the books, according to what they had done.

12ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดาผู้ที่ตายแล้ว ทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น และหนังสือต่างๆก็เปิดออก หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือชีวิต และผู้ที่ตายไปแล้วทั้งหมด ก็ถูกพิพากษาตามข้อความที่จารึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น   และตามที่เขาได้กระทำ

13And the sea gave up the dead who were in it, Death and Hades gave up the dead who were in them, and they were judged, each one of them, according to what they had done.

13ทะเลก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่ตายในทะเล   ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น และคนทั้งหลายก็ถูกพิพากษา ตามการกระทำของตนหมดทุกคน

14Then Death and Hades were thrown into the lake of fire. This is the second death, the lake of fire.

14แล้วความตาย   และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ   บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง

15And if anyone's name was not found written in the book of life, he was thrown into the lake of fire.

15และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต   ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ

Because mankind’s sin has been paid for by our sinless Savior Jesus Christ, God who is just and holy can now forgive our sins when we accept Christ Jesus’ payment as our own.

เพราะบาปของมนุษยชาติได้รับการชดใช้  โดยพระผู้ช่วยให้รอดที่ปราศจากบาป  คือพระเยซูคริสต์  พระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมและบริสุทธิ์  ทรงยกความผิดบาปของเราตอนนี้ได้ เมื่อเรายอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้ทรงชดใช้แทนบาปของเราเอง

Romans โรม 3:21-26 21But now the righteousness of God has been manifested apart from the law, although the Law and the Prophets bear witness to it—

21แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า   ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ   ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่

22the righteousness of God through faith in Jesus Christ for all who believe. For there is no distinction:

22คือความชอบธรรมของพระเจ้า   ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์แก่ทุกคนที่เชื่อ   เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน

23for all have sinned and fall short of the glory of God,

23เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

24and are justified by his grace as a gift, through the redemption that is in Christ Jesus,

24แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว

25whom God put forward as a propitiation by his blood, to be received by faith. This was to show God's righteousness, because in his divine forbearance he had passed over former sins.

25พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ลบล้างพระอาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์   โดยความเชื่อจึงได้ผล   ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็นความชอบธรรมของพระเจ้า   ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย   และทรงยกบาปที่ได้ทำไปแล้วนั้น

26It was to show His righteousness at the present time, so that He might be just and the justifier of the one who has faith in Jesus.

26และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม   และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย  

Thus, Christ’s love is shown in His leaving His home in heaven, where He was worshipped and honored as He deserved, to come to earth as a man where He would be mocked, betrayed, beaten, and crucified on a cross to pay the penalty for our sin, rising again from the dead on the third day.

ดังนั้น ความรักของพระคริสต์   ที่ได้ทรงสำแดงโดยพระองค์ทรงออกจากสวรรค์สถาน   สถานที่ทรงได้รับการนมัสการสรรเสริญตามที่ทรงสมควรได้รับ   เสด็จเข้ามาในโลกนี้   ที่ซึ่งทรงถูกเยาะเย้ย ทรยศ  เฆี่ยนตีและตรึงบนกางเขน   ต้องทรงชดใช้ความบาปของเรา    ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม

He considered our need of a Savior from our sin and its penalty as more important than His own comfort and life.

ทรงเห็นว่าเราจำเป็นต้องมีพระผู้ช่วยให้รอดจากบาปของเราและพ้นจากการลงโทษ ทรงนับว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าชีวิตสุขสบายของพระองค์เอง

Philippians ฟีลิปปี 2:3-8 3Do nothing from rivalry or conceit, but in humility count others more significant than yourselves.

3อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี   แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว

4Let each of you look not only to his own interests, but also to the interests of others.

4อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว   แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย

5Have this mind among yourselves, which is yours in Christ Jesus, 

5ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์

6who, though He was in the form of God, did not count equality with God a thing to be grasped,

6ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า   แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ

7but made Himself nothing, taking the form of a servant, being born in the likeness of men.

7แต่ได้กลับทรงสละ   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์

8And being found in human form, He humbled Himself by becoming obedient to the point of death, even death on a cross.

8และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว   พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา   กระทั่งความมรณาที่กางเขน
Sometimes people may give their lives willingly for ones they deem as worthy—a friend, a relative, other “good” people—but Christ’s love goes beyond that.

บางครั้งผู้คนอาจจะเต็มใจสละชีวิตของตนเพื่อเห็นแก่คนที่พวกเขาคิดว่ามีค่า- ได้แก่ เพื่อน ญาติ  คนอื่นๆ แต่ความรักของพระคริสต์อยู่สูงเหนือกว่านั้น

Christ’s love extends to those most unworthy of it. He willingly took the punishment of those who tortured Him, hated Him, rebelled against Him, and cared nothing about Him, those who were most undeserving of His love.

ความรักของพระคริสต์ขยายขอบเขตไปถึงบรรดาผู้ที่ไม่คู่ควรที่สุดกับสิ่งนั้น   ทรงเต็มพระทัยที่จะรับโทษแทนผู้ที่ได้ทรมานพระองค์   ที่เกลียดชังพระองค์  ที่ต่อต้านต่อพระองค์ ไม่สนใจอะไรพระองค์   และเหล่าคนที่ไม่สมควรที่สุดกับความรักของพระองค์

Romans โรม 5:6-8 6For while we were still weak, at the right time Christ died for the ungodly.

6ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง   พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม

7For one will scarcely die for a righteous person—though perhaps for a good person one would dare even to die—

7ไม่ใคร่จะมีใครตายเพื่อคนตรง   แต่บางทีจะมีคนอาจตายเพื่อคนดีก็ได้

8but God shows His love for us in that while we were still sinners, Christ died for us.

8แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย   คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น   พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา

He gave the most He could give for those who deserved it the least!

ทรงประทานให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้แก่ผู้ที่สมควรได้รับน้อยที่สุด!

Sacrifice, then, is the essence of godly love, called agape love.

เช่นนั้น การเสียสละ เป็นแก่นแท้ของความรักแบบพระเจ้า ที่เรียกว่า รักแบบอากาเป้

This is God-like love, not man-like love.

นี่คือความรักตามแบบของพระเจ้า   ไม่เหมือนรักแบบที่คนเรารักกัน

Matthew มัทธิว 5:43-48 43“You have heard that it was said, ‘You shall love your neighbor and hate your enemy.’

43“ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า   จงรักคนสนิท   และเกลียดชังศัตรู

44But I say to you, Love your enemies and pray for those who persecute you,

44ฝ่ายเราบอกท่านว่า   จงรักศัตรูของท่าน   และจงอธิษฐานเพื่อผู้ที่ข่มเหงท่าน

45so that you may be sons of your Father who is in heaven. For he makes his sun rise on the evil and on the good, and sends rain on the just and on the unjust.

45ทำดังนี้แล้วท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์   เพราะ

ว่าพระองค์ทรงให้ดวงอาทิตย์ของพระองค์  ขึ้นส่องสว่างแก่คนดีและคนชั่วเสมอ และให้

ตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม

46For if you love those who love you, what reward do you have? Do not even the tax collectors do the same?

46แม้ว่าท่านรักผู้ที่รักท่าน   จะได้บำเหน็จอะไร   ถึงพวกเก็บภาษีก็ยังกระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ

47And if you greet only your brothers, what more are you doing than others? Do not even the Gentiles do the same?

47ถ้าท่านทักทายแต่พี่น้องของตนฝ่ายเดียว   ท่านได้กระทำอะไรเป็นพิเศษยิ่งกว่าคนทั้งปวงเล่า   ถึงคนต่างชาติก็กระทำอย่างนั้นมิใช่หรือ

48You therefore must be perfect, as your heavenly Father is perfect.

48เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ   เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ
This love which He demonstrated toward us on the cross is just the beginning.

ความรักแบบนี้ซึ่งทรงสำแดงต่อเราบนกางเขนเป็นเพียงการเริ่มต้น

When we place our trust in Him as our Savior, He makes us God’s children, co-heirs with Him!

เมื่อเราไว้วางใจในพระองค์ว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา   พระองค์ทรงรับเราให้เป็นบุตรของพระองค์ ได้รับมรดกร่วมกันกับพระองค์!

He comes to dwell within us through His Holy Spirit, promising that He will never leave us or forsake us.

ทรงเสด็จมาประทับภายในเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์   ทรงสัญญาว่าจะไม่ทรงละจากเราหรือทอดทิ้งเรา

Hebrews ฮีบรู 13:5-6 5Keep your life free from love of money, and be content with what you have, for he has said, “I will never leave you nor forsake you.”

5ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน   จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่   เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า   เราจะไม่ละท่าน หรือทอดทิ้งท่านเลย

6So we can confidently say, “The Lord is my helper; I will not fear; what can man do to me?”

6เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไม่กลัว มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า  

Thus, we have a loving companion for life.

ดังนั้น  เราจึงมีสหายที่รักในชีวิต

And no matter what we go through, He is there, and His love is ever available to us.

และไม่ว่าเราผ่านสิ่งใดในชีวิต  พระองค์ทรงประทับอยู่ด้วย และทรงมีความรักพร้อมบริบูรณ์สำหรับเรา

Romansโรม 8:35 35Who shall separate us from the love of Christ? Shall tribulation, or distress, or persecution, or famine, or nakedness, or danger, or sword?

35แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า   จะเป็นความทุกข์   หรือความยากลำบาก   หรือการเคี่ยวเข็ญ   หรือการกันดารอาหาร   หรือการเปลือยกาย   หรือการถูกโพยภัย   หรือการถูกคมดาบหรือ

But as He rightfully reigns as a benevolent King in heaven, we need to give Him the position He deserves in our lives as well, that of Master and not merely companion.

แต่เมื่อพระองค์ทรงครองด้วยความชอบธรรม  เป็นกษัตริย์ที่เมตตากรุณาในสวรรค์  เราควรเชิญให้พระองค์ทรงประทับที่ทรงสมควรในชีวิตของเราด้วย ให้ทรงเป็นเจ้านายและไม่เพียงแค่พระสหายเท่านั้น

It is only then that we will experience life as He intended and live in the fullness of His love.

นั่นคือเราจะได้สัมผัสกับชีวิตที่ทรงปรารถนา และอยู่ในความรักที่บริบูรณ์ของพระองค์

John ยอห์น 10:10 10The thief comes only to steal and kill and destroy. I came that they may have life and have it abundantly.

10ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย   เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต   และจะได้อย่างครบบริบูรณ์

 

Love of Christ and Kenosis

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top