Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, June 10, 2016

 

5

7th Station of the Cross: Jesus takes up His cross.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่ 7 พระเยซูทรงแบกกางเขน

Mark มาระโก 15:20 20And when they had mocked Him, they stripped Him of the purple cloak and put His own clothes on Him. And they led Him out to crucify Him.

20เมื่อเยาะเย้ยพระองค์แล้ว   เขาถอดเสื้อสีม่วงนั้นออก   แล้วเอาฉลองพระองค์สวมให้   และนำพระองค์ออกไปเพื่อจะตรึงเสียที่กางเขน
When Jesus took up His cross, He was carrying more than wood.

เมื่อพระเยซูทรงแบกกางเขน พระองค์ทรงแบกหนักยิ่งกว่าไม้

Unknown to the many spectators that day, Jesus was carrying the sins of mankind, facing the punishment those sins deserved, which He was about to suffer on man’s behalf.

ผู้ชมที่เฝ้าดูมากมายในวันนั้นไม่เข้าใจ  พระเยซูทรงแบกบาปของมนุษย์  ทรงแบกรับการลงโทษบาปของผู้ที่สมควรได้รับ    ซึ่งพระองค์กำลังจะต้องทนทุกข์ทรมานเพราะเห็นแก่มนุษย์

Matthew มัทธิว 16:24 24Then Jesus told His disciples, “If anyone would come after me, let him deny himself and take up his cross and follow me.

24ขณะนั้นพระเยซูจึงตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามาให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง   และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา

He also reveals that this is not an option:

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเปิดเผยให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เป็นทางเลือก:

Matthew มัทธิว 10:38 38And whoever does not take his cross and follow me is not worthy of me.

38และผู้ใดที่ไม่รับเอากางเขนของตนตามเราไป   ผู้นั้นก็ไม่มีค่าควรกับเรา

Taking up our cross, an instrument of death, means dying to self in order to live as completely new creations in service and obedience to Christ.

จงแบกกางเขนของเราเอง   ตราสารแห่งความตาย  หมายถึงตายต่อตนเองเพื่อมีชีวิต  เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่ที่สมบูรณ์เพื่อการรับใช้และการเชื่อฟังพระคริสต์

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation. The old has passed away; behold, the new has come.

17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

This means surrendering to God our will, our affections, our ambitions, and our desires.

นี่หมายถึงการยอมละทิ้งเพื่อพระเจ้า  ความตั้งใจของเรา  ความรักใคร่ของเรา  ความทะเยอทะยานของเรา   และความปรารถนาของเรา

We are not to seek our own happiness as the supreme object, but be willing to renounce all and lay down our lives also, if required.
เราต้องไม่แสวงหาความสุขของเราเองโดยถือเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่จะยินดีที่จะสละทุกอย่าง   และวางชีวิตของเราลงด้วย ถ้าหากจำเป็น


8th Station of the Cross: Simon of Cyrene helps Jesus carry His cross.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่ 8 ซีโมนชาวไซรีน ช่วยพระเยซูแบกกางเขน

Luke ลูกา 23:26 26And as they led Him away, they seized one Simon of Cyrene, who was coming in from the country, and laid on him the cross, to carry it behind Jesus.

26เมื่อเขาพาพระองค์ออกไป   เขาเกณฑ์ซีโมนชาวไซรีนที่มาจากบ้านนอก   แล้วเอากางเขนวางบนเขาให้แบกตามพระเยซูไป
Simon of Cyrene might be considered a victim of circumstance.

ซีโมน ชาวไซรีน อาจจะถูกคัดให้เป็นผู้รับเคราะห์ในสถานการณ์

He had most likely come to Jerusalem for the Passover festivities and probably knew little about the proceedings at hand.

เป็นไปได้มากที่สุดที่เขามาถึงกรุงเยรูซาเล็มเพื่องานเทศกาลปัสกา   และอาจจะรู้บ้างเล็กน้อย  เกี่ยวกับกระบวนการทั้งหลายที่ใกล้จะมาถึง

We know very little about Simon of Cyrene since he is not mentioned in the Bible after he helped to carry the cross upon which Jesus would be nailed.

เรารู้เกี่ยวกับซีโมน ชาวไซรีน น้อยมาก เพราะว่าไม่ได้กล่าวถึงเขาในพระคัมภีร์  หลังจากที่เขาได้ช่วยแบกกางเขนไป เพื่อพระเยซูจะทรงถูกตอกตะปู

Ordered to help by the Roman soldiers, Simon did not resist, most likely fearing for his own life in light of the situation at hand.

ได้รับคำสั่งให้ช่วยโดยทหารโรมัน  ซีโมนก็ไม่ได้ขัดขืน  เป็นไปได้ว่าเพราะเกรงกลัวเรื่องชีวิตของตัวเองเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ที่ใกล้จะมาถึง

Unlike Jesus, who carried His cross willingly, Simon of Cyrene was “compelled” or forced to carry it.

ซึ่งแตกต่างจากพระเยซู   ที่ทรงแบกกางเขนด้วยความเต็มพระทัย  ซีโมน ชาวไซรีนถูก

“บังคับ” หรือถูกใช้กำลังบังคับให้ต้องแบก

As Christians, we are to join Jesus in His suffering willingly, as Paul exhorts us, “So do not be ashamed to testify about our Lord, or ashamed of me his prisoner.

ในฐานะคริสเตียน เราต้องเข้าร่วมในความทนทุกข์ของพระเยซูด้วยความเต็มใจ  ขณะที่เปาโลเตือนสอนเรา “อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือฝ่ายตัวข้าพเจ้าที่ถูกจำจองอยู่”

1 Timothy 1ทิโมธี 1:88Now we know that the law is good, if one uses it lawfully,

8เราทั้งหลายรู้อยู่ว่าธรรมบัญญัตินั้นดีถ้าผู้ใดใช้ให้ถูก


9th Station of the Cross: Jesus meets the women of Jerusalem.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่ 9 พระเยซูทรงพบพวกผู้หญิงที่กรุงเยรูซาเล็ม

Luke ลูกา 23:27-31 27And there followed Him a great multitude of the people and of women who were mourning and lamenting for Him.

27มีคนเป็นอันมากตามพระองค์ไป   ทั้งพวกผู้หญิงที่พิลาปและคร่ำครวญเพราะพระองค์

28But turning to them Jesus said, “Daughters of Jerusalem, do not weep for me, but weep for yourselves and for your children.

28พระเยซูจึงหันพระพักตร์มาทางเขาตรัสว่า “ธิดาเยรูซาเล็มเอ๋ย   อย่าร้องไห้สงสารเราเลย   แต่จงร้องไห้สงสารตนเอง   และสงสารลูกทั้งหลายของตนเถิด

29For behold, the days are coming when they will say, ‘Blessed are the barren and the wombs that never bore and the breasts that never nursed!’

29ด้วยว่า ดูเถิด   จะมีเวลาหนึ่งที่เขาทั้งหลายจะว่า   'ผู้หญิงเหล่านั้นที่เป็นหมันและครรภ์ที่มิได้ปฏิสนธิ   และหัวนมที่มิได้ให้ดูดเลย   ก็เป็นสุข'

30Then they will begin to say to the mountains, ‘Fall on us,’ and to the hills, ‘Cover us.’

30คราวนั้นเขาจะเริ่มว่าแก่ภูเขาทั้งหลายว่า   'จงพังลงทับเรา'   และแก่เนินเขาว่า   'จงคลุมเราไว้'

31For if they do these things when the wood is green, what will happen when it is dry?”

31เพราะว่าถ้าเขาทำอย่างนี้เมื่อไม้สด   อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไม้แห้งแล้วเล่า” 
When Jesus encountered the weeping women and some of His disciples on His way to crucifixion, He cautioned them that they should not weep for Him, but that their concern should be for themselves and the lives of their children, considering the rising evil throughout Jerusalem.

เมื่อพระเยซูทรงพบพวกผู้หญิงกำลังร้องไห้  และเหล่าสาวกของพระองค์บางคนตามทางที่พระองค์ทรงดำเนินไปถูกตรึงกางเขน  ทรงเตือนพวกเขาว่าพวกเขาไม่ควรร้องไห้เพื่อพระองค์ แต่ควรเป็นห่วงตัวพวกเขาเอง  และชีวิตของลูกๆ ของพวกเขา   เมื่อพิจารณาถึงความชั่วร้ายที่เพิ่มขึ้นทั่วกรุงเยรูซาเล็ม

Even while suffering great pain and personal humiliation, Jesus’ concern was not for Himself, but for the lives and souls of those who faced the danger of eternal damnation because of the sin in their lives.

แม้ในขณะที่ทรงกำลังทนทุกข์ความเจ็บปวดและความอัปยศอดสู  พระเยซูไม่ได้ทรงห่วงพระองค์เอง แต่ทรงห่วงชีวิตและจิตวิญญาณของผู้ที่ต้องเผชิญกับอันตรายของคำสาปแช่งนิรันดร์   เพราะบาปในชีวิตของพวกเขา

The same caution is relevant for Christians today that we should be careful not to allow our concerns for this world to come before our devotion and obedience to God.

การเตือนให้ระมัดระวังแบบเดียวกันนี้สำคัญสำหรับคริสเตียนทุกวันนี้ เราควรจะระวังไม่ควรยอมให้ธุระเรื่องใดในโลกนี้สำคัญกว่าการที่เราจะถวายชีวิตและการเชื่อฟังพระเจ้า

John ยอห์น 18:36 36Jesus answered, “My kingdom is not of this world. If my kingdom were of this world, my servants would have been fighting, that I might not be delivered over to the Jews. But my kingdom is not from the world.”

36พระเยซูตรัสตอบว่า “ราชอำนาจของเรามิได้เป็นของโลกนี้   ถ้าราชอำนาจของเรามาจากโลกนี้   คนของเราก็คงจะได้ต่อสู้ไม่ให้เราตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกยิว   แต่ราชอำนาจของเรามิได้มาจากโลกนี้”

As citizens of heaven, our focus and attention should be there.
ในฐานะที่เป็นพลเมืองแห่งสวรรค์  จงมุ่งเน้นและให้ความสนใจที่นั่น

10th Station of the Cross: Jesus is crucified.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่ 10 พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขน

Luke ลูกา 23:33-47 33And when they came to the place that is called The Skull, there they crucified Him, and the criminals, one on His right and one on His left.

33เมื่อมาถึงตำบลหนึ่งที่เรียกว่ากระโหลกศีรษะ   เขาจึงตรึงพระองค์ไว้ที่กางเขนที่นั่นพร้อมกับผู้ร้ายสองคนนั้น   ข้างขวาคนหนึ่งข้างซ้ายคนหนึ่ง

34And Jesus said, “Father, forgive them, for they know not what they do.” And they cast lots to divide His garments.

34ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า   ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร” เขาก็เอาฉลองพระองค์   จับฉลากแบ่งปันกัน

35And the people stood by, watching, but the rulers scoffed at him, saying, “He saved others; let him save himself, if he is the Christ of God, his Chosen One!”

35คนทั้งปวงก็ยืนมองดู   พวกขุนนางก็เยาะเย้ยพระองค์ด้วยว่า “เขาช่วยคนอื่นให้รอดได้   ถ้าเขาเป็นพระคริสต์ของพระเจ้าที่ทรงเลือกไว้   ให้เขาช่วยตัวเองเถิด”

36The soldiers also mocked Him, coming up and offering Him sour wine

36พวกทหารก็เย้ยหยันพระองค์ด้วย   เข้ามาเอาเหล้าองุ่นเปรี้ยวส่งให้พระองค์

37and saying, “If you are the King of the Jews, save yourself!”

37แล้วว่า “ถ้าท่านเป็นกษัตริย์ของพวกยิว   จงช่วยตัวเองให้รอดเถิด”

38There was also an inscription over Him, “This is the King of the Jews.”

38และมีคำเขียนไว้เหนือพระองค์ว่า “ผู้นี้เป็นกษัตริย์ของพวกยิว”  

39One of the criminals who were hanged railed at Him, saying, “Are you not the Christ? Save yourself and us!”

39ฝ่ายคนหนึ่งในผู้ร้ายที่ถูกตรึงไว้จึงพูดหยาบช้าต่อพระองค์ว่า   “ท่านเป็นพระคริสต์มิใช่หรือ   จงช่วยตัวเองกับเราให้รอดเถิด”

40But the other rebuked him, saying, “Do you not fear God, since you are under the same sentence of condemnation?

40แต่อีกคนหนึ่งห้ามปรามเขาว่า “เจ้าก็ไม่เกรงกลัวพระเจ้าหรือ   เพราะเจ้าเป็นคนถูกโทษเหมือนกัน

41And we indeed justly, for we are receiving the due reward of our deeds; but this man has done nothing wrong.”

41และเราก็สมกับโทษนั้นจริง   เพราะเราได้รับสมกับการที่เราได้กระทำ   แต่ท่านผู้นี้หาได้กระทำผิดประการใดไม่”

42And he said, “Jesus, remember me when you come into your kingdom.”

42แล้วคนนั้นจึงทูลว่า “พระเยซูเจ้าข้า   ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์   เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์”

43And He said to him, “Truly, I say to you, today you will be with me in Paradise.”

43ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า   วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

44It was now about the sixth hour, and there was darkness over the whole land until the ninth hour,

44เวลานั้นประมาณเวลาเที่ยง   ก็บังเกิดมืดมัวทั่วแผ่นดิน   จนถึงบ่ายสามโมง

45while the sun's light failed. And the curtain of the temple was torn in two.

45ดวงอาทิตย์ก็มืดไป   ม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง

46Then Jesus, calling out with a loud voice, said, “Father, into your hands I commit my spirit!” And having said this He breathed His last.

46พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า   ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์

47Now when the centurion saw what had taken place, he praised God, saying, “Certainly this man was innocent!”

47ฝ่ายนายร้อยเมื่อเห็นเหตุการณ์ซึ่งบังเกิดขึ้นนั้น   จึงสรรเสริญพระเจ้าว่า   “แท้จริงท่านผู้นี้เป็นคนชอบธรรม”
It is difficult, over two thousand years after the fact, to imagine the horror of the moment as those closest to Jesus were forced to helplessly stand by as the spikes were driven through His hands and feet into the timber on which He would take His last breath in human form.

สองพันกว่าปีหลังจากความจริงนั้น มันเป็นเรื่องยาก ที่จะนึกภาพความสยองขวัญของช่วงเวลาที่ผู้ที่ใกล้ชิดกับพระเยซูถูกบังคับให้ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก  ขณะที่ของแหลมคมทิ่มแทงทะลุฝ่าพระหัตถ์และพระบาทของพระองค์ลงติดที่ท่อนไม้นั้น   ที่ทรงหายใจครั้งสุดท้ายในสภาพมนุษย์

His loved ones and disciples did not yet fully understand the meaning of what was taking place at the time.

ผู้คนที่ทรงรักและพวกสาวกยังไม่เข้าใจความหมายของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น

They were not yet able to understand that this evil deed of men was the result of divine purpose and planning for the salvation of all who would believe in the Christ.

พวกเขายังไม่สามารถที่จะเข้าใจว่า    การกระทำชั่วของคนส่งผลให้พระเจ้ามีพระประสงค์และทรงวางแผนเพื่อความรอดของทุกคนที่มาเชื่อในพระเยซูคริสต์

Hebrews ฮีบรู 2:3 3how shall we escape if we neglect such a great salvation? It was declared at first by the Lord, and it was attested to us by those who heard,

3ดังนั้นถ้าเราละเลยความรอดอันยิ่งใหญ่แล้ว   เราจะรอดพ้นไปอย่างไรได้   ความรอดนั้นได้เริ่มขึ้น   โดยการประกาศขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง   และบรรดาผู้ที่ได้ยินพระองค์   ก็ได้รับรองแก่เราว่าเป็นความจริง

Acts กิจการ 4:1212And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า” 

11th Station of the Cross: Jesus promises His kingdom to the believing thief.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่ 11 พระเยซูทรงสัญญาว่าโจรที่กลับใจเชื่อจะได้เข้าแผ่นดินสวรรค์

Luke ลูกา 23:4343And He said to him, “Truly, I say to you, today you will be with me in Paradise.”

43ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า   วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม” 
It is possible that the thief being crucified next to Jesus was able to grasp the concept that life was not ending for Jesus, but that He was transcending the physical world into eternal promise from which He came to provide for humanity.

เป็นไปได้ว่าโจรที่ถูกตรึงกางเขนข้างพระเยซูก็สามารถที่จะเข้าใจแนวคิดว่าชีวิตไม่ได้สิ้นสุดลงสำหรับพระเยซู  แต่ว่าพระองค์กำลังแปรสภาพพระกายฝ่ายโลก เข้าสู่พระสัญญานิรันดร์     ที่พระองค์ได้เสด็จมาเพื่อทรงช่วยมนุษยชาติ

The thief would become one of the first to enter paradise by grace through faith in Jesus Christ.

โจรนั้นจะกลายเป็นหนึ่งในคนพวกแรกที่จะเข้าสู่สวรรค์  โดยพระคุณผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

Jesus told the thief that he would be in paradise that day with Him because he accepted and believed in the Son of God. Clearly, this is an example that a person is saved by grace through faith rather than by works, as those who persecuted and condemned Jesus would have the people believe.
พระเยซูตรัสบอกโจรว่า เขาจะไปอยู่ในสวรรค์ในวันนั้นกับพระองค์  เพราะเขาได้ยอมรับและเชื่อในพระบุตรของพระเจ้า เห็นได้ชัดว่านี่เป็นตัวอย่างว่าคนที่รอดโดยพระคุณผ่านความเชื่อมากกว่าการประพฤติ   เหมือนดังผู้คนที่ข่มเหงและกล่าวโทษพระเยซูที่จะกลับกลายเป็นผู้เชื่อ


12th Station of the Cross: Jesus on the cross speaks with His mother and disciples.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่12 พระเยซูบนกางเขนทรงตรัสกับมารดาและเหล่าสาวกของพระองค์

John ยอห์น 19:25-28 25but standing by the cross of Jesus were His mother and His mother's sister, Mary the wife of Cleopas, and Mary Magdalene.

25พวกทหารได้กระทำดังนี้   ผู้ที่ยืนอยู่ข้างกางเขนของพระเยซูนั้น   มีมารดาของพระองค์กับน้าสาวของพระองค์   มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส   และมารีย์ชาวมักดาลา

26When Jesus saw His mother and the disciple whom He loved standing nearby, He said to His mother, “Woman, behold, your son!”

26เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารดาของพระองค์   และสาวกคนที่พระองค์ทรงรักยืนอยู่ใกล้พระองค์   จึงตรัสกับมารดาของพระองค์ว่า “หญิงเอ๋ย   จงดูบุตรของท่านเถิด”

27Then He said to the disciple, “Behold, your mother!” And from that hour the disciple took her to his own home.

27แล้วพระองค์ตรัสกับสาวกคนนั้นว่า “จงดูมารดาของท่านเถิด” ตั้งแต่เวลานั้นมาสาวกคนนั้นก็รับมารดาของพระองค์มาอยู่ในบ้านของตน

28After this, Jesus, knowing that all was now finished, said (to fulfill the Scripture), “I thirst.”

28หลังจากนั้น   พระเยซูทรงทราบว่าทุกสิ่งสำเร็จแล้ว   เพื่อให้เป็นจริงตามพระธรรม   พระองค์จึงตรัสว่า “เรากระหายน้ำ”


Jesus, in His dying moment, was still putting the needs of others before His own as He selflessly committed the care of His mother to His beloved disciple John.

พระเยซู  ในช่วงเวลาที่กำลังจะสิ้นพระชนม์  ยังทรงใส่ใจความจำเป็นของคนอื่น ๆ ก่อนตนเอง  ทรงมุ่งมั่นสั่งเสียสาวกที่ทรงรักคือยอห์น ให้ดูแลมารดาของพระองค์

His entire life, including His death, taught by example that we are to put the needs of others before our own, subjecting everything to the perfect will of God.

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ รวมทั้งการตายของพระองค์ ได้เป็นตัวอย่างสอนว่าเราต้องนึกถึงความต้องการของคนอื่น ๆ ก่อนตัวเราเอง   ยอมทำทุกอย่างตามพระประสงค์ที่สมบูรณ์ของพระเจ้า


The willingness to abide by His Word and demonstrate with actions by faithfully sacrificing for others in the face of adversity, are defining characteristics of the true Christian life.

ความเต็มใจที่จะมีชีวิตตามพระวจนะของพระองค์    และแสดงให้เห็นภาพการกระทำด้วยการเสียสละอย่างสัตย์ซื่อเพื่อคนอื่น   ในการเผชิญกับความทุกข์ยาก  เป็นลักษณะที่กำหนดเฉพาะของชีวิตคริสเตียนที่แท้จริง


13th Station of the Cross: Jesus dies on the cross.

ที่หมายสู่กางเขน  จุดที่13 พระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน

Luke ลูกา 23:44-46 44It was now about the sixth hour, and there was darkness over the whole land until the ninth hour,

44เวลานั้นประมาณเวลาเที่ยง   ก็บังเกิดมืดมัวทั่วแผ่นดิน   จนถึงบ่ายสามโมง

45while the sun's light failed. And the curtain of the temple was torn in two.

45ดวงอาทิตย์ก็มืดไป   ม่านในพระวิหารก็ขาดตรงกลาง

46Then Jesus, calling out with a loud voice, said, “Father, into your hands I commit my spirit!” And having said this He breathed His last.

46พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า   ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์
At the moment of Jesus’ death, the curtain in the Temple, which separated men from the Holy of Holies, tore from top to bottom.

ทันทีที่พระเยซูสิ้นพระชนม์  ผ้าม่านในพระวิหารซึ่งแยกกั้นคนไม่ให้เข้าในอภิสุทธิสถาน ได้ถูกฉีกขาดจากบนลงล่าง

This was terrifying for all the Jews who witnessed the event, who did not realize it signified the end to the Old Covenant and the beginning of the New Covenant.

สิ่งนี้น่ากลัวสำหรับชาวยิวทุกคน  ที่เป็นพยานเหตุการณ์นั้น  ผู้ที่ไม่ได้รู้ว่ามันหมายถึงพันธสัญญาเดิมสิ้นสุดลง  และเริ่มต้นพันธสัญญาใหม่

No longer would man have to suffer separation from God because of sin, but we would now be able to approach the throne of grace boldly in prayer for forgiveness of sins.

คนไม่ต้องทนทุกข์ที่ถูกแยกจากพระเจ้าเพราะบาปอีกต่อไป   แต่ตอนนี้เราจะสามารถที่จะเข้าใกล้พระที่นั่งแห่งพระคุณอย่างกล้าหาญ โดยการอธิษฐานทูลขอการอภัยบาป

The life and sacrificial death of Jesus had removed the barrier of sin, making it possible for man to obtain salvation by grace.
ชีวิตและการเสียสละพระชนม์ของพระเยซู ได้เคลื่อนย้ายความบาปที่เป็นอุปสรรคออกไป  ทำให้คนเราสามารถที่จะได้รับความรอดโดยพระคุณ


14th Station of the Cross: Jesus is laid in the tomb.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่14 พระศพพระเยซูทรงถูกนำไปวางในอุโมงค์

Luke ลูกา 23:50-54 50Now there was a man named Joseph, from the Jewish town of Arimathea. He was a member of the council, a good and righteous man,

50มีชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ   ชาวบ้านอาริมาเธียหมู่บ้านพวกยิว   ท่านเป็นสมาชิกสภา   เป็นคนดีและชอบธรรม

51who had not consented to their decision and action; and he was looking for the kingdom of God.

51มิได้ยอมเห็นด้วยในมติและการกระทำของเขาทั้งหลาย   และโยเซฟเป็นผู้คอยท่าแผ่นดินของพระเจ้า

52This man went to Pilate and asked for the body of Jesus.

52ชายคนนี้จึงเข้าไปหาปีลาตขอพระศพพระเยซู

53Then he took it down and wrapped it in a linen shroud and laid him in a tomb cut in stone, where no one had ever yet been laid.

53เมื่อเชิญพระศพลงแล้ว   เขาจึงเอาผ้าป่านพันหุ้มไว้   แล้วเชิญพระศพไปประดิษฐานไว้ในอุโมงค์   ซึ่งเจาะไว้ในศิลาที่ยังมิได้วางศพผู้ใดเลย

54It was the day of Preparation, and the Sabbath was beginning. 

54วันนั้นเป็นวันจัดเตรียมและวันสะบาโตก็เกือบจะถึงแล้ว


After Jesus died and was taken down from the cross, He was laid to rest in a tomb provided by a man named Joseph, from the Jewish town of Arimathea.

หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์และพระกายถูกนำลงมาจากกางเขน    ทรงถูกนำไปนอนพักในอุโมงค์ฝังศพ โดยชายคนหนึ่งชื่อโยเซฟ จากอาริมาเธียเมืองหนึ่งของชาวยิว

Joseph happened to also be a member of the Sanhedrin, but was opposed to the trial and crucifixion of Jesus.

โยเซฟคนนี้ยังเป็นสมาชิกสภาแซนเฮดริน แต่ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาคดีและการตรึงกางเขนของพระเยซู

Joseph secretly believed that Jesus was the Messiah according to Scripture, but feared the consequence of acknowledging his belief publicly.

โยเซฟเชื่ออย่างลับๆ ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ตามพระคัมภีร์ แต่กลัวผลกระทบจากการยอมรับความเชื่อของเขาต่อสาธารณชน

John ยอห์น19:38 38After these things Joseph of Arimathea, who was a disciple of Jesus, but secretly for fear of the Jews, asked Pilate that he might take away the body of Jesus, and Pilate gave him permission. So he came and took away his body.

38หลังจากนี้โยเซฟชาวอาริมาเธียซึ่งเป็นสาวกลับๆของพระเยซู   เพราะเขากลัวพวกยิว   ก็ได้ขอพระศพพระเยซูจากปีลาต   และปีลาตก็ยอมให้  ยเซฟจึงมาอัญเชิญพระศพพระองค์

ไป

After Jesus died, Joseph went to Pilate secretly and requested the body of Jesus so that he might provide a proper burial.
หลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์   โยเซฟแอบไปพบปีลาตอย่างลับๆ  และขอพระศพพระเยซูเพื่อที่เขาจะจัดการฝังอย่างเหมาะสม


Jesus’ great sacrifice not only became the atonement for man’s sins, but it also became the victory that would defeat and overcome death, which would have otherwise been the inescapable fate of all men who are born under the curse of sin.

การเสียสละอันยิ่งใหญ่ของพระเยซู ไม่เพียงแต่กลายเป็นการลบมลทินบาปของมนุษย์  แต่มันก็กลายเป็นชัยชนะที่จะพิชิตความตาย   ซึ่งมิฉะนั้นจะกลายเป็นชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของทุกคนที่เกิดมาภายใต้คำสาปแช่งแห่งความบาป

Sin carries its own inescapable penalty, and that penalty is death.

ความบาปรับการลงโทษที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของตัวเอง   และบทลงโทษนั้นคือความตาย

Our Creator is just and fair and so demanded that the penalty for sin be paid.

พระผู้สร้างของเราทรงยุติธรรมและเป็นธรรม  และทรงเรียกร้องให้โทษบาปจะต้องถูกชดใช้


Because God is loving and merciful as well as just, He sent His only begotten Son to pay the penalty for our sins, knowing we were otherwise doomed for all eternity.

เพราะพระเจ้าทรงรักและทรงพระเมตตาเช่นเดียวกับทรงยุติธรรม พระเจ้าทรงได้ส่งพระบุตรที่สืบสายองค์เดียวเพื่อชดใช้ค่าปรับโทษความผิดบาปของเรา  โดยรู้ว่ามิเช่นนั้นแล้วเราจะถูกตัดสินลงโทษชั่วนิรันดร์

John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

God’s love and mercy are greatly demonstrated by the words of Jesus as He hung dying on the cross when He asked God to forgive those who were killing Him in their ignorance.

ความรักและพระเมตตาของพระเจ้าถูกแสดงให้เห็นอย่างมากโดยคำตรัสของพระเยซู ขณะที่ทรงถูกตรึงรับความตายบนกางเขน   เมื่อทรงทูลขอให้พระเจ้าทรงอภัยบาปแก่คนที่กำลังประหารพระองค์ด้วยความไม่รู้ของพวกเขา

Luke ลูกา 23:34 34And Jesus said, “Father, forgive them, for they know not what they do.” And they cast lots to divide His garments.

34ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า “โอพระบิดาเจ้าข้า   ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า   เขาไม่รู้ว่า   เขาทำอะไร” เขาก็เอาฉลองพระองค์   จับฉลากแบ่งปันกัน

It is easy to surmise that man’s unwillingness to fully surrender in obedience to God’s Word and law is because of his lack of knowledge and wisdom.

มันง่ายที่จะคาดคะเนได้ว่า   ความเต็มใจของคนที่จะยอมจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าและบทบัญญัติ   เป็นเพราะเขาขาดความรู้และสติปัญญา

The irony of that summation is the fatality it produced for Jesus on the cross becomes spiritual fatality for those unable to overcome the same ignorance that still plagues much of humanity today.

การเยาะเย้ยของการรวบรัดนั้น    คือความหายนะถึงตายที่เกิดขึ้นแก่พระเยซูบนกางเขน  กลายเป็นความหายนะถึงตายฝ่ายจิตวิญญาณ   สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะความเพิกเฉยแบบเดียวกัน   ที่ยังคงระบาดในคนทั่วไปมากทุกวันนี้

The sinful man who refuses to accept the gift of salvation that Jesus made possible by His sacrifice is surely the product of rebellious ignorance and sin that separates a man from the wisdom of God.

คนบาปที่ปฏิเสธไม่รับของประทานแห่งความรอด   ที่พระเยซูทรงจัดการโดยการเสียสละพระชนม์ของพระองค์   แน่นอนเป็นผลจากความไม่รู้ที่ดื้อรั้น   และความบาปที่แยกคนจากพระปัญญาของพระเจ้า

Stations of the Cross part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top