Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, June 1, 2016

 

only begotten son

พระบุตรที่สืบสายองค์เดียว


What does it mean that Jesus is God's only begotten son? What does the word (begotten) mean in the original Greek of the New Testament?

หมายความว่าอะไรที่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรที่สืบสายองค์เดียว คำว่า สืบสาย ในภาษากรีกดั้งเดิมของพันธสัญญาใหม่หมายความว่าอะไร


Question: "What does it mean that Jesus is God's only begotten son?"
คำถาม หมายความว่าอะไรที่ว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรที่สืบสายองค์เดียว

Answer: The phrase “only begotten Son” occurs in John 3:16,

คำตอบ วลี “พระบุตรที่สืบสายองค์เดียว” ปรากฏในพระธรรมยอห์น 3.16

John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave his only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

The phrase "only begotten" translates the Greek word monogenes.

วลี “ที่สืบสายองค์เดียว” แปลจากคำภาษากรีกว่า โมโนยีน

This word is variously translated into English as "only," "one and only," and "only begotten."
คำนี้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “เท่านั้น” “หนึ่งเดียวเท่านั้น” และ “ที่สืบสายเท่านั้น”
It's this last phrase ("only begotten" used in the KJV, NASB and the NKJV) that causes problems.

เป็นวลีสุดท้ายนี้ (“ที่สืบสายเท่านั้น” ใช้ในฉบับ KJV, NASB, และNKJV) ที่ก่อให้เกิดปัญหา

False teachers have latched onto this phrase to try to prove their false teaching that Jesus Christ isn't God; i.e., that Jesus isn't equal in essence to God as the Second Person of the Trinity.

ครูผู้สอนเท็จได้จับเอาวลีนี้ เพื่อพยายามจะพิสูจน์คำสอนเท็จของพวกเขา ว่าพระเยซูคริสต์ไม่ทรงเป็นพระเจ้า  ตัวอย่างเช่น ว่าพระเยซูไม่ทรงเท่าเทียมพระเจ้าเพราะเป็นพระภาคที่สองของตรีเอกานุภาพ

They see the word "begotten" and say that Jesus is a created being because only someone who had a beginning in time can be "begotten."

พวกเขาดูคำว่า “ที่สืบสาย” และว่าพระเยซูทรงถูกสร้างขึ้น  เพราะมีบางคนเท่านั้นผู้ได้อยู่ในปฐมกาลสามารถ”สืบสายมา”

What this fails to note is that "begotten" is an English translation of a Greek word.

สิ่งที่เราไม่ได้สังเกตคือว่า “ที่สืบสาย”เป็นคำแปลภาษาอังกฤษจากคำภาษากรีก

As such, we have to look at the original meaning of the Greek word, not transfer English meanings into the text.
เช่นนั้นแหละ เราต้องดูที่ความหมายดั้งเดิมของคำภาษากรีก  ไม่ได้ถ่ายทอดความหมายภาษาอังกฤษในเนื้อหา

So what does monogenes mean? According to the Greek-English Lexicon of the New Testament and Other Early Christian Literature (BAGD, 3rd Edition), monogenes has two primary definitions.

ดังนั้นคำว่า โมโนยีน หมายความว่าอะไร ถ้าตามพจนานุกรมภาษากรีกของพันธสัญญาใหม่ และวรรณกรรมคริสเตียนอื่น (BAGDพิมพ์ครั้งที่3 ) โมโนยีนมีความหมายเบื้องต้น 2 อย่าง

The first definition is "pertaining to being the only one of its kind within a specific relationship."

ความหมายแรกคือ “เป็นเรื่องการเป็นเพียงชนิดเดียวภายในความสัมพันธ์เฉพาะ”

This is the meaning attached to its use in Hebrews 11:17 when the writer refers to Isaac as Abraham's "only begotten son."

นี่คือความหมายที่แนบกับการใช้ข้อพระคำ ฮีบรู11.17 เมื่อผู้เขียนกล่าวถึงอิสอัคว่าเป็น”” “บุตรที่สืบสายคนเดียว”

Hebrews ฮีบรู11:17 17By faith Abraham, when he was tested, offered up Isaac, and he who had received the promises was in the act of offering up his only son,

17เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ   ฉะนั้นเมื่อท่านถูกลองใจ   ท่านจึงได้ถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา   และท่านซึ่งเป็นผู้ได้รับพระสัญญา   ก็ได้พร้อมแล้วที่จะถวายบุตรคนเดียวของท่าน

Abraham had more than one son, but Isaac was the only son he had by Sarah and the only son of the covenant.
อับราฮัมมีบุตรมากกว่า 1 คน  แต่อิสอัคเป็นเพียงบุตรคนเดียวที่เกิดจากนางซาราห์ และบุตรคนเดียวตามพระสัญญา
The second definition is "pertaining to being the only one of its kind or class, unique in kind."

ความหมายที่สองคือ “ เป็นเรื่องการเป็นเพียงชนิดเดียวหรือประเภทเดียว  มีเอกลักษณ์ของตัวเอง”

This is the meaning that is implied in John 3:16.

นี่คือความหมายที่บอกเป็นนัยในพระธรรมยอห์น 3.16

In fact, John is the only New Testament writer who uses this word in reference to Jesus

แท้จริง ยอห์นเป็นผู้เขียนคนเดียวในพันธสัญญาใหม่  ผู้ที่ใช้คำนี้ในการอ้างถึงพระเยซู

John ยอห์น 1:14, 18 14And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen his glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

18No one has ever seen God; the only God, who is at the Father's side, He has made Him known.

18ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย   พระบุตรองค์เดียวผู้ทรงสถิตอยู่ในพระทรวงของพระบิดา   พระองค์ได้ทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว

John ยอห์น 3:16, 18 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

18Whoever believes in him is not condemned, but whoever does not believe is condemned already, because he has not believed in the name of the only Son of God.

18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า

1 John 1ยอห์น 4:9 9In this the love of God was made manifest among us, that God sent His only Son into the world, so that we might live through Him.

9โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย   คือพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก   เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร

John was primarily concerned with demonstrating that Jesus was the Son of God.

แรกเริ่ม ยอห์นพัวพันกับการแสดงให้เห็นภาพว่า  พระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้า

John ยอห์น 20:3131but these are written so that you may believe that Jesus is the Christ, the Son of God, and that by believing you may have life in His name.

31แต่การที่ได้บันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ไว้   ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า   พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์   พระบุตรของพระเจ้า   และเมื่อมีความเชื่อแล้ว   ท่านก็จะมีชีวิตโดยพระนามของพระองค์

He uses this word to highlight Jesus as uniquely God's Son—sharing the same divine nature as God—as opposed to believers who are God's sons and daughters through faith.
The bottom line is that terms such as "Father" and "Son," that are descriptive of God and Jesus, are human terms used to help us understand the relationship between the different Persons of the Trinity.

ท่านใช้คำนี้เพื่อจุดประกายว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรพระเจ้าที่ไม่เหมือนใคร ร่วมในพระลักษณะเป็นพระเจ้า  ตรงข้ามกับผู้เชื่อที่เป็นบุตรชายหญิงโดยความเชื่อ บรรทัดล่างคือว่า คำศัพท์เหล่านี้เช่น “พระบิดา”และ “พระบุตร” นั้นเป็นคำบรรยายพระเจ้าและพระเยซู เป็นคำศัพท์เกี่ยวกับคนที่   ใช้เพื่อช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพระภาคต่างๆ ของตรีเอกานุภาพ

If you can understand the relationship between a human father and a human son, then you can understand, in part, the relationship between the First and Second Persons of the Trinity.

ถ้าท่านสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ของมนุษย์ระหว่างบิดากับบุตร  แล้วส่วนหนึ่งท่านจะสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพระภาคที่หนึ่งและสองของตรีเอกานุภาพ

The analogy breaks down if you try to take it too far and teach, as some Christian cults (such as the Jehovah’s Witnesses), that Jesus was literally "begotten" as in “produced” or “created” by God the Father.

การเปรียบเทียบพังลงถ้าท่านพยายามไปไกลเกินและสอน   ตามแบบลัทธิคริสเตียน (เช่นพยานพระยะโฮวาห์) ว่าแท้จริงพระเยซูทรง “สืบสายมา”  เหมือนได้ “ เกิดผลิตผล” หรือ “ถูกสร้าง”โดยพระเจ้าพระบิดา


real historical Jesus

พระเยซูในเชิงประวัติศาสตร์จริง


Who was the real historical Jesus? Is there any proof outside the Bible that Jesus even existed?

พระเยซูทรงเป็นผู้ใดในเชิงประวัติศาสตร์จริง มีหลักฐานพิสูจน์นอกเหนือพระคัมภีร์ไหมว่าพระเยซูทรงดำรงอยู่จริง


Question: "Who was the real historical Jesus?"
คำถาม พระเยซูทรงเป็นผู้ใดในเชิงประวัติศาสตร์จริง


Answer: Without a doubt, one of the most frequently asked questions is “Who was Jesus?”

คำตอบ: โดยไม่ต้องสงสัย  คำถามหนึ่งที่ถามบ่อยที่สุดคือพระเยซูทรงเป็นผู้ใด

There is no doubt that Jesus has, by far, the highest name recognition throughout the world.

ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า พระเยซูทรงมีพระนามอันเป็นที่ยอมรับสูงสุดมากมายทั่วโลก

Fully one third of our world’s population—about 2.5 billion people—call themselves Christians.

หนึ่งในสามของประชากรทั้งโลกของเรา   คนประมาณ 2.5 ล้านคนเรียกตัวเองว่าคริสเตียน

Islam, which comprises about 1.5 billion people, actually recognizes Jesus as the second greatest prophet after Mohammed.

ศาสนาอิสลามซึ่งประกอบด้วยคนประมาณ 1.5พันล้านคน  จริงๆ ยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นศาสดาที่สำคัญลำดับสองรองจากโมฮัมหมัด

Of the remaining 3.2 billion people (roughly half the world’s population), most have either heard of the name of Jesus or know about Him.
ส่วนคนที่เหลืออีก 3.2 พันล้านคน (ประมาณครึ่งหนึ่งของพลเมืองในโลก) ส่วนใหญ่เคยได้ยินพระนามพระเยซูหรือรู้จักพระองค์

If one were to put together a summary of the life of Jesus from His birth to His death, it would be somewhat sparse.

หากใครสักคนต้องสรุปพระประวัติของพระเยซู   ตั้งแต่แรกประสูติจนถึงตอนสิ้น

พระชนม์   ค่อนข้างจะมีเรื่องราวน้อยมาก

He was born of Jewish parents in Bethlehem, a small town south of Jerusalem, while the territory was under Roman occupation.

พระองค์ทรงประสูติจากบิดามารดาที่เมืองเบธเลเฮม  เป็นเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของกรุงเยรูซาเล็มในขณะที่ดินแดนยังอยู่ภายใต้การยึดครองของโรมัน

His parents moved north to Nazareth, where He grew up; hence He was commonly known as “Jesus of Nazareth.”

บิดามารดาของพระองค์ย้ายขึ้นเหนือไปยังเมืองนาซาเร็ธ สถานที่ทรงเจริญวัยขึ้น ด้วยเหตุนี้ทรงเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า “เยซูชาวนาซาเรธ”

His father was a carpenter, so Jesus likely learned that trade in His early years.

บิดาของพระองค์เป็นช่างไม้  ดังนั้นพระเยซูทรงมีโอกาสได้เรียนรู้จักการค้าในช่วงต้นที่เจริญวัย

Around thirty years of age, He began a public ministry.

ทรงพระชนม์ได้ประมาณสามสิบพรรษา  ทรงเริ่มทำพระราชกิจในที่สาธารณชน

He chose a dozen men of dubious reputation as His disciples and worked out of Capernaum, a large fishing village and trading center on the coast of the Sea of Galilee.

ทรงเลือกคน12 คนที่มีชื่อเสียงที่ไม่น่าเลื่อมใส มาเป็นสาวกของพระองค์   และออกทำงานจากเมืองคาเปอร์นาอุม ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมงขนาดใหญ่   และศูนย์กลางค้าขายบนชายฝั่งของทะเลกาลิลี

From there He traveled and preached throughout the region of Galilee, often moving among neighboring Gentiles and Samaritans with intermittent journeys to Jerusalem.
จากที่นั่นได้ทรงเดินทางไปเทศนาสั่งสอนทั่วทั้งแคว้นกาลิลี     มักจะย้ายไปมาท่ามกลางเพื่อนบ้านชาวสะมาเรียซึ่งเป็นชาวต่างชาติ  กับการเดินทางเป็นช่วงๆ ต่อไปยังกรุงเยรูซาเล็ม
Jesus’ unusual teachings and methodology startled and troubled many.

คำสั่งสอนของพระเยซูไม่ธรรมดา  และวิธีการสอนทำให้คนมากมายน่าตกใจและยุ่งยากใจ

His revolutionary message, coupled with astonishing miracles and healings, garnered a huge following.

คำเทศนาแนวพลิกฟื้นของพระองค์ คู่กับปาฏิหาริย์และการรักษาโรคที่น่าอัศจรรย์   รวบรวมให้ฝูงชนมากมายติดตามพระองค์ไป

His popularity among the populace grew rapidly, and, as a result, it was noticed by the well-entrenched leaders of the Jewish faith.

ความนิยมชื่นชอบพระองค์ในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   และผลก็คือ ผู้นำที่เกาะติดแน่นความเชื่อของศาสนายิวเริ่มจับตามองพระองค์

Soon, these Jewish leaders became jealous and resentful of His success.

ไม่นานนัก ผู้นำชาวยิวเหล่านี้เริ่มอิจฉาริษยาและไม่พอใจของความสำเร็จของพระองค์

Many of these leaders found His teachings offensive and felt that their established religious traditions and ceremonies were being jeopardized.

ผู้นำเหล่านี้หลายคนพบว่าคำสอนของพระองค์เป็นที่ขุ่นเคืองใจและรู้สึกว่าประเพณีและพิธีกรรมการทางศาสนาที่ตั้งมาตกอยู่ในอันตราย

They soon plotted with the Roman rulers to have Him killed.

ไม่ช้าพวกเขาวางอุบายกับผู้ปกครองโรมันที่จะฆ่าพระองค์เสีย

It was during this time that one of Jesus’ disciples betrayed Him to the Jewish leaders for a paltry sum of money.

มันเป็นช่วงเวลานี้   ที่ว่าสาวกคนหนึ่งของพระเยซูทรยศ โดยขายพระองค์แก่ผู้นำชาวยิวด้วยจำนวนเงินที่น่าอดสูนี้

Shortly thereafter, they had Him arrested, engineered a hastily arranged series of mock trials, and summarily executed Him by crucifixion.
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาได้จับกุมพระองค์   จัดการสอบสวนอย่างเร่งรีบ โดยเยาะเย้ย   และรวบรัดประหารพระองค์โดยการตรึงกางเขน
But unlike any other in history, Jesus’ death was not the end of His story; it was, in fact, the beginning. Christianity exists only because of what happened after Jesus died.

แต่ไม่เหมือนคนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์   การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูไม่ใช่จุดสิ้นสุดเรื่องของพระองค์   แท้จริง ในตอนเริ่มต้น ศาสนาคริสต์ดำรงอยู่เพียงเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่พระเยซูสิ้นพระชนม์

Three days after His death, His disciples and many others began to claim that He had returned to life from the dead.

สามวันหลังจากการสิ้นพระชนม์   เหล่าสาวกและคนอื่น ๆ มากมาย  เริ่มต้นประกาศว่าพระองค์ได้ทรงฟื้นคืนพระชนม์หลังจากความตาย

His grave was found empty, the body gone, and numerous appearances were witnessed by many different groups of people, at different locations, and among dissimilar circumstances.
อุโมงค์ฝังพระศพถูกพบว่ามันว่างเปล่า  พระกายของพระองค์หายไป และเกิดปรากฏ

การณ์หลายอย่าง  มีกลุ่มคนแตกต่างกันมากมายร่วมเป็นสักขีพยาน ในสถานที่ต่างๆ  และในสถานการณ์ที่ไม่เหมือนกัน
As a result of all this, people began to proclaim that Jesus was the Christ, or the Messiah.

ผลจากเรื่องนี้ทั้งหมด  ผู้คนเริ่มที่จะประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์หรือพระเมสสิยาห์

They claimed His resurrection validated the message of forgiveness of sin through His sacrifice.

พวกเขาประกาศว่าพระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ทำให้ข่าวประเสริฐเรื่องการให้อภัยบาปมีเหตุผลสมบูรณ์  โดยการสละพระชนม์ของพระองค์

At first, they declared this good news, known as the gospel, in Jerusalem, the same city where He was put to death.

ตอนแรก พวกเขาประกาศข่าวดีนี้    เป็นที่รู้จักกันว่าพระกิตติคุณ   ในกรุงเยรูซาเล็ม เมืองเดียวกันที่พระองค์ต้องถูกประหาร

This new following soon became known as the Way and expanded rapidly.

ไม่นาน เรื่องนี้กลายเป็นที่รู้จักกันต่อๆ ไปว่าเป็นทางนั้น  และได้กระจายไปอย่างรวดเร็ว

Acts กิจการ 9:2 2and asked him for letters to the synagogues at Damascus, so that if he found any belonging to the Way, men or women, he might bring them bound to Jerusalem.

2ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาในเมืองดามัสกัส   เพื่อว่าถ้าพบผู้ใดถือทางนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง   จะได้จับมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม

Acts กิจการ 19:9, 23 9But when some became stubborn and continued in unbelief, speaking evil of the Way before the congregation, he withdrew from them and took the disciples with him, reasoning daily in the hall of Tyrannus.

9แต่บางคนมีใจแข็งกระด้างไม่เชื่อ   และพูดหยาบช้าเรื่องทางนั้น   ต่อหน้าชุมนุมชน   เปาโลจึงแยกไปจากเขาและพาพวกสาวกไปด้วย   แล้วท่านไปสนทนากันทุกวันในห้องประชุมของท่านผู้หนึ่งชื่อทีรันนัส

23About that time there arose no little disturbance concerning the Way.

23คราวนั้นเกิดการวุ่นวายมากเพราะเหตุทางนั้น  

Acts กิจการ 24:22 22But Felix, having a rather accurate knowledge of the Way, put them off, saying, “When Lysias the tribune comes down, I will decide your case.”

22แต่เฟลิกส์รู้เรื่องของทางนั้น ถี่ถ้วนแล้ว   ก็เลื่อนการพิจารณาไว้ก่อนกล่าวว่า   “เมื่อลีเซียสนายพันลงมา   เราจึงจะชำระความของเจ้า”

In a short period of time, this gospel message of faith spread even beyond the region, expanding as far as Rome as well as to the very outermost of its vast empire.
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ข่าวประเสริฐพระกิตติคุณแห่งความเชื่อนี้แพร่กระจาย ไกลโพ้นภูมิภาคขยายไปถึงกรุงโรม   เช่นเดียวกับที่สุดปลายของอาณาจักรกว้างใหญ่
Jesus undoubtedly had a tremendous impact on world history.

ไม่ต้องสงสัยเลย เรื่องพระเยซูส่งผลกระทบอย่างมากทีเดียวต่อประวัติศาสตร์โลก

The question of the “real historical Jesus” can be best answered by studying Jesus’ impact on history.

คำถามว่า “ พระเยซูในเชิงประวัติศาสตร์จริง” ตอบได้โดยศึกษาผลกระทบเรื่องพระเยซูในประวัติสาสตร์

The only explanation for the incomparable impact Jesus had is that Jesus was far more than just a man.

คำอธิบายเพียงอย่างเดียวเรื่องผลกระทบเรื่องพระเยซูแบบหาที่เปรียบไม่ได้นั้นคือ พระเยซูทรงเป็นยิ่งกว่าคนธรรมดา

Jesus was, and is, precisely who the Bible says He is—God become man.

พระเยซูทรงเคยเป็นและเป็นอยู่---พระเจ้าทรงสภาพมนุษย์   ผู้ทรงเป็นดังที่พระคัมภีร์กล่าวอย่างเที่ยงตรง

Only the God who created the world and controls the course of history could impact the world so drastically.

พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นผู้ทรงสร้างโลกและควบคุมเส้นทางประวัติศาสตร์    สามารถก่อให้เกิดผลกระทบต่อโลกอย่างรุนแรง

Only Begotten Son and Historical Jesus

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top