Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, June 4, 2016

 

names of Jesus

พระนามต่างๆ ของพระเยซู


What are the different names and titles of Jesus Christ? What do the different names given to Jesus reveal about Him

อะไรคือพระนามและตำแหน่งต่างๆ ของพระเยซูคริสต์ พระนามต่าง ๆ ที่เรียกพระเยซูเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับพระองค์บ้าง


Question: "What are the different names and titles of Jesus Christ?"
คำถาม อะไรคือพระนามและตำแหน่งต่างๆ ของพระเยซูคริสต์


Answer: There are some 200 names and titles of Christ found in the Bible.

คำตอบ มีพระนามและตำแหน่ง 200 อย่างของพระคริสต์ที่เราพบในพระคัมภีร์

The following are some of the more prominent ones, organized in three sections relating to names that reflect the nature of Christ, His position in the tri-unity of God, and His work on earth on our behalf.
ต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของพระนามที่โดดเด่นกว่าพระนามอื่นๆ   จัดอยู่ในสามหมวดที่เกี่ยวข้องกับพระนามที่สะท้อนพระลักษณะของพระคริสต์  พระภาคของพระองค์ในพระเจ้าตรีเอกานุภาพ และพระราชกิจที่ทรงทำในโลกเพื่อเรา

The Nature of Christ
พระลักษณะของพระคริสต์

Chief Cornerstone:

ศิลามุมเอก:

Ephesians เอเฟซัส 2:20 20built on the foundation of the apostles and prophets, Christ Jesus Himself being the cornerstone,

20ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น   บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ   พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก

Jesus is the cornerstone of the building which is His church.

พระเยซูทรงเป็นศิลามุมเอกของตึกซึ่งเป็นคริสตจักรของพระองค์

He cements together Jew and Gentile, male and female—all saints from all ages and places into one structure built on faith in Him which is shared by all.
ทรงผูกพันชาวยิวและคนต่างชาติทั้งชายและหญิงด้วยกัน-ผู้ชอบธรรมทุกคนจากทุกเพศทุกวัยและทุกสถานที่  รวมเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่สร้างขึ้นบนความเชื่อในพระองค์ซึ่งทุกคนมาร่วมด้วยกัน

Firstborn over all creation:

บุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง:

Colossians โคโลสี 1:15 15He is the image of the invisible God, the firstborn of all creation.

15พระองค์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า   ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา   ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง

Not the first thing God created, as some incorrectly claim, because verse 16 says all things were created through and for Christ.

ไม่ใช่เฉพาะสิ่งแรกที่พระเจ้าได้ทรงสร้าง    อย่างที่บางคนกล่าวถึงอย่างไม่ถูกต้อง   เพราะข้อพระคัมภีร์ที่16 กล่าวว่า สรรพสิ่งทั้งหมดถูกสร้างขึ้นและเพื่อพระคริสต์

Rather, the meaning is that Christ occupies the rank and pre-eminence of the first-born over all things, that He sustains the most exalted rank in the universe; He is pre-eminent above all others; He is at the head of all things.
แต่ ความหมายคือว่าพระคริสต์ทรงครองตำแหน่งสูงส่งเป็นบุตรหัวปีเหนือทุกสรรพสิ่ง คือทรงดำรงตำแหน่งที่ถูกยกย่องสูงสุดในจักรวาล ทรงเป็นเลิศเหนือทุกสิ่ง ทรงเป็นศีรษะของทุกสิ่ง

Head of the Church:

ศีรษะของคริสตจักร:

Ephesians เอเฟซัส 1:22 22And He put all things under His feet and gave Him as head over all things to the church,

22พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์   และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร

Ephesians เอเฟซัส 4:15 15Rather, speaking the truth in love, we are to grow up in every way into Him who is the head, into Christ,

15แต่ให้เรายึดความจริงด้วยใจรัก   เพื่อจะจำเริญขึ้นทุกอย่างสู่พระองค์ผู้เป็นศีรษะ   คือพระคริสต์

Ephesians เอเฟซัส 5:23 23For the husband is the head of the wife even as Christ is the head of the church, His body, and is Himself its Savior.

23เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์   และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร

Jesus Christ, not a king or a pope, is the only supreme, sovereign ruler of the Church—those for whom He died and who have placed their faith in Him alone for salvation.
พระเยซูคริสต์ไม่ได้ทรงเป็นกษัตริย์หรือพระสันตะปาปา  ทรงเป็นผู้ครอบครองอำนาจสูงสุดของคริสตจักร  ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคนทั้งหลาย   และทรงเป็นผู้ประทานความ

รอดแก่บรรดาคนที่วางใจพระองค์
Holy One:

องค์บริสุทธิ์:

Acts กิจการ 3:14 14But you denied the Holy and Righteous One, and asked for a murderer to be granted to you,

14แต่ท่านทั้งหลายได้ปฏิเสธพระองค์ ซึ่งเป็นองค์บริสุทธิ์และชอบธรรม และได้ขอให้เขาปล่อยผู้ฆ่าคนให้ท่านทั้งหลาย

Psalm เพลงสดุดี 16:10 10For you will not abandon my soul to Sheol, or let your holy one see corruption.

10เพราะพระองค์มิได้ทรงมอบข้าพระองค์ไว้กับแดนผู้ตาย   หรือให้ธรรมิกชนของพระ

องค์ต้องเห็นปากแดนนั้น  

Christ is holy, both in His divine and human nature, and the fountain of holiness to His people.

พระคริสต์ทรงบริสุทธิ์ทั้งพระลักษณะพระเจ้าและมนุษย์ และทรงถือความบริสุทธิ์สำคัญที่สุดต่อประชากรของพระองค์

By His death, we are made holy and pure before God.
โดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เราได้ถูกชำระให้สะอาดและบริสุทธิ์จำเพาะพระพักตร์พระเจ้า
Judge:

การพิพากษา:

Acts กิจการ 10:42 42And He commanded us to preach to the people and to testify that He is the one appointed by God to be judge of the living and the dead.

42พระองค์ทรงสั่งให้เราทั้งหลายประกาศแก่คนทั้งปวง   และเป็นพยานว่า   พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นผู้พิพากษาทั้งคนเป็นและคนตาย

2 Timothy 2 ทิโมธี 4:8 8Henceforth there is laid up for me the crown of righteousness, which the Lord, the righteous judge, will award to me on that Day, and not only to me but also to all who have loved his appearing.

8ต่อแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้พิพาก

ษาอันชอบธรรม   จะทรงประทานเป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น   และมิใช่แก่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้น   แต่จะทรงประทานแก่คนทั้งปวงที่ยินดีในการเสด็จมาของพระองค์

The Lord Jesus was appointed by God to judge the world and to dispense the rewards of eternity.
พระเยซูเจ้าทรงได้รับการสถาปนาจากพระเจ้า  เพื่อทรงพิพากษาโลกและจะทรงประทานบำเหน็จชีวิตนิรันดร์
King of kings and Lord of lords:

จอมกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งปวงและจอมเจ้านายแห่งเจ้านายทั้งปวง:

1 Timothy 1ทิโมธี 6:15 15which He will display at the proper time—He who is the blessed and only Sovereign, the King of kings and Lord of lords,

15ซึ่งพระเจ้าผู้เสวยสุขและทรงฤทธิ์สูงสุดแต่พระองค์เดียว   พระมหากษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง   และพระผู้เป็นเจ้าเหนือเทพเจ้าทั้งปวง   จะทรงสำแดงให้ปรากฏในเวลาอันควร

Revelation วิวรณ์ 19:16 16On His robe and on His thigh He has a name written, King of kings and Lord of lords.

16พระองค์ทรงมีพระนามจารึกที่ฉลองพระองค์   และที่ต้นพระอูรุของพระองค์ว่า   “จอมกษัตริย์และจอมเจ้านาย”  

Jesus has dominion over all authority on the earth, over all kings and rulers, and none can prevent Him from accomplishing His purposes.

พระเยซูทรงมีอำนาจการปกครองเหนืออำนาจทั้งสิ้นในโลก    เหนือกษัตริย์และผู้ปก

ครองทุกคน และไม่มีใครสามารถขัดขวางไม่ให้ทรงบรรลุพระประสงค์ของพระองค์

He directs them as He pleases.
ทรงนำพวกเขาตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย

Light of the World:

ความสว่างของโลก:

John ยอห์น 8:12 12Again Jesus spoke to them, saying, “I am the light of the world. Whoever follows me will not walk in darkness, but will have the light of life.”

12อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เราเป็นความสว่างของโลก   ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด   แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต”

Jesus came into a world darkened by sin and shed the light of life and truth through His work and His words.

พระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกที่มืดมนเพราะบาป   และทรงฉายความสว่างแห่งชีวิตและความจริงผ่านทางพระราชกิจและพระคำของพระองค์

Those who trust in Him have their eyes opened by Him and walk in the light.
บรรดาผู้ที่วางใจในพระองค์  พระองค์ทรงเปิดตาพวกเขา และให้เดินในความสว่าง
Prince of peace:

องค์สันติราช

Isaiah อิสยาห์ 9:6 6For to us a child is born, to us a son is given; and the government shall be upon his shoulder, and his name shall be called Wonderful Counselor, Mighty God, Everlasting Father, Prince of Peace.

6ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา   มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา   และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน   และท่านจะเรียกนามของท่านว่า   “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์   พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช” 

Jesus came not to bring peace to the world as in the absence of war, but peace between God and man who were separated by sin.

พระเยซูไม่ได้เสด็จมาเพื่อจะนำความสงบสุขมาสู่โลก  เช่นจะไม่มีสงคราม  ยกเว้นแต่สันติสุขระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ที่ถูกแยกออกจากกันเพราะบาป

He died to reconcile sinners to a holy God.
ทรงพลีพระชนม์เพื่อนำคนบาปให้กลับคืนดีกับพระเจ้าองค์บริสุทธิ์
Son of God:

พระบุตรของพระเจ้า:

Luke ลูกา 1:35 35And the angel answered her, “The Holy Spirit will come upon you, and the power of the Most High will overshadow you; therefore the child to be born*n35.3 will be called holy—the Son of God.

35ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ   และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ   เหตุฉะนั้นบุตรที่จะเกิดมานั้น จะได้เรียกว่าวิสุทธิ์   และเรียกว่าพระบุตรของพระเจ้า

John ยอห์น 1:49 49Nathanael answered him, “Rabbi, you are the Son of God! You are the King of Israel!”

49นาธานาเอลทูลตอบพระองค์ว่า   “รับบี  พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล”

Jesus is the “only begotten of the Father”

พระเยซูทรงเป็น “ องค์เดียวที่สืบสายจากพระบิดา”

John ยอห์น 1:14 14And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen His glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

Used 42 times in the New Testament, “Son of God” affirms the deity of Christ.

คำว่า “พระบุตรของพระเจ้า”ถูกใช้ 42 ครั้งในพันธสัญญาใหม่ เพื่อยืนยันว่าพระคริสต์ทรงสภาพพระเจ้า

Son of man: 

บุตรมนุษย์
John ยอห์น 5:27 27And he has given him authority to execute judgment, because he is the Son of Man.

27และได้ทรงประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษา   เพราะพระองค์ทรงเป็นบุตรมนุษย์

Used as a contrast to “Son of God” this phrase affirms the humanity of Christ which exists alongside His divinity.
วลีนี้ถูกใช้ตรงข้ามกับ  “พระบุตรของพระเจ้า”  เพื่อยืนยันสถานภาพมนุษย์ของพระคริสต์ ที่ดำรงอยู่ด้วยกันกับสภาพพระเจ้า

John ยอห์น 1:1 1In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God.

1ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่   และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า   และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า

1 John 1 ยอห์น 5:7-8 7For there are three that testify:

7มีพยานอยู่สามประการด้วยกัน

8the Spirit and the water and the blood; and these three agree.

8คือพระวิญญาณ น้ำ และพระโลหิต   และพยานทั้งสามนี้สอดคล้องกัน

The Word is the second Person of the triune God, who said it and it was done, who spoke all things out of nothing in the first creation, who was in the beginning with God the Father, and was God, and by whom all things were created.

พระวาทะเป็นพระภาคที่สองของตรีเอกานุภาพ  ผู้ได้ทรงตรัสและสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น  ผู้ได้ตรัสให้ทุกสิ่งเกิดจากความว่างเปล่าในการทรงสร้างแรกเริ่ม   ผู้ทรงดำรงอยู่ในปฐมกาลกับพระเจ้าพระบิดา  และเป็นพระเจ้า  และโดยพระองค์ทุกสรรพสิ่งก็ถูกสร้างขึ้น
Word of God:

พระวาทะของพระเจ้า:

Revelation วิวรณ์ 19:12-13 12His eyes are like a flame of fire, and on his head are many diadems, and He has a name written that no one knows but Himself.

12พระเนตรของพระองค์ดุจเปลวไฟ   และบนพระเศียรของพระองค์มีมงกุฎหลายอัน   และพระองค์ทรงมีพระนามจารึกไว้ซึ่งไม่มีผู้ใดรู้จักเลย   นอกจากพระองค์เอง

13He is clothed in a robe dipped in blood, and the name by which he is called is The Word of God.

13พระองค์ทรงฉลองพระองค์ที่จุ่มเลือด   และพระนามที่เรียกพระองค์นั้นคือ   'พระวาทะของพระเจ้า'

This is the name given to Christ that is unknown to all but Himself.

นี่คือพระนามที่ถวายแด่พระคริสต์   ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักแก่ทุกคนยกเว้นพระองค์เอง             It denotes the mystery of His divine person.
มันแสดงถึงความลึกลับของพระองค์ในสภาพพระเจ้า
Word of Life:

พระวาทะแห่งชีวิต:

1 John 1 ยอห์น 1:11That which was from the beginning, which we have heard, which we have seen with our eyes, which we looked upon and have touched with our hands, concerning the word of life—

1ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาล   ซึ่งเราได้ยิน   ซึ่งเราได้เห็นกับตา   ซึ่งเราได้พินิจดู   และจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต

Jesus not only spoke words that lead to eternal life, but according to this verse He is the very words of life, referring to the eternal life of joy and fulfillment which He provides.
พระเยซูไม่เพียงตรัสพระคำที่นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์  แต่ตามพระคำข้อนี้   ทรงเป็นพระวาทะสำคัญแห่งชีวิต    หมายถึงชีวิตนิรันดร์แห่งความสุขและความสำเร็จที่ทรงประทานให้


His position in the trinity
พระภาคของพระองค์ในตรีเอกานุภาพ

Alpha and Omega:

อัลฟาและโอเมกา:

Revelation วิวรณ์ 1:8 8“I am the Alpha and the Omega,” says the Lord God, “who is and who was and who is to come, the Almighty.”

8พระเจ้าผู้ทรงอยู่เดี๋ยวนี้   ผู้ได้ทรงเป็นอยู่ในกาลก่อน   ผู้จะเสด็จมานั้น   และผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด   ได้ตรัสว่า “เราเป็นอัลฟา และโอเมกา”

Revelation วิวรณ์ 22:13 13I am the Alpha and the Omega, the first and the last, the beginning and the end.”

13เราคืออัลฟาและโอเมกา   เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย   เป็นปฐมและเป็นอวสาน”  

Jesus declared Himself to be the beginning and end of all things, a reference to no one but the true God.

พระเยซูทรงประกาศว่าพระองค์เองทรงเป็นเบื้องต้นและเบื้องปลายของทุกสิ่ง   ไม่หมายถึงใคร  เว้นแต่พระเจ้าเที่ยงแท้

This statement of eternality could apply only to God.

คำกล่าวเรื่องนิรันดร์กาลสามารถนำมาใช้กับพระเจ้าเท่านั้น
Emmanuel:

เอ็มมานูเอล

Isaiah อิสยาห์ 9:6 6For to us a child is born, to us a son is given; and the government shall be upon his shoulder, and his name shall be called Wonderful Counselor, Mighty God, Everlasting Father, Prince of Peace.

6ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา   มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา   และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน   และท่านจะเรียกนามของท่านว่า “ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์   พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช”  

Matthew มัทธิว 1:23 23“Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and they shall call his name Immanuel” (which means, God with us).

23ดูเถิด หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง   และเขาจะเรียกนามของท่านว่า   อิมมานูเอล   (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)

Literally “God with us.”

ตามตัวอักษรคือ “ พระเจ้าทรงสถิตกับเรา”

Both Isaiah and Matthew affirm that the Christ who would be born in Bethlehem would be God Himself who came to earth in the form of a man to live among His people.
ทั้งอิสยาห์และมัทธิวยืนยันว่าพระคริสต์ผู้ที่จะทรงบังเกิดในเมืองเบธเลเฮ็ม จะเป็นพระเจ้าเองที่เสด็จมายังโลกในสภาพของชายคนหนึ่งที่ประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระ

องค์
I Am:

เราเป็น

John ยอห์น 8:58 58Jesus said to them, “Truly, truly, I say to you, before Abraham was, I am.”

58พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   เราดำรงอยู่ก่อนอับราฮัมเกิด”

Exodus อพยพ 3:14 14God said to Moses, “I AM WHO I AM.” And He said, “Say this to the people of Israel, ‘I AM has sent me to you.’”

14พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” แล้วพระองค์ตรัสว่า  “ไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า   'พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็น ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย' ”

When Jesus ascribed to Himself this title, the Jews tried to stone Him for blasphemy.

เมื่อพระเยซูทรงยืนยันตำแหน่งของพระองค์เอง  ชาวยิวพยายามที่จะเอาหินขว้างพระ

องค์  หาว่าทรงหมิ่นประมาทต่อพระเจ้า

They understood that He was declaring Himself to be the eternal God, the unchanging Jehovah of the Old Testament.

พวกเขาเข้าใจว่าพระองค์ทรงประกาศตนเป็นพระเจ้านิรันดร์  พระยะโฮวาห์ที่ไม่ทรงมีวันเปลี่ยนแปลงในพันธสัญญาเดิม
Lord of All:

พระเจ้าของคนทั้งปวง:

Acts กิจการ 10:36 36As for the word that he sent to Israel, preaching good news of peace through Jesus Christ (he is Lord of all),

36เรื่องที่พระองค์ได้ทรงฝากไว้กับพวกอิสราเอล   คือทรงประกาศข่าวดีเรื่องสันติสุขโดยพระเยซูคริสต์   ผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของคนทั้งปวง

Jesus is the sovereign ruler over the whole world and all things in it, of all the nations of the world, and particularly of the people of God's choosing, Gentiles as well as Jews.
พระเยซูทรงเป็นผู้ครอบครองสูงสุดเหนือโลกทั้งมวล   และทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น  ทุกประเทศ

ทั่วโลก   และโดยเฉพาะอย่างยิ่งของประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก   ทั้งคนต่างชาติกับชาว

ยิวด้วย

True God:

พระเจ้าเที่ยงแท้

1 John 1ยอห์น 5:20 20And we know that the Son of God has come and has given us understanding, so that we may know Him who is true; and we are in Him who is true, in His Son Jesus Christ. He is the true God and eternal life.

20และเราทั้งหลายรู้ว่า   พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาแล้ว   และได้ทรงประทานสติปัญญาให้เรา   เพื่อให้เรารู้จักพระเจ้าแท้   และเราอยู่ในพระเจ้าแท้นั้นโดยอยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์   นี่แหละเป็นพระเจ้าแท้และเป็นชีวิตนิรันดร์

This is a direct assertion that Jesus, being the true God, is not only divine, but is the Divine.

นี่คือคำยืนยันโดยตรงว่า   พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้  ไม่เพียงเสด็จมาจากสวรรค์ แต่ทรงเป็นพระเจ้าจากสวรรค์

Since the Bible teaches there is only one God, this can only be describing His nature as part of the triune God.
เพราะพระคัมภีร์สอนว่ามีเพียงพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น    นี่ก็สามารถจะอธิบายพระลักษณะของพระองค์ที่เป็นพระภาคหนึ่งของตรีเอกานุภาพ

His Work on earth
พระราชกิจของพระองค์ในโลก

Author and Perfecter of our Faith:

ผู้บุกเบิกความเชื่อและผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์:

Hebrews ฮีบรู12:2 2looking to Jesus, the founder and perfecter of our faith, who for the joy that was set before him endured the cross, despising the shame, and is seated at the right hand of the throne of God.

2หมายเอาพระเยซูเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อ   และผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์   พระองค์ได้ทรงอดทนต่อกางเขน   เพื่อความรื่นเริงยินดีที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์   ทรงถือว่าความละอายนั้นไม่เป็นสิ่งสำคัญและพระองค์ได้ประทับ ณ เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า  

Salvation is accomplished through the faith that is the gift of God.

ความรอดได้มาโดยทางความเชื่อ  นั่นเป็นของประทานจากพระเจ้า

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

Jesus is the founder of our faith and the finisher of it as well.

พระเยซูทรงเป็นผู้วางรากฐานความเชื่อของเรา  และผู้ทรงกระทำให้สำเร็จด้วย

From first to last, He is the source and sustainer of the faith that saves us.
จากเบื้องต้นถึงเบื้องปลาย  พระองค์ทรงเป็นแหล่งและผู้ทรงค้ำจุนความเชื่อที่ช่วยให้รอด

Bread of Life:

อาหารแห่งชีวิต:

John ยอห์น 6:35 35Jesus said to them, “I am the bread of life; whoever comes to me shall not hunger, and whoever believes in me shall never thirst.

35พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นอาหารแห่งชีวิต   ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว   และผู้ที่วางใจในเรา   จะไม่กระหายอีกเลย

John ยอห์น 6:48 48I am the bread of life.

48เราเป็นอาหารแห่งชีวิต

Just as bread sustains life in the physical sense, Jesus is the Bread that gives and sustains eternal life.

เช่นเดียวกับขนมปังค้ำจุนชีวิตฝ่ายกาย   พระเยซูทรงเป็นอาหารที่ทรงประทานให้และค้ำจุนชีวิตนิรันดร์

God provided manna in the wilderness to feed His people, and He provided Jesus to give us eternal life through His body, broken for us.
พระเจ้าได้ทรงประทานมานาในถิ่นทุรกันดารเพื่อทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ และทรงจัดเตรียมพระเยซูไว้  เพื่อโดยพระกายของพระองค์ที่ต้องแตกหัก  เราจะได้มีชีวิตนิรันดร์
Bridegroom:

เจ้าบ่าว:

Matthew มัทธิว 9:15 15And Jesus said to them, “Can the wedding guests mourn as long as the bridegroom is with them? The days will come when the bridegroom is taken away from them, and then they will fast.

15พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้า   เมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ   แต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไป   เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่เขาจะถืออดอาหาร

The picture of Christ as the Bridegroom and the Church as His Bride reveals the special relationship we have with Him.

ภาพของพระคริสต์ที่ทรงเป็นเจ้าบ่าว   และคริสตจักรเป็นเจ้าสาวของพระองค์  แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์พิเศษที่เรามีกับพระองค์

We are bound to each other in a covenant of grace that cannot be broken.
พวกเราต่างผูกพันต่อกันและกัน ในพันธสัญญาแห่งพระคุณที่ไม่สามารถเลิกล้มได้

Deliverer:

ผู้ทรงปลดปล่อย:

Romans โรม 11:26 26And in this way all Israel will be saved, as it is written,

“The Deliverer will come from Zion, He will banish ungodliness from Jacob”;

26และเมื่อเป็นดังนั้น   พวกอิสราเอลทั้งปวงก็จะได้รับความรอด   ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า   พระผู้ช่วยให้รอดจะเสด็จมาจากเมืองศิโยน   และจะทรงกำจัดอธรรมให้สูญสิ้นไปจากยาโคบ  
Just as the Israelites needed God to deliver them from bondage to Egypt, so Christ is our Deliverer from the bondage of sin.
เช่นเดียวกับชาวอิสราเอลที่ต้องหาพระเจ้า    เพื่อทรงปลดปล่อยพวกเขาพ้นจากการเป็นทาสของอียิปต์    ดังนั้นพระคริสต์ทรงเป็นผู้ปลดปล่อยเราจากการเป็นทาสของบาป
Good Shepherd:

ผู้เลี้ยงที่ดี

John ยอห์น 10:11,14 11I am the good shepherd. The good shepherd lays down his life for the sheep.

11เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   ผู้เลี้ยงที่ดีนั้นย่อมสละชีวิตของตนเพื่อฝูงแกะ

14I am the good shepherd. I know my own and my own know me,

14เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี   เรารู้จักแกะของเราและแกะของเราก็รู้จักเรา

In Bible times, a good shepherd was willing to risk his own life to protect his sheep from predators.

ในสมัยพระคัมภีร์  ผู้เลี้ยงที่ดีก็เต็มใจที่จะเสี่ยงชีวิตของตนเอง   เพื่อปกป้องแกะของเขาจากผู้ที่ตามล่า
Jesus laid down His life for His sheep, and He cares for and nurtures and feeds us.
พระเยซูทรงพลีพระชนม์เพื่อฝูงแกะของพระองค์   และพระองค์ทรงห่วงใยและบำรุงเลี้ยงเรา
High Priest:

มหาปุโรหิต

Hebrews ฮีบรู 2:17 17Therefore he had to be made like his brothers in every respect, so that he might become a merciful and faithful high priest in the service of God, to make propitiation for the sins of the people.

17เหตุฉะนั้นพระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง   เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต   ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ   ในการกระทำกิจกับพระเจ้า   เพื่อลบล้างบาปของประชาชน

The Jewish high priest entered the temple once a year to make atonement for the sins of the people.

มหาปุโรหิตชาวยิวได้เข้าไปในพระวิหารปีละครั้ง  เพื่อถวายเครื่องบูชาลบมลทินบาปของ

ประชาชน

The Lord Jesus performed that function for His people once for all at the cross.
พระเยซูก็ได้ทรงถวายบูชาพระองค์เองเพื่อคนของพระองค์  ครั้งเดียวเท่านั้นพอที่บนกางเขน
Lamb of God:

พระเมษโปดกของพระเจ้า:

John ยอห์น 1:29 29The next day he saw Jesus coming toward him, and said, “Behold, the Lamb of God, who takes away the sin of the world!

29วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน   ท่านจึงกล่าวว่า   “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า   ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย

God’s Law called for the sacrifice of a spotless, unblemished Lamb as an atonement for sin.

พระบัญญัติของพระเจ้ากำหนดให้ถวายบูชาลูกแกะที่ไม่มีมลทิน  ไม่มีด่างพร้อยเป็นการถวายบูชาเพื่อลบมลทินบาป

Jesus became that Lamb led meekly to the slaughter, showing His patience in His sufferings and His readiness to die for His own.
พระเยซูทรงกลายเป็นพระเมษโปดกที่ยอมให้ถูกนำไปฆ่าโดยดี   แสดงความอดทนของพระองค์ในเวลาทรงทนทุกข์    และความเต็มพระทัยที่พระองค์ยอมพลีพระชนม์เพื่อคนของพระ

องค์เอง
Mediator:

คนกลาง:

1 Timothy 1ทิโมธี 2:5 5For there is one God, and there is one mediator between God and men, the man Christ Jesus,

5ด้วยเหตุว่ามีพระเจ้าองค์เดียว   และมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์   คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์

A mediator is one who goes between two parties to reconcile them.

คนกลางก็เป็นผู้หนึ่งที่ไปมาระหว่างสองฝ่ายเพื่อนำพวกเขากลับมาคืนดีกัน

Christ is the one and only Mediator who reconciles men and God.

พระคริสต์ทรงเป็นผู้เดียวที่ทรงไกล่เกลี่ยและประสานการคืนดีกันหว่างมนุษย์และพระเจ้า

Praying to Mary or the saints is idolatry because it bypasses this most important role of Christ and ascribes the role of Mediator to another.
การอธิษฐานต่อนางมารีย์หรือผู้นักบุญทั้งหลายถือเป็นการไหว้รูปเคารพ   เพราะเบี่ยงเบนบทบาทที่สำคัญที่สุดของพระคริสต์  และถือว่ามีบทบาทเป็นคนกลางต่ออีกคนหนึ่ง
Rock:

พระศิลา:

1 Corinthians 1โครินธ์ 10:4 4and all drank the same spiritual drink. For they drank from the spiritual Rock that followed them, and the Rock was Christ.

4และได้ดื่มน้ำทิพย์ทุกคน   เพราะว่าเขาได้ดื่มน้ำซึ่งไหลออกมาจากพระศิลาที่ติดตามเขามา  พระศิลานั้นคือพระคริสต์

As life-giving water flowed from the rock Moses struck in the wilderness, Jesus is the Rock from which flow the living waters of eternal life.

เมื่อน้ำแห่งชีวิตไหลออกมาจากโขดหินที่โมเสสได้ตีในถิ่นทุรกันดาร   พระเยซูทรงเป็นพระศิลาที่ซึ่งน้ำแห่งชีวิตนิรันดร์หลั่งไหลออกมา

He is the Rock upon whom we build our spiritual houses, so that no storm can shake them.
ทรงเป็นพระศิลา  ที่เราสร้างบ้านฝ่ายจิตวิญญาณของเราไว้บนนั้น   เพื่อที่ว่าลมพายุไม่สามารถพัดพาให้มันพังได้
Resurrection and Life:

การฟื้นคืนพระชนม์และชีวิต:

John ยอห์น 11:25 25Jesus said to her, “I am the resurrection and the life.  Whoever believes in me, though he die, yet shall he live,

25พระเยซูตรัสกับเธอว่า “เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต   ผู้ที่วางใจในเรานั้น   ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก

Embodied in Jesus is the means to resurrect sinners to eternal life, just as He was resurrected from the grave.

การวางใจในพระเยซูเป็นทางที่ฟื้นคนบาปให้มีชีวิตนิรันดร์   เหมือนอย่างที่พระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากอุโมงค์พระศพ

Our sin is buried with Him, and we are resurrected to walk in newness of life.
ความบาปของเราถูกฝังไว้แล้วกับพระองค์   และเราจะเป็นขึ้นมาเพื่อจะเดินในชีวิตใหม่
Savior:

พระผู้ช่วยให้รอด:

Matthew มัทธิว 1:21 21She will bear a son, and you shall call His name Jesus, for He will save His people from their sins.”

21เธอจะประสูติบุตรชาย   แล้วเจ้าจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา”

Luke ลูกา 2:11 11For unto you is born this day in the city of David a Savior, who is Christ the Lord.

11เพราะว่าในวันนี้พระผู้ช่วยให้รอดของท่านทั้งหลาย   คือพระคริสต์เจ้า   มาบังเกิดที่เมืองดาวิด

He saves His people by dying to redeem them, by giving the Holy Spirit to renew them by His power, by enabling them to overcome their spiritual enemies, by sustaining them in trials and in death, and by raising them up at the last day.
พระองค์ทรงช่วยคนของพระองค์ให้รอดโดยทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปพวกเขา   โดยทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เขามีชีวิตใหม่โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์     โดยทรงช่วยให้พวกเขาสามารถเอาชนะศัตรูฝ่ายจิตวิญญาณ   โดยค้ำจุนพวกเขาพ้นจากการทดลองและในความตาย   และด้วยการยกพวกเขาให้เป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย
True Vine:

เถาองุ่นแท้:

John ยอห์น 15:1 1“I am the true vine, and my Father is the vinedresser.

1“เราเป็นเถาองุ่นแท้   และพระบิดาของเราทรงเป็นผู้ดูแลรักษา

The True Vine supplies all that the branches (believers) need to produce the fruit of the Spirit— the living water of salvation and nourishment from the Word.

เถาองุ่นแท้เกิดแตกกิ่งก้านสาขาทั้งหมด(ผู้เชื่อ) จำเป็นต้องเกิดผลของพระวิญญาณ---น้ำแห่งชีวิตของคามรอดและการบำรุงเลี้ยงจากพระวจนะ

Way, Truth, Life:

ทางนั้น ความจริง ชีวิต:                                                                                                                  John ยอห์น 14:6 6Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through me.

6พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

Jesus is the only path to God, the only Truth in a world of lies, and the only true source of eternal life.

พระเยซูทรงเป็นทางเดียวที่ไปถึงพระเจ้า    ความจริงเดียวเท่านั้นในโลกแห่งการมุสา  และเป็นแหล่งเดียวที่แท้จริงของชีวิตนิรันดร์

He embodies all three in both a temporal and an eternal sense.

ทั้งสามพระภาคร่วมอยู่ในพระเจ้าทั้งในแง่โลกปัจจุบันและชั่วนิรันดร์

Names of Jesus part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top