Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, June 7, 2016

 

transfiguration

การจำแลงพระกาย


What was the meaning and importance of the transfiguration? Why was Jesus transfigured while He spoke with Moses and Elijah?

อะไรคือความหมายและความสำคัญของการจำแลงพระกาย ทำไมพระกายของเยซูเปลี่ยนไปในขณะที่ทรงตรัสกับโมเสสและเอลียาห์


Question: "What was the meaning and importance of the transfiguration?"
คำถาม อะไรคือความหมายและความสำคัญของการจำแลงพระกาย "


Answer: About a week after Jesus plainly told His disciples that He would suffer, be killed, and be raised to life.

คำตอบ ประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังจากพระเยซูได้ตรัสบอกเหล่าสาวกว่าพระองค์จะทนทุกข์ทรมาน  จะถูกประหาร และจะทรงฟื้นคืนพระชนม์

Luke ลูกา 9:22 22saying, “The Son of Man must suffer many things and be rejected by the elders and chief priests and scribes, and be killed, and on the third day be raised.”

22และตรัสว่า “บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ   พวกผู้ใหญ่   พวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์จะไม่ยอมรับพระองค์   ในที่สุดพระองค์จะต้องถึงถูกประ

หารชีวิต   แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่”  

He took Peter, James and John up a mountain to pray.

พระองค์ทรงนำ เปโตร ยากอบ และยอห์นขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน

While He prayed, His personal appearance was changed into a glorified form, and His clothing became dazzling white.

ขณะที่ทรงกำลังอธิษฐาน   พระพักตร์ของพระองค์แปรเปลี่ยนเป็นทอแสงจ้า  และฉลองพระองค์ก็เป็นสีขาวเปล่งประกายแวววับ

Moses and Elijah appeared and talked with Jesus about His death that would soon take place.

โมเสสและเอลียาห์ปรากฏตัวขึ้น   และได้สนทนากับพระเยซูเกี่ยวกับความตายของพระองค์ว่าไม่นานจะเกิดขึ้น

Peter, not knowing what he was saying and being very fearful, offered to put up three shelters for them.

โดยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ตรัสและกำลังตกใจกลัวมาก   เปโตรทูลเสนอจะสร้างเพิงพักพิงสามหลังสำหรับพวกเขา

This is undoubtedly a reference to the booths that were used to celebrate the Feast of Tabernacles, when the Israelites dwelt in booths for 7 days.

นี่เป็นการอ้างถึงอย่างไม่ต้องสงสัยเลย ถึงเพิงที่พัก ที่ถูกนำมาใช้เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลอยู่เพิงเมื่ออิสราเอลอาศัยอยู่ในเพิงที่พักเป็นเวลา 7 วัน

Leviticus เลวีนิติ 23:34–42 34“Speak to the people of Israel, saying, On the fifteenth day of this seventh month and for seven days is the Feast of Booths*n34.2 to the LORD.

34“จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า   ในวันที่สิบห้าเดือนที่เจ็ดนี้   เป็นวันเทศกาลอยู่เพิงถวายแด่พระเจ้าสิ้นเจ็ดวัน

35On the first day shall be a holy convocation; you shall not do any ordinary work.

35จะมีการประชุมบริสุทธิ์ในวันแรก เจ้าอย่าทำงานหนัก

36For seven days you shall present food offerings to the LORD. On the eighth day you shall hold a holy convocation and present a food offering to the LORD. It is a solemn assembly; you shall not do any ordinary work.

36จงนำเครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่พระเจ้าทั้งเจ็ดวัน   ในวันที่แปดเจ้าจงมีการประชุมบริสุทธิ์   และนำเครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่พระเจ้า เป็นการประชุมตามพิธี เจ้าทั้งหลายอย่าทำงานหนัก  

37“These are the appointed feasts of the LORD, which you shall proclaim as times of holy convocation, for presenting to the LORD food offerings, burnt offerings and grain offerings, sacrifices and drink offerings, each on its proper day,

37“ทั้งนี้เป็นเทศกาลเลี้ยงตามกำหนดแด่พระเจ้า   ซึ่งเจ้าต้องประกาศเป็นเวลาประชุมบริสุทธิ์   เพื่อให้นำถวายแด่พระเจ้า   ซึ่งเครื่องบูชาด้วยไฟ   เครื่องเผาบูชาและธัญบูชา   ทั้งเครื่องสัตวบูชาและเครื่องดื่มบูชา   ต่างก็ให้ถูกต้องตามวันกำหนดนั้นๆ

38besides the LORD's Sabbaths and besides your gifts and besides all your vow offerings and besides all your freewill offerings, which you give to the LORD.

38นอกเหนือวันสะบาโตแห่งพระเจ้าและนอกเหนือของถวายของเจ้า   และนอกเหนือเครื่องบูชาแก้บนของเจ้า   และนอกเหนือเครื่องบูชาด้วยใจสมัครของเจ้าซึ่งเจ้านำมาถวายแด่พระเจ้า  

39“On the fifteenth day of the seventh month, when you have gathered in the produce of the land, you shall celebrate the feast of the LORD seven days. On the first day shall be a solemn rest, and on the eighth day shall be a solemn rest.

39“ในวันที่สิบห้าของเดือนที่เจ็ด   เมื่อเจ้าได้เก็บพืชผลที่ได้จากแผ่นดินนั้นเข้ามาแล้ว   เจ้าจงมีเทศกาลเลี้ยงแห่งพระเจ้าเจ็ดวัน   ในวันแรกให้หยุดพักสงบ   และในวันที่แปดก็ให้หยุดพักสงบ

40And you shall take on the first day the fruit of splendid trees, branches of palm trees and boughs of leafy trees and willows of the brook, and you shall rejoice before the LORD your God seven days.

40ในวันแรกเจ้าจงนำมาซึ่งผลจากต้นมะงั่ว   ใบอินทผลัม   กิ่งไม้ที่มีใบมาก   กิ่งต้นไค้   และเจ้าจงปีติยินดีอยู่เจ็ดวันต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเจ้า

41You shall celebrate it as a feast to the LORD for seven days in the year. It is a statute forever throughout your generations; you shall celebrate it in the seventh month.

41เจ้าจงถือเป็นพิธีเทศกาลเลี้ยงปีละเจ็ดวันถวายแด่พระเจ้า   ทั้งนี้เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า   เจ้าจงถือพิธีนี้ในเดือนที่เจ็ด

42You shall dwell in booths for seven days. All native Israelites shall dwell in booths,

42เจ้าจงอยู่ในเพิงเจ็ดวัน   ทุกคนที่เป็นชาวพื้นเมืองอิสราเอลให้เข้าอยู่ในเพิง

Peter was expressing a wish to stay in that place.

เปโตรกำลังแสดงความปรารถนาที่จะอยู่ในเพิงที่พักนั้น

When a cloud enveloped them, a voice said, “This is My Son, whom I have chosen, whom I love; listen to Him!”

เมื่อเมฆปกคลุมพวกเขาไว้ มีพระสุรเสียงตรัสว่า “ นี่เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก จงเชื่อฟังท่านเถิด”

The cloud lifted, Moses and Elijah had disappeared, and Jesus was alone with His disciples who were still very much afraid.

เมฆลอยขึ้นไปแล้ว โมเสสและเอลียาห์ได้หายไปแล้ว  และพระเยซูทรงประทับอยู่ลำพังพร้อมกับเหล่าสาวกที่ยังตกใจกลัวมาก

Jesus warned them not to tell anyone what they had seen until after His resurrection.

พระเยซูทรงเตือนพวกเขาว่าอย่าเพิ่งบอกใครสิ่งที่พวกเขาได้เห็น   จนกระทั่งหลังจากที่ทรงฟื้นคืนพระชนม์

The three accounts of this event are found in:

เรื่องราวเหตุการณ์ทั้งสามเรื่องนี้พบได้ใน:

Matthew มัทธิว 17:1-8 1And after six days Jesus took with him Peter and James, and John his brother, and led them up a high mountain by themselves.

1ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว   พระเยซูทรงพาเปโตร   ยากอบ   และยอห์นน้องของยากอบขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง

2And He was transfigured before them, and His face shone like the sun, and His clothes became white as light.

2แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา   พระพักตร์ของพระองค์ก็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์   ฉลองพระองค์ก็ขาวผ่องดุจแสงสว่าง

3And behold, there appeared to them Moses and Elijah, talking with him.

3โมเสสและเอลียาห์ก็มาปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น   กำลังเฝ้าสนทนากับพระองค์

4And Peter said to Jesus, “Lord, it is good that we are here. If you wish, I will make three tents here, one for you and one for Moses and one for Elijah.”

4ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซูว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดี   ถ้าพระองค์ต้องพระประ

สงค์   ข้าพระองค์จะทำเพิงสามหลังที่นี่   สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง   สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง   สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”

5He was still speaking when, behold, a bright cloud overshadowed them, and a voice from the cloud said, “This is my beloved Son, with whom I am well pleased; listen to Him.”

5เปโตรทูลยังไม่ทันขาดคำ   ก็บังเกิดมีเมฆสุกใสมาปกคลุมเขาไว้   แล้วมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา   เราชอบใจ  ท่านผู้นี้มาก    จงเชื่อฟังท่านเถิด”

6When the disciples heard this, they fell on their faces and were terrified.

6ฝ่ายพวกสาวกเมื่อได้ยินก็ซบหน้ากราบลงกลัวยิ่งนัก

7But Jesus came and touched them, saying, “Rise, and have no fear.”

7พระเยซูจึงเสด็จมาถูกต้องเขา   แล้วตรัสว่า “จงลุกขึ้นเถิด   อย่ากลัวเลย”

8And when they lifted up their eyes, they saw no one but Jesus only.

8เมื่อเขาเงยหน้าดูก็ไม่เห็นผู้ใด   เห็นแต่พระเยซูองค์เดียว  

Mark มาระโก 9:2-8 2And after six days Jesus took with him Peter and James and John, and led them up a high mountain by themselves. And he was transfigured before them,

2 ครั้นล่วงไปได้หกวันแล้ว   พระเยซูทรงพาเปโตร   ยากอบ   และยอห์นขึ้นภูเขาสูงแต่ลำพัง   แล้วพระกายของพระองค์ก็เปลี่ยนไปต่อหน้าเขา

3and His clothes became radiant, intensely white, as no one on earth could bleach them.

3และฉลองพระองค์ก็ขาวเป็นมันระยับ   จะหาช่างฟอกผ้าทั่วแผ่นดินโลกฟอกให้ขาวอย่างนั้นก็ไม่ได้

4And there appeared to them Elijah with Moses, and they were talking with Jesus.

4แล้วเอลียาห์กับโมเสสก็ปรากฏแก่พวกสาวกเหล่านั้น   และเฝ้าสนทนากับพระเยซู

5And Peter said to Jesus, “Rabbi, it is good that we are here. Let us make three tents, one for you and one for Moses and one for Elijah.”

5ฝ่ายเปโตรทูลพระเยซูว่า “พระอาจารย์เจ้าข้า   ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดี   ให้พวกข้าพระองค์ทำเพิงสามหลัง   สำหรับพระองค์หลังหนึ่ง   สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง   สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”

6For he did not know what to say, for they were terrified.

6ที่เปโตรพูดอย่างนั้นก็เพราะไม่รู้จะว่าอย่างไร   ด้วยเขาทั้งหลายกำลังกลัวนัก

7And a cloud overshadowed them, and a voice came out of the cloud, “This is my beloved Son; listen to Him.”

7แล้วมีเมฆมาปกคลุมเขาไว้และมีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา   จงเชื่อฟังท่านเถิด”

8And suddenly, looking around, they no longer saw anyone with them but Jesus only.

8ทันใดนั้น   เมื่อสาวกแลดูรอบก็ไม่เห็นผู้ใด   เห็นแต่พระเยซูทรงอยู่กับเขา   

Luke ลูกา 9:28-36 28Now about eight days after these sayings he took with him Peter and John and James and went up on the mountain to pray.

28ภายหลังพระองค์ได้ตรัสคำเหล่านั้นประมาณแปดวัน   พระองค์จึงทรงพาเปโตร   ยอห์น   และยากอบขึ้นไปบนภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน

29And as He was praying, the appearance of His face was altered, and His clothing became dazzling white.

29เมื่อพระองค์กำลังอธิษฐานอยู่   วรรณพระพักตร์ของพระองค์ก็เปลี่ยนไป   และฉลองพระองค์ก็ขาวเป็นมันระยับ

30And behold, two men were talking with him, Moses and Elijah,

30ดูเถิด   มีสองคนสนทนาอยู่กับพระองค์   คือโมเสสและเอลียาห์

31who appeared in glory and spoke of his departure, which He was about to accomplish at Jerusalem.

31ผู้มาปรากฏด้วยศักดิ์ศรี   และกล่าวถึงการจากไปของพระองค์   ซึ่งจะสำเร็จในกรุงเยรูซาเล็ม

32Now Peter and those who were with him were heavy with sleep, but when they became fully awake they saw his glory and the two men who stood with him.

32ฝ่ายเปโตรกับคนที่อยู่ด้วยนั้นก็ง่วงเหงาหาวนอน   แต่เมื่อเขาตาสว่างขึ้นแล้ว   เขาก็ได้เห็นพระสิริของพระองค์   และเห็นสองคนนั้นที่ยืนอยู่กับพระองค์

33And as the men were parting from him, Peter said to Jesus, “Master, it is good that we are here. Let us make three tents, one for you and one for Moses and one for Elijah”—not knowing what he said.

33เมื่อสองคนนั้นกำลังลาไปจากพระองค์   เปโตรจึงทูลพระเยซูว่า   “พระอาจารย์เจ้าข้า   ซึ่งเราอยู่ที่นี่ก็ดี   ให้พวกข้าพระองค์ทำเพิงสามหลังสำหรับพระองค์หลังหนึ่ง   สำหรับโมเสสหลังหนึ่ง   สำหรับเอลียาห์หลังหนึ่ง”   เปโตรไม่รู้สึกตัวว่าได้พูดอะไร

34As he was saying these things, a cloud came and overshadowed them, and they were afraid as they entered the cloud.

34เมื่อเขากำลังพูดคำเหล่านี้   มีเมฆมาคลุมเขาไว้   และเมื่อเขาอยู่ในเมฆนั้นเขาก็กลัว

35And a voice came out of the cloud, saying, “This is my Son, my Chosen One; listen to Him!”

35มีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า   “ผู้นี้เป็นบุตรของเรา   เป็นผู้ถูกเลือกสรรไว้      จงเชื่อฟังท่านเถิด”

36And when the voice had spoken, Jesus was found alone. And they kept silent and told no one in those days anything of what they had seen.

36เมื่อพระสุรเสียงนั้นสงบแล้ว   พระเยซูทรงสถิตอยู่องค์เดียว   เขาทั้งสามก็นิ่งอยู่   และในกาลครั้งนั้นเขามิได้บอกเหตุการณ์ซึ่งเขาได้เห็นแก่ผู้ใด

Undoubtedly, the purpose of the transfiguration of Christ into at least a part of His heavenly glory was so that the “inner circle” of His disciples could gain a greater understanding of who Jesus was. Christ underwent a dramatic change in appearance in order that the disciples could behold Him in His glory.

อย่างไม่มีข้อสงสัย การที่พระคริสต์ทรงจำแลงพระกายคือพระประสงค์  อย่างน้อยเป็นส่วนที่สำแดงพระสิริในสวรรค์ของพระองค์ เพื่อว่าเหล่าสาวก “วงใน”จะเข้าใจมากขึ้นว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด พระคริสต์ทรงทำการจำแลงพระกายอย่างอัศจรรย์   เพื่อเหล่าสาวกจะเห็นพระองค์บริบูรณ์ด้วยพระสิริ

The disciples, who had only known Him in His human body, now had a greater realization of the deity of Christ, though they could not fully comprehend it.

เหล่าสาวก  ผู้ที่ได้รู้จักพระองค์ในสภาพกายมนุษย์เท่านั้น  ตอนนี้ได้ประจักษ์แก่ตามากขึ้นในสภาพพระเจ้าของพระคริสต์  แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถเข้าใจมันครบถ้วนนัก

That gave them the reassurance they needed after hearing the shocking news of His coming death.
นั่นทำให้พวกเขามั่นใจในสิ่งที่พวกเขาต้องการ   หลังจากที่ได้ยินข่าวที่น่าตกใจของความตายที่กำลังจะมาถึง

Symbolically, the appearance of Moses and Elijah represented the Law and the Prophets.

ในเชิงสัญลักษณ์   การปรากฏกายของโมเสสและเอลียาห์แทนพระบัญญัติและผู้พยากรณ์

But God’s voice from heaven – “Listen to Him!” – clearly showed that the Law and the Prophets must give way to Jesus.

แต่เสียงของพระเจ้าจากสวรรค์ “จงฟังท่านเถิด” แสดงให้เห็นชัดเจน บทบัญญัติและผู้พยากรณ์ต้องเปิดทางให้พระเยซู

The One who is the new and living way is replacing the old; He is the fulfillment of the Law and the countless prophecies in the Old Testament.

พระองค์ผู้หนึ่งที่เป็นทางใหม่และทางแห่งชีวิตกำลังมาแทนที่เก่า;  พระองค์ทรงทำให้บทบัญญัติและคำทำนายมากมายในพันธสัญญาเดิมสำเร็จครบบริบูรณ์

Also, in His glorified form they saw a preview of His coming glorification and enthronement as King of kings and Lord of lords.
นอกจากนี้ ในสภาพที่ทรงบริบูรณ์ด้วยพระสิริ    พวกเขาได้เห็นตัวอย่างการสำแดงพระสิริของพระองค์ และการเป็นจอมกษัตริย์แห่งกษัตริย์และจอมเจ้านายเหนือเจ้านายทั้ง

หลายก่อนที่วันนั้นจะมาถึง 

The disciples never forgot what happened that day on the mountain and no doubt this was intended.

เหล่าสาวกไม่เคยลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นบนภูเขาและไม่มีข้อสงสัยสิ่งที่ทรงประสงค์นี้

John ยอห์น 1:14 14And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen his glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

2 Peter 2 เปโตร 1:16-18 16For we did not follow cleverly devised myths when we made known to you the power and coming of our Lord Jesus Christ, but we were eyewitnesses of His majesty.

16เพราะว่าเมื่อเราได้ประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบถึงฤทธิ์เดชของพระเยซูคริสต์ของเรา   และการที่พระองค์จะเสด็จมานั้น   เราไม่ได้คล้อยตามนิยายที่เขาแต่งขึ้นอย่างชาญฉลาด   แต่เราเป็นพยานผู้รู้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์

17For when He received honor and glory from God the Father, and the voice was borne to Him by the Majestic Glory, “This is my beloved Son, with whom I am well pleased,”

17เพราะว่าคราวเมื่อพระองค์ได้ทรงรับเกียรติและสง่าราศีจากพระบิดา และพระสุรเสียงจากพระสิริอันยิ่งใหญ่ได้มาถึงพระองค์ ตรัสแก่พระองค์ว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก”

18we ourselves heard this very voice borne from heaven, for we were with Him on the holy mountain.

18เราก็ได้ยินพระสุรเสียงนี้จากสวรรค์   เพราะว่าเราได้อยู่กับพระองค์ที่ภูเขาบริสุทธิ์นั้น

Those who witnessed the transfiguration bore witness to it to the other disciples and to countless millions down through the centuries.

บรรดาผู้ที่ร่วมเป็นประจักษ์พยานเรื่องการจำแลงพระกาย ได้เป็นพยานแก่สาวกอื่น ๆ และคนเป็นล้านนับไม่ถ้วนตลอดหลายศตวรรษ

Transfiguration

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top