Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, June 8, 2016

 

seven sayings of Christ

คำตรัสเจ็ดประโยคของพระคริสต์


What were the seven last words of Jesus Christ on the cross, and what do they mean? What were the seven sayings of Jesus Christ while He was on the cross?

คำตรสเจ็ดประโยคสุดท้ายของพระเยซูบนกางเขนคืออะไร  และมันหมายความว่าอะไร    อะไรคือคำตรัสเจ็ดประโยคสุดท้ายของพระเยซูคริสต์ขณะทรงอยู่บนกางเขน


Question: "What were the seven last words of Jesus Christ on the cross, and what do they mean?"

คำถาม อะไรคือคำตรัสเจ็ดประโยคสุดท้ายของพระเยซูคริสต์บนกางเขน และมันหมายความว่าอะไร

Answer: These are the seven statements that Jesus Christ made on the cross (not in any particular order):

คำตอบ     เหล่านี้เป็นคำตรัสเจ็ดประโยคสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสตอนอยู่บนกางเขน (ไม่ได้เรียงลำดับพิเศษ)
(1) Matthew มัทธิว 27:46 46And about the ninth hour Jesus cried out with a loud voice, saying, “Eli, Eli, lema sabachthani?” that is, “My God, my God, why have you forsaken me?”

46ครั้นประมาณบ่ายสามโมง   พระเยซูทรงร้องเสียงดังว่า   “เอลี   เอลี   ลามาสะบักธานี”   แปลว่า   “พระเจ้าของข้าพระองค์   พระเจ้าของข้าพระองค์   ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย”

Here, Jesus was expressing His feelings of abandonment as God placed the sins of the world on Him – and because of that, God had to “turn away” from Jesus.

ตรงนี้ พระเยซูทรงแสดงความรู้สึกของพระองค์เมื่อทรงถูกทอดทิ้ง   ตามที่พระเจ้าทรงให้พระองค์แบกบาปของโลก   และเพราะอย่างนั้น พระเจ้าทรงต้องง “หันไปเสีย” จากพระเยซู

As Jesus was feeling that weight of sin, He was experiencing a separation from God for the only time in all of eternity.

เมื่อพระเยซูทรงรู้สึกถึงบาปอันหนักนั้น   พระองค์ทรงประสบการตัดขาดจากพระเจ้าเพียงครั้งเดียวตลอดนิรันดร์กาล

This was also a fulfillment of the prophetic statement in Psalm 22:1.
นี้เป็นคำกล่าวพยากรณ์ที่สำเร็จครบถ้วน ในเพลงสดุดี 22:1.

Psalm เพลงสดุดี 22:1 1My God, my God, why have you forsaken me? Why are you so far from saving me, from the words of my groaning?

1 ถึงหัวหน้านักร้อง ตามทำนองกวางแห่งยามรุ่งอรุณ   เพลงสดุดีของดาวิด  

พระเจ้าข้า  พระเจ้าข้า   ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย    เหตุใด  พระองค์ทรงเมินเฉยที่จะช่วยข้าพระองค์ และต่อถ้อยคำคร่ำครวญของข้าพระองค์                                            (2) Luke ลูกา 23:34 34And Jesus said, “Father, forgive them, for they know not what they do.” And they cast lots to divide his garments.

34ฝ่ายพระเยซูจึงทรงอธิษฐานว่า   “โอพระบิดาเจ้าข้า   ขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่า   เขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร”   เขาก็เอาฉลองพระองค์จับฉลากแบ่งปันกัน

Those who crucified Jesus were not aware of the full scope of what they were doing because they did not recognize Him as the Messiah.

บรรดาผู้ที่ตรึงกางเขนพระเยซูไม่ได้สำนึกถึงขอบเขตของสิ่งที่พวกเขากำลังทำ  เพราะพวกเขาไม่รู้ความจริงว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า

Their ignorance of divine truth did not mean they deserved forgiveness, and Christ’s prayer in the midst of their mocking Him is an expression of the limitless compassion of divine grace.
การเพิกเฉยต่อความจริงของพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า   พวกเขาสมควรได้รับการให้อภัย  และคำอธิษฐานของพระคริสต์ท่ามกลางพวกเขาที่กำลังเยาะเย้ยพระองค์   คือการแสดงออกของความเมตตาสงสารที่ไร้ขีดจำกัดในพระคุณของพระเจ้า

(3) Luke ลูกา 23:43 43And He said to him, “Truly, I say to you, today you will be with me in Paradise.”

43ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า   “เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า   วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม”

In this statement, Jesus is assuring one of the criminals on the cross that when he died, he would be with Jesus in heaven.

ดูประโยคนี้  พระเยซูทรงรับประกันแก่อาชญากรคนหนึ่งบนกางเขน  ว่าเมื่อเขาตายเขาจะได้ไปอยู่กับพระเยซูในสวรรค์

This was granted because, even at the hour of his death, the criminal had expressed his faith in Jesus, recognizing Him for who He was.

สิ่งนี้ได้ทรงอนุญาต   เพราะแม้ในชั่วโมงที่ทรงใกล้จะสิ้นพระชนม์  อาชญากรนั้นได้แสดงความเชื่อในพระเยซู   ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด

Luke ลูกา 23:42 42And he said, “Jesus, remember me when you come into your kingdom.”

42แล้วคนนั้นจึงทูลว่า   “พระเยซูเจ้าข้า   ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์   เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์”

(4) Luke ลูกา 23:46 46Then Jesus, calling out with a loud voice, said, “Father, into your hands I commit my spirit!” And having said this He breathed His last.

46พระเยซูทรงร้องเสียงดังตรัสว่า “พระบิดาเจ้าข้า   ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้พระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” ตรัสอย่างนั้นแล้วก็สิ้นพระชนม์

Here, Jesus is willingly giving up His soul into the Father’s hands, indicating that He was about to die and that God had accepted His sacrifice.                                             ตรงนี้ พระเยซูทรงเต็มพระทัยมอบถวายชีวิตของพระองค์ให้อยู่ในพระหัตถ์ของพระบิดา แสดงให้เห็นว่าทรงใกล้จะสิ้นพระชนม์    และพระเจ้าได้ทรงยอมรับพระองค์เป็นเครื่องบูชา

Hebrews ฮีบรู 9:14 14how much more will the blood of Christ, who through the eternal Spirit offered himself without blemish to God, purify our conscience from dead works to serve the living God.

14พระโลหิตของพระเยซูคริสต์   ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์   ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ   ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด   เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย   หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่  

(5) John ยอห์น 19:26-27 26When Jesus saw his mother and the disciple whom he loved standing nearby, He said to His mother, “Woman, behold, your son!”

26เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารดาของพระองค์   และสาวกคนที่พระองค์ทรงรักยืนอยู่ใกล้พระองค์   จึงตรัสกับมารดาของพระองค์ว่า   “หญิงเอ๋ย   จงดูบุตรของท่านเถิด”

27Then He said to the disciple, “Behold, your mother!” And from that hour the disciple took her to his own home.

27แล้วพระองค์ตรัสกับสาวกคนนั้นว่า   “จงดูมารดาของท่านเถิด”   ตั้งแต่เวลานั้นมาสาวกคนนั้นก็รับมารดาของพระองค์มาอยู่ในบ้านของตน 

When Jesus saw His mother standing near the cross with the Apostle John, whom He loved, He committed His mother’s care into John’s hands.

เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารดาของพระองค์ยืนอยู่ใกล้ไม้กางเขนกับยอห์นอัครสาวกผู้ที่พระองค์ทรงรัก   พระองค์ทรงมอบมารดาของพระองค์ให้ยอห์นคอยดูแล

And from that hour John took her unto his own home.

และนับตั้งแต่เวลานั้น ยอห์นพาเธอไปอยู่บ้านของเขาเอง

In this verse Jesus, ever the compassionate Son, is making sure His earthly mother is cared for after His death.
ในข้อนี้พระเยซู  พระบุตรผู้ทรงเห็นอกเห็นใจ  ทรงกำลังทำเพื่อให้แน่ใจว่ามารดาฝ่ายโลกของพระองค์จะได้รับการดูแลหลังจากที่ทรงสิ้นพระชนม์

(6) John ยอห์น 19:28 28After this, Jesus, knowing that all was now finished, said (to fulfill the Scripture), “I thirst.”

28หลังจากนั้น   พระเยซูทรงทราบว่าทุกสิ่งสำเร็จแล้ว   เพื่อให้เป็นจริงตามพระธรรม   พระองค์จึงตรัสว่า   “เรากระหายน้ำ”

Jesus is here fulfilling the Messianic prophecy from Psalm 69.

ที่นี่พระเยซูทรงกระทำให้คำพยากรณ์เรื่องพระเมสสิยาห์สำเร็จครบถ้วน  จากสดุดีบทที่ 69

Psalm เพลงสดุดี 69:21 21They gave me poison for food, and for my thirst they gave me sour wine to drink.

21เขาให้ดีหมีแก่ข้าพระองค์เป็นอาหาร ให้น้ำส้มสายชูแก่ข้าพระองค์ดื่มแก้ กระหาย   

By saying He was thirsty, He prompted the Roman guards to give Him vinegar, which was customary at a crucifixion, thereby fulfilling the prophecy.
โดยทรงตรัสว่าทรงกระหายน้ำ    พระองค์ทรงขอให้ทหารยามโรมันที่จะยื่นน้ำส้มองุ่นแก่พระองค์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการตรึงบนกางเขน   ดังนั้นคำพยากรณ์ก็สำเร็จครบถ้วน
(7) John ยอห์น 19:30 30When Jesus had received the sour wine, He said, “It is finished,” and He bowed His head and gave up his spirit.

30เมื่อพระเยซูทรงรับน้ำส้มองุ่นแล้ว   พระองค์ตรัสว่า   “สำเร็จแล้ว”   และทรงก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์

Jesus’ last words meant that His suffering was over and the whole work His Father had given Him to do, which was to preach the gospel, work miracles, and obtain eternal salvation for His people, was done, accomplished, fulfilled.

คำตรัสสุดท้ายของพระเยซูหมายความว่า   ความทนทุกข์ทรมานของพระองค์สิ้นสุดลง และพระราชกิจของพระบิดาซึ่งมอบให้พระองค์ทำ   ซึ่งก็คือการประกาศข่าวประเสริฐ การสำแดงปาฏิหาริย์และการทำให้คนของพระองค์ได้รับความรอดนิรันดร์ ได้กระทำเสร็จสิ้นแล้ว   ประสบความสำเร็จและครบถ้วนสมบูรณ์

The debt of sin was paid.

ได้จ่ายชดใช้หนี้ความบาปแล้ว

Seven Sayings

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top