Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, June 9, 2016

 

Stations of the Cross

ที่หมายสู่กางเขน


What are the Stations of the Cross, and what can we learn from them? What is the Scriptural Way of the Cross?

ที่หมายสู่กางเขนคืออะไร และเราสามารถเรียนรู้อะไรจากสิ่งนั้น ทางสู่กางเขนตามพระคัมภีร์คืออะไร


Question: "What are the Stations of the Cross, and what can we learn from them?"

คำถาม  ที่หมายสู่กางเขนคืออะไร และเราสามารถเรียนรู้อะไรจากสิ่งนั้น


Answer: The Stations of the Cross, also known as the Via Dolorosa, is a narration of the final hours in the life of Jesus Christ on earth that continues to provide spiritual conviction for every Christian and application to our lives.

คำตอบ ที่หมายสู่กางเขน  ยังเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นทางแห่งความเศร้า  เป็นเรื่องราวในชั่วโมงสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระเยซูในโลกนี้  ซึ่งยังคงจัดเป็นความเชื่ออย่างแรงกล้าฝ่ายวิญญาณสำหรับคริสเตียนทุกคน  และการนำมาใช้ในชีวิตของเรา

The Stations of the Cross serve as a stark reminder of the humble manner in which Jesus was willing to set aside any privilege of deity in order to provide a path to salvation through His sacrifice.

ที่หมายสู่กางเขนเป็นเครื่องเตือนเคร่งครัดให้นึกถึงท่าทีถ่อมพระองค์ ซึ่งพระเยซูทรงเต็มพระทัยที่จะวางสิทธิพิเศษความเป็นพระเจ้าลง   เพื่อเตรียมทางไปสู่ความรอดโดยการสละพระชนม์เป็นเครื่องบูชา

There are several widely accepted versions describing those final hours, one being biblical and the others being more traditional accounts of events in Jesus’ final hours.

มีบันทึกหลายฉบับที่บรรยายเรื่องชั่วโมงสุดท้าย   อันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปอย่างแพร่หลาย  ฉบับหนึ่งเป็นไปตามหลักพระคัมภีร์  และฉบับอื่นๆ  เป็นเรื่องราวที่บันทึกเหตุการณ์ตามประเพณีเรื่องชั่วโมงสุดท้ายของพระเยซู

The traditional form of the Stations of the Cross is as follows:
แบบประเพณีดั้งเดิมเรื่องที่หมายสู่กางเขนเป็นดังนี้:
1. Jesus is condemned to death.
1. พระเยซูทรงถูกตัดสินประหารชีวิต

2. Jesus is given His cross.
2. พระเยซูทรงได้รับกางเขน

3. Jesus falls down for the first time.
3. พระเยซูทรงล้มลงเป็นครั้งแรก

4. Jesus meets His mother Mary.

4. พระเยซูทรงพบกับมารดาคือนางมารีย์
5. Simon of Cyrene is forced to carry the cross.
5. ซีโมนแห่งเมืองไซรีนถูกบังคับให้ต้องแบกกางเขน

6. Veronica wipes blood off of Jesus’ face.
6. เวโรนิก้าเช็ดพระโลหิตจากพระพักตร์ของพระเยซู

7. Jesus falls down for the second time.
7. พระเยซูทรงล้มลงเป็นครั้งที่สอง

8. Jesus meets the women of Jerusalem.
8. พระเยซูทรงพบกับพวกผู้หญิงในกรุงเยรูซาเล็ม

9. Jesus falls down for the third time.
9. พระเยซูทรงล้มลงเป็นครั้งที่สาม

10. Jesus is stripped of His clothing.
10. พระเยซูทรงถูกถอดฉลองพระองค์ออก

11. Jesus is nailed to the cross – the Crucifixion.
11. พระเยซูทรงถูกตอกตะปูบนกางเขน- การตรึงกางเขน

12. Jesus dies on the cross.
12 พระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขน

13. Jesus’ body is removed from the cross – the Deposition or Lamentation.
13 พระศพของพระเยซูถูกนำลงจากกางเขน   การปลดจากตำแหน่งหรือการร้องไห้คร่ำครวญ

14. Jesus’ body is placed in the tomb.
14 พระศพของพระเยซูถูกวางไว้ในอุโมงค์
In the traditional form of the Stations of the Cross, however, stations 3, 4, 6, 7, and 9 are not explicitly biblical.

อย่างไรก็ตาม แบบประเพณีดั้งเดิมของที่หมายสู่กางเขน  จุดที่ 3, 4, 6,7 และ9 ไม่ได้อธิบายชัดเจนตามพระคัมภีร์

As a result, a “Scriptural Way of the Cross” has been developed. Below are the biblical descriptions of the 14 Stations of the Cross and the life application of each.
ผลก็คือ “ทางแห่งกางเขนตามพระคัมภีร์” ได้ถูกพัฒนาขึ้น ข้างล่างเป็นคำอธิบายที่หมายสู่กางเขนทั้ง 14 จุด ตามพระคัมภีร์ และการนำแต่ละจุดมาใช้กับชีวิต


1st Station of the Cross: Jesus on the Mount of Olives

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่1 พระเยซูบนภูเขามะกอกเทศ

Luke ลูกา 22:39-46 39And he came out and went, as was his custom, to the Mount of Olives, and the disciples followed him.

39ฝ่ายพระองค์   เสด็จออกไปยังภูเขามะกอกเทศตามเคย   และเหล่าสาวกของพระองค์ก็ตามพระองค์ไป

40And when he came to the place, he said to them, “Pray that you may not enter into temptation.”

40เมื่อมาถึงที่นั่นแล้ว   พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “จงอธิษฐานเพื่อมิให้เข้าในการทดลอง”

41And He withdrew from them about a stone's throw, and knelt down and prayed,

41แล้วพระองค์ดำเนินไปจากเขาไกลประมาณขว้างหินตก   และทรงคุกเข่าลงอธิษฐาน

42saying, “Father, if you are willing, remove this cup from me. Nevertheless, not my will, but yours, be done.”

42ว่า “พระบิดาเจ้าข้า   ถ้าพระองค์พอพระทัย   ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด   แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด”

43And there appeared to him an angel from heaven, strengthening him.

43ทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาปรากฏแก่พระองค์ ช่วยชูกำลังพระองค์

44And being in an agony he prayed more earnestly; and his sweat became like great drops of blood falling down to the ground.

44เมื่อพระองค์ทรงเป็นทุกข์มากนัก   พระองค์ยิ่งปลงพระทัยอธิษฐาน   พระเสโทของพระองค์เป็นเหมือนโลหิตไหลหยดลงถึงดินเป็นเม็ดใหญ่

45And when He rose from prayer, He came to the disciples and found them sleeping for sorrow,

45เมื่อทรงอธิษฐานเสร็จและลุกขึ้นแล้ว   พระองค์เสด็จมาถึงเหล่าสาวก   พบเขานอนหลับอยู่ด้วยกำลังทุกข์โศก

46and He said to them, “Why are you sleeping? Rise and pray that you may not enter into temptation.”

46พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “นอนหลับทำไม   จงลุกขึ้นอธิษฐานเพื่อท่านจะไม่ต้องถูกการทดลอง”

Jesus prayed on the Mount of Olives for His Father to take the cup from His hand that meant His death on the cross; it demonstrated the humanity of Jesus.

พระเยซูทรงอธิษฐานบนภูเขามะกอกเทศ  ทูลขอพระบิดาให้ทรงเลื่อนถ้วยจากพระหัตถ์ของพระองค์  นั่นหมายความถึงความตายของพระองค์บนกางเขน; ซึ่งแสดงให้เห็นภาพของพระเยซูในสภาพมนุษย์

It is not difficult to imagine how great His anticipation was concerning the events He was about to face.

มันไม่ยากที่จะนึกภาพความคาดหวังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์  เกี่ยวกับเหตุการณ์ทั้งหลายที่จะทรงเผชิญ

There comes a time in the life of all Christians when they must also choose between God’s will and their own, and that choice, like Jesus’ choice, displays the level of commitment and obedience to God, as well as the true condition of the heart.

เมื่อถึงเวลาหนึ่งในชีวิตของคริสเตียนทุกคน  เมื่อพวกเขาจะต้องเลือกระหว่างพระประสงค์ของพระเจ้าและความปรารถนาของตัวเอง   และทำการตัดสินใจเลือกนั้น   เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงเลือก  ที่แสดงความมุ่งมั่นจะทำและเชื่อฟังพระเจ้า  รวมทั้งสภาพจิตใจที่แท้จริง

Even though Jesus was aware of the fate He was about to face when He prayed on the Mount of Olives for God to alter the events, His prayer was that the Father’s will be done regardless of what the future held for Him.

แม้ว่าพระเยซูทรงตระหนักถึงชะตากรรมที่กำลังจะเผชิญ  เมื่อทรงอธิษฐานบนภูเขามะกอกเทศ  เพื่อทูลขอพระเจ้าที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์  คำอธิษฐานของพระองค์ก็คือขอให้พระประสงค์ของพระบิดาสำเร็จโดยไม่คำนึงถึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับอนาคตของพระองค์

Even nailed to the cross with His life’s breath slipping away, Jesus was still teaching us the importance of obedience to God’s Word and the importance of trusting Him in every situation.
แม้ทรงถูกตอกตะปูบนกางเขน  กับลมหายใจของพระองค์กำลังริบหรี่ไป พระเยซูก็ยังทรงสอนเราถึงความสำคัญของการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า   และความสำคัญของการไว้วางใจพระองค์ในทุกสถานการณ์


2nd Station of the Cross: Jesus is betrayed by Judas and arrested.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่2 พระเยซูทรงถูกทรยศหักหลังโดยยูดาสและทรงถูกจับกุม

Luke ลูกา 22:47-48 47While He was still speaking, there came a crowd, and the man called Judas, one of the twelve, was leading them. He drew near to Jesus to kiss Him,

47พระองค์ตรัสยังไม่ทันขาดคำ   นี่แน่ะ   มีคนเป็นอันมาก   และผู้ที่ชื่อว่ายูดาสเป็นคนหนึ่งในสาวกสิบสองคนนั้นนำหน้าเขามา   ยูดาสเข้ามาใกล้พระเยซูเพื่อจุบพระองค์

48but Jesus said to him, “Judas, would you betray the Son of Man with a kiss?”

48แต่พระเยซูตรัสถามเขาว่า “ยูดาส   ท่านจะมอบบุตรมนุษย์ด้วยการจุบหรือ”

Judas not only became one of the most despised characters in history when he betrayed Jesus, he also became a haunting reminder to every Christian that there have been times they have fallen to temptation to sin.

ยูดาสไม่เพียงแต่ได้กลายเป็นตัวละครหนึ่งที่ถูกหูหมิ่นมากที่สุดในประวัติศาสตร์  เมื่อเขาทรยศต่อพระเยซู   เขาก็ยังเป็นเครื่องเตือนใจที่ไม่อาจลืมได้แก่คริสเตียนทุกคนว่า   เคยมีช่วงเวลาที่พวกเขาได้แพ้ต่อการทดลองใจให้ทำบาป

For the Christian, stumbling in sin is like betraying the One who gave His life for us.

สำหรับคริสเตียน การล้มลงในบาปเป็นเหมือนการทรยศต่อพระองค์ผู้ทรงประทานชีวิตของพระองค์แก่เรา

How much greater is that betrayal when the sin is a chosen behavior, deliberately turning away from spiritual conviction.

การทรยศนั้นใหญ่หลวงแค่ไหน เมื่อพฤติกรรมที่ได้เลือกไว้คือความบาป  จงใจหันจากการยึดความเชื่อมั่นฝ่ายจิตวิญญาณ

Judas lived with Jesus and sat at His feet learning from Him for years.

ยูดาสได้เคยอยู่กับพระเยซูและนั่งอยู่ที่พระบาทของพระองค์เรียนรู้จากพระองค์มาหลายปี

But because his heart was not truly transformed by the power of the Holy Spirit, he fell away when tempted by Satan.

แต่เป็นเพราะจิตใจของเขาไม่ได้เปลี่ยนอย่างแท้จริงโดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เขาล้มลงทันทีเมื่อโดนซาตานทดลอง

As believers, we are told to “examine ourselves” to see if we are truly in the faith.

ในฐานะที่เป็นผู้เชื่อ เราถูกสอนให้ “ สำรวจตนเอง” เพื่อดูว่าเรามีความเชื่ออย่างแท้จริงไหม

2 Corinthians 2โครินธ์ 13:5 5Examine yourselves, to see whether you are in the faith. Test yourselves. Or do you not realize this about yourselves, that Jesus Christ is in you? Unless indeed you fail to meet the test!

5ท่านจงพิจารณาดูตัวของท่านว่าท่านตั้งอยู่ในความเชื่อหรือไม่   จงชันสูตรตัวของท่านเองเถิด   ท่านไม่สำนึกหรือว่า   พระเยซูคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย   นอกจากท่านจะแพ้การชันสูตร

3rd Station of the Cross: Jesus is condemned by the Sanhedrin.

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่ 3 พระเยซูทรงถูกกล่าวโทษโดยสภาแซนเฮดริน

Luke ลูกา 22:66-71 66When day came, the assembly of the elders of the people gathered together, both chief priests and scribes. And they led him away to their council, and they said,

66ครั้นรุ่งเช้าพวกผู้ใหญ่ของพลเมืองกับพวกมหาปุโรหิตและพวกธรรมาจารย์ได้ประชุมกัน   และเขาพาพระองค์เข้าไปในศาลสูงของเขา   และพูดว่า

67“If you are the Christ, tell us.” But he said to them, “If I tell you, you will not believe,

67“ถ้าท่านเป็นพระคริสต์   จงบอกเราเถิด” แต่พระองค์ทรงตอบเขาว่า “ถึงเราจะบอกท่าน   ท่านก็จะไม่เชื่อ

68and if I ask you, you will not answer.

68และถึงเราถามท่าน   ท่านก็จะไม่ตอบเรา

69But from now on the Son of Man shall be seated at the right hand of the power of God.”

69แต่ตั้งแต่นี้ไป   บุตรมนุษย์จะนั่งข้างขวาพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ”

70So they all said, “Are you the Son of God, then?” And he said to them, “You say that I am.”

70คนทั้งปวงจึงถามว่า “ท่านเป็นบุตรของพระเจ้าหรือ” พระองค์ตรัสแก่เขาว่า “ก็ท่านว่าแล้วว่าเราเป็น”

71Then they said, “What further testimony do we need? We have heard it ourselves from his own lips.”

71เขาทั้งหลายจึงว่า “เราต้องการพยานอะไรอีกเล่า   เพราะว่าเราได้ยินจากปากของเขาเองแล้ว”

The Sanhedrin council, made up of seventy priests and scribes and one high priest, demanded that Pilate execute Jesus.

สภาแซนเฮดริน  ประกอบด้วยปุโรหิตเจ็ดสิบคนและพวกอาลักษณ์  มหาปุโรหิตคนหนึ่งเรียกร้องให้ปีลาตประหารพระเยซู

This incident serves as a warning for all Christians to be careful not to exalt ourselves by self-righteously judging others.

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจคริสเตียนทุกคน   ที่จะต้องระวังไม่ให้ยกตัวเองโดยถือว่าตนเองถูกต้องแล้วตัดสินคนอื่น

Biblical knowledge and exalted positions in this world still fall pitifully short of holy perfection, and prideful thinking can easily be the downfall of even the most pious among men.

ความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ และตำแหน่งที่ยกย่องในโลกนี้  ยังน่าสมเพชที่ขาดจากความสมบูรณ์ที่บริสุทธิ์  และการคิดแบบหยิ่งยโสสามารถเป็นการล้มลงได้ แม้แต่คนที่เคร่งศาสนามากที่สุดในบรรดาคนทั้งหลาย

The Bible teaches us to respect positions of authority, but ultimately it is God’s will and God’s Word that should reign supreme in our lives.

พระคัมภีร์สอนให้เราเคารพในตำแหน่งของผู้ที่มีอำนาจ   แต่ในท้ายที่สุดก็เป็นไปพระประสงค์ของพระเจ้า   และพระวจนะของพระเจ้าที่ควรปกครองสูงสุดในชีวิตของเรา

Christians are gifted with a baptism of God’s Holy Spirit to comfort, teach, and guide them in every situation, allowing them to make every decision according to the perfect will of God, essentially negating an individual’s need for religious rulers like the Sanhedrin.

คริสเตียนได้รับฤทธิ์เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเวลารับบัพติศมา เพื่อปลอบโยน  สั่งสอนและให้คำแนะนำพวกเขาในทุกสถานการณ์   ยอมให้พวกเขาเลือกกระทำทุกอย่างตามพระประสงค์ที่สมบูรณ์ของพระเจ้า  โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปฏิเสธความต้องการของตน  ไม่เห็นแก่ผู้ปกครองทางศาสนาเช่นสภาแซนเฮดริน

The Jewish people’s entrusting supreme religious authority to the Sanhedrin led to corruption among many of the priests and scribes of the Sanhedrin, and when Jesus began to teach a doctrine that undermined their authority, they plotted against Him, ultimately demanding His crucifixion by the Roman government.
ผู้สิทธิอำนาจทางศาสนาสูงสุดที่เป็นที่ไว้วางใจของชาวยิว   นำไปสู่การทุจริตท่ามกลางปุโรหิตและอาลักษณ์ของสภาแซนเฮดริน   และเมื่อพระเยซูทรงเริ่มต้นสั่งสอนหลักคำสอนที่ไปบ่อนทำลายสิทธิอำนาจของพวกเขา   พวกเขาวางกลอุบายเป็นปฏิปักษ์กับพระองค์   ในที่สุดเรียกร้องให้รัฐบาลโรมันสั่งตรึงกางเขนพระองค์

4th Station of the Cross: Peter denies Jesus

ที่หมายสู่กางเขน จุดที่ 4 เปโตรปฏิเสธพระเยซู

Luke ลูกา 22:54-62 54Then they seized Him and led Him away, bringing Him into the high priest's house, and Peter was following at a distance.

54เขาก็จับพระองค์พาเข้าไปในบ้านมหาปุโรหิตประจำการ   เปโตรติดตามพระองค์ไปห่างๆ

55And when they had kindled a fire in the middle of the courtyard and sat down together, Peter sat down among them.

55เมื่อเขาก่อไฟที่กลางลานบ้าน   และนั่งลงด้วยกันแล้ว   เปโตรก็นั่งอยู่ท่ามกลางเขา

56Then a servant girl, seeing him as he sat in the light and looking closely at him, said, “This man also was with him.”

56มีสาวใช้คนหนึ่งเห็นเปโตรนั่งอยู่ในแสงไฟ   จึงเพ่งดูแล้วว่า   “คนนี้ได้อยู่กับคนนั้นด้วย”

57But he denied it, saying, “Woman, I do not know him.”

57แต่เปโตรปฏิเสธว่า “แม่เอ๋ย   คนนั้นข้าไม่รู้จัก”

58And a little later someone else saw him and said, “You also are one of them.” But Peter said, “Man, I am not.”

58สักครู่หนึ่งมีอีกคนหนึ่งเห็นเปโตร   จึงว่า “เจ้าเป็นคนในพวกนั้นด้วย” เปโตรจึงว่า 

“พ่อเอ๋ย   ข้ามิได้เป็น”

59And after an interval of about an hour still another insisted, saying, “Certainly this man also was with him, for he too is a Galilean.”

59อยู่มาประมาณอีกชั่วโมงหนึ่งมีอีกคนหนึ่งยืนยันแข็งแรงว่า “แน่แล้ว   คนนี้อยู่กับเขาด้วย   เพราะเขาเป็นชาวกาลิลี”

60But Peter said, “Man, I do not know what you are talking about.” And immediately, while he was still speaking, the rooster crowed.

60แต่เปโตรพูดว่า   “พ่อเอ๋ย   ที่ท่านว่านั้นข้าไม่รู้เรื่อง”   เมื่อเปโตรกำลังพูดยังไม่ทันขาดคำ   ในทันใดนั้นไก่ก็ขัน

61And the Lord turned and looked at Peter. And Peter remembered the saying of the Lord, how He had said to him, “Before the rooster crows today, you will deny me three times.”

61องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเหลียวดูเปโตร   แล้วเปโตรก็ระลึกถึงคำขององค์พระผู้เป็นเจ้า   ซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้แก่เขาว่า “วันนี้ก่อนไก่ขันท่านจะปฏิเสธเราสามครั้ง”

62And he went out and wept bitterly.

62แล้วเปโตรก็ออกไปข้างนอกร้องไห้เป็นทุกข์นัก

When Jesus was arrested, a number of those present at the time accused Peter of being one of Jesus’ followers.

เมื่อพระเยซูทรงถูกจับกุม   ผู้คนมากมายผู้ที่อยู่ในช่วงเวลานั้น กล่าวหาว่าเปโตรเป็นหนึ่งในสาวกของพระเยซู

As previously predicted by Jesus, Peter denied knowing Jesus three times.

เป็นไปตามที่พระเยซูทรงคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้  ว่าเปโตรจะปฏิเสธพระเยซูสามครั้ง

Peter was Jesus’ beloved and trusted disciple who witnessed many miracles firsthand, even walking on water with Jesus.

เปโตรเป็นสาวกที่รักและไว้ใจได้ของพระเยซู   ผู้ที่เป็นประจักษ์พยานโดยตรงถึงปาฏิหาริย์มากมาย  แม้แต่เคยเดินบนน้ำกับพระเยซู

Matthew มัทธิว 14:29-3129He said, “Come.” So Peter got out of the boat and walked on the water and came to Jesus.

29พระองค์ตรัสว่า “มาเถิด” เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู

30But when he saw the wind, he was afraid, and beginning to sink he cried out, “Lord, save me.”

30แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว   และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า   “พระองค์เจ้าข้า   ช่วยข้าพระองค์ด้วย”

31Jesus immediately reached out his hand and took hold of him, saying to him, “O you of little faith, why did you doubt?”

31ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้   แล้วตรัสว่า   “ท่านสงสัยทำไม   ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง”

Even so, Peter demonstrated the weakness of humanity by denying Jesus for fear of also being arrested.

แม้กระนั้น   เปโตรได้แสดงให้เห็นภาพความอ่อนแอของคนเรา   โดยการปฏิเสธพระเยซูเพราะกลัวว่าเขาจะถูกจับกุมตัว

Christians all over the world still face persecution and humiliation by the non-believing in society, from verbal abuse to beatings and death.

คริสเตียนทั่วโลกยังคงเผชิญการกดขี่ข่มเหงและการทำให้ขายหน้า โดยคนในสังคมที่ไม่เชื่อ  จากการละเมิดทางวาจาจนถึงการเฆี่ยนตีและความตาย

People might self-righteously judge Peter for his denial of Jesus and his fear of what the Romans would do to him if they discovered his relationship with Jesus, but how many Bible-believing Christians can say they have never remained silent about their faith in the face of discrimination, public or private?

ประชาชนอาจถือความถูกต้องของตนเองไปตัดสินเปโตรที่ได้ปฏิเสธพระเยซู และเขากลัวสิ่งที่ชาวโรมันจะทำกับเขา   ถ้าพวกเขาค้นพบว่าเขามีความสัมพันธ์กับพระเยซู แต่คริสเตียนผู้เชื่อในพระคัมภีร์กี่คนที่สามารถพูดได้ว่า พวกเขาไม่เคยนิ่งเงียบเกี่ยวกับความเชื่อของตน  เมื่อเผชิญการแบ่งแยกพวกออกในที่สาธารณชนหรือเป็นส่วนตัว

Such a silence demonstrates the frailty of humanity.

การนิ่งเงียบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของคนเรา

Peter’s faith was an imperfect faith, primarily because he was not indwelt by the Holy Spirit at that time.

ความเชื่อของเปโตรเป็นความเชื่อที่ไม่สมบูรณ์    เบื้องต้นเพราะเขาไม่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตด้วยในช่วงเวลานั้น

After the coming of the Spirit at Pentecost to live in the hearts of believers (Acts 2),

หลังจากที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาสถิตในใจของผู้เชื่อในวันเพนเทคอส ( กิจการบทที่ (2

Peter was a valiant lion of faith, never again fearing to proclaim His Lord.
เปโตรเป็นผู้เชื่อคนสำคัญที่กล้าหาญ ที่ไม่เคยกลัวการประกาศพระเจ้าของเขาอีกเลย


5th Station of the Cross: Jesus is judged by Pontius Pilate.

ที่หมายสู่กางเขน  จุดที่ 5 พระเยซูทรงถูกตัดสินโทษโดยปอนติอุส ปิลาต

Luke ลูกา 23:13-25 13Pilate then called together the chief priests and the rulers and the people,

13ปีลาตจึงสั่งมหาปุโรหิต   พวกขุนนางและราษฎรให้ประชุมพร้อมกัน

14and said to them, “You brought me this man as one who was misleading the people. And after examining him before you, behold, I did not find this man guilty of any of your charges against him.

14และกล่าวแก่เขาว่า   “ท่านทั้งหลายได้พาคนนี้มาหาเรา   ฟ้องว่าเขาได้ยุยงราษฎร   ดูเถิด   เราได้สืบถามต่อหน้าท่านทั้งหลาย   และไม่เห็นว่าคนนี้มีความผิดในข้อที่ท่านทั้งหลายฟ้องเขานั้น

15Neither did Herod, for he sent him back to us. Look, nothing deserving death has been done by him.

15และเฮโรดก็ไม่เห็นว่าเขามีความผิดด้วย   เพราะเฮโรดได้ส่งตัวเขากลับมายังเราอีกแล้ว   ดูเถิด   คนนี้ไม่ได้ทำผิดอะไรซึ่งสมควรจะมีโทษถึงตาย

16I will therefore punish and release him.”

16เหตุฉะนั้นเมื่อเราเฆี่ยนเขาแล้ว   เราก็จะปล่อยเสีย”

17(For of necessity he must release one unto them at the feast.)

17อ่านว่า   ท่านต้องปล่อยคนหนึ่งให้เขาทั้งหลายในเทศกาลนั้น  

18But they all cried out together, “Away with this man, and release to us Barabbas”—

18แต่คนทั้งปวงร้องขึ้นพร้อมกันว่า “กำจัดคนนี้เสีย   และจงปล่อยบารับบัสให้เราเถิด”

19a man who had been thrown into prison for an insurrection started in the city and for murder.

19บารับบัสนั้นติดคุกอยู่   เพราะการจลาจลที่เกิดขึ้นในเมืองและการฆ่าคน

20Pilate addressed them once more, desiring to release Jesus,

20ฝ่ายปีลาตยังมีน้ำใจจะใคร่ปล่อยพระเยซู จึงพูดกับเขาอีก

21but they kept shouting, “Crucify, crucify him!”

21แต่คนเหล่านั้นกลับตะโกนร้องว่า “ตรึงเสียเถิด   ตรึงเขาเสียที่กางเขนเถิด”

22A third time he said to them, “Why, what evil has he done? I have found in him no guilt deserving death. I will therefore punish and release him.”

22ปีลาตจึงถามเขาครั้งที่สามว่า “ตรึงทำไม   เขาได้ทำผิดประการใด   เราไม่เห็นเขาทำผิดอะไรที่สมควรจะมีโทษถึงตาย   เหตุฉะนั้นเมื่อเราเฆี่ยนเขาแล้วก็จะปล่อยเสีย”

23But they were urgent, demanding with loud cries that he should be crucified. And their voices prevailed.

23ฝ่ายคนทั้งปวงก็เร่งเร้าเสียงดัง   ให้ตรึงเสียที่กางเขนและเสียงคนทั้งปวงนั้นมีชัย

24So Pilate decided that their demand should be granted.

24ปีลาตจึงสั่งให้เป็นไปตามที่เขาทั้งหลายปรารถนา

25He released the man who had been thrown into prison for insurrection and murder, for whom they asked, but he delivered Jesus over to their will.

25ท่านจึงปล่อยคนที่เขาขอนั้น   ซึ่งติดคุกอยู่เพราะการจลาจลและการฆ่าคน   แต่ท่านได้มอบพระเยซูไว้ตามใจเขา

By today’s legal standards, it is unlikely that Jesus would have been convicted in any court, especially since no real evidence against Him could be produced.

ตามมาตรฐานทางกฎหมายทุกวันนี้  บางทีพระเยซูอาจจะไม่ทรงถูกตัดสินคดีในศาลใด ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากไม่มีหลักฐานแท้จริงที่สามารถเอาผิดพระองค์ได้

 

Stations of the Cross

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top