Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, July 14, 2016

 

John 3:5 baptism

บัพติสมา ยอห์น 3 :5


Does John 3:5 teach that baptism is necessary for salvation? Do I have to be baptized in order to be saved?

พระธรรมยอห์น 3 :5สอนว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอดหรือ  ฉันต้องรับบัพติสมาเพื่อจะรอดได้หรือ


Question: "Does John 3:5 teach that baptism is necessary for salvation?"
คำถาม:  พระธรรมยอห์น 3 :5สอนว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอดหรือ


Answer: As with any single verse or passage, we discern what it teaches by first filtering it through what we know the Bible teaches on the subject at hand.

คำตอบ: จะเป็นข้อพระคัมภีร์ข้อเดียวหรือตอนเดียว    เราหยั่งรู้ถึงสิ่งที่สอนโดยตอนแรกกลั่นกรองมันผ่านสิ่งที่เรารู้ว่าพระคัมภีร์สอนเรื่องใกล้จะถึง


In the case of baptism and salvation, the Bible is clear that salvation is by grace through faith in Jesus Christ, not by works of any kind, including baptism

ในกรณีของบัพติสมาและความรอด    พระคัมภีร์สอนชัดเจนว่าความรอดได้มาเพราะพระคุณโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์   ไม่ใช่โดยการกระทำใด ๆ รวมทั้งการรับบัพติสมา

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

So, any interpretation which comes to the conclusion that baptism, or any other act, is necessary for salvation is a faulty interpretation.

ดังนั้น  การตีความใด ๆ ซึ่งสรุปว่า   การรับบัพติสมาหรือการกระทำอื่นใด  เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับความรอด   เป็นการตีความที่ผิดพลาด

For more information, please read our webpage on "Is salvation by faith alone, or by faith plus works?" at www.gotquestions.org/Thai 
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม   โปรดอ่านที่เว็บเพจของเราเรื่อง “ความรอดได้มาโดยความเชื่อ

เท่านั้น  หรือความเชื่อพร้อมกับการประพฤติ” ที่ www.gotquestions.org/Thai


John ยอห์น 3:3-7 3Jesus answered him, “Truly, truly, I say to you, unless one is born again he cannot see the kingdom of God.”

3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่   ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้”

4Nicodemus said to him, “How can a man be born when he is old? Can he enter a second time into his mother's womb and be born?”

4นิโคเดมัสทูลพระองค์ว่า “คนชราแล้วจะบังเกิดใหม่อย่างไรได้   จะเข้าในครรภ์มารดาครั้งที่สองและบังเกิดใหม่ได้หรือ”

5Jesus answered, “Truly, truly, I say to you, unless one is born of water and the Spirit, he cannot enter the kingdom of God.

5พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ   ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้

6That which is born of the flesh is flesh, and that which is born of the Spirit is spirit.

6ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง   และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ

7Do not marvel that I said to you, ‘You must be born again.’

7อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า   ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่


When first considering this passage, it is first important to note that nowhere in the context is baptism even mentioned.

เมื่อเริ่มพิจารณาพระธรรมตอนนี้   สิ่งแรกที่สำคัญให้สังเกตว่าไม่มีที่ไหนในบริบทที่กล่าวถึงบัพติสมา

While baptism is mentioned later in this chapter

ในขณะที่บัพติสมาถูกกล่าวถึงในบทนี้ภายหลัง

John ยอห์น 3:22-30 22After this Jesus and His disciples went into the Judean countryside, and He remained there with them and was baptizing.

22หลังจากนั้น   พระเยซูก็เสด็จเข้าไปในแคว้นยูเดียกับสาวกของพระองค์   และทรงประทับที่นั่นกับเขา   และทรงให้บัพติสมา

23John also was baptizing at Aenon near Salim, because water was plentiful there, and people were coming and being baptized

23ยอห์นก็ให้บัพติสมาอยู่ที่อายโนนใกล้หมู่บ้านสาลิม   เพราะที่นั่นมีน้ำมาก   และผู้คนก็พากันมารับบัพติสมา

24(for John had not yet been put in prison).

24เพราะยอห์นยังไม่ติดคุก  

25Now a discussion arose between some of John's disciples and a Jew over purification.

25เกิดการโต้เถียงกันขึ้น   ระหว่างสาวกของยอห์นและยิวผู้หนึ่ง   เรื่องการชำระมลทิน

26And they came to John and said to him, “Rabbi, he who was with you across the Jordan, to whom you bore witness—look, he is baptizing, and all are going to him.”

26สาวกของยอห์นจึงไปหายอห์นและพูดว่า “อาจารย์เจ้าข้า   ท่านที่อยู่กับอาจารย์ที่ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก   ผู้ที่อาจารย์เป็นพยานถึงนั้น   นี่แน่ะ   ท่านผู้นั้นให้บัพติสมา   และผู้คนต่างก็พากันไปหาท่าน”

27John answered, “A person cannot receive even one thing unless it is given him from heaven.

27ยอห์นตอบว่า “ไม่มีมนุษย์ผู้ใดได้รับสิ่งใดเลย   นอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา

28You yourselves bear me witness, that I said, ‘I am not the Christ, but I have been sent before him.’

28ท่านทั้งหลายเองก็ได้เป็นพยานของข้าพเจ้าว่า   ข้าพเจ้าได้พูดว่า   ข้าพเจ้ามิใช่พระคริสต์   แต่ข้าพเจ้าได้รับพระบัญชาให้นำเสด็จพระองค์

29The one who has the bride is the bridegroom. The friend of the bridegroom, who stands and hears him, rejoices greatly at the bridegroom's voice. Therefore this joy of mine is now complete.

29ท่านที่มีเจ้าสาวนั่นแหละคือเจ้าบ่าว   สหายของเจ้าบ่าวที่ยืนฟังเจ้าบ่าวก็ชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง   เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ่าว   ฉะนั้นความปีติยินดีของข้าพเจ้าจึงเต็มเปี่ยมแล้ว

30He must increase, but I must decrease.”

30พระองค์ต้องทรงยิ่งใหญ่ขึ้น   แต่ข้าพเจ้าต้องด้อยลง”

That is in a totally different setting (Judea instead of Jerusalem) and at a different time from the discussion with Nicodemus.

นั่นคือเป็นสถานที่ตั้งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (แคว้นยูเดียแทนกรุงเยรูซาเล็ม) และ

ในเวลาที่แตกต่างจากการอภิปรายกับนิโคเดมัส

This is not to say Nicodemus was unfamiliar with baptism, either from the Jewish practice of baptizing Gentile converts to Judaism or from John the Baptist’s ministry.

นี่อย่าบอกว่า นิโคเดมัสไม่คุ้นเคยกับบัพติสมา   ทั้งจากพิธีบัพติสมาแบบยิวให้แก่คนต่างชาติที่กลับใจมานับถือลัทธิยูดาย  หรือจากการทำพันธกิจของยอห์น

However, simply reading these verses in context would give one no reason to assume Jesus was speaking of baptism, unless one was looking to read into the passage a preconceived idea or theology.

อย่างไรก็ตาม  เพียงแค่อ่านข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ในบริบท  ไม่ทำให้คนใดมีเหตุผลที่จะทึกทักเอาว่าพระเยซูกำลังตรัสถึงบัพติสมา   ถ้าคนนั้นไม่ได้หวังที่จะอ่านข้อคิดเห็นที่เสนอไว้ก่อนในเนื้อหาพระธรรมหรือหลักศาสนศาสตร์

To automatically read baptism into this verse simply because it mentions “water” is unwarranted.
การตีความบัพติสมาเกินจากที่อ่านข้อพระคัมภีร์นี้ด้วยตัวเอง  เพียงเพราะว่ามันระบุว่า “น้ำ” ไม่มีเหตุผลเลย


Those who hold baptism to be required for salvation point to “born of water” as evidence.

บรรดาผู้ที่ยึดถือว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอด  อธิบายว่า “เกิดจากน้ำ” เป็นหลักฐาน

As one person has put it, “Jesus describes it and tells him plainly how—by being born of water and the Spirit.

ดังที่คนหนึ่งได้บอกว่า “พระเยซูทรงบรรยายสิ่งนี้และบอกเขาเรียบง่ายโดยวิธี—โดยการบังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ”

This is a perfect description of baptism!

นี่คือคำอธิบายที่สมบูรณ์แบบของบัพติสมา!

Jesus could not have given a more detailed and accurate explanation of baptism.”

พระเยซูไม่ได้ทรงให้คำอธิบายที่ละเอียดกว่าและถูกต้องกว่านี้เรื่องบัพติสมา”

However, had Jesus actually wanted to say that one must be baptized to be saved,

อย่างไรก็ตาม พระเยซูจริงๆแล้วทรงต้องการตรัสว่า  คนเราต้องรับบัพติสมาเพื่อจะรอดงั้นหรือ

He clearly could have simply stated, “Truly, truly, I say to you, unless one is baptized and born of the Spirit, he cannot enter into the kingdom of God.”

พระองค์อาจได้ตรัสอย่างเรียบง่ายว่า  “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ  ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้าไม่ได้”

Further, if Jesus had made such a statement, He would have contradicted numerous other Bible passages that make it clear that salvation is by faith.

ยิ่งกว่านั้น หากพระเยซูได้ทรงตรัสประโยคนั้น   พระองค์ต้องทรงขัดแย้งกับพระคัมภีร์หลายตอนอื่น ๆ มากมาย ที่กล่าวชัดเจนว่าความรอดได้มาโดยความเชื่อ

John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

John ยอห์น 3:36 36Whoever believes in the Son has eternal life; whoever does not obey the Son shall not see life, but the wrath of God remains on him.

36ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์   ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต   แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับเขา

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

Titus ทิตัส 3:5 5He saved us, not because of works done by us in righteousness, but according to his own mercy, by the washing of regeneration and renewal of the Holy Spirit,

5พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด   มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง   แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่   และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์


We should also not lose sight of the fact that when Jesus was speaking to Nicodemus, the ordinance of Christian baptism was not yet in effect.

ยิ่งกว่านั้นเราไม่ควรเมินมองความจริงที่ว่า   เมื่อพระเยซูกำลังตรัสกับนิโคเดมัส    พิธีบัพติสมาคริสเตียนยังไม่ได้มีผลบังคับใช้


This inconsistency in interpreting Scripture is seen when one asks those who believe baptism is required for salvation why the thief on the cross did not need to be baptized to be saved.

ความไม่สอดคล้องกันในการตีความพระคัมภีร์นี้   พบได้เมื่อคนหนึ่งถามบรรดาผู้เชื่อว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอด    ทำไมโจรบนกางเขนไม่จำเป็นต้องได้รับบัพติสมาก็รอดได้

A common reply to that question is, “The thief on the cross was still under the Old Covenant and therefore not subject to this baptism. He was saved just like anyone else under the Old Covenant.”

คำตอบที่พบบ่อยสำหรับคำถามนั้นคือ “โจรบนกางเขนยังคงอยู่ในพันธสัญญาเดิมและดังนั้นไม่จำเป็นต้องรับบัพติสมา   เขารอดได้เหมือนคนอื่นใดภายใต้พันธสัญญาเดิม”

So, in essence, the same people who say the thief did not need to be baptized because he was “under the Old Covenant” will use John 3:5 as “proof” that baptism is necessary for salvation.

ดังนั้น ในสาระสำคัญ  ผู้คนแบบเดียวกันที่บอกว่า  โจรคนนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับบัพติสมาเพราะเขาอยู่ “ภายใต้พันธสัญญาเดิม” จะใช้พระธรรมยอห์น 3:5 เป็น “การพิสูจน์” ว่าบัพติสมาจำเป็นสำหรับความรอด

They insist that Jesus is telling Nicodemus that he must be baptized to be saved, even though he, too, was still under the Old Covenant.

พวกเขายืนกรานว่า   พระเยซูกำลังตรัสกับนิโคเดมัสว่า   เขาต้องรับบัพติสมาเพื่อจะรอดได้    ถึงแม้ว่าเขายังอยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิมด้วยก็ตาม


If the thief on the cross was saved without being baptized (because he was under the Old Covenant), why would Jesus tell Nicodemus (who was also under the Old covenant) that he needed to be baptized?
ถ้าโจรบนกางเขนรอดได้โดยไม่ได้รับบัพติสมา (เพราะเขาอยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิม)

ทำไมพระเยซูทรงตรัสกับนิโคเดมัส (ผู้อยู่ภายใต้พันธสัญญาเดิม) ว่าเขาจำเป็นต้องรับบัพติสมาล่ะ


If “being born of water and the Spirit” is not referring to baptism, then what does it mean?

ถ้า “การบังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ” ไม่ได้หมายถึงบัพติสมา  แล้วมันหมายความว่าอะไร

Traditionally, there have been two interpretations of this phrase. The first is that being “born of water” is being used by Jesus to refer to natural birth (with water referring to the amniotic fluid that surrounds the baby in the womb) and that being born of the Spirit indicates spiritual birth.

ตามธรรมเนียมปฏิบัติ  มีคำแปลความหมายวลีนี้สองอย่าง  อย่างแรกก็คือว่าการ “บังเกิดใหม่จากน้ำ” พระเยซูทรงใช้เพื่อหมายถึงการเกิดตามธรรมชาติ (โดยน้ำที่เล็งถึงน้ำคร่ำที่หุ้มห่อทารกในครรภ์) และการเกิดจากพระวิญญาณแสดงถึงการเกิดฝ่ายวิญญาณ

While that is certainly a possible interpretation of the term “born of water” and would seem to fit the context of Nicodemus’ question about how a man could be born “when he is old,” it is not the best interpretation given the context of this passage.

ขณะที่แน่นอนว่านั่นเป็นการตีความที่เป็นไปได้ของคำว่า “บังเกิดใหม่ด้วยน้ำ” และดูเหมือนจะเหมาะกับเนื้อเรื่องที่นิโคเดมัสมีคำถามเกี่ยวกับคนเราสามารถเกิดใหม่ได้อย่างไร “เมื่อเขาแก่ชราแล้ว” มันไม่ใช่เป็นคำตีความที่ดีที่สุดที่ได้จากพระธรรมตอนนี้

After all, Jesus was not talking about the difference between natural birth and spiritual birth.

ในที่สุด พระเยซูไม่ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการเกิดตามธรรมชาติและเกิดฝ่ายวิญญาณ

What He was doing was explaining to Nicodemus his need to be “born from above” or “born again.”
สิ่งที่ทรงกระทำคือการอธิบายให้นิโคเดมัสเห็นความจำเป็นที่เขาต้อง “บังเกิดใหม่จากเบื้องบน” หรือ “บังเกิดใหม่อีกครั้ง”


The second common interpretation of this passage and the one that best fits the overall context, not only of this passage but of the Bible as a whole, is the one that sees the phrase “born of water and the Spirit” as both describing different aspects of the same spiritual birth, or of what it means to be “born again” or “born from above.”

การตีความหมายธรรมดาที่สองของพระธรรมตอนนี้   และความหมายที่เหมาะที่สุดกับบริบทโดยรวม   ไม่เพียงแต่พระธรรมตอนนี้   แต่ของพระคัมภีร์ทั้งหมด  คือคนที่เห็นวลี

“ บังเกิดใหม่โดยน้ำและพระวิญญาณ” บรรยายทั้งด้านที่แตกต่างกันของการเกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณเหมือนกัน หรือสิ่งที่หมายความว่า “บังเกิดใหม่อีกครั้ง” หรือ “บังเกิดใหม่จากเบื้องบน”

So, when Jesus told Nicodemus that he must “be born of water and the Spirit,”

ดังนั้นเมื่อพระเยซูทรงบอกนิโคเดมัสว่าเขาจะต้อง“บังเกิดใหม่ด้วน้ำและพระวิญญาณ”

He was not referring to literal water (i.e., baptism or the amniotic fluid in the womb), but was referring to the need for spiritual cleansing or renewal.

ไม่ได้ทรงหมายถึงน้ำแท้จริง (ตัวอย่าง บัพติสมาหรือน้ำคร่ำหุ้มห่อทารกในครรภ์)

แต่ทรงหมายถึงความจำเป็นต้องชำระฝ่ายวิญญาณหรือการมีชีวิตใหม่

Psalm เพลงสดุดี 51:2,7 2Wash me thoroughly from my iniquity, and cleanse me from my sin!

2ขอทรงล้างข้าพระองค์จากความบาปผิดให้หมดสิ้น และทรงชำระข้าพระองค์จากบาปของข้าพระองค์  

7Purge me with hyssop, and I shall be clean; wash me, and I shall be whiter than snow.

7ขอทรงชำระข้าพระองค์ด้วยต้นหุสบ   ข้าพระองค์จึงจะสะอาด  ขอทรงล้างข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะขาวกว่าหิมะ  

Ezekiel เอเสเคียล 36:25 25I will sprinkle clean water on you, and you shall be clean from all your uncleannesses, and from all your idols I will cleanse you.

25เราจะเอาน้ำสะอาดพรมเจ้า   และเจ้าจะสะอาดพ้นจากมลทินทั้งหลายของเจ้า   และเราจะชำระเจ้าจากรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า

Throughout the Old Testament and the New Testament, water is often used figuratively of spiritual cleansing or regeneration brought forth by the Holy Spirit, through the Word of God, at the moment of salvation.

ตลอดพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่   น้ำมักถูกใช้ในเชิงเปรียบภาพของการชำระฝ่ายวิญญาณหรือการเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์   โดยทางพระวจนะของพระเจ้าในขณะที่รับความรอด

John ยอห์น 13:10 10Jesus said to him, “The one who has bathed does not need to wash, except for his feet, but is completely clean. And you are clean, but not every one of you.”

10พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ผู้ที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก   ล้างแต่เท้าเท่านั้น   เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว   พวกท่านก็สะอาดแล้วแต่ไม่ใช่ทุกคน”

John ยอห์น 15:3 3Already you are clean because of the word that I have spoken to you.

3ท่านทั้งหลายได้รับการชำระให้สะอาดแล้วด้วยถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่าน

1 Corinthians 1โครินธ์ 6:1111And such were some of you. But you were washed, you were sanctified, you were justified in the name of the Lord Jesus Christ and by the Spirit of our God.

11แต่ก่อนมีบางคนในพวกท่านเป็นคนอย่างนั้น   แต่ท่านได้รับการชำระแล้วได้รับการทำให้บริสุทธิ์แล้ว   ได้รับการทำให้เป็นผู้ชอบธรรมในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า   และพระวิญญาณแห่งพระเจ้าของเรา

Hebrews ฮีบรู 10:2222let us draw near with a true heart in full assurance of faith, with our hearts sprinkled clean from an evil conscience and our bodies washed with pure water.

22ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ   ด้วยไว้ใจเต็มที่   มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว   และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์ 

Ephesians เอเฟซัส 5:26 26that he might sanctify her, having cleansed her by the washing of water with the word,

26เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์   โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ

Titus ทิตัส 3:5 5he saved us, not because of works done by us in righteousness, but according to his own mercy, by the washing of regeneration and renewal of the Holy Spirit,

5พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด   มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง   แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์


The Barclay Daily Study Bible describes this concept in this way: “There are two thoughts here.

การศึกษาพระคัมภีร์ประจำวันบาร์คเลย์อธิบายหลักการอย่างนี้ “ มีความคิดสองแบบคือ”

Water is the symbol of cleansing.

น้ำเป็นสัญลักษณ์ของการทำความสะอาด

When Jesus takes possession of our lives, when we love Him with all our heart, the sins of the past are forgiven and forgotten.

เมื่อพระเยซูทรงครอบครองชีวิตของเรา    เมื่อเรารักพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจของเรา  ความบาปในอดีตของเราได้รับการอภัยและลืมไปแล้ว

The Spirit is the symbol of power.

พระวิญญาณเป็นสัญลักษณ์ของฤทธิ์อำนาจ

When Jesus takes possession of our lives it is not only that the past is forgotten and forgiven; if that were all, we might well proceed to make the same mess of life all over again; but into life there enters a new power which enables us to be what by ourselves we could never be and to do what by ourselves we could never do.

เมื่อพระเยซูทรงครอบครองชีวิตของเรา  ไม่เพียงแต่อดีตที่ผ่านมาจะถูกลืมและให้อภัย; หากทุกอย่างพ้นไป  เราอาจทำสิ่งสกปรกในชีวิตต่อไปอีก  แต่ภายในชีวิตนั้นมีฤทธิ์อำนาจใหม่เข้ามา   ซึ่งช่วยให้เราสามารถจะเป็นอะไรโดยตัวเราเองที่เราไม่เคยเป็นมาก่อน    และจะทำในสิ่งใดโดยตัวเราเองทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน

Water and the Spirit stand for the cleansing and the strengthening power of Christ, which wipes out the past and gives victory in the future.”
น้ำและพระวิญญาณหมายถึงการชำระให้สะอาด  และฤทธิ์อำนาจเสริมสร้างของพระคริสต์    ซึ่งชำระอดีตที่ผ่านมาและให้มีชัยชนะในอนาคต”

Therefore, the “water” mentioned in this verse is not literal physical water but rather the “living water”

ฉะนั้น “น้ำ”ที่กล่วถึงในพระคัมภีร์ข้อนี้   ไม่ใช่น้ำตามสสารที่เป็นจริง แต่เป็น “น้ำแห่งชีวิต”แทน

John ยอห์น 4:10 10Jesus answered her, “If you knew the gift of God, and who it is that is saying to you, ‘Give me a drink,’ you would have asked him, and he would have given you living water.”

10พระเยซูตรัสตอบนางว่า   “ถ้าเจ้าได้รู้จักของที่พระเจ้าประทาน   และรู้จักผู้ที่พูดกับเจ้าว่า   'ขอน้ำให้เราดื่มบ้าง'   เจ้าก็คงจะได้ขอจากท่านผู้นั้น   และท่านผู้นั้นก็คงจะให้น้ำธำรงชีวิตแก่เจ้า”

John ยอห์น 7:37-3937On the last day of the feast, the great day, Jesus stood up and cried out, “If anyone thirsts, let him come to me and drink.

37ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้น   พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า   “ถ้าผู้ใดกระหาย   ผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม

38Whoever believes in me, as the Scripture has said, ‘Out of his heart will flow rivers of living water.’”

38ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า   'แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต   จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น'”

39Now this he said about the Spirit, whom those who believed in him were to receive, for as yet the Spirit had not been given, because Jesus was not yet glorified.

39สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณ   ซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ   เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้   เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจ 

Jesus promised the woman at the well and the people in Jerusalem.

พระเยซูทรงสัญญากับผู้หญิงที่บ่อน้ำและผู้คนในกรุงเยรูซาเล็ม

It is the inward purification and renewal produced by the Holy Spirit that brings forth spiritual life to a dead sinner

มันเป็นเรื่องการชำระให้บริสุทธิ์ภายใน   และการเกิดใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะนำชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณออกไปยังคนบาปที่ตายแล้ว

Ezekiel เอเสเคียล 36:25-27 25I will sprinkle clean water on you, and you shall be clean from all your uncleannesses, and from all your idols I will cleanse you.

25เราจะเอาน้ำสะอาดพรมเจ้า   และเจ้าจะสะอาดพ้นจากมลทินทั้งหลายของเจ้า   และเราจะชำระเจ้าจากรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า

26And I will give you a new heart, and a new spirit I will put within you. And I will remove the heart of stone from your flesh and give you a heart of flesh.

26เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้าและเราจะบรรจุ จิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า   เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า   และให้ใจเนื้อแก่เจ้า

27And I will put my Spirit within you, and cause you to walk in my statutes and be careful to obey my rules.

27และเราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้า และกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา   และให้รักษากฎหมายของเราและกระทำตาม

Titus ทิตัส 3:5 5He saved us, not because of works done by us in righteousness, but according to his own mercy, by the washing of regeneration and renewal of the Holy Spirit,

5พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด   มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง   แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่   และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่   โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

Jesus reinforces this truth when He restates that one must be born again and that this newness of life can only be produced by the Holy Spirit

พระเยซูทรงสนับสนุนความจริงข้อนี้   เมื่อทรงตรัสว่าคนเราจะต้องเกิดใหม่อีกครั้ง  และตรัสว่าชีวิตที่เกิดใหม่นี้สามารถเกิดได้โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น

John ยอห์น 3:7-8 7Do not marvel that I said to you, ‘You must be born again.’

7อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า   ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่ 

8The wind blows where it wishes, and you hear its sound, but you do not know where it comes from or where it goes. So it is with everyone who is born of the Spirit.”

8ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น   และท่านได้ยินเสียงลมนั้น   แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน   คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน”


There are several reasons why this is the correct interpretation of the phrase “born of water and the Spirit.”

มีเหตุผลหลายประการว่า   ทำไมนี่คือการตีความที่ถูกต้องของวลี “บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ”

First of all, we should note that the Greek word translated “again” has two possible meanings.

ประการแรก   เราควรทราบว่าคำภาษากรีกแปลว่า “อีกครั้ง” มีความหมายพอใช้ได้สองคำ

The first one is “again,” and the second one is “from above.”

คำแรกคือ “อีกครั้ง”  และคำที่สองคือ “จากเบื้องบน”


Nicodemus apparently assumed the first meaning “again” and found that idea incomprehensible.

ปรากฏว่านิโคเดมัส คาดเดาความหมายแรก “อีกครั้ง”  และพบว่าแนวคิดนี้ไม่สามารถเข้าใจได้

That is why he could not understand how as a grown man he could re-enter his mother’s womb and be born again physically.

นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่สามารถเข้าใจ ว่าผู้ใหญ่จะกลับเข้าสู่ครรภ์มารดาของเขาได้อย่างไร และกายจะเกิดใหม่อีกครั้งอย่างไร

Therefore, Jesus restates what He had just told Nicodemus in a different way so that it would be clear He was referring to being “born from above.”

ดังนั้น  พระเยซูทรงย้ำอีกว่า สิ่งที่ทรงตรัสแก่นิโคเดมัส  เป็นอีกแนวทางที่ต่างกัน   เพื่อว่าจะเป็นที่ชัดเจนว่าทรงหมายถึงการ “บังเกิดจากเบื้องบน”

In other words, both “born from above” and “born of water and Spirit” are two ways of saying the same thing.
ในอีกนัยหนึ่ง ทั้ง “บังเกิดจากเบื้งบน” และ “บังเกิดจากน้ำและพระวิญญาณ” เป็นสองด้านที่พูดเรื่องเดียวกัน


Second, it is important to note the Greek grammar in this verse would seem to indicate “being born of water” and “being born of the Spirit” are thought of as one item, not two.

ประการที่สอง  มันสำคัญที่จะทราบ   ไวยากรณ์ภาษากรีกในข้อนี้ดูเหมือนจะบ่งบอกความคิดว่า“บังเกิดจากน้ำ”  และ “บังเกิดจากพระวิญญาณ”  เป็นเรื่องเดียวไม่ใช่สองอย่าง


Therefore, it is not speaking of two separate births, as Nicodemus incorrectly thought, but of one birth, that of being “born from above” or the spiritual birth that is necessary for anyone to “see the kingdom of God.”

ดังนั้น ไม่ได้เป็นการพูดถึงการเกิดแตกต่างกันสองอย่าง  เหมือนนิโคเดมัสคิดอย่างไม่ถูกต้อง แต่การบังเกิดแบบหนึ่งที่  นั่นคือ “บังเกิดจากเบื้องบน”  หรือบังเกิดฝ่ายวิญญาณ นั่นจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่ “เห็นแผ่นดินของพระเจ้า”

This need for one to be “born again,” or to experience spiritual birth, is so important that Jesus tells Nicodemus of its necessity three different times in this passage of Scripture

ความจำเป็นในการที่คนเราต้อง “บังเกิดใหม่อีกครั้ง” หรือมีประสบการณ์เกิดใหม่ฝ่ายวิญญาณ  สำคัญมากเสียจนพระเยซูตรัสกับนิโคเดมัสถึงความจำเป็นนี้สามครั้งต่างกันในพระธรรมคัมภีร์ตอนนี้

John ยอห์น 3:3, 5, 7 3Jesus answered him, “Truly, truly, I say to you, unless one is born again he cannot see the kingdom of God.”

3พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่ ผู้นั้นจะเห็นแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้”

5Jesus answered, “Truly, truly, I say to you, unless one is born of water and the Spirit, he cannot enter the kingdom of God.

5พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า   ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ   ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้

7Do not marvel that I said to you, ‘You must be born again.’

7อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า   ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่


Third, water is often used symbolically in the Bible to refer to the work of the Holy Spirit in sanctifying a believer, whereby God cleanses and purifies the believer’s heart or soul.

ประการที่สาม  น้ำมักจะใช้เป็นสัญลักษณ์ในพระคัมภีร์  เพื่ออ้างถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการชำระผู้เชื่อให้สะอาด  โดยพระเจ้าทรงชำระให้ใจหรือจิตวิญญาณของผู้เชื่อบริสุทธิ์

In many places in both the Old and New Testaments, the work of the Holy Spirit is compared to water.

ในหลายแห่งทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่   พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เปรียบเทียบกับน้ำ

Isaiah อิสยาห์ 44:3 3For I will pour water on the thirsty land, and streams on the dry ground; I will pour my Spirit upon your offspring, and my blessing on your descendants.

3เพราะเราจะเทน้ำลงบนแผ่นดินที่กระหาย และลำธารลงบนดินแห้ง เราจะเทวิญญาณของเราเหนือเชื้อสายของเจ้า   และพรของเราเหนือลูกหลานของเจ้า  

John ยอห์น 7:38-39 38Whoever believes in me, as the Scripture has said, ‘Out of his heart will flow rivers of living water.’”

38ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า   'แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต   จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น'”

39Now this he said about the Spirit, whom those who believed in him were to receive, for as yet the Spirit had not been given, because Jesus was not yet glorified.

39สิ่งที่พระเยซูตรัสนั้นหมายถึงพระวิญญาณ   ซึ่งผู้ที่วางใจในพระองค์จะได้รับ   เหตุว่ายังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้   เพราะพระเยซูยังมิได้ประสบเกียรติกิจ
John ยอห์น 3:1010Jesus answered him, “Are you the teacher of Israel and yet you do not understand these things?

10พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ท่านเป็นอาจารย์ของชนอิสราเอล   และท่านยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้หรือ 


Jesus rebukes Nicodemus, this implies that what Jesus had just told him was something Nicodemus should have known and understood from the Old Testament.

พระเยซูทรงตำหนินิโคเดมัส  นี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พระเยซูได้ตรัสกับเขาเป็นบางสิ่งที่นิโคเดมัสควรจะได้รู้จักและเข้าใจจากพันธสัญญาเดิม

What is it that Nicodemus, as a teacher of the Old Testament, should have known and understood?

มันคืออะไรที่นิโคเดมัส  ในฐานะที่เป็นครูสอนพันธสัญญาเดิม  ควรจะได้รู้จักและเข้าใจ

It is that God had promised in the Old Testament a time was coming in which He would

Jesus rebuked Nicodemus because he failed to recall and understand one of the key Old Testament passages pertaining to the New Covenant

มันคือว่า ที่พระเจ้าทรงให้สัญญาในพันธสัญญาเดิม  ว่าเวลาที่พระองค์เสด็จมาใกล้จะมาถึง  พระเยซูทรงตำหนินิโคเดมัส  เพราะเขาไม่สามรถระลึกได้และไม่เข้าใจเนื้อหาพระธรรมตอนสำคัญในพันธสัญญาเดิมที่เกี่ยวข้องกับพันธสัญญาใหม่

Jeremiah เยเรมีย์ 31:33 33But this is the covenant that I will make with the house of Israel after those days, declares the LORD: I will put my law within them, and I will write it on their hearts. And I will be their God, and they shall be my people.

33แต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับ ประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น   พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ   เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย   และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย     และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา   และเขาจะเป็นประชากรของเรา

Nicodemus should have been expecting this.

นิโคเดมัควรจะได้คาดหวังเรื่องนี้

Why would Jesus have rebuked Nicodemus for not understanding baptism, considering the fact that baptism is nowhere mentioned in the Old Testament?
ทำไมพระเยซูได้ทรงตำหนินิโคเดมัสที่เขาไม่เข้าใจบัพติสมา    คิดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีที่ไหนที่กล่าวถึงบัพติสมาในพันธสัญญาเดิม


While this verse does not teach baptism is required for salvation, we should be careful not to neglect baptism’s importance.

ในขณะที่พระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้สอนว่าบัพติสมาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความรอด  เราควรจะต้องระวังไม่เพิกเฉยความสำคัญของบัพติสมา

Baptism is the sign or the symbol for what takes place when one is born again.

บัพติสมาเป็นหมายสำคัญหรือสัญลักษณ์สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคนหนึ่งบังเกิดใหม่อีกครั้ง

Baptism’s importance should not be downplayed or minimized.

ไม่ควรลดหรือย่นย่อความสำคัญของบัพติสมาลง

However, baptism does not save us.

อย่างไรก็ตาม  บัพติสมาไม่ได้ช่วยให้เรารอด

What saves us is the cleansing work of the Holy Spirit when we are born again and regenerated by the Him

สิ่งที่ช่วยให้เรารอดเป็นการทรงชำระโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์   เมื่อเราบังเกิดใหม่อีกครั้งและถูกสร้างใหม่โดยพระองค์

Titus ทิตัส 3:5 5He saved us, not because of works done by us in righteousness, but according to his own mercy, by the washing of regeneration and renewal of the Holy Spirit,

5พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด   มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง   แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่   โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

www.gotquestions.org/Thai

Baptism John 3:5  part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top