Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, July 21, 2016

 

saved general revelation

การเปิดเผยทั่วไป รอดแล้ว

Can a person be saved through general revelation? Will God condemn a person who has never heard about Him?

คนสามารถรอดได้โดยผ่านการเปิดเผยทั่วไปหรือ   พระเจ้าจะทรงปรับโทษคนที่ไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับพระองค์หรือ


Question: Can a person be saved through general revelation?
คำถาม: คนสามารถรอดได้โดยผ่านการเปิดเผยทั่วไปหรือ  


Answer: General revelation can be defined as “the revelation of God to all people, at all times, and in all places that reveals that God exists and that He is intelligent, powerful, and transcendent.”

คำตอบ: การเปิดเผยทั่วไปสามารถให้คำจำกัดความได้ว่า  "การเปิดเผยของพระเจ้าแก่ทุกคน  ตลอดเวลาและทุกสถานที่   ที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่   และทรงพระปรีชาสามารถ  มีฤทธานุภาพและเหนือกว่า"

Psalm เพลงสดุดี 19:1–4 1The heavens declare the glory of God, and the sky above proclaims His handiwork.

1ถึงหัวหน้านักร้อง เพลงสดุดีของดาวิด   ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า   และภาคพื้นฟ้าสำแดง พระหัตถกิจของพระองค์  

2Day to day pours out speech, and night to night reveals knowledge.

2วันส่งถ้อยคำให้แก่วัน และคืนแจ้งความรู้ให้แก่คืน  

3There is no speech, nor are there words, whose voice is not heard.

3วาจาไม่มี ถ้อยคำก็ไม่มี   และไม่มีใครได้ยินเสียงฟ้า  

4Their measuring line goes out through all the earth, and their words to the end of the world.  In them he has set a tent for the sun,

4ถึงกระนั้นเสียงฟ้าก็ออกไปทั่วแผ่นดินโลก และถ้อยคำก็แพร่ไปถึงสุดปลายพิภพ 

พระองค์ทรงตั้งเต็นท์ไว้ให้ดวงอาทิตย์  ณ ที่นั้น  

Romans โรม 1:20 20For His invisible attributes, namely, his eternal power and divine nature, have been clearly perceived, ever since the creation of the world, in the things that have been made. So they are without excuse.

20ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว   สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น   คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์   ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง   ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย

These scriptures clearly state that certain things about God can be understood from His creation around us.

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ระบุชัดเจนว่าสิ่งต่างๆแน่นอนเกี่ยวกับพระเจ้าสามารถเข้าใจได้จากสรรพสิ่งที่ทรงสร้างรอบตัวเรา

Creation reveals God’s power and majesty, but it does not reveal the plan of salvation through Christ.

สรรพสิ่งที่ทรงสร้างเผยให้เห็นฤทธิ์อำนาจและพระบารมีของพระเจ้า   แต่มันก็ไม่ได้เปิดเผยแผนการณ์แห่งความรอดโดยทางพระคริสต์

There is only salvation in Jesus’ name; therefore, a person cannot be saved simply through general revelation.

มีทางรอดเพียงทางเดียวในพระนามของพระเยซู  ดังนั้น  คนจึงไม่สามารถรอดได้เพียงเพราะการเปิดเผยทั่วไป

Acts กิจการ 4:12 12And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”  

Usually, the question “Can a person be saved through general revelation?” is asked in relation to another question, “What happens to those who have never heard the gospel?”
โดยปกติแล้วคำถามที่ว่า "คนสามารถรอดได้โดยการเปิดเผยทั่วไปหรือ” เป็นคำถามที่สัมพันธ์กับคำถามอื่น" เกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่ไม่เคยได้ยินพระกิตติคุณ"


Sadly, there are still parts of the world with absolutely no access to the Bible, to the gospel of Jesus Christ, or to any means of learning Christian truth.

น่าเศร้าใจ  ที่ยังคงมีหลายแห่งในโลกนี้ที่ไม่สามารถเข้าถึงพระคัมภีร์  พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์   หรือทางใดๆที่จะเรียนรู้หลักความจริงคริสเตียน

The question then arises, what happens to these people when they die?

แล้วจึงเกิดคำถามว่า  เกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านี้เมื่อพวกเขาตาย


Is it fair for God to condemn a person who has never heard the gospel or of Jesus Christ?

มันยุติธรรมหรือไม่ที่พระเจ้าจะทรงปรับโทษคนที่ไม่เคยได้ยินพระกิตติคุณ  หรือเรื่องพระเยซูคริสต์

Some propose the idea that God judges those who have never heard based on how they responded to general revelation.

บางคนเสนอความคิดว่า  พระเจ้าทรงพิพากษาผู้ที่ไม่เคยได้ยิน   บนพื้นฐานที่พวกเขาตอบ

สนองต่อการเปิดเผยทั่วไป

The presumption is that, if a person truly believes what can be known about God through general revelation, God will judge the person based on that faith and allow the person entrance into heaven.
ข้อสันนิษฐานคือว่า   ถ้าคนนั้นเชื่อจริงๆ ในสิ่งที่สามารถรู้ได้เกี่ยวกับพระเจ้าโดยการเปิดเผยทั่วไป     พระเจ้าจะทรงพิพากษาคนนั้นบนพื้นฐานของความเชื่อ   และอนุญาตให้บุคคลนั้นเข้าสู่สวรรค์


The problem is that Scripture declares that, unless a person is in Christ, he or she “stands condemned already”

ปัญหาคือว่า   พระคัมภีร์บอกว่า   ถ้าคนนั้นไม่อยู่ในพระคริสต์   เขาหรือเธอ " ย่อมถูกปรบโทษอยู่แล้ว"

John ยอห์น 3:18 18Whoever believes in him is not condemned, but whoever does not believe is condemned already, because he has not believed in the name of the only Son of God.

18ผู้ที่วางใจในพระบุตรก็ไม่ต้องถูกพิพากษาลงโทษ   ส่วนผู้ที่มิได้วางใจก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษอยู่แล้ว   เพราะเขามิได้วางใจในพระนามพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า

Romans 3:10–12, quoting Psalm 14:3, pronounces the unregenerate nature to be universally sinful:

โรม 3: 10-12 อ้างเพลงสดุดี 14: 3, ประกาศว่าธรรมชาติที่ไม่ได้บังเกิดใหม่จะเป็นบาปทั่วไป:

Romans โรม3:10-12 10as it is written: “None is righteous, no, not one;

10ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย

11no one understands; no one seeks for God.

11ไม่มีคนที่เข้าใจ   ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า

12All have turned aside; together they have become worthless; no one does good, not even one.”

12เขาทุกคนหลงผิดไปหมด   เขาทั้งปวงเลวทรามเหมือนกันสิ้น     ไม่มีสักคนเดียวที่กระทำดี   ไม่มีเลย

According to Scripture, the knowledge of God is available (through general revelation), but mankind perverts it to his own liking. 

ตามหลักพระคัมภีร์   ความรู้เรื่องพระเจ้าที่มีอยู่พร้อมทั่วไป (โดยการเปิดเผยทั่วไป) แต่มนุษย์พลิกกลับไปหาความชื่นชอบของตัวเอง

Romans โรม 1:21–23 21For although they knew God, they did not honor him as God or give thanks to him, but they became futile in their thinking, and their foolish hearts were darkened.

21เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้จักพระเจ้าแล้ว   เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า   หรือหาได้ขอบพระคุณไม่   แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ   และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป

22Claiming to be wise, they became fools,

22เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา   เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป

23and exchanged the glory of the immortal God for images resembling mortal man and birds and animals and reptiles.

23และเขาได้เอาพระสิริของพระเจ้าผู้เป็นอมตะมาแลกกับรูปมนุษย์ที่ต้องตายหรือรูปนก   รูปสัตว์จตุบาท   และรูปสัตว์เลื้อยคลาน  

The status of those without God is one of rebellion, darkness, and idolatry.

สถานภาพของผู้ที่ไม่มีพระเจ้า   ถือเป็นการกบฏอย่างหนึ่ง, ความมืดและรูปเคารพ


Man rebels despite general revelation.

คนเรากบฏขัดขืนถึงแม้มีการเปิดเผยทั่วไป

Sinful man willfully rejects what can be known of God through nature and seeks ways to avoid the truth.

คนบาปจงใจปฏิเสธสิ่งต่างๆ อันพาให้รู้จักพระเจ้าผ่านธรรมชาติ   และแสวงหาวิถีทางเพื่อหลบหลีกความจริง

John ยอห์น 3:19 19And this is the judgment: the light has come into the world, and people loved the darkness rather than the light because their deeds were evil.

19หลักการพิพากษามีอย่างนี้   คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว   แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง   เพราะกิจการของเขาเลวทราม

Since man does not naturally seek God, God must seek him—and that is exactly what He did, in the Person of Jesus Christ.

เพราะตามปกติคนเราไม่ได้แสวงหาพระเจ้า    พระเจ้าต้องทรงแสวงหาเขา---และนั่นคือสิ่งที่พระองค์ทรงทำ    ในสภาพบุคคลของพระเยซูคริสต์

Luke ลูกา 19:10 10For the Son of Man came to seek and to save the lost.”

10เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”


A good example of our need for the gospel is found in Acts 10.

ตัวอย่างที่ดีเรื่องเราจำเป็นต้องรู้จักข่าวประเสริฐ  พบได้ในพระธรรมกิจการบทที่ 10

Cornelius knew about God

โครเนลีอัสรู้จักพระเจ้า

Acts กิจการ 10:2 2a devout man who feared God with all his household, gave alms generously to the people, and prayed continually to God.

2ทั้งท่านและครอบครัวเป็นคนยำเกรงพระเจ้า   ท่านเคยให้ทานมากมายแก่ประชาชน   และอธิษฐานพระเจ้าเสมอ

Did God save Cornelius because of his devotion to God based on the limited knowledge he had? No.

พระเจ้าได้ทรงให้โครเนลิอัสรอด  เนื่องจากท่านอุทิศถวายเพื่อพระเจ้าบนพื้นฐานของความรู้ที่จำกัดที่ท่านมีหรือไม่   ไม่เลย

Cornelius needed to hear about Jesus. God instructed Cornelius to contact the apostle Peter and invite him to come to Cornelius’ home.

โครเนลิอัสต้องการฟังเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู  พระเจ้าทรงรับสั่งให้โครเนลิอัสติดต่ออัครสาวกเปโตร   และเชิญท่านมาที่บ้านโครเนลิอัส

Cornelius obeyed, and Peter came and presented the gospel to Cornelius and his family. Cornelius and his household believed in Jesus and were therefore saved

โครเนลิอัสได้เชื่อฟัง  และเปโตรก็มาหาและบอกข่าวประเสริฐแก่โครเนลิอัสและครอบ

ครัวของเขา  โครเนลิอัสและครอบครัวของเขาเชื่อในพระเยซูและได้รับความรอดหมดทุกคน

Acts กิจการ 10:44–48 44While Peter was still saying these things, the Holy Spirit fell on all who heard the word.

44เมื่อเปโตรยังกล่าวคำเหล่านั้นอยู่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลง มาสถิตกับคนทั้งปวงที่ฟังพระวจนะนั้น

45And the believers from among the circumcised who had come with Peter were amazed, because the gift of the Holy Spirit was poured out even on the Gentiles.

45ฝ่ายพวกที่ได้เข้าสุหนัตซึ่งเชื่อถือในพระเยซูเจ้า   คือที่มาด้วยกันกับเปโตรก็ประหลาดใจ   เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์   ให้ลงมาบนคนต่างชาติด้วย

46For they were hearing them speaking in tongues and extolling God. Then Peter declared,

46เพราะเขาได้ยินคนเหล่านั้นพูดภาษาต่างๆ   และยกย่องสรรเสริญพระเจ้า   เปโตรจึงย้อนถามว่า

47“Can anyone withhold water for baptizing these people, who have received the Holy Spirit just as we have?”

47“ใครอาจจะห้ามคนเหล่านี้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนเรา   โดยมิให้เขารับบัพติศมาด้วยน้ำได้”

48And he commanded them to be baptized in the name of Jesus Christ. Then they asked him to remain for some days.

48เปโตรจึงสั่งให้เขารับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์   และเขาทั้งหลายได้ขอให้เปโตรยับยั้งอยู่กับเขาอีกสองสามวัน

No one, not even a “good” man like Cornelius, is saved simply by believing that God exists or by honoring God in certain ways.

ไม่มีใคร  แม้แต่คน "ดี" เช่นโครเนลิอัส   ที่รอดได้โดยเพียงแค่เชื่อว่าพระเจ้าทรงพระชนม์อยู่   หรือโดยการถวายพระเกียรติพระเจ้าในแบบที่แน่นอน

The only way of salvation is the gospel of Jesus Christ

ทางเดียวที่จะพาให้รอดได้คือพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์

John ยอห์น 14:6 6Jesus said to him, “I am the way, and the truth, and the life. No one comes to the Father except through me.

6พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น   เป็นความจริงและเป็นชีวิต   ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

Acts กิจการ 4:12 12And there is salvation in no one else, for there is no other name under heaven given among men by which we must be saved.”

12ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย   ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้   ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า”  


General revelation can be seen as a universal call for people to acknowledge God’s existence.

การเปิดเผยทั่วไปสามารถมองเห็นได้  โดยการทรงเรียกทั่วไปให้คนมายอมรับว่า  พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่

But general revelation, by itself, is not enough to lead a person to salvation in Christ.

แต่การเปิดเผยทั่วไปเพียงเท่านั้น  ไม่เพียงพอที่จะนำคนไปสู่ความรอดในพระคริสต์

That is why it is so important for us to proclaim the gospel throughout the whole world

นั่นคือเหตุผล   ว่ามันจึงสำคัญสำหรับเราที่จะประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลก

Matthew มัทธิว 28:19–20 18And Jesus came and said to them, “All authority in heaven and on earth has been given to me.

18พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี   ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว

19Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit,

19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

20teaching them to observe all that I have commanded you. And behold, I am with you always, to the end of the age.”

20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้   นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”

Acts กิจการ 1:8 8But you will receive power when the Holy Spirit has come upon you, and you will be my witnesses in Jerusalem and in all Judea and Samaria, and to the end of the earth.”

8แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช   เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน   และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม   ทั่วแคว้นยูเดีย   แคว้นสะมาเรีย   และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก”

Romans โรม 10:14 14But how are they to call on him in whom they have not believed? And how are they to believe in him of whom they have never heard? And how are they to hear without someone preaching?

14แต่ผู้ที่ยังไม่เชื่อในพระองค์   จะทูลขอต่อพระองค์อย่างไรได้   และผู้ที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์   จะเชื่อในพระองค์อย่างไรได้   และเมื่อไม่มีผู้ใดประกาศให้เขาฟัง   เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไรได้

Faith in the good news of salvation through Jesus Christ is the only means of salvation

ความเชื่อในข่าวประเสริฐแห่งความรอดโดยพระเยซูคริสต์  เป็นเพียงทางเดียวที่จะรอดได้

John ยอห์น 3:16 16“For God so loved the world, that He gave His only Son, that whoever believes in Him should not perish but have eternal life.

16เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก   จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

www.gotquestions.org./Thai


definition of sanctification

คำนิยาม การชำระตัวให้บริสุทธิ์


What is sanctification? What is the definition of Christian sanctification? Is sanctification positional or progressive?

การชำระตัวให้บริสุทธิ์คืออะไร   นิยามของคำว่าการชำระตัวให้บริสุทธิ์แบบคริสเตียนคืออะไร  การชำระตัวให้บริสุทธิ์เป็นตามสภาพหรือตามที่พัฒนาไป


Question: "What is sanctification? What is the definition of Christian sanctification?"
คำถาม: “การชำระตัวให้บริสุทธิ์คืออะไร   นิยามของการชำระตัวให้บริสุทธิ์แบบคริสเตียนคืออะไร” 

Answer: Jesus had a lot to say about sanctification in John 17.

คำตอบ: พระเยซูทรงมีเรื่องที่จะตรัสมากมายเกี่ยวกับการชำระตัวให้บริสุทธิ์ในยอห์นบทที่ 17


John ยอห์น 17:16 16They are not of the world, just as I am not of the world.

16เขาไม่ใช่ของโลก   เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก

Sanctification is a state of separation unto God; all believers enter into this state when they are born of God:

การชำระตัวให้บริสุทธิ์เป็นสภาพของการแยกออกเพื่อมาอยู่กับพระเจ้า  ผู้เชื่อทุกคนเข้าอยู่ในสถานะนี้เมื่อพวกเขาบังเกิดจากพระเจ้า

1 Corinthians 1โครินธ์ 1:30 30He is the source of your life in Christ Jesus, whom God made our wisdom and our righteousness and sanctification and redemption.

30โดยพระองค์   ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์   เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์ ให้เป็นปัญญาและความชอบธรรมของเรา   และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์   และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป

This is a once-for-ever separation, eternally unto God.

นี่คือการแยกออกเพียงครั้งเดียวตลอดไป  มาอยู่กับพระเจ้าชั่วนิรันดร์

It is an intricate part of our salvation, our connection with Christ

มันเป็นตอนที่ซับซ้อนในความรอดของเรา    ตอนที่เราสัมพันธ์กับพระคริสต์

Hebrews ฮีบรู 10:1010And by that will we have been sanctified through the offering of the body of Jesus Christ once for all.

10และโดยน้ำพระทัยนั้นเองที่เราทั้งหลายได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์   โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  
Sanctification also refers to the practical experience of this separation unto God, being the effect of obedience to the Word of God in one’s life and is to be pursued by the believer earnestly.

การชำระตัวให้บริสุทธิ์ยังหมายถึงเราได้ปฏิบัติตัวแยกออกเพื่อมาหาพระเจ้า   เป็นผลของการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของคนเรา  และผู้เชื่อต้องมุ่งติดตามต่อไปอย่างขะมักเขม้น

1 Peter 1 เปโตร 1:15 15but as He who called you is holy, you also be holy in all your conduct,

15แต่เพราะพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายนั้นบริสุทธิ์   ท่านทั้งหลายจงประพฤติให้บริสุทธิ์พร้อมทุกประการ

Hebrews ฮีบรู12:1414Strive for peace with everyone, and for the holiness without which no one will see the Lord.

14จงอุตส่าห์ที่จะอยู่อย่างสงบกับคนทั้งหลาย   และอุตส่าห์ที่จะได้ใจบริสุทธิ์   ซึ่งถ้าใจไม่บริสุทธิ์ก็จะไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย


Just as the Lord prayed in John 17, sanctification has in view the setting apart of believers for the purpose for which they are sent into the world:

ในพระธรรมยอห์นบทที่ 17  ขณะที่พระคริสต์เจ้าทรงอธิษฐานอยู่   การชำระตัวให้บริสุทธิ์เป็นภาพของผู้เชื่อแยกตัวออกไป   เพื่อทำตามจุดมุ่งหมายที่พวกเขาถูกส่งเข้ามาอยู่ในโลก:

John ยอห์น 17:18-19 18As you sent me into the world, so I have sent them into the world.

18พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มาในโลกฉันใด   ข้าพระองค์ก็ใช้เขาไปในโลกฉันนั้น

19And for their sake I consecrate myself, that they also may be sanctified in truth.

19ข้าพระองค์ชำระตัวถวายเพราะเห็นแก่เขา   เพื่อให้เขารับการทรงชำระแต่งตั้งไว้โดยสัจจะด้วยเช่นกัน  

That He set Himself apart for the purpose for which He was sent is both the basis and the condition of our being set apart for that for which we are sent.

นั่นคือพระองค์ทรงแยกพระองค์เองออก   ตามพระประสงค์ที่ทรงถูกส่งมา  ทรงเป็นพื้นฐานและเงื่อนไขของเราที่ถูกแยกออกเพื่อทำในสิ่งที่เราถูกส่งมา

John ยอห์น 10:36 36do you say of him whom the Father consecrated and sent into the world, ‘You are blaspheming,’ because I said, ‘I am the Son of God’?

36ท่านทั้งหลายจะกล่าวหาท่านที่พระบิดาได้ทรงตั้งไว้   และทรงใช้เข้ามาในโลกว่า   'ท่านกล่าวคำหมิ่นประมาทพระเจ้า'   เพราะเราได้กล่าวว่า   'เราเป็นบุตรของพระเจ้า'   อย่างนั้นหรือ

His sanctification is the pattern and power for ours.

การชำระตัวให้บริสุทธิ์ของพระองค์เป็นแบบและพลังสำหรับเรา

The sending and the sanctifying are inseparable.

การส่งออกไปและการชำระตัวให้บริสุทธิ์จะแยกกันไม่ออก

On this account believers are called saints, hagioi, in the Greek: “sanctified ones.”

ในเรื่องนี้จะเรียกผู้เชื่อว่า ธรรมิกชน  คำในภาษากรีก hagioi: “คนที่ถูกชำระตัวให้บริสุทธิ์”

Whereas previously their behavior bore witness to their standing in the world in separation from God, now their behavior should bear witness to their standing before God in separation from the world.

ขณะที่เมื่อก่อนพฤติกรรมของพวกเขาเป็นพยานยืนอยู่ฝ่ายโลก   ว่าเขาแยกออกจากพระเจ้า  ตอนนี้พฤติกรรมของพวกเขาควรเป็นพยานยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า   ว่าเขาได้แยกออกจากโลก
There is one more sense that the word “sanctification” carries in Scripture.

มีความหมายอีกอย่างที่คำว่า "การชำระตัวให้บริสุทธิ์" นำเข้ามาในพระคัมภีร์

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 5:23 23Now may the God of peace himself sanctify you completely, and may your whole spirit and soul and body be kept blameless at the coming of our Lord Jesus Christ.

23ขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงให้ท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด   และทรงรักษาทั้งวิญญาณ   จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน   จนถึงวันที่พระเยซูคริสตเจ้าของเราเสด็จมา

Colossians โคโลสี 1:55because of the hope laid up for you in heaven. Of this you have heard before in the word of the truth, the gospel,

5โดยเหตุซึ่งมีความหวังอันสะสมไว้สำหรับท่านในสวรรค์ ซึ่งเมื่อก่อนท่านเคยได้ยินมาแล้วในคำแห่งความจริง   คือข่าวประเสริฐ


Paul later speaks of Christ Himself as “the hope of glory”

ต่อมาเปาโลพูดถึงพระเยซูคริสต์ว่า    พระองค์เองทรงเป็น "ความหวังแห่งพระสิริ"

Colossians โคโลสี 1:27 27To them God chose to make known how great among the Gentiles are the riches of the glory of this mystery, which is Christ in you, the hope of glory.

27พระเจ้าทรงชอบพระทัยที่จะสำแดงให้ธรรมิกชนเหล่านั้นรู้ว่า   ในหมู่คนต่างชาตินั้นอะไรเป็นความมั่งคั่งแห่งข้อล้ำลึกนี้   คือที่พระคริสต์ทรงสถิตในท่านอันเป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรี

Paul then mentions the fact of that hope when he says:

แล้วเปาโลกล่าวถึงความจริงแห่งความหวังนั้นเมื่อท่านพูดว่า:

Colossians โคโลสี 3:4 4When Christ who is your life appears, then you also will appear with Him in glory.

4เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ   ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย

This glorified state will be our ultimate separation from sin, total sanctification in every aspect.

โดยศักดิ์ศรีสูงสุดนั้นเราจะถูกแยกจากบาปได้   เป็นการชำระตัวให้บริสุทธิ์ทั้งสิ้นในทุกด้าน

1 John 1 ยอห์น 3:2 2Beloved, we are God's children now, and what we will be has not yet appeared; but we know that when he appears we shall be like him, because we shall see him as he is.

2ท่านที่รักทั้งหลาย   บัดนี้เราทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้า   และยังไม่ปรากฏว่าต่อไปเบื้องหน้านั้นเราจะเป็นอย่างไร   แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น   เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์   เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น
To summarize, sanctification is synonymous with holiness, the Greek word for both meaning “a separation,” first a once-for-all positional separation unto Christ at our salvation; second, a practical progressive holiness in a believer’s life while awaiting the return of Christ, and finally, a separation forever from sin when we reach heaven.

สรุป  การชำระตัวให้บริสุทธิ์เป็นคำเดียวกับความบริสุทธิ์  คำภาษากรีกมีความหมายทั้งสองอย่างว่า "การแยกออกจาก" เป็นการแยกครั้งเดียวเท่านั้นเข้าสู่ความรอดในพระคริสต์; ความหมายที่สอง  ความบริสุทธิ์ที่พัฒนาไปตามการประพฤติในชีวิตผู้เชื่อขณะที่กำลังรอการกลับมาของพระคริสต์   และในที่สุดก็แยกจากบาปตลอดนิรันดร์   เมื่อเราไปถึงสวรรค์

www.gotquestions.org/Thai

Saved General Revelation and Sanctification

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top