Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, July 26, 2016

 

Bible apply today

พระคัมภีร์นำมาประยุกต์ใช้วันนี้

How can we know what parts of the Bible apply to us today? Which parts of the Bible are directly relevant to us today?

เราสามารถรู้ได้อย่างไรว่าจะนำตอนไหนของพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้กับเราวันนี้    ตอนใดของพระคัมภีร์มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเราวันนี้


Question: "How can we know what parts of the Bible apply to us today?"
คำถาม: "เราสามารถรู้ได้อย่างไรว่าจะนำตอนไหนของพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้กับเราวันนี้” 

Answer:  Much misunderstanding occurs when we either assign commands we should be following as "era-specific," only applying to the original audience, or we mistake commands specific to a particular audience to be timeless truths.

คำตอบ: เกิดความเข้าใจผิดมากขึ้น  เมื่อเรากำหนดให้พระบัญชาที่เราควรจะทำตามเป็น เรื่อง “ เฉพาะยุค” ที่นำมาใช้ให้กับผู้อ่านยุคแรกเท่านั้น    หรือเราทำให้เข้าใจผิดว่าพระบัญชาเจาะจงแก่ผู้อ่านกลุ่มเฉพาะเป็นเรื่องความจริงที่เหนือกาลเวลา

How do we discern the difference?

เราจะมองเห็นความแตกต่างกันได้อย่างไร

The first thing to note is that the canon of Scripture was closed by the end of the 1st century A.D.

สิ่งแรกที่ควรทราบก็คือว่า สาระบบของคัมภีร์ถูกปิดไปในตอนปลายค.ศ. ศตวรรษที่ 1


What that means is most, if not all, of the Bible was not originally written to us.

คือหมายถึงว่าส่วนใหญ่   ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด   ของพระคัมภีร์ที่ไม่ได้เขียนตั้งแต่ต้นเพื่อเรา

The authors had in mind the hearers of that day and probably were not aware that their words would be read by people all over the world centuries later.

ผู้เขียนคำนึงถึงผู้ฟังอยู่ในใจสมัยนั้น    และอาจจะนึกไม่ถึงว่าถ้อยคำของพวกเขาจะมีคนอ่านทั่วโลกในหลายศตวรรษต่อมา

That should cause us to be very careful when interpreting the Bible for today’s Christian.

นั่นควรจะเป็นเหตุให้เราต้องระมัดระวังมาก   เมื่อตีความพระคัมภีร์แก่คริสเตียนทุกวันนี้

It seems that much of contemporary preaching is so concerned with relevance that we treat the Bible as a lake from which to fish application for today’s Christians.

มันดูเหมือนว่าคำเทศนาร่วมสมัยมากมาย   เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กันว่า    เรารักษาพระคัมภีร์เป็นเหมือนทะเลสาบที่เรานำมาใช้ตกปลาสำหรับคริสเตียนทุกวันนี้

This is done at the expense of proper exegesis and interpretation.
สิ่งนี้ได้กระทำไปโดยสูญเสียการอธิบายและการตีความหมายที่เหมาะสม
The top three rules of hermeneutics (the art and science of biblical interpretation) are 1) context; 2) context; and 3) context.

กฎข้อบังคับสูงสุดของการตีความสามอย่าง (ศิลปะและศาสตร์แห่งการตีความพระคัมภีร์) คือ 1) บริบท; 2) บริบท; และ 3) บริบท


Before we can tell 21st-century Christians how the Bible applies to them, we must first come to the best possible understanding of what the Bible meant to its original audience.

ก่อนที่เราจะสามารถบอกชาวคริสต์ศตวรรษที่ 21 ว่าพระคัมภีร์นำไปใช้กับพวกเขาได้อย่างไร  เราจะต้องเข้าใจดีที่สุด ในสิ่งที่พระคัมภีร์ได้สื่อความหมายต่อผู้อ่านยุคแรก


If we come up with an application that would have been foreign to the original audience, there is a very strong possibility that we did not interpret the passage correctly.

ถ้าเราตามทันการนำไปใช้ที่อาจแปลกต่อผู้อ่านยุคแรก   มีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เราไม่ได้ตีความเนื้อหาพระธรรมอย่างถูกต้อง

Once we are confident that we understand what the text meant to its original hearers, we then need to consider the dissimilarities between us and them.

ทันทีที่เรามีความมั่นใจว่า  เราเข้าใจสิ่งที่เนื้อหานั้นสื่อความหมายต่อผู้ฟังยุคแรก  เราจำเป็นต้องพิจารณาความแตกต่างระหว่างเรากับพวกเขา

What are the differences in language, time, culture, geography, setting and situation?

อะไรคือความแตกต่างในด้านภาษา   เวลา, วัฒนธรรม, ภูมิศาสตร์ สถานที่ตั้งและสถานการณ์

All of these must be taken into account before an application can be made.

ทั้งหมดเหล่านี้จะต้องถูกนำมาพิจาณาก่อนที่จะสามารถนำเอาไปประยุกต์ใช้



Once we understand the divergence of our cultures, we can find commonalities between the original audience and ourselves.

ทันทีที่เราเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรมของเรา    เราสามารถพบคนธรรมดาสามัญ ระหว่างผู้อ่านยุคแรกและตัวเราเอง

Finally, we can find application for ourselves in our time and situation.
สุดท้าย เราสามารถหาสิ่งที่เรานำไปใช้สำหรับตัวเองในเวลาและสถานการณ์ของเรา
Also important is the fact that each passage has only one correct interpretation.

นอกจากนี้ที่สำคัญคือความจริงที่ว่า   เนื้อหาพระธรรมแต่ละตอนมีการตีความถูกต้องเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

It can have a range of application, but only one interpretation.

มันมีการนำมาใช้ได้เป็นช่วงระยะ   แต่มีเพียงการตีความอย่างเดียวเท่านั้น

This means that some applications are better than others.

นี่หมายความว่าการนำไปใช้งานบางเรื่องดีกว่าเรื่องอื่นๆ

If one application is closer to the correct interpretation than another, then it is a better application of that text.

ถ้าการนำไปใช้เรื่องหนึ่งใกล้เคียงการตีความหมายถูกต้องกว่าเรื่องอื่นแล้ว    มันก็จะดีกว่าที่นำเนื้อหาเรื่องนั้นไปใช้ได้

For example, many sermons have been preached on 1 Samuel 17 (the David and Goliath story) that involve "defeating the giants in your life."

ยกตัวอย่างเช่น   พระธรรมเทศนาจำนวนมากที่ได้สั่งสอนใน 1 ซามูเอล 17 (ดาวิดและโกลิอัท) ที่เกี่ยวข้องกับ "การเอาชนะยักษ์ใหญ่ในชีวิตของคุณ"

They lightly skim the details of the narrative and go straight to application, which usually involves allegorizing Goliath into a difficult, intimidating situation that must be overcome by faith.

เป็นการบอกรายละเอียดเบาบางของเนื้อเรื่องและมุ่งตรงไปที่การนำไปใช้  ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับการพูดเชิงเปรียบเทียบโกลิอัท ในสถานการณ์คุกคาม  ยากลำบากที่จะต้องเอาชนะด้วยความเชื่อ

There are also attempts to allegorize the five smooth stones David picked up.

นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะเปรียบเทียบก้อนหินเรียบห้าก้อนที่ดาวิดหยิบขึ้นมา

These sermons usually conclude by exhorting us to be faithful like David.
พระธรรมเทศนาเหล่านี้มักจะสรุปโดยตักเตือนสอนเราให้สัตย์ซื่อเหมือนอย่างดาวิด
While these interpretations make engaging sermons, it is doubtful the original audience would have gotten that message from this story.

ในขณะที่การตีความหมายเหล่านี้ทำให้พระธรรมเทศนาเป็นที่ดึงดูดใจ   มันเป็นที่น่าสงสัยว่าผู้อ่านยุคแรกจะได้รับข่าวสารนั้นจากเรื่องนี้

Before we can apply the truth of 1 Samuel 17, we must know how the original audience understood it, and that means determining the overall purpose of 1 Samuel as a book.

ก่อนที่เราจะสามารถนำความจริงใน 1ซามูเอล บทที่ 17 ไปใช้  เราต้องทราบว่าผู้อ่านยุคแรกเข้าใจมันอย่างไร   และนั่นหมายความตกลงใจใช้จุดประสงค์โดยรวมของพระธรรม 1ซามูเอล



Without going into a detailed exegesis, let’s just say it’s not about defeating the giants in your life.

ปราศจากการลงอรรถาธิบายละเอียด   ให้เราเพียงแค่บอกว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการเอา

ชนะยักษ์ใหญ่ในชีวิตของคุณ

That may be a distant application of the passage, but as an interpretation, it’s alien to the text.

นั่นอาจจะเป็นการนำพระธรรมตอนนั้นไปใช้ที่ไกลตัว   แต่เรื่องการตีความหมาย  มันก็แปลกไม่เข้ากับเนื้อหาเรื่องนั้น
God is the hero of the story and David is His chosen vehicle to bring salvation to His people.

พระเจ้าทรงเป็นเอกของเรื่อง  และดาวิดเป็นพาหนะของพระองค์ที่ทรงเลือกสรร  เพื่อนำความรอดมายังคนของพระองค์

The story contrasts the people’s king (Saul) with God’s king (David), and it also foreshadows what Christ (the Son of David) would do in providing our salvation.
เรื่องราวเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างกษัตริย์ของประชาชน (ซาอูล) กับกษัตริย์ของพระเจ้า (ดาวิด) และมันยังบอกล่วงหน้าสิ่งที่พระคริสต์ (บุตรของดาวิด) จะทรงทำเพื่อเตรียมทางรอดแก่เรา
Another common example of interpreting with disregard of the context is

อีกตัวอย่างที่พบบ่อยในการตีความหมายโดยไม่คำนึงถึงบริบทคือ

John ยอห์น 14:13-14 13Whatever you ask in my name, this I will do, that the Father may be glorified in the Son.

13สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายจะขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น   เพื่อว่าพระบิดาจะทรงได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ทางพระบุตร

14If you ask me anything in my name, I will do it.

14สิ่งใดที่ท่านขอในนามของเรา   เราจะกระทำสิ่งนั้น

Reading this verse out of context would seem to indicate that if we ask God anything, we will receive it as long as we use the formula “in Jesus’ name.”

การอ่านข้อนี้จากบริบท    ดูเหมือนชี้ให้เห็นว่า   ถ้าเราทูลขอพระเจ้าสิ่งใด  เราจะได้รับมันตราบใดที่เราใช้สูตร "ในพระนามของพระเยซู"


Applying the rules of proper hermeneutics to this passage, we see Jesus speaking to His disciples in the upper room on the night of His betrayal.

เมื่อเรานำกฎข้อบังคับของการแปลความหมายที่เหมาะสมต่อพระธรรมตอนนี้ไปใช้   เราเห็นพระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ในห้องชั้นบน   ในคืนวันที่เกิดการทรยศต่อพระ

องค์

The immediate audience is the disciples.

ผู้ฟังโดยตรงตอนนั้นคือบรรดาเหล่าสาวก

This is essentially a promise to Jesus’ disciples that God will provide the necessary resources for them to complete their task.

นี้เป็นพระสัญญาต่อเหล่าสาวกของพระเยซูที่สำคัญ    ว่าพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขาเพื่อให้งานของพวกเขาบรรลุผล

It is a passage of comfort because Jesus would soon be leaving them.

มันเป็นเนื้อหาเรื่องการปลอบเล้าโลมใจ   เพราะพระเยซูจะเสด็จจากพวกเขาในเร็ววัน

Is there an application for 21st-century Christians? Of course!

เป็นการนำไปใช้สำหรับชาวคริสต์ศตวรรษที่ 21 ใช่ไหม   แน่นอน!

If we pray according to God’s will (in Jesus’ name), God will give us what we need to accomplish His will in and through us.

ถ้าเราอธิษฐานตามพระประสงค์ของพระเจ้า (ในพระนามของพระเยซู) พระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่เราต้องการเพื่อที่จะบรรลุพระประสงค์ของพระองค์และผ่านทางเรา

Furthermore, the response we get will always glorify God.

นอกจากนี้การสนองตอบที่เราทำ   ก็จะเป็นที่สรรเสริญพระเจ้า

Far from giving us whatever we want, this passage teaches us to submit to God’s will in prayer, and that God will always provide what we need to accomplish His will.
นอกจากเราจะได้รับสิ่งใดก็ตามที่เราต้องการ   พระธรรมตอนนี้สอนให้เรายินยอมตามพระประสงค์ของพระเจ้าในการอธิษฐาน   และว่าพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่เราต้องการเพื่อที่จะบรรลุพระประสงค์ของพระองค์เสมอ
Proper biblical interpretation is built on the following principles:
การตีความหมายตามพระคัมภีร์ที่ถูกต้อง   สร้างขึ้นบนหลักการดังต่อไปนี้:
1. Context. To understand fully, start small and extend outward: verse, passage, chapter, book, author and testament/covenant.
1. บริบท   เพื่อให้เข้าใจอย่างเต็มที่     เริ่มต้นเล็ก ๆ และขยายออกไปภายนอก:  ข้อพระคัมภีร์ เนื้อเรื่อง   บท    พระธรรม  ผู้เขียนและข้อพิสูจน์ชัดแจ้ง / พันธสัญญา

2. Try to understand how the original audience would have understood the text. 
2. พยายามที่จะเข้าใจว่าผู้อ่านยุคแรกจะมีความเข้าใจเนื้อหาพระธรรมได้อย่างไร

3. Consider the differences between your culture and that of the original audience. 
3. พิจารณาความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมของคุณและของผู้อ่านยุคแรก

4. If a moral command from the Old Testament is repeated in the New Testament, consider it a "timeless truth."
4. หากมีพระบัญชาด้านศีลธรรมจากพันธสัญญาเดิมซ้ำอีกในพันธสัญญาใหม่  จงคิดว่ามันเป็น "ความจริงที่เหนือกาลเวลา"

5. Remember that each passage has only one correct interpretation, but can have many applications (some better than others).
5. จำไว้ว่าเนื้อหาพระธรรมทุกตอนมีการตีความหมายที่ถูกต้องอย่างเดียวเท่านั้น   แต่อาจมีการนำไปประยุกต์ใช้มากมาย (บางตอนดีกว่าตอนอื่น)

6. Always be humble and don’t forget the role of the Holy Spirit in interpretation. He has promised to lead us into all truth (John 16:13).
6 จงถ่อมใจเสมอและอย่าลืมบทบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการตีความหมาย พระองค์ทรงให้สัญญาว่าจะนำเราไปสู่ความจริงทั้งหมด   (ยอห์น 16:13)
As mentioned earlier, biblical interpretation is as much an art as it is science. There are rules and principles, and some of the more difficult passages require more effort than others.

ดังที่กล่าวก่อนหน้านี้  การตีความหมายพระคัมภีร์เป็นศิลปะมากพอๆกับเป็นวิทยาศาสตร์ มีกฎระเบียบและหลักการ    และเนื้อหาพระธรรมบางเรื่องที่ยากมากต้องใช้ความพยายามมากกว่าตอนอื่น ๆ

We should always be open to changing an interpretation if the Spirit convicts and the evidence supports.

เราควรจะเปิดกว้างเสมอต่อการเปลี่ยนแปลงการตีความหมาย   ถ้าพระวิญญาณทรงพิสูจน์แล้วและมีหลักฐานมากมายสนับสนุน

www.gotquestions.org/Thai


Bible literal

พระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำ

Can / Should we interpret the Bible as literal? Should some parts of the Bible be interpreted symbolically / allegorically?

เราสามารถหรือควรตีความพระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำหรือไม่  พระคัมภีร์บางส่วนถูกตีความหมายเชิงสัญลักษณ์หรือเชิงเปรียบเทียบ


Question: "Can / Should we interpret the Bible as literal?"
คำถาม: "เราสามารถหรือควรตีความพระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำหรือ

ไม่"


Answer:  Not only can we take the Bible literally, but we must take the Bible literally.

คำตอบ: ไม่เพียงแต่เราสามารถรับเอาพระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำ แต่เราต้องรับพระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำด้วย

A literal approach to interpretation is the only way to determine what God is trying to communicate to us.

วิธีการตีความตามความหมายที่แท้จริงของคำเป็นวิธีเดียวที่จะตรวจสอบสิ่งที่พระเจ้าจะพยายามที่จะสื่อสารกับเรา

When we read any piece of literature, we must determine what the author intended to communicate.

เมื่อเราอ่านวรรณกรรมชิ้นใด ๆ เราจะต้องตรวจสอบสิ่งที่ผู้เขียนตั้งใจติดต่อสื่อสารด้วย

Many will read a verse or passage of Scripture and then create their own definitions for the words, phrases, or paragraphs, ignoring the context and author’s intent.

หลายคนจะอ่านข้อพระคัมภีร์หรือเนื้อหาของพระคัมภีร์  และสร้างคำจำกัดความของพวกเขาเอง   สำหรับคำต่างๆ วลีต่างๆ หรือย่อหน้าต่างๆ  ละเลยบริบทและเจตนาของผู้เขียน

But this is not what God intended, which is why God tells us to correctly handle the Word of truth.

แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงพระประสงค์    ซึ่งเป็นเหตุผลที่พระเจ้าทรงบอกให้เรายึดพระคำแห่งความจริงอย่างถูกต้อง

2 Timothy 2ทิโมธี 2:15 15Do your best to present yourself to God as one approved, a worker who has no need to be ashamed, rightly handling the word of truth.

15จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย   ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง
One reason we should take the Bible literally is that the Lord Jesus Christ took it literally.

เหตุผลหนึ่งที่เราควรรับพระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำ คือการที่พระเยซูคริสต์เจ้าทรงใช้มันตามความหมายที่แท้จริงของคำ

Whenever the Lord Jesus quoted from the Old Testament, it was always clear that He believed in its literal interpretation.

เมื่อใดก็ตามที่พระเยซูทรงยกคำอ้างจากพระคัมภีร์เดิม    มันก็ชัดเจนอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงเชื่อในการตีความตามความหมายที่แท้จริงของคำ

For example, when Jesus was tempted by Satan in Luke 4, He answered by quoting the Old Testament.

ตัวอย่างเช่น  เมื่อพระเยซูทรงถูกซาตานทดลองในพระธรรมลูกาบทที่ 4   พระองค์ทรงตอบโดยอ้างพันธสัญญาเดิม

If God’s commands in Deuteronomy were not literal, Jesus would not have used them and they would have been powerless to stop Satan’s mouth, which is what they did. 
หากพระบัญชาของพระเจ้าในเฉลยธรรมบัญญัติไม่เป็นตามความหมายที่แท้จริงของคำ พระเยซูจะไม่ทรงใช้พระบัญชาเหล่านั้น   และมันก็ไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะปิดปากของซาตานซึ่งเป็นสิ่งที่พระบัญชาได้กระทำ

Deuteronomy พระราชบัญญัติ 8:3 3Hear therefore, O Israel, and be careful to do them, that it may go well with you, and that you may multiply greatly, as the LORD, the God of your fathers, has promised you, in a land flowing with milk and honey.

3โอ คนอิสราเอลทั้งหลาย   เหตุฉะนั้นขอจงฟัง   และจงระวังที่จะกระทำตามเพื่อ พวกท่านจะไปดีมาดี   และเพื่อท่านทั้งหลายจะทวีมากยิ่งนัก   ในแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์   ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านได้ทรงสัญญากับท่าน  

Deuteronomy พระราชบัญญัติ 6:13 13It is the LORD your God you shall fear. Him you shall serve and by His name you shall swear.

13พวกท่านจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน   ท่านจงปรนนิบัติพระองค์และสาบาน โดยออกพระนามของพระองค์

Deuteronomy พระราชบัญญัติ 6:16 16“You shall not put the LORD your God to the test, as you tested Him at Massah.

16“อย่าทดลองพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย   ดังที่ได้ทดลองพระองค์ที่มัสสาห์

The disciples also took the commands of Christ (which are part of the Bible) literally.

นอกจากนี้ เหล่าสาวกยังรับพระบัญชาของพระคริสต์ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์) ตามความหมายที่แท้จริงของคำ

Jesus commanded the disciples to go and make more disciples.

พระเยซูตรัสสั่งสาวกให้ออกไปและนำคนมากมายมาเป็นสาวก

Matthew มัทธิว 28:19-20 19Go therefore and make disciples of all nations, baptizing them in the name of the Father and of the Son and of the Holy Spirit,

19เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ   ให้เป็นสาวกของเรา   ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา   พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์

20teaching them to observe all that I have commanded you. And behold, I am with you always, to the end of the age.”

20สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้ง หลายเสมอไป   จนกว่าจะสิ้นยุค”

In the book of Acts, we find that the disciples took Jesus' command literally as they went throughout the known world preaching the gospel and telling everyone to "believe on the Lord Jesus Christ.”

ในพระธรรมกิจการ  เราพบว่าเหล่าสาวกรับพระบัญชาของพระเยซูตามความหมายแท้จริงของคำ  เพราะพวกเขาออกไปทั่วแดนที่รู้จักเทศนาพระกิตติคุณและบอกทุกคนให้ "เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์"

Acts กิจการ 16:31 31And they said, “Believe in the Lord Jesus, and you will be saved, you and your household.”

31เปาโลกับสิลาสจึงกล่าวว่า “จงเชื่อและวางใจในพระเยซูเจ้า   และท่านจะรอดได้ทั้ง ครอบครัวของท่านด้วย”

We, too, must take Jesus’ words literally.

เราก็เช่นกัน ต้องรับพระดำรัสของพระเยซูตามความหมายที่แท้จริงของคำ

How can we be sure of our salvation if we do not believe that He came to seek and save the lost.

เราสามารถแน่ใจในความรอดของเราได้อย่างไร  ถ้าเราไม่เชื่อว่าพระองค์เสด็จมาเพื่อจะแสวงหาและช่วยคนหลงหายให้รอด

Luke ลูกา 19:10 10For the Son of Man came to seek and to save the lost.”

10เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด”

He paid the penalty for our sin and provides eternal life.

พระองค์ทรงชดใช้ไถ่โทษความบาปของเราและทรงให้ชีวิตนิรันดร์

Matthew มัทธิว 26:28 28for this is my blood of the covenant, which is poured out for many for the forgiveness of sins.

28ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา   อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา   ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาป โทษคนเป็นอันมาก

John ยอห์น 6:54 54Whoever feeds on my flesh and drinks my blood has eternal life, and I will raise him up on the last day.

54ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเรา ก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้น ขึ้นมาในวันสุดท้าย
Taking the Bible literally still allows for figures of speech.

การรับพระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำยังยอมให้มีคำอุปมาเปรียบเทียบ

An example of a figure of speech is someone saying “the sun is rising.” 

ตัวอย่างของอุปมาเปรียบเทียบคือ  บางคนพูดว่า "ดวงอาทิตย์จะขึ้น."

Technically, the sun does not rise; the earth rotates in a way that makes it seem that the sun is rising. 

ในทางเทคนิค ดวงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้น   แต่โลกหมุนในทิศทางที่ทำให้มันดูเหมือนว่าดวงอาทิตย์กำลังขึ้น

Yet almost everyone understands figures of speech well enough to allow for this type of communication.

แต่เกือบทุกคนเข้าใจคำอุปมาเปรียบเทียบดีพอที่จะช่วยให้มีการสื่อสารพูดคุยแบบนี้

There are obvious figures of speech in the Bible which are not to be taken literally.

มีคำอุปมาเปรียบเทียบที่ชัดเจนในพระคัมภีร์ ที่เราต้องไม่เอาตามความหมายที่แท้จริงของคำ

Psalm เพลงสดุดี 17:8 8Keep me as the apple of your eye; hide me in the shadow of your wings,

8ขอทรงรักษาข้าพระองค์ดังแก้วตา   ทรงซ่อนข้าพระองค์ไว้ภายใต้ร่มปีกของพระองค์  

Finally, when we make ourselves the final arbiters of which parts of the Bible are literal and which are not, we elevate ourselves above God.

สุดท้าย   เมื่อเราทำตัวเองเป็นผู้ตัดสินคนสุดท้าย    ว่าตอนไหนบ้างในพระคัมภีร์ตามความหมายที่แท้จริงของคำและที่ไม่เป็น   เรายกระดับตัวเองเหนือกว่าพระเจ้า

He gave us His Word to communicate with us.

พระองค์ทรงให้พระวจนะของพระองค์เพื่อทรงติดต่อสื่อสารกับเรา

The confusion and distortions that would inevitably result from a non-literal interpretation would essentially render the Scriptures null and void.

ความสับสนและบิดเบือนนั้นย่อมจะส่งผลอย่างเลี่ยงไม่พ้นจากการไม่ตีความตามความหมายที่แท้จริงของคำ   จะมีนัยยะสำคัญทำให้พระคัมภีร์เป็นโมฆะและสูญเปล่า

The Bible is God’s Word to us, and He meant it to be believed—literally and completely.

พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ทรงประทานแก่เรา   และพระองค์ทรงหมายจะให้ผู้คนเชื่อ-ตามความหมายที่แท้จริงของคำและอย่างสมบูรณ์

www.gotquestions.org/Thai

Bible Application and Literal

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top