Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Wednesday, July 27, 2016

 

bible illumination

การส่องสว่างในพระคัมภีร์


What is the biblical doctrine of illumination? How does the Holy Spirit illuminate the Bible for us?

อะไรคือหลักคำสอนเรื่องการส่องสว่างตามหลักพระคัมภีร์  พระวิญญาณบริสุทธิ์ส่องสว่างพระคัมภีร์แก่เราอย่างไร

Question: "What is the biblical doctrine of illumination?"
คำถาม: "อะไรคือหลักคำสอนเรื่องการส่องสว่างตามหลักพระคัมภีร์"

Answer:  Simply put, illumination in the spiritual sense is “turning on the light” of understanding in some area.

คำตอบ: ง่ายๆ คือ   การส่องสว่างในความหมายฝ่ายวิญญาณคือ "การเปิดแสงสว่าง" ของความเข้าใจในบางเรื่อง

When divine enlightenment deals with new knowledge or future things, we call it “prophecy.”

เมื่อมีการรู้แจ้งเห็นจริงเรื่องสวรรค์เบื้องบน   เกี่ยวข้องกับความรู้หรือเรื่องในอนาคต   เราเรียกมันว่า "คำทำนาย".

When enlightenment deals with understanding and applying knowledge already given, we call it “illumination.”

เมื่อการรู้แจ้งเห็นจริงเกี่ยวข้องกับความเข้าใจและการนำความรู้มาประยุกต์ใช้   เราเรียกมันว่า "การส่องสว่าง".

The question arises, “How does God illuminate the minds of those who study His Word?” 
คำถามที่เกิดขึ้นว่า  "พระเจ้าทรงส่องสว่างในใจของผู้ที่ศึกษาพระวจนะของพระองค์อย่างไร"
The most basic level of enlightenment is the knowledge of sin; without that knowledge, everything else is pointless. 

การรู้แจ้งเห็นจริงระดับพื้นฐานที่สุด  คือความรู้เรื่องความบาป   ถ้าไม่มีความรู้นั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะไร้จุดหมาย

Psalm เพลงสดุดี 18:28 28For it is you who light my lamp; the LORD my God lightens my darkness.

28พระองค์ทรงจุดตะเกียงของข้าพระองค์   พระเจ้าของข้าพระองค์ทรงกระทำความมืดของข้าพระองค์ให้สว่าง  

Psalm 119, the longest chapter in the Bible, is a song about God's Word.

เพลงสดุดีบทที่ 119 เป็นบทที่ยาวที่สุดในพระคัมภีร์   เป็นเพลงที่เกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า

Psalm เพลงสดุดี 119:130 130The unfolding of your words gives light; it imparts understanding to the simple.

130การคลี่คลายพระวจนะของพระองค์ให้ความสว่าง   ทั้งให้ความเข้าใจแก่คนรู้น้อย  

This verse establishes the basic method of God's illumination.

ข้อพระคัมภีร์นี้กำหนดหลักพื้นฐานเรื่องการส่องสว่างของพระเจ้า

When God's Word enters the heart of a person, it gives light and understanding.

เมื่อพระวจนะของพระเจ้าเข้าอยู่ในจิตใจของคน   มันจะช่วยให้ความสว่างและความเข้าใจ


For this reason, we are repeatedly told to study the Word of God. 

ด้วยเหตุนี้  เรารับคำสอนซ้ำแล้วซ้ำอีกให้ศึกษาพระวจนะของพระเจ้า

Psalm เพลงสดุดี 119:11 11I have stored up your word in my heart, that I might not sin against you.

11ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์   เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์  

Psalm เพลงสดุดี 119:98-99 98Your commandment makes me wiser than my enemies,

for it is ever with me.

98พระบัญญัติของพระองค์กระทำให้ ข้าพระองค์ฉลาดกว่าศัตรูของข้าพระองค์   เพราะพระบัญญัตินั้นอยู่กับข้าพระองค์เสมอ  

99I have more understanding than all my teachers, for your testimonies are my meditation.

99ข้าพระองค์มีความเข้าใจมากกว่าบรรดา ครูของข้าพระองค์ เพราะบรรดาพระโอวาทของพระองค์เป็นคำภาวนาของข้าพระองค์  
Regular study of the Word of God will give direction and understanding in the issues of life.

การศึกษาพระวจนะของพระเจ้าสม่ำเสมอจะนำทิศทางและความเข้าใจในเรื่องของชีวิต

This is the first method of God's illumination and the starting point for us all.

นี่คือวิธีแรกเรื่องการส่องสว่างของพระเจ้า   และเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับเราทุกคน

In Psalm 119 we also find another type of God's illumination.

ในเพลงสดุดี 119 เรายังพบการส่องสว่างของพระเจ้าอีกแบบหนึ่ง

Psalm เพลงสดุดี 119:18 18Open my eyes, that I may behold wondrous things out of your law.

18ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็น   สิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์  

These “wonderful things” are not new revelations, but things which have been written long before, and just now understood by the reader.

"สิ่งอัศจรรย์ทั้งหลาย" เหล่านี้ ไม่ใช่การเปิดเผยใหม่  แต่หลายสิ่งได้รับการบันทึกมานานก่อนแล้ว  และตอนนี้ผู้อ่านเข้าใจได้

Psalm เพลงสดุดี 119:7373Your hands have made and fashioned me; give me understanding that I may learn your commandments.

73พระหัตถ์ของพระองค์ได้สร้างและสถาปนาข้าพระองค์   ขอประทานความเข้าใจแก่ข้า พระองค์เพื่อข้าพระองค์ จะเรียนรู้พระบัญญัติของพระองค์  

The plea is for personal understanding to apply God's laws.

คำร้องขอความเข้าใจส่วนบุคคลที่จะนำพระบัญญัติของพระเจ้าไปใช้

Fifteen times in this psalm, God is asked to teach or give understanding of His laws. 
สิบห้าครั้งในเพลงสดุดีบทนี้   ที่มีคนทูลพระเจ้าให้ทรงสอนหรือให้ความเข้าใจในพระบัญญัติของพระองค์
One passage that sometimes stirs controversy regarding illumination is:

พระธรรมตอนหนึ่งที่บางครั้งก่อให้เกิดการโต้เถียงเกี่ยวกับเรื่องการส่องสว่างคือ:

John ยอห์น 14:26 26But the Helper, the Holy Spirit, whom the Father will send in my name, he will teach you all things and bring to your remembrance all that I have said to you.

26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น   จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว



Jesus was speaking to His disciples in the upper room, giving them last instructions before His death.

พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ในห้องชั้นบน   ทรงให้คำบัญชาครั้งสุดท้ายก่อนที่พระองค์สิ้นพระชนม์

This special group of men was to be responsible for spreading the good news of Jesus Christ to the whole world.

คนพิเศษกลุ่มนี้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการเผยแพร่ข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ไปทั่วโลก
They had spent three and a half years with Him, watching His miracles and hearing His teachings.

พวกเขาได้ใช้เวลาสามปีครึ่งกับพระองค์  เฝ้าดูพระองค์ทรงทำการอัศจรรย์และฟังคำสอนของพระองค์

In relaying those teachings to the rest of the world, they would need God's special help in remembering accurately.

ในการถ่ายทอดคำสอนเหล่านั้นไปยังส่วนที่เหลือในแผ่นดินโลก   พวกเขาจะต้องการความช่วยเหลือพิเศษจากพระเจ้าที่จะจดจำได้อย่างถูกต้อง

Jesus said that the Holy Spirit would teach them and remind them of what had been said, so they could relate it to others.

พระเยซูตรัสว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงสอนพวกเขา   และจะทรงเตือนพวกเขาสิ่งที่ได้ทรงตรัส  เพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ



While this verse teaches that the apostles would have divine help in writing the Gospels, it does not teach that the Spirit will do the same with all believers.
ในขณะที่ข้อนี้สอนว่าอัครสาวกได้รับความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการเขียนพระกิตติคุณนั่นก็ไม่ได้สอนว่าพระวิญญาณจะทรงทำเช่นเดียวกันกับผู้เชื่อทุกคน
What, then, is the Holy Spirit's illuminating work in believers? 

แล้วอะไรคืองานส่องสว่างที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำในผู้เชื่อ

Ephesians เอเฟซัส 1:17-18 17that the God of our Lord Jesus Christ, the Father of glory, may give you a spirit of wisdom and of revelation in the knowledge of him,

17ข้าพเจ้าอธิษฐานว่า ขอพระเจ้าแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา   คือพระบิดาผู้ทรงพระสิริทรงโปรดประทานให้ท่านทั้งหลาย   มีจิตใจอันประกอบด้วยสติปัญญา   และความประจักษ์แจ้งในเรื่องความรู้ถึงพระองค์

18having the eyes of your hearts enlightened, that you may know what is the hope to which he has called you, what are the riches of his glorious inheritance in the saints,

18และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น   เพื่อท่านจะได้รู้ว่า   ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น   พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน   และรู้ว่ามรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร

This tells us that the Spirit gives wisdom and revelation concerning Jesus Christ and opens the eyes of understanding so we can know God's purposes in our lives.

สิ่งนี้บอกเราว่าพระวิญญาณทรงประทานสติปัญญา  และการเปิดเผยเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์และเปิดตาให้มีความเข้าใจ   เพื่อให้เราสามารถรู้พระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา

1 Corinthians 1โครินธ์ 2:10-1310these things God has revealed to us through the Spirit. For the Spirit searches everything, even the depths of God.

10พระเจ้าได้ทรงสำแดงสิ่งเหล่านั้นแก่เราทางพระวิญญาณ   เพราะว่าพระวิญญาณทรงหยั่งรู้ทุกสิ่งแม้เป็นความล้ำลึกของพระเจ้า

11For who knows a person's thoughts except the spirit of that person, which is in him? So also no one comprehends the thoughts of God except the Spirit of God.

11อันความคิดของมนุษย์นั้น   ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้   เว้นแต่จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้น เองฉันใด   พระดำริของพระเจ้าก็ไม่มีใครหยั่งรู้ได้   เว้นแต่พระวิญญาณของพระเจ้าฉันนั้น

12Now we have received not the spirit of the world, but the Spirit who is from God, that we might understand the things freely given us by God.

12เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก   แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า   เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆ   ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา

13And we impart this in words not taught by human wisdom but taught by the Spirit, interpreting spiritual truths to those who are spiritual.

13เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้   ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้   แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน   คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณ   ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง  

God reveals His plans for us by His Spirit, who teaches us spiritual things.

พระเจ้าทรงเปิดเผยแผนการของพระองค์แก่เราโดยพระวิญญาณของพระองค์  ผู้ทรงสอนเราเรื่องฝ่ายวิญญาณ

The context here points to the Word of God as that which has been revealed.

บริบทตรงนี้มุ่งไปที่พระวจนะของพระเจ้าซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการเปิดเผย

The Spirit of God will always point us to the Word of God for our instruction.

พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงชี้ให้เราดูพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเป็นบทเรียนของเรา

As Jesus told His disciples the Spirit simply repeats what the Father and the Son have already said.

เมื่อพระเยซูตรัสแก่สาวกของพระองค์ว่า พระวิญญาณทรงสอนซ้ำสิ่งที่พระบิดาและพระบุตรได้ตรัสแล้ว

John ยอห์น 16:12-15 12“I still have many things to say to you, but you cannot bear them now.

12“เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกแก่ท่านทั้งหลาย   แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้

13When the Spirit of truth comes, He will guide you into all the truth, for He will not speak on His own authority, but whatever He hears He will speak, and He will declare to you the things that are to come.

13เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว   พระองค์จะนำท่านทั้งหลาย ไปสู่ความจริงทั้งมวล   เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ   แต่พระองค์จะตรัสสิ่ง ที่พระองค์ทรงได้ยิน   และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น

14He will glorify Me, for He will take what is mine and declare it to you.

14พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ   เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย

15All that the Father has is mine; therefore I said that He will take what is mine and declare it to you.

15ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา   เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า   พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้น   มาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย

This repetition helps us remember and fully hear what God has already told us.

การสอนซ้ำนี้จะช่วยให้เราจดจำได้และได้ยินครบถ้วนสิ่งที่พระเจ้าได้ตรัสกับเราแล้ว


Sometimes we have to hear things several times before we actually “hear” them.

บางครั้งเราต้องได้ยินสิ่งต่างๆหลายๆ ครั้งก่อนที่เรา "ได้ยิน" สิ่งเหล่านั้นจริงๆ

That's where the Spirit comes in.
นั่นคือสถานที่ซึ่งพระวิญญาณเสด็จเข้ามาประทับ

One thing that is sometimes overlooked in the discussion of illumination is its purpose.

สิ่งหนึ่งที่บางครั้งถูกมองข้ามในการถกเถียงเรื่องการส่องสว่างคือจุดประสงค์ของมัน

To hear some arguments, it would seem that the whole purpose of illumination is an accurate and academic understanding of God's Word.

การที่จะได้ยินข้อโต้แย้งบางอย่าง   มันดูเหมือนว่าจุดประสงค์ทั้งหมดของการส่องสว่างคือความเข้าใจที่ถูกต้อง  และความเข้าใจด้านวิชาการในพระวจนะของพระเจ้า

There is no question that God desires us to accurately understand what He has given us.

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระเจ้าทรงประสงค์ให้เราเข้าใจแท้จริงในสิ่งที่ทรงประทานแก่เรา

Words have meaning, and we must pay attention to the details in those words.

พระคำทั้งหลายมีความหมายและเราจะต้องใส่ใจกับรายละเอียดในถ้อยคำเหล่านั้น

However, an academic understanding of facts does no one any good without an application of those facts. 
อย่างไรก็ตาม   ความเข้าใจด้านวิชาการของข้อเท็จจริงทั้งหลายไม่เกิดผลดีใด ๆ ถ้าปราศจากการนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นไปใช้
Returning to Psalm 119, we find purpose statements connected with the verses on illumination.

ย้อนกลับไปที่เพลงสดุดีบทที่ 119 เราจะพบเนื้อหาจุดประสงค์เกี่ยวเนื่องกับข้อพระคัมภีร์เรื่องการส่องสว่าง

Psalm เพลงสดุดี 119:27, 34, 124, 144 27Make me understand the way of your precepts,

and I will meditate on your wondrous works.

27ขอทรงกระทำให้ข้าพระองค์เข้าใจทาง ข้อบังคับของพระองค์ และข้าพระองค์จะภาวนาถึงพระราชกิจ มหัศจรรย์ของพระองค์  

34Give me understanding, that I may keep your law and observe it with my whole heart.

34ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะรักษาพระธรรมของพระองค์ไว้  
และปฏิบัติด้วยสุดใจของข้าพระองค์   

124Deal with your servant according to your steadfast love, and teach me your statutes.

124ขอทรงกระทำแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ตามความรัก มั่นคงของพระองค์ และขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์  
144Your testimonies are righteous forever; give me understanding that I may live.

144บรรดาพระโอวาทของพระองค์ชอบธรรมเป็นนิตย์   ขอประทานความเข้าใจแก่ข้าพระองค์เพื่อข้าพระองค์จะดำรงชีวิตอยู่    

The illumination always points to action.

การส่องสว่างมักจะมุ่งไปที่การกระทำ

Why does God help us understand His Word?

ทำไมพระเจ้าทรงช่วยให้เราเข้าใจพระวจนะของพระองค์

So we are able to live in its light. 

ดังนั้นเราจึงสามารถที่จะอยู่ในความสว่างนั้น

1 John 1 ยอห์น 1:6 6If we say we have fellowship with him while we walk in darkness, we lie and do not practice the truth.

6ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และยังดำเนินอยู่ในความมืด   เราก็พูดมุสา   และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง

We could paraphrase it this way: “If we say we've been enlightened, but still walk in the dark, we lie about understanding God's Word.”

เราสามารถถอดความหมายมันอย่างนี้: "ถ้าเราบอกว่าเราได้รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว  แต่ยังคงเดินอยู่ในความมืด   เราพูดเท็จเกี่ยวกับความเข้าใจในพระวจนะของพระเจ้า."

The Spirit of God, who enlightens us to understand God's Word, takes that knowledge and guides us in living it out. 

พระวิญญาณของพระเจ้า  ผู้ทรงส่องสว่างให้เราเข้าใจพระวจนะของพระเจ้า  จะใช้ความรู้นั้นและทรงนำเราในการดำเนินชีวิต

Romansโรม 8:14 14For all who are led by the Spirit of God are sons of God.

14เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด   ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า

The illuminating work of the Holy Spirit in our lives is a confirmation that we are indeed children of God.

การส่องสว่างที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำในชีวิตของเรา  คือการยืนยันว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้าแน่นอน

www.gotquestions.org/Thai

Bible Illumination

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top