Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, July 28, 2016

 

Biblical numerology

หมายเลขในพระคัมภีร์

What is Biblical numerology? Do the numbers in the Bible have a hidden meaning?

หมายเลขในพระคัมภีร์คืออะไร  หมายเลขในพระคัมภีร์มีความหมายที่ซ่อนไว้หรือ


Question: "What is biblical numerology?"
คำถาม: "หมายเลขในพระคัมภีร์คืออะไร”

Answer:  Biblical numerology is the study of numbers in the Bible.

คำตอบ: หมายเลขในพระคัมภีร์คือการศึกษาเรื่องหมายเลขในพระคัมภีร์

Two of the most commonly repeated numbers in the Bible are 7 and 40.

หมายเลขสองตัวที่มักจะใช้ซ้ำๆ มากที่สุดในพระคัมภีร์ คือเลข 7 และ 40

The number 7 signifies completion or perfection.

หมายเลข 7 มีความหมายว่าการเสร็จสิ้นหรือความสมบูรณ์

Genesis ปฐมกาล 7:2-4  2Take with you seven pairs of all clean animals, the male and his mate, and a pair of the animals that are not clean, the male and his mate,

2จงเอาบรรดาสัตว์ที่สะอาดไปด้วยทุกชนิดอย่างละ เจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย และสัตว์ที่ไม่สะอาดอย่างละคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย

3and seven pairs of the birds of the heavens also, male and female, to keep their offspring alive on the face of all the earth.

3นกในอากาศอย่างละเจ็ดคู่ทั้งตัวผู้และตัวเมีย   เพื่อจะช่วยชีวิตสัตว์ไว้ให้สืบพันธุ์ทั่วพื้น แผ่นดิน

4For in seven days I will send rain on the earth forty days and forty nights, and every living thing that I have made I will blot out from the face of the ground.”

4เพราะว่าอีกเจ็ดวันเราจะทำให้ฝนตกบนแผ่นดินสี่สิบวันสี่สิบคืน   บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตซึ่งเราสร้างมานั้น   เราจะทำลายล้างเสียจากพื้นแผ่นดิน”

Revelation วิวรณ์ 1:20 20As for the mystery of the seven stars that you saw in my right hand, and the seven golden lampstands, the seven stars are the angels of the seven churches, and the seven lampstands are the seven churches.

20ส่วนความลึกลับของดาวทั้งเจ็ดดวง   ซึ่งเจ้าได้เห็นในมือข้างขวาของเรา   และแห่งคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นก็คือดาวเจ็ดดวงได้แก่ทูตสวรรค์ของคริสตจักรทั้งเจ็ด   และคันประทีปเจ็ดคันนั้นได้แก่คริสตจักรทั้งเจ็ด”

It is often called “God’s number” since He is the only One who is perfect and complete

มักจะเรียกกันบ่อยๆ ว่า "หมายเลขของพระเจ้า" เพราะพระองค์ทรงเป็นเพียงพระองค์เดียวที่สมบูรณ์แบบและครบถ้วน

Revelation วิวรณ์ 4:5 5From the throne came flashes of lightning, and rumblings*n5.2 and peals of thunder, and before the throne were burning seven torches of fire, which are the seven spirits of God,

5มีฟ้าแลบฟ้าร้อง   และเสียงต่างๆดังออกมาจากพระที่นั่งนั้น   และมีคบเพลิงเจ็ดดวงจุดไว้ตรงหน้าพระที่นั่ง   คบเพลิงเหล่านั้นคือวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า

Revelation วิวรณ์ 5:1, 5-6 1Then I saw in the right hand of him who was seated on the throne a scroll written within and on the back, sealed with seven seals.

1และในพระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น   ข้าพเจ้าได้เห็นหนังสือม้วนหนึ่งเขียนไว้ทั้งข้างในและข้างนอก   มีตราประทับอยู่เจ็ดดวง

5And one of the elders said to me, “Weep no more; behold, the Lion of the tribe of Judah, the Root of David, has conquered, so that he can open the scroll and its seven seals.”

5และมีผู้หนึ่งในพวกผู้อาวุโสนั้น   บอกแก่ข้าพเจ้าว่า   “อย่าร้องไห้เลย   นี่แน่ะ   สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์   เชื้อสายของดาวิด   พระองค์ทรงมีชัยแล้ว   พระองค์จึงทรงสามารถแกะตราทั้งเจ็ดดวงและคลี่หนังสือม้วนนั้นออกได้”  

6And between the throne and the four living creatures and among the elders I saw a Lamb standing, as though it had been slain, with seven horns and with seven eyes, which are the seven spirits of God sent out into all the earth.

6และระหว่างพระที่นั่งกับสัตว์ทั้งสี่นั้น   และท่ามกลางพวกผู้อาวุโส   ข้าพเจ้าแลเห็นพระเมษโปดกประทับยืนอยู่ประหนึ่งทรงถูกปลงพระชนม์   พระเมษโปดกทรงมีเขาเจ็ดเขาและมีตาเจ็ดดวง   ซึ่งเป็นวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า   ที่ทรงส่งออกไปทั่วแผ่นดินโลก


The number 3 is also thought to be the number of divine perfection: the Trinity consists of Father, Son, and Holy Spirit.
หมายเลข 3 คิดว่าจะเป็นหมายเลขของความสมบูรณ์แบบของพระเจ้าด้วย: ตรีเอกานุภาพประกอบด้วยพระบิดา  พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
The number 40 is often understood as the “number of probation or trial.”

หมายเลข 40 มักจะเป็นที่เข้าใจกันบ่อยๆ ว่า "หมายเลขแห่งการทดสอบหรือการทดลอง"


For example, the Israelites wandered for 40 years

ยกตัวอย่างเช่น  ชาวอิสราเอลเดินทางรอนแรมเป็นเวลา 40 ปี

Deuteronomy พระราชบัญญัติ 8:2-5 2And you shall remember the whole way that the LORD your God has led you these forty years in the wilderness, that he might humble you, testing you to know what was in your heart, whether you would keep his commandments or not.

2ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี   เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร   ดูว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่

3And he humbled you and let you hunger and fed you with manna, which you did not know, nor did your fathers know, that he might make you know that man does not live by bread alone, but man lives by every word*n3.4 that comes from the mouth of the LORD.

3พระองค์ทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ   และปล่อยท่านให้หิวและเลี้ยงท่านด้วยมานา   ซึ่งท่านเองหรือปู่ย่าตายายของท่านก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ ท่านตระหนักแก่ใจว่า   มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้   แต่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้   ด้วยทุกสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า

4Your clothing did not wear out on you and your foot did not swell these forty years.

4ในเวลาสี่สิบปีนั้น เสื้อผ้าของท่านก็ไม่ขาดวิ่น   และเท้าของท่านก็ไม่บวม

5Know then in your heart that, as a man disciplines his son, the LORD your God disciplines you.

5ท่านทั้งหลายพึงทราบอยู่ในใจเถอะว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ทรงตีสอนท่าน   เหมือนกับบิดาตีสอนบุตรของตนเช่นกัน

Moses was on the mount for 40 days

โมเสสอยู่บนภูเขาเป็นเวลา 40 วัน

Exodus อพยพ 24:18 18Moses entered the cloud and went up on the mountain. And Moses was on the mountain forty days and forty nights.

18โมเสสเข้าไปในหมู่เมฆนั้นและขึ้นไปบนภูเขา   โมเสสอยู่บนภูเขานั้นสี่สิบวันสี่สิบคืน

Jonah warned Nineveh that judgment would fall after 40 days

โยนาห์ได้เตือนนีนะเวห์ว่าการพิพากษาจะมาถึงหลังจาก 40 วัน

Jonah โยนาห์ 3:4 4Jonah began to go into the city, going a day's journey. And he called out, “Yet forty days, and Nineveh shall be overthrown!”

4โยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในเมืองได้ระยะทางเดินวันหนึ่ง   และท่านก็ร้องประกาศว่า    “อีกสี่สิบวัน  นีนะเวห์จะถูกคว่ำ”

Jesus was tempted for 40 days; there were 40 days between Jesus’ resurrection and ascension.

พระเยซูทรงถูกล่อลวงเป็นเวลา 40 วัน   มีเวลา 40 วันระหว่างการฟื้นคืนพระชนม์ของ พระเยซูและการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

Matthew มัทธิว 4:2 2And after fasting forty days and forty nights, he was hungry.

2และพระองค์ทรงอดพระกระยาหารสี่สิบวันสี่สิบคืน   ภายหลังพระองค์ก็ทรงอยากพระกระยาหาร

Acts กิจการ 1:3 3To them he presented himself alive after his suffering by many proofs, appearing to them during forty days and speaking about the kingdom of God.

3ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว   ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้นด้วยหลักฐานหลายอย่าง   พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่   และได้ทรงปรากฏแก่เขาทั้งหลายระหว่างสี่สิบวัน   และได้ทรงสนทนากับเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า

Another number repeated in the Bible is 4, which is the number of creation: north, south, east, west; four seasons.

หมายเลขอื่นที่ใช้ซ้ำในพระคัมภีร์คือเลข 4 ซึ่งเป็นหมายเลขของการทรงสร้าง: ทิศเหนือทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก สี่ฤดู

The number 6 is thought to be the number of man: man was created on the 6th day; man labors 6 days only.

หมายเลข 6 คิดว่าจะเป็นหมายเลขของมนุษย์: มนุษย์ถูกสร้างขึ้นในวันที่ 6; คนทำงานใช้แรง 6 วันเท่านั้น

Another example of the Bible using a number to signify something is in Revelation chapter 13, which says the number of the Antichrist is 666.
อีกตัวอย่างหนึ่งของพระคัมภีร์ใช้หมายเลขที่สื่อความหมายอะไรบางอย่าง   อยู่ในพระธรรมวิวรณ์บทที่ 13 ซึ่งกล่าวว่าหมายเลขของปฏิปักษ์พระคริสต์คือ 666
Whether or not the numbers really have significance is still debated.

ไม่ว่าหมายเลขจริงๆ มีความสำคัญหรือไม่   ยังคงเป็นที่ถกเถียงกัน

The Bible definitely seems to use numbers in patterns or to teach spiritual truth.

พระคัมภีร์แน่นอนดูเหมือนว่าจะใช้หมายเลขในรูปแบบต่างๆ หรือจะสอนความจริงฝ่ายวิญญาณ

However, many people put too much significance on “biblical numerology,” trying to find a special meaning behind every number in the Bible.

อย่างไรก็ตาม หลายคนให้ความสำคัญมากเกินไปใน "หมายเลขในพระคัมภีร์" พยายามที่จะหาความหมายพิเศษที่อยู่เบื้องหลังหมายเลขทุกตัวในพระคัมภีร์

Often, a number in the Bible is simply a number.

บ่อยครั้ง หมายเลขในพระคัมภีร์เป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น

God does not call us to search for secret meanings, hidden messages, or codes in the Bible.

พระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกเราเพื่อค้นหาความหมายลึกลับ  ข่าวสารที่ซ่อนอยู่  หรือรหัสในพระคัมภีร์

There is more than enough plain truth in Scripture to meet all our needs.

มีความจริงธรรมดามากพอในพระคัมภีร์ที่จะตอบสนองความต้องการของเราทั้งหมด

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:16 16All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ เป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

www.gotquestions.org/Thai


canonicity scriptural

หลักวินัยศาสนา  ตามพระคัมภีร์


How do we decide which books belong in the Bible since the Bible does not say which books belong in the Bible?

เราจะตัดสินได้อย่างไรว่าพระธรรมเล่มใดบ้างอยู่ในพระคัมภีร์ เพราะว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพระธรรมเล่มใดบ้างอยู่ในพระคัมภีร์


Question: "How do we decide which books belong in the Bible since the Bible does not say which books belong in the Bible?"
คำถาม: "เราจะตัดสินได้อย่างไรว่าพระธรรมเล่มใดบ้างอยู่ในพระคัมภีร์ เพราะว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพระธรรมเล่มใดบ้างอยู่ในพระคัมภีร์"

Answer:  If Scripture is to be our sole authority, on what authority do we know which books belong in the Bible—since the Bible does not state which books should be in the Bible?

คำตอบ: ถ้าคัมภีร์ต้องเป็นสิทธิอำนาจของเราแต่เพียงผู้เดียว  โดยสิทธิอำนาจใดที่เราทราบว่าพระธรรมเล่มใดอยู่ในพระคัมภีร์  เพราะว่าพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่าพระธรรมเล่มใดบ้างควรอยู่ในพระคัมภีร์"
This is a very important question, because a chain is only as strong as its weakest link.

นี่เป็นคำถามที่สำคัญมาก   เพราะโซ่เพียงแต่แข็งแกร่งเท่ากับลูกโซ่เชื่อมโยงที่อ่อนแอที่สุด

In the chain of communication from God to humanity, is there a weak link?

ในโซ่การสื่อสารจากพระเจ้ากับมนุษยชาติ   จะมีลูกโซ่เชื่อมโยงที่อ่อนแอหรือไม่

If so, then the whole chain fails, and the communication ultimately cannot be trusted.
ถ้าเป็นเช่นนั้น   โซ่ทั้งอันล้มเหลว   และการติดต่อสื่อสารในท้ายที่สุดไม่สามารถเชื่อถือได้
Consider the various "links" comprising God's communication to us: first came God's desire to communicate.

จงพิจารณา "การเชื่อมโยงต่างๆ” ประกอบไปด้วยการสื่อสารของพระเจ้ากับเรา: ประการแรกเริ่มพระเจ้าทรงปรารถนาที่จะติดต่อสื่อสาร

This was rooted in His love, for the most loving thing a good God can do is reveal Himself to His creation.

สิ่งนี้ได้หยั่งรากลึกในความรักของพระองค์      เพราะสิ่งที่ทรงรักมากที่สุดที่พระเจ้าผู้ทรงแสนดีทรงสามารถทำได้คือ   การเปิดเผยพระองค์เองในสรรพสิ่งที่ทรงสร้างไว้

Next came the actual transmission of God's Word through human writers.

ต่อไป  เป็นการถ่ายทอดที่แท้จริงของพระวจนะของพระเจ้าผ่านมนุษย์ผู้เขียนบันทึก

This involved a process the Bible calls "inspiration," in which God breathed the words that the human agents recorded.

เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่พระคัมภีร์เรียกว่า "แรงดลใจ" ซึ่งพระเจ้าปล่อยลมหายใจเป็นพระคำที่มนุษย์เป็นตัวแทนจดบันทึก

2 Timothy 2ทิโมธี 3:16 16All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ เป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม



After that came dissemination, as the Word was delivered to its audience through preaching or other means.

หลังจากนั้นมาถึงการแพร่กระจาย    เพราะพระคำได้ถูกส่งไปยังผู้อ่านผ่านพระธรรมเทศนาหรือวิธีการอื่น

Then came recognition, as God's people distinguished Holy Scripture from other religious writings.

จากนั้นก็มาถึงการยอมรับรองว่าถูกต้อง    เพราะคนของพระเจ้าได้แยกแยะพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์จากเอกสารอื่น ๆด้านศาสนา

And then, preservation, through which God's Word has survived to the present day, despite many attempts to destroy it. And finally, illumination, as the Holy Spirit opens the believer's understanding to receive the Word.
และแล้ว   การเก็บรักษาไว้   โดยพระวจนะของพระเจ้าคงอยู่รอดผ่านมาได้จนถึงปัจจุบัน    แม้จะมีความพยายามมากมายที่จะทำลายมัน   และในที่สุด  การส่องสว่าง  เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดความเข้าใจแก่ผู้เชื่อที่จะต้อนรับพระวจนะ
And that's the "chain"—the demonstration of God's love in the inspiration, dissemination, recognition, preservation, and illumination of His Word.

และนั่นคือ "โซ่”--- การสำแดงความรักของพระเจ้าเป็นแรงดลใจ   การเผยแพร่   การยอมรับรองว่าถูกต้อง    การเก็บรักษาไว้  และการส่องสว่าง   ของพระวจนะของพระองค์

We believe that God was involved in each step of the process, for why would God go to such lengths to inspire His Word and then not preserve it?

เราเชื่อว่าพระเจ้าทรงร่วมในกระบวนการทุกขั้นตอน เพราะว่าทำไมพระเจ้าจะใช้เวลานานดลใจพระวจนะของพระองค์แล้วไม่ทรงรักษามันไว้หรือ

Why would He speak to us and then fail to guide us in recognizing His speech?
ทำไมพระองค์ทรงตรัสกับเราแล้วไม่ทรงนำให้เราจดจำคำตรัสของพระองค์หรือ
This recognition of God's Word is usually called "canonization."

การยอมรับรองพระวจนะของพระเจ้านี้มักจะถูกเรียกเสมอว่า "หลักวินัยศาสนา".

We are careful to say that God determined the canon, and the church discovered the canon.

เราระมัดระวังที่จะบอกว่า   พระเจ้าทรงกำหนดหลักวินัยศาสนา และคริสตจักรค้นพบหลักวินัยศาสนา

The canon of Scripture was not created by the church; rather, the church discovered or recognized it.

หลักวินัยศาสนาของพระคัมภีร์ไม่ได้ถูกสร้างโดยคริสตจักร  แต่คริสตจักรค้นพบหรือได้รับยอมรับรองมัน

In other words, God's Word was inspired and authoritative from its inception.

ในอีกนัยหนึ่ง พระวจนะของพระเจ้าได้รับการดลใจและมีหลักฐานพิสูจน์ได้จากการเริ่มแรก

Psalm เพลงสดุดี 119:89 89Forever, O LORD, your word is firmly fixed in the heavens.

89ข้าแต่พระเจ้า พระวจนะของพระองค์ปักแน่นอยู่ในสวรรค์เป็นนิตย์  

The church simply recognized that fact and accepted it. 
คริสตจักรเพียงแค่ยอมรับรองความจริงนั้นและยอมรับมัน
The criteria the church used for recognizing and collecting the Word of God are as follows:
เกณฑ์ที่คริสตจักรใช้สำหรับการยอมรับรองและการเก็บรวบรวมพระวจนะของพระเจ้ามีดังต่อไปนี้
1) Was the book written by a prophet of God?
1) เป็นหนังสือที่เขียนโดยผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าหรือไม่

2) Was the writer authenticated by miracles to confirm his message?
2) เป็นนักเขียนที่ยอมรับรองความถูกต้องโดยเหตุการณ์อัศจรรย์ เพื่อยืนยันข่าวสารของเขาหรือไม่

3) Does the book tell the truth about God, with no falsehood or contradiction?
3) หนังสือนี้บอกความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า   โดยไม่มีความเท็จหรือความขัดแย้งหรือไม่

4) Does the book evince a divine capacity to transform lives?
4) หนังสือนี้แสดงให้เห็นพระปรีชาสามารถของพระเจ้าที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้หรือไม่

5) Was the book accepted as God's Word by the people to whom it was first delivered?
5) เป็นหนังสือที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้าโดยผู้คนที่ได้รับครั้งแรกหรือไม่
Of these criteria, the one of most importance was the first one—was the book written by a prophet?

บรรดาเกณฑ์เหล่านี้  สิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดเป็นอันดับแรก---เป็นหนังสือที่เขียนโดยผู้เผยพระวจนะหรือไม่

Its corollary, did the book receive apostolic approval? was the chief test of canonicity in the early church.

บทพิสูจน์ของมัน    หนังสือยอมรับรองการรับรองจากอัครสาวกหรือไม่  เป็นการทดสอบสำคัญของหลักวินัยศาสนาในคริสตจักรยุคแรกหรือไม่

This criterion is a logical result of knowing what an "apostle" was.

เกณฑ์นี้เป็นผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลของการรู้จักสิ่งที่เป็น "อัครสาวก"

The apostles were gifted by God to be the founders and leaders of the church, so it is reasonable to accept that through them came the Word governing the church.
พวกอัครสาวกได้รับของประทานจากพระเจ้า   ที่จะเป็นผู้ก่อตั้งและผู้นำคริสตจักร   จึงมีเหตุผลที่จะยอมรับว่ามาพระวจนะผ่านมาทางพวกเขาในการปกครองคริสตจักร
The apostles were promised the Spirit of truth who would bring to their remembrance what Christ had said and guide them into "all truth

พวกอัครสาวกได้รับพระสัญญาพระวิญญาณแห่งความจริง  ผู้ที่จะทรงนำพวกเขาไปสู่ความทรงจำในสิ่งที่พระคริสต์ได้ตรัส  และทรงนำพวกเขาไปสู่ "ความจริงทั้งมวล”

John ยอห์น 14:26 26But the Helper, the Holy Spirit, whom the Father will send in my name, he will teach you all things and bring to your remembrance all that I have said to you.

26แต่องค์ผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น   จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง   และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว

John ยอห์น 16:13 13When the Spirit of truth comes, he will guide you into all the truth, for he will not speak on his own authority, but whatever he hears he will speak, and he will declare to you the things that are to come.

13เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว   พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล   เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ   แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน   และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น

After the ascension of Christ, the apostles received supernatural gifts to enable their work and confirm their message.

หลังจากการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระคริสต์   พวกอัครสาวกได้รับของประทานที่เหนือธรรมชาติ   เพื่อพวกเขาสามารถรับใช้และยืนยันข่าวสารของพวกเขา

Acts กิจการ 2:4 4And they were all filled with the Holy Spirit and began to speak in other tongues as the Spirit gave them utterance.

4เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด  

Ephesians เอเฟซัส 2:20 20built on the foundation of the apostles and prophets, Christ Jesus himself being the cornerstone,

20ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น   บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ   พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก

Given the apostles' special commission, it only makes sense that the church made apostolicity the primary test of canonicity.

การที่พวกอัครสาวกได้รับพระมหาบัญชา    ก็ดูสมควรที่คริสตจักรทำให้ความเป็นอัครสาวกเป็นบททดสอบอันดับแรกของหลักวินัยศาสนา

Thus, the Gospel of Matthew was considered canonical (it was written by an apostle); and the Gospel of Mark, with its close association with the Apostle Peter, was also accepted.
ดังนั้น  พระกิตติคุณมัทธิวได้รับการพิจารณาว่าเป็นตามหลักวินัยศาสนา (มันถูกเขียนโดยอัครสาวก); และพระกิตติคุณมาระโก   ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอัครสาวกเปโตร  ก็ยังเป็นที่ยอมรับด้วย
When the New Testament was being written, the individual books and letters were immediately accepted as God's Word and circulated for the benefits of others.

เมื่อพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้น   หนังสือและจดหมายแต่ละฉบับได้รับการยอมรับทันทีว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า    และแพร่กระจายไปเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ๆ


The church of Thessalonica received Paul's word as the Word of God.

คริสตจักรเมืองเธสะโลนิกาได้รับว่าพระวจนะของเปาโลว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 2:13 13And we also thank God constantly for this, that when you received the word of God, which you heard from us, you accepted it not as the word of men but as what it really is, the word of God, which is at work in you believers.

13เราขอบพระคุณพระเจ้าเสมอ   เพราะว่าเมื่อท่านทั้งหลายได้รับพระวจนะของพระเจ้า   ซึ่งท่านได้ยินจากเรา   ท่านไม่ได้รับไว้อย่างเป็นคำของมนุษย์   แต่ได้รับไว้ตามความเป็นจริง   คือเป็นพระวจนะของพระเจ้า   ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านทั้งหลายที่เชื่อ

Paul's epistles were circulating among the churches even during apostolic times.

จดหมายฝากของเปาโลถูกนำไปใช้หมุนเวียนในท่ามกลางคริสตจักรทั้งหลาย แม้ในช่วงสมัยของอัครสาวก

Colossians โคโลสี 4:16 16And when this letter has been read among you, have it also read in the church of the Laodiceans; and see that you also read the letter from Laodicea.

16และเมื่อพวกท่านได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว   จงส่งไปให้อ่านในคริสตจักรที่อยู่เมืองเลาดีเซียด้วย   และจดหมายที่มาจากเมืองเลาดีเซียฉบับนั้น   ท่านก็จงอ่านด้วย

Peter recognized Paul's writings as inspired by God and equated them with "the rest of the Scriptures"

เปโตรได้ยอมรับรองงานเขียนของเปาโลว่ารับการดลใจจากพระเจ้า    และยกให้งานเขียนของท่านเท่าเทียมกับ "พระคัมภีร์ส่วนที่เหลือ"

2 Peter 2 เปโตร 3:15-16 15And count the patience of our Lord as salvation, just as our beloved brother Paul also wrote to you according to the wisdom given him,

15และจงถือว่า   การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดกลั้นพระทัยไว้นานนั้น   เป็นการช่วยเราให้รอด   ดังที่เปาโลน้องที่รักของเราได้เขียนจดหมายถึงท่านทั้งหลาย   ตามสติปัญญาซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่เขานั้น

16as he does in all his letters when he speaks in them of these matters. There are some things in them that are hard to understand, which the ignorant and unstable twist to their own destruction, as they do the other Scriptures.

16ในจดหมายทุกฉบับของเขาก็ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เหล่านี้ไว้แล้ว   ในจดหมายเหล่านั้นมีบางข้อที่เข้าใจยาก   ซึ่งคนทั้งหลายที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์   และมีใจไม่แน่นอนมั่นคงได้บิดเบือนข้อความเสีย   เหมือนอย่างที่เขาได้บิดเบือนข้ออื่นๆในพระคัมภีร์   อันเป็นเหตุให้ตนเองพินาศ

Paul quoted the Gospel of Luke and called it "Scripture"

เปาโลได้อ้างอิงพระกิตติคุณลูกาและเรียกมันว่า "พระคัมภีร์"

1 Timothy 1ทิโมธี 5:18 18For the Scripture says, “You shall not muzzle an ox when it treads out the grain,” and, “The laborer deserves his wages.”

18เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า   อย่าเอาตะกร้อครอบปากวัว เมื่อมันกำลังนวดข้าวอยู่   และคนงานสมควรจะได้รับค่าจ้างของตน

This widespread acceptance stands in stark contrast to the few debated books, eventually rejected as non-canonical, that enjoyed a limited favor for a time.
การยอมรับอย่างกว้างขวางนี้ ยืนในทางตรงกันข้ามสิ้นเชิงกับหนังสือที่ถกเถียงกันไม่กี่ฉบับ   ในที่สุดก็ปฏิเสธว่าไม่เป็นไปตามหลักวินัยศาสนา   ที่ได้ชื่นชมจำกัดอยู่ชั่วขณะหนึ่ง





Later, as heresy increased and some within the church began clamoring for the acceptance of spurious religious writings, the church wisely held a council to officially confirm their acceptance of the 27 New Testament books.

ต่อมา ขณะที่พวกนอกรีตเพิ่มขึ้น  และบางคนภายในคริสตจักรเริ่มแสดงความคิดเห็นต่อต้านเพื่อจะยอมรับผลงานเขียนทางศาสนาที่ทำปลอมขึ้นมา    คริสตจักรก็ฉลาดในการจัดเปิดสภาอย่างเป็นทางการยืนยันรับรองหนังสือ 27 เล่มของพวกเขาในพันธสัญญาใหม่

The criteria they used allowed them to objectively distinguish what God had given from that of human origin.

เกณฑ์ที่พวกเขาเคยใช้  ยอมให้พวกเขาแยกแยะอย่างมีเป้าหมาย  สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงประ

ทานให้จากสิ่งที่กำเนิดมนุษย์

They concluded that they would stay with the books that were universally accepted.

พวกเขาสรุปว่าพวกเขาจะอยู่กับหนังสือทั้งหลายที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

In so doing, they determined to continue in "the apostles' teaching"

ในการทำเช่นนั้น  พวกเขามุ่งมั่นต่อไปในการยึด "คำสอนของอัครสาวก”

Acts กิจการ 2:42 42And they devoted themselves to the apostles' teaching and fellowship, to the breaking of bread and the prayers.

42เขาทั้งหลายได้ขะมักเขม้นฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม   ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน

www.gotquestions.org/Thai

Biblical Numerology and Canonicity

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top