Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, July 30, 2016

 

Bible context

บริบทพระคัมภีร์

Why is it important to study the Bible in context? What is wrong with taking verses out of context? What does the phrase 'context is king' mean?

ทำไมจึงสำคัญที่จะศึกษาบริบทพระคัมภีร์   ผิดยังไงที่รับข้อพระคัมภีร์ออกจากบริบท     วลีที่ว่า “บริบทเป็นเอก”หมายความว่าอะไร?


Question: "Why is it important to study the Bible in context? What is wrong with taking verses out of context?"
คำถาม: "ทำไมจึงสำคัญที่จะศึกษาในบริบทพระคัมภีร์ ผิดยังไงที่รับข้อพระคัมภีร์ออกจากบริบท"


Answer:  It's important to study Bible passages and stories within their context.

คำตอบ: มันสำคัญที่จะศึกษาเนื้อหาพระธรรมและเรื่องราวในพระคัมภีร์ภายในบริบทของมัน

Taking verses out of context leads to all kinds of error and misinterpretation.

การนำข้อพระคัมภีร์ออกไปจากบริบท   นำไปสู่ความผิดพลาดและการเข้าใจผิดทุกรูปแบบ

Understanding context begins with four principles: literal meaning (what it says), historical setting (the events of the story, to whom is it addressed, and how it was understood at that time), grammar (the immediate sentence and paragraph within which a word or phrase is found), and synthesis (the comparison with other parts of Scripture).

การทำความเข้าใจบริบทเริ่มต้นด้วยหลักการสี่อย่าง: ความหมายที่แท้จริงของคำ (สิ่งที่กล่าว) สถานที่ทางประวัติศาสตร์ (เหตุการณ์ของเรื่อง  กล่าวถึงใคร และเป็นที่เข้าใจกันอย่างไรในเวลานั้น) หลักไวยากรณ์ (ประโยคและย่อหน้าทันทีนั้นภายในที่ซึ่งพบคำหรือวลี) และการสังเคราะห์ (การเปรียบเทียบกับส่วนอื่น ๆ ของพระคัมภีร์)

Context is crucial to biblical exegesis.

บริบทสำคัญมากในการอธิบายและตีความหมายตามพระคัมภีร์


After we account for the literal, historical, and grammatical nature of a passage, we must then focus on the structure of the book, then the chapter, then the paragraph.

หลังจากที่เราอธิบายให้เหตุผลสำหรับลักษณะแท้จริงของพระธรรมตอนนั้น  ตามความหมายที่แท้จริงของคำ ด้านประวัติศาสตร์และด้านไวยากรณ์   เราจะต้องมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างของหนังสือ แล้วก็ตัวบท  แล้วก็ย่อหน้า


All of this is included in "context." To illustrate, it is like looking at a map of the world on Google Maps and gradually zooming in on one house. 
ทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน "บริบท"     เพื่อแสดงให้เห็นภาพนั้น   มันเป็นเหมือนการมองดูแผนที่โลกบนแผนที่กูเกิล และค่อยๆซูมไปที่บ้านหลังหนึ่ง

Taking phrases and verses out of context almost always leads to misunderstanding.

การเอาวลีและข้อพระคัมภีร์ออกไปจากบริบทมักจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดเสมอ

For instance, taking the phrase "God is love" out of its context, we might think that our God loves everything and everyone at all times with a gushing, romantic type of love.

ยกตัวอย่างเช่น   การใช้วลีที่ว่า "พระเจ้าทรงเป็นความรัก"  ออกไปจากบริบทของเรา  เราอาจจะคิดว่าพระเจ้าของเราทรงรักทุกสิ่งและทุกคนเสมอ  โดยมีแบบความรักแสนโรแมน

ติกและเยินยอเกินไป

1 John 1ยอห์น 4:7-16 7Beloved, let us love one another, for love is from God, and whoever loves has been born of God and knows God.

7ท่านที่รักทั้งหลาย   ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน   เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า   และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า   และรู้จักพระเจ้า

8Anyone who does not love does not know God, because God is love.

8ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า   เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก

9In this the love of God was made manifest among us, that God sent his only Son into the world, so that we might live through him.

9โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย   คือพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก   เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร

10In this is love, not that we have loved God but that he loved us and sent his Son to be the propitiation for our sins.

10ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า   แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา   และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา

11Beloved, if God so loved us, we also ought to love one another.

11ท่านที่รักทั้งหลาย   ถ้าพระเจ้าทรงรักเราทั้งหลายเช่นนั้น   เราก็ควรจะรักซึ่งกันและกันด้วย

12No one has ever seen God; if we love one another, God abides in us and his love is perfected in us.

12ไม่มีผู้ใดเคยเห็นพระเจ้า   ถ้าเราทั้งหลายรักซึ่งกันและกัน   พระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในเราทั้งหลาย   และความรักของพระองค์ก็สมบูรณ์อยู่ในเรา  

13By this we know that we abide in him and he in us, because he has given us of his Spirit.

13ดังนี้แหละเราทั้งหลายจึงรู้ว่า   เราอยู่ในพระองค์และพระองค์ทรงสถิตอยู่ในเรา   เพราะพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพระวิญญาณของพระองค์เองแก่เรา

14And we have seen and testify that the Father has sent his Son to be the Savior of the world.

14และเราทั้งหลายได้เห็นและเป็นพยานว่า   พระบิดาได้ทรงใช้พระบุตรมาเป็นผู้ช่วยมนุษย์โลกให้รอด

15Whoever confesses that Jesus is the Son of God, God abides in him, and he in God.

15ผู้ใดยอมรับว่า   พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า   พระเจ้าก็จะทรงสถิตอยู่ในคนนั้น   และคนนั้นอยู่ในพระเจ้า

16So we have come to know and to believe the love that God has for us. God is love, and whoever abides in love abides in God, and God abides in him.

16ฉะนั้นเราทั้งหลายจึงรู้   และเชื่อในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา   พระเจ้าทรงเป็นความรัก   และผู้ใดที่อยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้า   และพระเจ้าก็ทรงสถิตอยู่ในผู้นั้น

But in its literal and grammatical context, “love” here refers to agape love, the essence of which is sacrifice for the benefit of another, not a sentimental or romantic feeling.

แต่ในบริบทตามความหมายที่แท้จริงของคำและตามหลักไวยากรณ์    "ความรัก" ที่นี่หมายถึงรักแบบอากาเป้   สาระสำคัญของมันคือการที่จะเสียสละเพื่อประโยชน์ของผู้ อื่น   ไม่ได้มีความรู้สึกซาบซึ้งหรือโรแมนติกเลย

The historical context is also crucial, because John was addressing believers in the first-century church and instructing them not on God’s love per self, but on how to identify true believers from false professors.

บริบททางประวัติศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญด้วย   เพราะยอห์นกำลังพูดกับผู้เชื่อในคริสตจักร ศตวรรษแรก    และสอนพวกเขาว่าไม่ใช่เป็นความรักของพระเจ้าต่อตัวเอง    แต่วิธีที่จะแยกผู้เชื่อแท้จากอาจารย์ผู้สอนเท็จ

True love—the sacrificial, beneficial kind—is the mark of the true believer (verse 7); those who do not love do not belong to God (verse 8); God loved us before we loved Him (verses 9-10); and this is why we should love one another and thereby prove that we are His (verses 11-12). 
ความรักแท้-- รูปแบบเสียสละและเพื่อเป็นประโยชน์-- เป็นเครื่องหมายของผู้เชื่อแท้ (ข้อ 7) บรรดาผู้ที่ไม่รักก็ไม่ได้เป็นของพระเจ้า (ข้อ 8) พระเจ้าทรงรักเราก่อนที่เราจะรักพระ

องค์ (ข้อ 9-10) และนี่คือเหตุผลที่เราควรจะรักซึ่งกันและกัน   และดังนั้นจึงพิสูจน์ให้เห็นว่าเราเป็นของพระองค์ (ข้อ 11-12)

Furthermore, considering the phrase "God is love" in the context of all of Scripture (synthesis) will keep us from coming to the false, and all-too-common, conclusion that God is only love or that His love is greater than all His other attributes.

นอกจากนี้  จงพิจารณาจากวลีที่ว่า "พระเจ้าทรงเป็นความรัก" ในบริบทของพระคัมภีร์ทั้งหมด (การสังเคราะห์) จะป้องกันเราจากการตกในเรื่องเท็จและสิ่งธรรมดามากไปทั้งหมด     การสรุปว่าพระเจ้าทรงเป็นความรักเพียงอย่างเดียว   หรือว่าความรักของพระองค์นั้นใหญ่กว่าพระลักษณะอื่น ๆ ของพระองค์

We know from many other passages that God is also holy and righteous, faithful and trustworthy, graceful and merciful, kind and compassionate, omnipotent, omnipresent and omniscient, and many other things.

เรารู้จากพระธรรมตอนอื่นๆอีกมากมายว่า  พระเจ้าทรงบริสุทธิ์และชอบธรรม  สัตย์ซื่อและสมควรเชื่อวางใจ   ทรงพระคุณและทรงพระเมตตา  กรุณาและทรงเห็นอกเห็นใจ   ทรงมีอำนาจทุกอย่าง   ทรงสถิตอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง   และทรงรอบรู้ทุกอย่างและสิ่งอื่น ๆ


We also know from other passages that God not only loves, but He also hates.

เรายังทราบจากพระธรรมตอนอื่น ๆ ว่าพระเจ้าไม่เพียงแต่ทรงรัก  แต่ยังทรงเกลียดชังด้วย

Psalm เพลงสดุดี 11:5 5The LORD tests the righteous, but his soul hates the wicked and the one who loves violence.

5พระเจ้าทรงทดสอบทั้งคนชอบธรรมและคนอธรรม   และวิญญาณของพระองค์ทรงเกลียดชังผู้ที่รักความ ทารุณโหดร้าย  


The Bible is the Word of God, literally "God-breathed", and we are commanded to read, study, and understand it through the use of good Bible study methods and always with the illumination of the Holy Spirit to guide us.

พระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า   ตามความหมายที่แท้จริงของคำ "พระเจ้าทรงหายใจ" และเราได้รับบัญชาให้อ่าน   ให้ศึกษาและเข้าใจมัน  โดยใช้วิธีศึกษาพระคัมภีร์ที่ดี    และมักจะมีการส่องสว่างของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงนำเราเสมอ

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:16 16All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ เป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

1 Corinthians 1โครินธ์ 2:14 14The natural person does not accept the things of the Spirit of God, for they are folly to him, and he is not able to understand them because they are spiritually discerned.

14แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น   ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้   เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา   และเขาไม่สามารถเข้าใจได้   เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ


Our study is greatly enhanced by maintaining diligence in the matter of context.

การศึกษาของเราช่วยส่งเสริมเราอย่างมากโดยการรักษาความขยันในเรื่องของบริบท



It is not difficult to point out places that seemingly contradict other portions of Scripture, but if we carefully look at their context and use the entirety of Scripture as a reference, we can understand the meaning of a passage and the apparent contradictions are explained.

มันไม่ยากที่จะชี้ให้เห็นจุดที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับส่วนอื่น ๆ ของพระคัมภีร์   แต่ถ้าเราระมัดระวังดูบริบทและใช้พระคัมภีร์ทั้งหมดเป็นข้อมูลอ้างอิง    เราสามารถเข้าใจความ

หมายของเนื้อเรื่อง    และความขัดแย้งที่ปรากฏชัดได้มีคำอธิบายไว้

“Context is king” means that context often drives the meaning of a phrase.

"บริบทเป็นเอก" หมายความว่าบริบทนั้นมักจะผลักดันความหมายของวลี

To ignore context is to put ourselves at a tremendous disadvantage.

การที่ไม่สนใจบริบทคือพาตัวเราเองตกในความเสียเปรียบอย่างร้ายแรง

www.gotquestions.org.Thai

Bible Context

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top