Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Sunday, July 31, 2016

 

harmony of the Gospels

ความกลมกลืนลงรอยกันของพระกิตติคุณ

What is the harmony of the Gospels? Why did we need four different versions of Jesus' life, ministry, death, and resurrection?

ความกลมกลืนลงรอยกันของพระกิตติคุณคืออะไร? ทำไมเราต้องมีสี่ฉบับต่าง ๆ เรื่องพระประวัติของพระเยซู   พันธกิจ  ความตายและการฟื้นคืนพระชนม์


Question: "What is the harmony of the Gospels?"
คำถาม: "ความกลมกลืนลงรอยกันของพระกิตติคุณคืออะไร?"

Answer: The "harmony" of the Gospels is the agreement of the four biblical Gospels.

คำตอบ: "ความกลมกลืนลงรอยกัน" ของพระกิตติคุณเป็นความสอดคล้องพ้องกันของพระกิตติคุณทั้งสี่ในพระคัมภีร์

The four New Testament Gospels are like the singers in a four-part choir.

พระกิตติคุณทั้งสี่ในพันธสัญญาใหม่เป็นเหมือนนักร้องในคณะประสานเสียงสี่เสียง

They each have a distinct part to sing, yet the parts combine to make a beautiful composition.

พวกนักร้องแต่ละคนมีเสียงที่แตกต่างกันในการร้องเพลง    ยังเสียงต่างๆรวมกันเพื่อให้ครบองค์เป็นเพลงที่ไพเราะ



Each of the four Gospels gives testimony of Jesus from a slightly different perspective, but they all tell the same story.

พระกิตติคุณทั้งสี่แต่ละฉบับให้คำพยานเรื่องพระเยซูจากมุมมองที่แตกต่างกันเล็กน้อย แต่ทุกเล่มทั้งหมดบอกเล่าเรื่องราวเดียวกัน

Thus, they are all in harmony with one another.

ดังนั้น  พวกมันทั้งหมดจึงมีความกลมกลืนลงรอยกันและกัน

Books that align the Gospel accounts chronologically are called harmonies of the Gospels, and some Bibles include a reference section called a harmony of the Gospels doing the same thing.
หนังสือเหล่านี้จัดแนวเรื่องราวพระกิตติคุณตามลำดับเวลาถูกเรียกว่ากลมกลืนลงรอยกัน   และพระคัมภีร์บางฉบับรวมภาคอ้างอิงที่เรียกว่าความกลมกลืนลงรอยกันของพระกิตติคุณทำในสิ่งเดียวกัน
Matthew, Mark, and Luke are called the "Synoptic" Gospels, because they include many of the same events from the life of Jesus (the word synoptic means “same view”).

มัทธิว มาระโกและลูกา ถูกเรียกว่า พระกิตติคุณ "สรุป" เพราะพวกมันรวมเหตุการณ์เดียวกันมากมายจากพระประวัติของพระเยซู (คำว่าสรุปหมายถึง "มุมมองเดียวกัน")

John stands on its own, filling in gaps that the others leave out. Each one of these Gospels was written for a different audience and emphasizes different facets of Jesus’ ministry.

พระธรรมยอห์นแยกตัวมันเองต่างหาก    เติมช่องว่างเรื่องราวที่เล่มอื่น ๆ เว้นว่างไว้  แต่ละฉบับของพระกิตติคุณเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นสำหรับผู้อ่านที่แตกต่างกัน  และเน้นแง่มุมที่แตกต่างกันเรื่องพันธกิจของพระเยซู

The Gospel of Matthew was written primarily for the Jews and emphasizes how Jesus fulfilled the prophecies of a kingly Messiah.

พระกิตติคุณมัทธิวถูกเขียนเบื้องต้นสำหรับชาวยิว  และมุ่งเน้นวิธีที่พระเยซูทรงทำให้คำทำนายเรื่องพระเมสสิยาห์ทรงเป็นกษัตริย์สำเร็จบริบูรณ์

Mark was written primarily for Roman or Gentile Christians, so it includes few Old Testament prophecies and explains many Jewish words and customs.

พระกิตติคุณมาระโกถูกเขียนเบื้องต้นสำหรับคริสเตียนโรมันหรือต่างชาติ  ดังนั้นมันรวมคำพยากรณ์พระคัมภีร์เดิมน้อย   และอธิบายคำพูดและประเพณีของชาวยิวมากมาย

Jesus is portrayed in Mark as the Divine Servant.

เราเห็นภาพพระเยซูในพระกิตติคุณมาระโกว่าทรงเป็นพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด

Luke was also written primarily for Gentile believers, so it also explains Jewish customs and uses Greek names.

พระกิตติคุณลูกาก็ถูกเขียนเบื้องต้นสำหรับบรรดาผู้เชื่อต่างชาติ    ดังนั้นมันจึงอธิบายประเพณีของชาวยิวและเรียกชื่อเป็นภาษากรีก


Luke set out to write an orderly narrative of the life of Jesus and presents Jesus as the Son of Man, emphasizing His full humanity.

ท่านลูกาเริ่มต้นเขียนเล่าเรื่องราวลำดับพระประวัติของพระเยซู   และประกาศว่าพระเยซูทรงเป็นบุตรมนุษย์  มุ่งเน้นความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของพระองค์

John’s Gospel emphasizes Jesus as the Son of God and includes more of Jesus' revelations about Himself than any of the other Gospels.

พระกิตติคุณยอห์น เขียนเน้นว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  และรวมถึงการเปิดเผยของพระเยซูเกี่ยวกับพระองค์เองมากกว่าเล่มใด ๆ ของพระกิตติคุณเล่มอื่น

It also gives a much more detailed picture of the events during Jesus' last days.
นอกจากนี้ยังให้ภาพรายละเอียดมากขึ้นของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตของพระเยซู
Some people have attempted to discredit the Bible by pointing out seeming inconsistencies in the Gospel narratives.

บางคนมีความพยายามที่จะทำลายชื่อเสียงของพระคัมภีร์  โดยชี้ให้เห็นว่าเหมือนมีความไม่สอดคล้องกันในเรื่องเล่าของพระกิตติคุณ

They point out differences in the order in which events are presented or minor details within those events.

พวกเขาชี้ให้เห็นความแตกต่างในลำดับ  ที่บอกเหตุการณ์เกิดขึ้นหรือรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้น

When the four accounts are placed side by side, we see that they do not all follow the same strict chronology.

เมื่อเรื่องราวในพระกิตติคุณทั้งสี่ถูกวางเคียงข้างกัน   เราจะเห็นว่าหนังสือเหล่านี้ทั้งหมดไม่เป็นไปตามลำดับวันเวลาที่เข้มงวดเหมือนกัน

This is because much of the narrative is arranged in topical order, in which events are grouped according to similar theme.

นี้เป็นเพราะเรื่องราวมากถูกจัดอยู่ในลำดับเฉพาะที่   ซึ่งในเหตุการณ์ทั้งหลายถูกจัดกลุ่มตามหัวข้อที่คล้ายกัน

This topical approach is the way most of us carry on conversations every day.

วิธีลำดับเฉพาะที่นี้เป็นวิธีที่พวกเราส่วนใหญ่ดำเนินการสนทนาทุกวัน



Differences in minor details, such as the number of angels at Christ's tomb are also answered by allowing the text to speak for itself.

ความแตกต่างในรายละเอียดที่ไม่สำคัญ เช่นจำนวนของทูตสวรรค์ที่อุโมงค์เก็บพระศพของพระคริสต์ได้ตอบโดยยอมให้เนื้อหาพูดสนับสนุนตัวเอง

Matthew มัทธิว 28:5 5But the angel said to the women, “Do not be afraid, for I know that you seek Jesus who was crucified.

5ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า   “อย่ากลัวเลย   เรารู้แล้วว่า   พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน

Mark มาระโก 16:55And entering the tomb, they saw a young man sitting on the right side, dressed in a white robe, and they were alarmed.

5ครั้นเขาเข้าไปในอุโมงค์แล้ว   ได้เห็นหนุ่มคนหนึ่งนุ่งห่มผ้ายาวสีขาวนั่งอยู่ข้างขวา   ผู้หญิงนั้นก็ตกตะลึง 

Luke ลูกา 24:4 4While they were perplexed about this, behold, two men stood by them in dazzling apparel.

4เมื่อเขากำลังคิดฉงนด้วยเหตุการณ์นั้น   ดูเถิด   มีชายสองคนยืนอยู่ใกล้เขา   เครื่องนุ่งห่มแพรวพราวจนพร่าตา

John ยอห์น 20:12 12And she saw two angels in white, sitting where the body of Jesus had lain, one at the head and one at the feet.

12และได้เห็นทูตสวรรค์สององค์สวมเสื้อขาวนั่งอยู่ ณ ที่ซึ่งเขาวางพระศพพระเยซู   องค์หนึ่งอยู่เบื้องพระเศียร   องค์หนึ่งอยู่เบื้องพระบาท

Matthew and Mark mention “an angel,” while Luke and John mention two angels. 

มัทธิวและมาระโกอ้างถึง "ทูตสวรรค์หนึ่งองค์" ในขณะที่ลูกาและยอห์นอ้างถึงทูตสวรรค์สององค์

However, Matthew and Mark never say there was “only” one angel; they simply say there was an angel present.

อย่างไรก็ตาม มัทธิวและมาระโกไม่เคยพูดว่ามีทูตสวรรค์หนึ่งองค์ "เท่านั้น"; พวกเขาเพียงแต่บอกว่ามีทูตสวรรค์องค์หนึ่งปรากฏอยู่

Such differences are complementary, not contradictory.

ความแตกต่างดังกล่าวจะช่วยเกื้อกูลกัน  ไม่ใช่ขัดแย้งกัน

New information may be added, but it never negates the veracity of the old information.  
ข้อมูลใหม่ ๆ อาจจะถูกเพิ่มเติมขึ้น แต่มันไม่เคยปฏิเสธความจริงของข้อมูลเดิม
Like the rest of Scripture, the four Gospels are a beautiful testimony of God’s revelation to man.

เช่นเดียวกับพระคัมภีร์ส่วนที่เหลือ  พระกิตติคุณทั้งสี่ฉบับเป็นคำพยานสวยงามของการเปิดเผยของพระเจ้าต่อมนุษย์

Imagine a tax collector (Matthew), an untrained Jewish lad with a history as a quitter (Mark), a Roman doctor (Luke), and a Jewish fisherman (John) all writing harmonious testimonies of the life of Jesus.

ลองนึกภาพคนเก็บภาษี (มัทธิว) เด็กหนุ่มชาวยิวที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมเป็นคนที่ไม่เอาจริง (มาระโก) นายแพทย์ชาวโรมัน (ลูกา) และชาวประมงชาวยิว (ยอห์น) ทั้งหมดที่เขียนเป็นพยานกลมกลืนของพระประวัติของพระเยซู

There is no way, without God’s intervention, that they could have written these amazingly accurate accounts.

ไม่มีวิธีใด   ถ้าปราศจากการเข้ามาช่วยแทรกของพระเจ้า    ที่พวกเขาสามารถเขียนเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องน่าอัศจรรย์

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:16 16All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า   และ เป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

The history, the prophecy, and the personal details all work together to compose one supremely accurate picture of Jesus—the Messiah, the King, the Servant and the Son of God.

ประวัติศาสตร์  คำพยากรณ์และรายละเอียดส่วนตัว  ทั้งหมดทำงานร่วมกันเพื่อประกอบเป็นภาพที่ถูกต้องของพระเยซูคริสต์ได้อย่างสุดยอด-พระเมสสิยาห์  กษัตริย์  พระผู้รับใช้และพระบุตรของพระเจ้า

www.gotquestions.org/Thai


Holy Bible

พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์


Why is the Bible called the Holy Bible? How can we know that the Bible is the Word of God?

ทำไมจึงเรียกพระคัมภีร์ว่าพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์   จะทราบได้อย่างไรว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า


Question: "Why is the Bible called the Holy Bible?"
คำถาม: "ทำไมจึงเรียกพระคัมภีร์ว่าพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์"


Answer:  The phrase biblia sacra (“holy books”) first appeared sometime in the Middle Ages.

คำตอบ: วลี บิบลิอา แซคครา  ( "หนังสือศักดิ์สิทธิ์") ปรากฏครั้งแรกช่วงเวลาหนึ่งในยุคกลาง

In English, one of the earliest—if not the earliest—uses of “The Holy Bible” appeared in 1611 on the cover of the Authorized Version, known in the U.S. as the King James Version.

ในภาษาอังกฤษ  หนึ่งในยุคแรกๆ  ---ถ้าไม่ใช่ยุคแรกสุด  การใช้ "พระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์" -ปรากฏในค.ศ. 1611 บนปกหน้าของคัมภีร์รุ่นที่ได้แปลออกเป็นภาษาอังกฤษ   หรือที่รู้จักกันในสหรัฐอเมริกาว่าเป็นฉบับคิงเจมส์

The word holy has several meanings, and, as we will see, all of them describe the Word of God. 
คำว่า ศักดิ์สิทธิ์  มีความหมายหลายอย่าง  และ  อย่างที่เราจะได้เห็น   พวกมันทั้งหมดบรรยายพระวจนะของพระเจ้า
One meaning of holy is “sacred, sanctified, hallowed.”

ความหมายหนึ่งของคำว่าศักดิ์สิทธิ์ คือ "ศักดิ์สิทธิ์ ทำให้บริสุทธิ์ เป็นที่เคารพสักการะ "

When God spoke to Moses at the burning bush,

เมื่อพระเจ้าตรัสกับโมเสสที่พุ่มไม้ที่ไฟลุกโชนอยู่

He commanded him to remove his sandals because he was standing on “holy ground,” ground made holy by God’s presence.

พระองค์ทรงสั่งให้ท่านถอดรองเท้าแตะของท่าน   เพราะท่านกำลังยืนอยู่บน "แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์"  พื้นดินที่ทำให้บริสุทธิ์โดยการปรากฏขององค์พระเจ้า

Because God is sacred, the words He speaks are also sacred.

เพราะพระเจ้าทรงศักดิ์สิทธิ์  นอกจากนี้พระคำที่ทรงตรัสยังศักดิ์สิทธิ์ด้วย

In the same way, the words God gave Moses on Mount Sinai are also sacred, as are all words God has given to mankind in the Bible.

ในทำนองเดียวกัน   พระคำที่พระเจ้าทรงประทานแก่โมเสสบนภูเขาซีนายยังศักดิ์สิทธิ์ด้วย    เช่นเดียวกับทุกคำตรัสที่พระเจ้าทรงประทานแก่มนุษย์ในพระคัมภีร์

Since God is perfect, His words are perfect.

เพราะว่าพระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบ  คำตรัสของพระองค์ก็สมบูรณ์แบบ

Psalm เพลงสดุดี 19:7-8 7The law of the LORD is perfect, reviving the soul; the testimony of the LORD is sure, making wise the simple;

7กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ   และฟื้นฟูจิตวิญญาณ   กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน  
กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  

8the precepts of the LORD are right, rejoicing the heart; the commandment of the LORD is pure, enlightening the eyes;

8ข้อบังคับของพระเจ้านั้นถูกต้อง   กระทำให้จิตใจเปรมปรีดิ์   พระบัญญัติของพระเจ้านั้นบริสุทธิ์   กระทำให้ดวงตากระจ่างแจ้ง  

As God is righteous and pure, so is His Word. 
เพราะพระเจ้าทรงชอบธรรมและบริสุทธิ์   ดังนั้นพระวจนะของพระองค์ก็เช่นเดียวกัน
The Bible is also holy because it was written by men under the direction and influence of the Holy Spirit.

พระคัมภีร์ยังศักดิ์สิทธิ์ด้วย   เพราะมันถูกเขียนขึ้นโดยคนหลายคน  ภายใต้การทรงนำและอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

2 Timothy 2 ทิโมธี 3:16 16All Scripture is breathed out by God and profitable for teaching, for reproof, for correction, and for training in righteousness,

16พระคัมภีร์   ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และ เป็นประโยชน์ในการสอน   การตักเตือนว่ากล่าว   การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี   และการอบรมในทางธรรม

The Greek word translated “God-breathed” is Theopneustos, from theos, meaning “God,” and pneo, meaning “to breathe or breathe upon.”

คำภาษากรีกที่แปลว่า "พระเจ้าทรงระบายลมหายใจออก" เป็น Theopneustos จาก Theos ความหมาย "พระเจ้า" และ pneo ความหมาย "หายใจหรือหายใจออก "

We get the English word pneumonia from this Greek root.

เรารับคำภาษาอังกฤษ pneumonia  จากรากคำศัพท์ภาษากรีก

So, our Holy God, in the person of the Holy Spirit, literally breathed the holy words of Scripture into the writers of each of the books of the Bible.

ดังนั้น พระเจ้าองค์บริสุทธิ์ของเรา  ในสภาพบุคคลของพระวิญญาณบริสุทธิ์  ตามความ

หมายที่แท้จริงของคำ ทรงระบายลมหายใจออกเป็นพระคำศักดิ์สิทธิ์ของพระคัมภีร์  ให้ผู้เขียนจารึกลงหนังสือแต่ละเล่มของพระคัมภีร์

The divine Writer is holy; therefore, what He writes is holy. 
พระเจ้าผู้ทรงเขียนนั้นบริสุทธิ์   ดังนั้นสิ่งที่ทรงเขียนจึงศักดิ์สิทธิ์
Another meaning of holy is to “set apart.”

ความหมายอีกอย่างของคำว่า ศักดิ์สิทธิ์ก็คือ "แยกออก"

God set the nation of Israel apart from her contemporaries to be a “kingdom of priests and a holy nation”

พระเจ้าทรงตั้งประเทศอิสราเอลแยกออกจากประเทศร่วมสมัยของเธอ   ให้เป็น "อาณาจักรแห่งปุโรหิตและประเทศศักดิ์สิทธิ์"

Exodus อพยพ 19:6 6and you shall be to me a kingdom of priests and a holy nation. These are the words that you shall speak to the people of Israel.”

6เจ้าทั้งหลายจะเป็นอาณาจักรปุโรหิต   และเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา   นี่เป็นถ้อยคำที่เจ้าต้องบอกให้คนอิสราเอลฟัง”  

Similarly, Christians are set apart from unbelievers who walk in darkness, as described by Peter: “But you are a chosen people, a royal priesthood, a holy nation, a people belonging to God, that you may declare the praises of him who called you out of darkness into his wonderful light.”

ในทำนองเดียวกัน  พวกคริสเตียนถูกแยกออกจากบรรดาผู้ไม่เชื่อ  ผู้ที่เดินอยู่ในความมืด  ตามที่เปโตรได้บรรยายไว้: " แต่ท่านเป็นผู้ที่ได้รับการเลือกสรร  เป็นพวกปุโรหิตหลวง   เป็นประเทศที่ศักดิ์สิทธิ์  เป็นประชากรของพระเจ้า     ที่คุณอาจร้องสรรเสริญพระองค์  ที่ทรงเรียกคุณออกจากความมืดสู่ความสว่างอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์"



This “set apart” aspect of holiness is true of the Bible because it is a book set apart from all others.

ด้านความศักดิ์สิทธิ์ที่ "แยกออก" เป็นจริงในพระคัมภีร์   เพราะมันเป็นหนังสือที่แยกออกจากหนังสืออื่น ๆ

It is the only book written by God Himself, the only book that has the power to set men free, to change their lives and make them wise, to sanctify them and make them holy.

มันเป็นหนังสือเล่มเดียวที่เขียนขึ้นโดยพระเจ้าเอง   หนังสือเล่มเดียวที่มีอำนาจที่จะปลดปล่อยคนเป็นอิสระ   ที่จะเปลี่ยนชีวิตของพวกเขา   และทำให้พวกเขาฉลาด  ที่จะชำระล้างพวกเขา และทำให้พวกเขาบริสุทธิ์

John ยอห์น 8:32 32and you will know the truth, and the truth will set you free.”

32และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ   และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท”

Psalm เพลงสดุดี 19:7 7The law of the LORD is perfect, reviving the soul; the testimony of the LORD is sure, making wise the simple;

7กฎหมายของพระเจ้ารอบคอบ   และฟื้นฟูจิตวิญญาณ   กฎเกณฑ์ของพระเจ้านั้นแน่นอน   กระทำให้คนรู้น้อยมีปัญญา  

John ยอห์น 17:17 17Sanctify them in the truth; your word is truth.

17ขอทรงโปรดชำระเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความจริง   พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง

It is the only book that gives life, comfort, and hope, and it is the only book that will endure forever.

Psalm เพลงสดุดี 119:50 50This is my comfort in my affliction, that your promise gives me life.

50นี่คือการเล้าโลมในความทุกข์ยากของข้าพระองค์   คือพระสัญญาของพระองค์ให้ชีวิตแก่ข้าพระองค์  

Matthew มัทธิว 5:18 18For truly, I say to you, until heaven and earth pass away, not an iota, not a dot, will pass from the Law until all is accomplished.

18เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า   ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่   แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆ หนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ   จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด   ได้เกิดขึ้นแล้ว

www.gotquestions.org/Thai

Harmony of the Gospels and Holy Bible

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top