Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, July 5, 2016

 

give back salvation

คืนกลับความรอด


Can a Christian “give back” salvation? Is there any way that salvation can be lost?

คริสเตียนสามารถคืนกลับความรอดได้ไหม   มีวิธีใดที่ความรอดจะหายไป


Question: "Can a Christian ‘give back’ salvation?"
คำถาม: " “คริสเตียนสามารถคืนกลับความรอดได้ไหม”


Answer:  The short answer to this question is no, a true Christian cannot “give back” salvation.

คำตอบ: คำตอบสั้น ๆ สำหรับคำถามนี้คือ   คริสเตียนแท้ไม่สามารถ”คืนกลับ” ความรอด

Oddly enough, some who agree that a Christian cannot “lose” his salvation still believe that salvation can be “given back” to God.

พิลึกพอสมควร  บางคนที่ยอมรับว่าคริสเตียนไม่สามารถ"สูญเสีย” ความรอด ยังคงเชื่อว่าสามารถคืนกลับความรอดแก่พระเจ้าได้


Romans โรม 8:38-39 38For I am sure that neither death nor life, nor angels nor rulers, nor things present nor things to come, nor powers,

38เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า   แม้ความตาย   หรือชีวิต   หรือบรรดาทูตสวรรค์   หรือเทพเจ้า   หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้   หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า   หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย

39nor height nor depth, nor anything else in all creation, will be able to separate us from the love of God in Christ Jesus our Lord.

39หรือซึ่งสูง   หรือซึ่งลึก   หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น   จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า   ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้

Some who hold this viewpoint will read that scripture and say that, while nothing outside of us can separate us from God, we ourselves can choose, in our free will, to separate ourselves from God.

บางคนที่ยึดถือมุมมองนี้    จะอ่านข้อพระคัมภีร์นั้นและบอกว่า    ในขณะที่ไม่มีอะไรภายนอกของเราสามารถแยกเราออกจากพระเจ้า     เราเองสามารถเลือก  โดยเจตจำนงเสรีของเราที่จะแยกตัวเองจากพระเจ้า

This is not only unbiblical; it defies all logic. 
นี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้เป็นตามพระคัมภีร์เท่านั้น    มันยังได้ทำลายการอนุมานด้วยเหตุผลทั้งหมด
To understand why it is not possible for us to “give back” our salvation, we must grasp three things: the nature of God, the nature of man, and the nature of salvation itself. God is, by nature, a Savior.

เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมมันเป็นไปไม่ได้สำหรับเราที่จะคืนกลับความรอด  เราต้องยึดเอาสามประการคือ  พระลักษณะของพระเจ้า   และธรรมชาติของบมุษย์   และลักษณะของความรอด  โดยพระลักษณะพระเจ้าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

Thirteen times in the Psalms alone, God is referred to as the Savior of man. God alone is our Savior; no one else can save us, and we cannot save ourselves.

สิบสามครั้งในพระธรรมเพลงสดุดีเท่านั้น    ที่พระเจ้าทรงถูกกล่าวถึงว่าเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของมนุษย์   พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา  ไม่มีใครสามารถช่วยเราให้รอด  และเราไม่สามารถช่วยตัวเองได้

Isaiah อิสยาห์ 43:1111I, I am the LORD, and besides me there is no savior.

11เรา  เราคือพระเจ้า   และนอกจากเราไม่มีพระเจ้าผู้ช่วยให้รอด  

Nowhere in Scripture is God ever portrayed as a Savior who depends on those He saves to effect salvation. 

ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ ที่จะแสดงให้เห็นภาพว่าพระเจ้าในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ผู้ที่ทรงพึ่งพาบรรดาคนที่ทรงช่วยให้รอด   ที่จะส่งผลต่อความรอด

John ยอห์น 1:13 13who were born, not of blood nor of the will of the flesh nor of the will of man, but of God.

13ซึ่งในฐานะนั้นเป็นผู้ที่มิได้เกิดจากเลือดเนื้อ   หรือกาม   หรือความประสงค์ของมนุษย์   แต่เกิดจากพระเจ้า  

This makes it clear that those who belong to God are not born again by their own will but by God’s will.

นี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า   ผู้ที่เป็นของพระเจ้าไม่ได้เกิดใหม่อีกครั้งได้ตามชอบใจพวกเขาเอง  แต่โดยพระประสงค์ของพระเจ้า

God saves by His will to save and His power to save. His will is never thwarted, and His power is unlimited

พระเจ้าทรงช่วยให้รอดตามพระประสงค์ของพระองค์  และฤทธิ์อำนาจที่ทรงประทานให้รอด  พระประสงค์ของพระองค์ไม่เคยถูกสกัดกั้นได้  และฤทธิ์อำนาจของพระองค์ไร้ขีดจำกัด

Daniel ดาเนียล 4:35 35all the inhabitants of the earth are accounted as nothing,

and He does according to His will among the host of heaven and among the inhabitants of the earth; and none can stay His hand or say to Him, “What have you done?”

35สำหรับพระองค์ชาวพิภพทั้งสิ้นนับว่าไม่มีค่า   ท่ามกลางชาวสวรรค์นั้นพระองค์ทรงกระทำตามชอบพระทัยพระองค์   และท่ามกลางชาวพิภพด้วย   และไม่มีผู้ใดยับยั้งพระหัตถ์ของพระองค์ได้ หรือตรัสถามพระองค์ได้ว่า “พระองค์ทรงกระทำสิ่งใด”
God’s plan of salvation was accomplished by Jesus Christ, God incarnate, who came to earth to “seek and save that which was lost” (Luke 19:10).

แผนการแห่งความรอดของพระเจ้าก็ประสบความสำเร็จโดยพระเยซูคริสต์    พระเจ้าผู้ทรงจุติมาบังเกิดเป็นเนื้อหนัง   ผู้เสด็จมาในโลกเพื่อ “แสวงหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปให้รอดได้” (ลูกา 19:10).

Jesus made it clear that we did not choose Him, but that He chose us and appointed us to “go and bear fruit”

พระเยซูทรงตรัสชัดเจนว่า   เราไม่ได้เลือกพระองค์  แต่ว่าพระองค์ทรงเลือกเราและทรงแต่งตั้งเราให้ "ไปเกิดผลออก "

John ยอห์น 15:16 16You did not choose me, but I chose you and appointed you that you should go and bear fruit and that your fruit should abide, so that whatever you ask the Father in my name, he may give it to you.

16ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา   แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย   และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล   และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่   เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา   พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน

Salvation is a gift from God through faith in Christ, given to those who He has, before the foundation of the world, foreordained to receive it and who have been sealed by the Holy Spirit into that salvation.

ความรอดเป็นของประทานจากพระเจ้าโดยความเชื่อในพระคริสต์    ทรงมอบให้กับบรรดาผู้ที่ได้ทรงเลือกไว้   ก่อนที่จะวางรากฐานของโลก    ที่ทรงเลือกไว้ล่วงหน้าให้ได้รับ    และผู้ที่ถูกประทับตราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์   ให้เข้ามารับความรอด

Ephesians เอเฟซัส 1:11-14 11In Him we have obtained an inheritance, having been predestined according to the purpose of Him who works all things according to the counsel of His will,

11ในพระองค์นั้น   ตามพระดำริของพระองค์ผู้ทรงกระทำทุกสิ่ง   ตามที่ได้ทรงตริตรองไว้สมกับพระทัยของพระองค์

12so that we who were the first to hope in Christ might be to the praise of His glory.

12เราทั้งหลายผู้ได้หวังใจในพระคริสต์ก่อน   ได้รับกำหนดและรับการแต่งตั้งให้เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์

13In Him you also, when you heard the word of truth, the gospel of your salvation, and believed in Him, were sealed with the promised Holy Spirit,

13ในพระองค์นั้น   ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน   เมื่อท่านได้ฟังสัจวาทะ   คือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน   และได้วางใจในพระองค์   ได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา

14who is the guarantee of our inheritance until we acquire possession of it, to the praise of His glory.

14เป็นมัดจำของการรับมรดกของเรา   จนกว่าเราจะได้รับเป็นกรรมสิทธิ์   เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่พระสิริของพระองค์

This precludes the idea that man can, by his own will, thwart God’s plan to save him.

ข้อนี้ขจัดความคิดที่ว่ามนุษย์สามารถทำโดยตามใจพวกเขาเอง   ขวางกั้นแผนการของพระเจ้าที่จะทรงช่วยเขา

God would not foreordain someone to receive the gift of salvation, only to have His plan destroyed by someone returning the gift.

พระเจ้าจะไม่ทรงแต่งตั้งบางคนไว้ล่วงหน้าเพื่อรับของประทานแห่งความรอด    เพียงเพื่อแผนการของพระองค์จะถูกทำลายโดยบางคนที่คืนกลับของประทานนั้น

God’s omniscience and foreknowledge make such a scenario impossible. 
สัพพัญญูของพระเจ้าและการทรงรู้ล่วงหน้าทำให้แผนการดังกล่าวเป็นไปไม่ได้
Man is, by nature, a depraved being who does not seek God in any way.

โดยธรรมชาติคนเราเสื่อมด้านศีลธรรม  ผู้ที่ไม่แสวงหาพระเจ้าในทางใดทางหนึ่ง

Until his heart is changed by the Spirit of God, he will not seek God, nor can he.

เขาจะไม่แสวงหาพระเจ้า   และเขาไม่สามารถทำ  จนกระทั่งจิตใจของเขามีการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณของพระเจ้า   

God’s Word is incomprehensible to him.

พระวจนะของพระเจ้านั้นยากที่จะเข้าใจได้

The unregenerate man is unrighteous, worthless, and deceitful.

คนที่ไม่ได้บังเกิดใหม่เป็นคนอธรรม   ไร้ค่าและชอบหลอกลวง

His mouth is full of bitterness and cursing, his heart is inclined toward bloodshed, he has no peace, and there is no “fear of God before his eyes”

ปากของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่นและคำสาปแช่ง   จิตใจของเขามีความโน้มเอียงไปสู่การนองเลือด    เขาไม่มีสันติสุข และไม่คิดที่จะ  “ยำเกรงพระเจ้าเลย”


Romans โรม 3:10-18 10as it is written: “None is righteous, no, not one;

10ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า   ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว ไม่มีเลย

11no one understands; no one seeks for God.

11ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า

12All have turned aside; together they have become worthless; no one does good,

not even one.”

12เขาทุกคนหลงผิดไปหมด   เขาทั้งปวงเลวทรามเหมือนกันสิ้น     ไม่มีสักคนเดียวที่กระทำดี ไม่มีเลย

13“Their throat is an open grave; they use their tongues to deceive.” “The venom of asps is under their lips.”

13ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่   เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง   พิษงูร้ายอยู่ใต้ริมฝีปากของเขา   

14“Their mouth is full of curses and bitterness.”

14ปากของเขาเต็มไปด้วยคำแช่งด่าและคำเผ็ดร้อน

15“Their feet are swift to shed blood;

15เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด   

16in their paths are ruin and misery,

16ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์

17and the way of peace they have not known.”

17และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข   

18“There is no fear of God before their eyes.

18เขาไม่เคยคิดที่จะยำเกรงพระเจ้าเลย  

Such a person is incapable of saving himself or even seeing his need for salvation.

บุคคลดังกล่าวไม่สามารถช่วยตัวเองให้รอด  หรือแม้กระทั่งมองเห็นความจำเป็นที่ต้องการความรอด

It is only after he has been made a new creation in Christ that his heart and mind are changed toward God.

ต่อเมื่อหลังจากที่เขาได้รับการสร้างใหม่ในพระคริสต์      ที่หัวใจและจิตใจของเขาถูกเปลี่ยนแปลงไปหาพระเจ้า

He now sees truth and understands spiritual things

ตอนนี้เขาเห็นความจริงและเข้าใจในเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ

1 Corinthians 1โครินธ์ 2:14 14The natural person does not accept the things of the Spirit of God, for they are folly to him, and he is not able to understand them because they are spiritually discerned.

14แต่มนุษย์ธรรมดาจะรับสิ่งเหล่านั้น   ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระเจ้าไม่ได้   เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งโง่เขลา   และเขาไม่สามารถเข้าใจได้   เพราะว่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ก็ต้องสังเกตด้วยวิญญาณ

2 Corinthians 2โครินธ์ 5:17 17Therefore, if anyone is in Christ, he is a new creation.*n17.3 The old has passed away; behold, the new has come.

17เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์   ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว   สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป   นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

A Christian is one who has been redeemed from sin and placed on the path to heaven.

คริสเตียนเป็นบุคคลที่ถูกไถ่ให้รอดจากบาป   และพระองค์ทรงเตรียมทางให้ไปสู่สวรรค์

He is a new creation, and his heart has been turned toward God.

เขาเป็นคนที่ถูกสร้างใหม่   และจิตใจของเขาได้หันไปหาพระเจ้า

His old nature is gone, passed away.

ธรรมชาติเก่าของเขาจะหายไป   ล่วงผ่านไป

His new nature would no more desire to give back his salvation and return to his old self than a heart transplant recipient would want to give back his new heart and in exchange for his old, diseased heart.

ธรรมชาติใหม่ของเขาจะยิ่งไม่ปรารถนาจะคืนกลับความรอดของเขา  และหันกลับไปเป็นตัวเก่าของเขา   มากไปกว่าเป็นผู้ได้รับการเปลี่ยนถ่ายจิตใจ   ที่อยากจะกลับไปมีจิตใจใหม่ของเขา   และเพื่อแลกเปลี่ยนกับจิตใจเก่า ที่ติดโรคเก่าของเขา

The concept of a Christian giving back his salvation is unscriptural and unthinkable.

แนวคิดของการเป็นคริสเตียนที่จะคืนกลับความรอดของเขา   ไม่เป็นตามหลักพระคัมภีร์ และไม่น่าคิดขึ้นมาได้

www.gotquestions.org/thai

gospel message

ข่าวประเสริฐ


What are the essentials of the gospel message? What is the good news? What are the core aspects of the gospel message?

อะไรคือใจความสำคัญของข่าวประเสริฐ   ข่าวประเสริฐคืออะไร   อะไรเป็นแก่นแท้ของข่าวประเสริฐ


Question: "What are the essentials of the gospel message?"
คำถาม: "อะไรคือใจความสำคัญของข่าวประเสริฐ"


Answer:  The word “gospel” means “good news,” and it is best defined as the message of forgiveness for sin through the atoning work of Jesus Christ.

คำตอบ: คำว่า "พระกิตติคุณ" หมายถึง "ข่าวประเสริฐ" และมันถูกกำหนดไว้อย่างดีว่าเป็นข่าวเรื่องการให้อภัยบาป   ผ่านทางพระราชกิจที่พระเยซูคริสต์ทรงทำการชดใช้ให้

It is essentially God’s rescue plan for those who will trust in His divine Son in order to be reconciled to a just and holy God.

ที่สำคัญอย่างยิ่ง แผนการทรงช่วยเหลือของพระเจ้าสำหรับบรรดาผู้ที่ไว้วางใจในพระบุตรของพระเจ้า   เพื่อที่จะนำให้กลับคืนดีกับพระเจ้าผู้เที่ยงธรรมและบริสุทธิ์

The essential content of this saving message is clearly laid out for us in the Bible.
เนื้อหาสำคัญของข่าวประเสริฐแห่งความรอดนี้    ถูกบันทึกไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์สำหรับเรา

In the Apostle Paul’s first letter to the Corinthians, he lays out the content of the gospel message.

ในจดหมายฝากฉบับแรกของอัครสาวกเปาโลที่เขียนถึงชาวเมืองโครินธ์    ท่านเขียนเนื้อหาเรื่องข่าวประเสริฐ

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:1-4 1Now I would remind you, brothers,*n1.1 of the gospel I preached to you, which you received, in which you stand,

1ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย   ข้าพเจ้าขอให้ท่านคำนึงถึงข่าวประเสริฐ   ที่ข้าพเจ้าเคยประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   ซึ่งท่านได้ยอมรับไว้   อันเป็นฐานซึ่งท่านทั้งหลายตั้งมั่นอยู่

2and by which you are being saved, if you hold fast to the word I preached to you—unless you believed in vain.

2และซึ่งจะทำให้ท่านรอด   ถ้าท่านยังยึดตามหลักคำสอนที่ข้าพเจ้าได้ประกาศนั้น   เว้น

เสียแต่ท่านได้เชื่อเฉยๆ  

3For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures,

3เรื่องซึ่งข้าพเจ้ารับไว้นั้น   ข้าพเจ้าได้ประกาศแก่ท่านทั้งหลาย   เป็นเรื่องสำคัญที่สุดคือว่าพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์   เพราะบาปของเราทั้งหลาย   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4และทรงถูกฝังไว้   แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่   ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น
In this passage, we see three essential elements of the gospel message. First, the phrase “died for our sins” is very important.

ในพระธรรมตอนนี้   เราเห็นองค์ประกอบที่สำคัญสามข้อของข่าวประเสริฐ  ข้อแรก วลี "สิ้นพระชนม์เพราะบาปของเรา" เป็นสิ่งสำคัญมาก

Romans โรม 3:23 23for all have sinned and fall short of the glory of God,

23เพราะว่าทุกคนทำบาป   และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

The reality of sin needs to be acknowledged by all who approach the throne of God for salvation.

ความจริงเรื่องความบาปจะต้องเป็นที่ยอมรับจากทุกคนที่เข้าใกล้พระบัลลังก์ของพระเจ้าเพื่อรับความรอด

A sinner must acknowledge the hopelessness of his guilt before God in order for forgiveness to take place, and he must understand that the “wages of sin is death”

คนบาปต้องยอมรับความหมดหนทางช่วย   ที่เขาได้ทำผิดต่อพระพักตร์พระเจ้า   เพื่อที่จะขอรับการทรงอภัยที่จะเกิดขึ้น    และเขาจะต้องเข้าใจว่า "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย"

Romans โรม 6:23 23For the wages of sin is death, but the free gift of God is eternal life in Christ Jesus our Lord.

23เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

Without this foundational truth, no gospel presentation is complete.
ปราศจากความจริงขั้นพื้นฐานนี้    การเสนอข่าวประเสริฐก็ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์


Second, the person and work of Christ are indispensable components of the gospel.

ข้อที่สอง   คนและพระราชกิจของพระเยซูคริสต์เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของพระกิตติคุณ

Jesus is both God and man.

พระเยซูทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์

Colossians โคโลสี 2:9 9For in Him the whole fullness of deity dwells bodily,

9เพราะว่าในพระองค์นั้น   สภาพของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์

John ยอห์น 1:14 14And the Word became flesh and dwelt among us, and we have seen his glory, glory as of the only Son from the Father, full of grace and truth.

14พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา   บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง   เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์   คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา

Jesus lived the sinless life that we could never live and He is the only one who could die a substitutionary death for the sinner.

พระเยซูทรงมีชีวิตที่ปราศจากบาป     ที่เราไม่อาจจะมีชีวิตเช่นนั้น   และพระองค์เพียงผู้เดียวที่สามารถตายแทนคนบาปได้

1 Peter 1เปโตร 2:22 22He committed no sin, neither was deceit found in his mouth.

22พระองค์ไม่ได้ทรงกระทำบาปเลย   และไม่ได้ตรัสคำเท็จเลย

Sin against an infinite God requires an infinite sacrifice.

ความบาปที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าผู้ทรงอนันต์ต้องการการเสียสละที่อันไม่จำกัด


Therefore, either man, who is finite, must pay the penalty for an infinite length of time in hell, or the infinite Christ must pay for it once.

ดังนั้น  บุคคลที่มีข้อจำกัด  ต้องจ่ายค่าปรับโทษบาปอันไม่มีเวลาสิ้นสุดในนรก   หรือพระคริสต์ผู้ทรงอนันต์จะต้องทรงชดใช้แทนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

Jesus went to the cross to pay the debt we owe to God for our sin, and those who are covered by His sacrifice will inherit the kingdom of God as sons of the king.

พระเยซูได้เสด็จไปที่กางเขน   เพื่อทรงชดใช้แทนเราที่เป็นหนี้ต่อพระเจ้าเพราะความบาปของเรา    และบรรดาผู้ที่ถูกชดใช้บาปโดยการสละพระชนม์ของพระองค์  ได้สิทธิเป็นบุตรของกษัตริย์ และรับสืบทอดราชอาณาจักรของพระเจ้า 

John ยอห์น 1:12 12But to all who did receive Him, who believed in His name, He gave the right to become children of God,

12แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์   ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์   พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า
Third, the resurrection of Christ is an essential element of the gospel.

ข้อที่สาม  การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์  เป็นองค์ประกอบสำคัญของพระกิตติคุณ

The resurrection is the proof of the power of God.

การฟื้นคืนพระชนม์เป็นหลักฐานแสดงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

Only He who created life can resurrect it after death, only He can reverse the hideousness that is death itself, and only He can remove the sting of death and the victory of the grave.

พระองค์เท่านั้นผู้ทรงสร้างชีวิตใหม่หลังจากความตาย     พระองค์เท่านั้นที่ทรงสามารถพลิกกลับสิ่งที่น่าเกลียดคือความตายเอง    และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงสามารถขจัดเหล็กไนแห่งความตายและมีชัยชนะเหนือหลุมฝังศพ

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:54-55 54When the perishable puts on the imperishable, and the mortal puts on immortality, then shall come to pass the saying that is written:

“Death is swallowed up in victory.”

54เมื่อสิ่งซึ่งเน่าเปื่อยนี้   จะสวมซึ่งไม่เน่าเปื่อย   และสภาพมตะนี้จะสวมสภาพอมตะ   เมื่อนั้นตามซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์จะสำเร็จว่า   ความตายก็ถูกกลืนถึงปราชัยแล้ว  

55“O death, where is your victory?  O death, where is your sting?”

55โอ มัจจุราชเอ๋ย   ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน   โอ มัจจุราชเอ๋ย   เหล็กไนของเจ้า
อยู่ที่ไหน  

Further, unlike all other religions, Christianity possesses a Founder who transcends death and who promises that His followers will do the same.

นอกจากนี้   ที่แตกต่างจากศาสนาอื่น ๆ   ศาสนาคริสต์ครอบครองพระผู้ก่อตั้ง   ผู้ทรงผ่านพ้นความตาย   และผู้ทรงให้คำมั่นสัญญาว่า  บรรดาผู้ที่ติดตามพระองค์จะทำได้เช่นกัน

All other religions were founded by men and prophets whose end was the grave.
ศาสนาอื่น ๆ ทั้งหมด  ที่ถูกก่อตั้งโดยคนและผู้เผยพระวจนะ   ที่ปลายทางของพวกเขาคือ

หลุมฝังศพ
Finally, Christ offers His salvation as a free gift.

สุดท้าย   พระคริสต์ทรงประทานความรอดของพระองค์เป็นของประทานที่ให้เปล่า

Romans โรม 5:15 15But the free gift is not like the trespass. For if many died through one man's trespass, much more have the grace of God and the free gift by the grace of that one man Jesus Christ abounded for many.

15แต่ของประทานแห่งพระคุณนั้นหาเป็นเช่นความละเมิดนั้นไม่   เพราะว่าถ้าคนเป็นอันมากต้องตายเพราะการละเมิดของคนๆเดียว   มากยิ่งกว่านั้น   พระคุณของพระเจ้าและของประทานโดยพระคุณของพระองค์ผู้เดียวนั้น   คือพระเยซูคริสต์   ก็มีบริบูรณ์แก่คนเป็นอันมาก

Romans โรม 6:23 23For the wages of sin is death, but the free gift of God is eternal life in Christ Jesus our Lord.

23เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

That gift can only be received by faith, apart from any works or merit on our part.

ของประทานนั้นสามารถได้รับโดยความเชื่อเท่านั้น    ไม่ใช่เพราะเรากระทำการใดๆ  หรือเราร่วมทำบุญใด ๆ

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9 8For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

Romans โรม 1:16 16For I am not ashamed of the gospel, for it is the power of God for salvation to everyone who believes, to the Jew first and also to the Greek.

16เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐ นั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า   เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด   พวกยิวก่อน   แล้วพวกต่างชาติด้วย 

Romans โรม 10:9 9because, if you confess with your mouth that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved.

9คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในจิตใจว่า   พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด
These, then, are the essential elements of the gospel: the sin of all men, the death of Christ on the cross to pay for those sins, the resurrection of Christ to provide life everlasting for those who follow Him, and the offer of the free gift of salvation to all.

ครั้นแล้ว  สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของพระกิตติคุณ: บาปของมนุษย์ทุกคน  ความตายของพระเยซูคริสต์บนกางเขนที่ทรงชดใช้แทนบาปคนเหล่านั้น   การคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เพื่อเตรียมชีวิตนิรันดร์สำหรับผู้ที่ติดตามพระองค์   และของประทานแห่งความรอดที่ทรงให้เปล่าแก่ทุกคน

www.gotquestions.org/thai

Give Back Salvation and Gospel

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top