Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Saturday, September 17, 2016

 

Genesis 15 God's promises to Abram

ปฐมกาล 15 สัญญาของพระเจ้าแก่อับราม

Genesis ปฐมกาล 15:1-5

1After these things the word of the LORD came to Abram in a vision: “Fear not, Abram, I am your shield; your reward shall be very great.”

1 อยู่มาพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามด้วยนิมิตว่า   “อับรามเอ๋ย   เจ้าอย่ากลัวเลย  ข้าพเจ้าเป็นโล่ของเจ้า  บำเหน็จของเจ้าจะยิ่งใหญ่”

2But Abram said, “O Lord GOD, what will you give me, for I continue childless, and the heir of my house is Eliezer of Damascus?”

2 อับรามทูลว่า  “ข้าแต่พระเจ้า   พระองค์จะทรงโปรดประทานอะไรแก่ข้าพระองค์   ด้วยว่าข้าพระองค์ยังไม่มีบุตรเลย   และเอลีเยเซอร์ชาวเมืองดามัสกัสคนนี้   จะเป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์”

3And Abram said, “Behold, you have given me no offspring, and a member of my household will be my heir.”

3 อับรามทูลอีกว่า   “พระองค์มิได้ทรงประทานบุตรให้แก่ข้าพระองค์   แล้วคนที่เกิดในบ้านของข้าพระองค์ก็จะเป็น ผู้รับมรดกของข้าพระองค์”

4And behold, the word of the LORD came to him: “This man shall not be your heir; your very own son shall be your heir.”

4 ครั้นแล้วพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามว่า   “คนนี้จะไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า   แต่บุตรชายของเจ้าเองจะเป็นผู้รับมรดกของเจ้า”

5And he brought him outside and said, “Look toward heaven, and number the stars, if you are able to number them.” Then he said to him, “So shall your offspring be.”

5 พระองค์จึงพาอับรามออกมากลางแจ้งแล้วตรัสว่า   “มองดูฟ้า  ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้   ก็นับไปเถิด”  แล้วพระองค์ตรัสว่า   “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น”


This now is the fourth time that God has appeared to Abram. God is developing this man and bringing him farther along.

นี้ในขณะนี้คือครั้งที่สี่ที่ว่าพระเจ้าได้ทรงปรากฏแก่อับราม พระเจ้าคือการพัฒนาคนนี้และนำเขาไกลออกไปพร้อม

God wants each of us to grow in our faith and in our knowledge of Him. 

พระเจ้าต้องการให้เราแต่ละคนที่จะเติบโตในความเชื่อของเราและในความรู้ของเราพระองค์

We continue to walk with the Lord and allow Him to teach us. 

เรายังคงเดินกับพระเจ้าและให้เขาสอนเรา

Abram took a step of faith in going out and rescuing Lot and in turning down the treasure from battle which the king of Sodom offered him.  

อับรามเอาขั้นตอนของความเชื่อในการที่จะออกและช่วยเหลือมากและในการเปลี่ยนสมบัติลงจากการต่อสู้ซึ่งกษัตริย์ของโสโดมที่มีให้เขา

So now God says, "Fear not, Abram: I am your shield."

ดังนั้นตอนนี้พระเจ้ากล่าวว่า"อย่ากลัว, อับราม :. ข้าพเจ้าโล่ของคุณ"

Hebrews ฮีบรู 13:5-6 5Keep your life free from love of money, and be content with what you have, for he has said, “I will never leave you nor forsake you.”

5ท่านจงอย่าเป็นคนเห็นแก่เงิน   จงพอใจในสิ่งที่ท่านมีอยู่   เพราะว่าพระองค์ได้ตรัสว่า  ข้าพเจ้าจะไม่ละท่าน  หรือทอดทิ้งท่านเลย

6So we can confidently say,“The Lord is my helper; I will not fear; what can man do to me?”

6เหตุฉะนั้นเราทั้งหลายอาจกล่าวด้วยใจเชื่อมั่นว่า    องค์พระผู้เป็นเจ้า  ทรงเป็นพระผู้ช่วยของข้าพเจ้า    ข้าพเจ้าจะไม่กลัว   มนุษย์จะทำอะไรแก่ข้าพเจ้าได้เล่า  

God also said to Abram that God will be His reward.

พระเจ้ายังกล่าวว่าอับรามว่าพระเจ้าจะได้รับรางวัลของพระองค์

II Chroniclesพงศาวดาร 18:9 For the eyes of the LORD run to and fro throughout the whole earth, to give strong support to those whose heart is blameless toward him.

เพราะว่าพระเนตรของพระเจ้าไปมาอยู่เหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น   เพื่อสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์โดยเห็นแก่ ผู้เหล่านั้นที่มีใจจริงต่อพระองค์ 


Abram has some questions for God though.  He doesn’t want more riches. 

อับรามมีคำถามบางอย่างเพื่อพระเจ้าว่า เขาไม่ต้องการความร่ำรวยมากขึ้น

He wants a son.  God has promised to make him a father of nations and that his offspring will be as numberless as the sand on the seashore.

เขาต้องการให้บุตรชายคนหนึ่ง พระเจ้าได้ทรงสัญญาว่าจะทำให้เขาเป็นบิดาของประเทศและที่ลูกหลานของเขาจะเป็นที่นับไม่ถ้วนเป็นหาดทรายบนชายหาด

But he doesn't even have one child. According to the customs of the day, Eliezer, his head servant, would inherit if Abram did not have a child.

แต่เขาก็ไม่ได้มีเด็กคนหนึ่ง ตามที่ศุลกากรของวันที่ Eliezer ผู้รับใช้หัวของเขาจะสืบทอดถ้าอับรามไม่ได้มีเด็ก

But God says no, this Eliezer will not be your heir, you will have a son. 

  แต่พระเจ้าทรงกล่าวว่าไม่มี, Eliezer นี้จะไม่เป็นทายาทของคุณคุณจะมีลูกได้

Now God took Abram and brought him out into the night to look at the sky. 

ตอนนี้เอาพระเจ้าอับราฮัมและนำเขาออกไปในคืนที่จะมองที่ท้องฟ้า

God told Abram He would have as many in his family line as the stars. 

พระเจ้าบอกอับรามเขาจะมีจำนวนมากเช่นในบรรทัดครอบครัวของเขาเป็นดาว

First God said to him that his offspring would be as numberless as the sand on the seashore, and now He says they will be as numberless as the stars in heaven.

ครั้งแรกที่พระเจ้าตรัสกับเขาว่าลูกหลานของเขาจะเป็นนับไม่ถ้วนเป็นหาดทรายที่อยู่บนชายฝั่งทะเลและตอนนี้เขากล่าวว่าพวกเขาจะเป็นนับไม่ถ้วนเป็นดาวที่อยู่ในสวรรค์

Abram could not number the stars.

อับรามไม่สามารถจำนวนดาว

Hebrews ฮีบรู 11:12 Therefore from one man, and him as good as dead, were born descendants as many as the stars of heaven and as many as the innumerable grains of sand by the seashore.

เหตุฉะนั้นจากชายคนเดียวซึ่งเกือบจะกล่าวได้ว่า   เป็นเสมือนคนที่ตายแล้วนั้น   ก็ได้ทำให้มีผู้สืบเชื้อสายเกิดมามากมายดังดวงดาวในท้องฟ้า   และเป็นดังเม็ดทรายอันนับไม่ถ้วน   ที่ฝั่งทะเล  


This man Abram actually has three family lines.

อับรามผู้ชายคนนี้ที่จริงมีสามสายครอบครัว

He has a physical family line, the nation of  Israel, another physical family line the Arabs through his son Ishmael by the Egytian slave Hagar, and he has a spiritual family line, the church.

เขามีครอบครัวที่มีสายทางกายภาพชนชาติอิสราเอล, สายครอบครัวอื่นทางกายภาพชาวอาหรับอิสมาเอลผ่านทางลูกชายของเขาโดย Hagar ทาส Egytian และเขามีสายครอบครัวจิตวิญญาณของคริสตจักร

How does the church become Abraham's children?

คริสตจักรจะกลายเป็นเด็กของอับราฮัมได้อย่างไร?

By faith. Paul told the Galatians that they were the sons of Abraham by faith in Jesus Christ. 

โดยความเชื่อ เปาโลบอกกาลาเทียว่าพวกเขาเป็นบุตรของอับราฮัมโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์

Galatians กาลาเทีย 3:6-9, 29 6just as Abraham “believed God, and it was counted to him as righteousness”?

6ดังที่อับราฮัม   ได้เชื่อพระเจ้า     และ   การที่เชื่อนั้น  พระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรมแก่ท่าน

7Know then that it is those of faith who are the sons of Abraham.

7ฉะนั้นคนที่เชื่อนั่นแหละเป็นบุตรของอับราฮัม

8And the Scripture, foreseeing that God would justify the Gentiles by faith, preached the gospel beforehand to Abraham, saying, “In you shall all the nations be blessed.”

8และพระคัมภีร์นั้นรู้ล่วงหน้าว่า   พระเจ้าจะทรงให้คนต่างชาติเป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ   จึงได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่อับราฮัมล่วงหน้าว่า   ชนชาติทั้งหลายจะได้รับพระพรเพราะเจ้า

9So then, those who are of faith are blessed along with Abraham, the man of faith.

9เหตุฉะนั้นคนที่เชื่อจึงได้รับพระพรร่วมกับอับราฮัมผู้ซึ่งเชื่อ  

29And if you are Christ's, then you are Abraham's offspring, heirs according to promise.

และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้วท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม   คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา 


Abraham's Faith Genesis 15:6

ศรัทธา ของอับราฮัมพระธรรมปฐมกาล 15:6

6And he believed the LORD, and he counted it to him as righteousness.

6 อับรามก็เชื่อพระเจ้า   ความเชื่อนั้นพระองค์ทรงนับว่าเป็นความชอบธรรม แก่ท่าน   


This is one of the greatest statements in the Scriptures. 

นี้เป็นหนึ่งของงบการเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระคัมภีร์

He believed the Lord.   And that was counted to him for righteousness. 

เขาเชื่อว่าพระเจ้า และที่ถูกนับให้เขาในความชอบธรรม

Paul speaks of this in his letter to the Romans. 

เปาโลพูดถึงนี้ในหนังสือของเขาไปยังโรม

Romans โรม 4:1-5 1What then shall we say was gained by Abraham, our forefather according to the flesh?

1ถ้าเช่นนั้น   เราจะว่าอะไรเรื่องอับราฮัม   บรรพบุรุษของเราตามสายโลหิต

2For if Abraham was justified by works, he has something to boast about, but not before God.

2ถ้าอับราฮัมเป็นผู้ชอบธรรมโดยการประพฤติ   ท่านก็มีทางที่จะอวดได้   แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าท่านไม่มีทางอย่างนั้น

3For what does the Scripture say? “Abraham believed God, and it was counted to him as righteousness.”

3พระคัมภีร์ว่าอย่างไร   ก็ว่า   อับราฮัมเชื่อในพระเจ้าและเพราะความเชื่อนั้นเอง   พระเจ้าทรงถือว่าท่านเป็นคนชอบธรรม

4Now to the one who works, his wages are not counted as a gift but as his due.

4ฝ่ายคนที่ทำงานก็ไม่ถือว่าค่าจ้างที่ได้นั้นเป็นบำเหน็จ   แต่ถือว่าเป็นค่าแรงของงานที่ได้ทำ

5And to the one who does not work but trusts him who justifies the ungodly, his faith is counted as righteousness,

5ส่วนคนที่มิได้อาศัยการประพฤติ   แต่ได้เชื่อในพระองค์ผู้ทรงโปรดให้คนผิดเป็นคนชอบธรรมได้   เพราะความเชื่อของคนนั้น   พระเจ้าทรงถือว่าเป็นความชอบธรรม


If you can work for your salvation, then God owes it to you, but you can’t work for it.

ถ้าคุณสามารถทำงานเพื่อความรอดของคุณแล้วพระเจ้าเป็นหนี้มันอยู่กับคุณ แต่คุณไม่สามารถทำงานให้มัน

Ephesians เอเฟซัส 2:8-9  8 For by grace you have been saved through faith. And this is not your own doing; it is the gift of God,

8ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ   และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง   แต่พระเจ้าทรงประทานให้

9not a result of works, so that no one may boast.

9ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้   เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ 


Abraham just believed God. He just accepted what God said, and he believed God.

อับราฮัมเชื่อว่าพระเจ้าเป็นเพียงแค่ เขาเพียง แต่ได้รับการยอมรับในสิ่งที่พระเจ้ากล่าวและเขาเชื่อว่าพระเจ้า

That is the way you get saved: to believe that God has done something for you, that Christ died for you and rose again.

นั่นคือวิธีที่คุณได้รับการบันทึกที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำบางสิ่งบางอย่างสำหรับคุณว่าพระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณและเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

God will declare you righteous by simply having faith in Christ.

พระเจ้าจะทรงประกาศคุณความชอบธรรมโดยเพียงแค่มีศรัทธาในพระคริสต์


God's Covenant with Abraham Genesis 15:7-21

พันธสัญญาของพระเจ้ากับอับราฮัมปฐมกาล 15:7-21

7And he said to him, “I am the LORD who brought you out from Ur of the Chaldeans to give you this land to possess.”

7 แล้วพระองค์ตรัสแก่อับรามว่า   “เราคือพระเจ้าที่พาเจ้าออกจากเมืองเออร์ของชาวเคลเดีย   เพื่อจะยกดินแดนนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า”

8But he said, “O Lord GOD, how am I to know that I shall possess it?”

8 อับรามทูลว่า   “ข้าแต่พระเจ้า   ข้าพระองค์จะรู้ได้อย่างไรว่าจะได้ดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์”

9He said to him, “Bring me a heifer three years old, a female goat three years old, a ram three years old, a turtledove, and a young pigeon.”

9 พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า   “เอาลูกวัวตัวเมียอายุสามปีแพะตัวเมียอายุสามปี   และแกะตัวผู้อายุสามปี   นกเขาตัวหนึ่งกับนกพิราบโตตัวหนึ่งมาให้เรา”

10And he brought him all these, cut them in half, and laid each half over against the other. But he did not cut the birds in half.

10 อับรามจึงนำสัตว์เหล่านี้มาถวาย   และผ่ากลางตัววางข้างละซีกตรงกัน   แต่นกนั้นหาได้ผ่าไม่

11And when birds of prey came down on the carcasses, Abram drove them away.

11 ครั้นฝูงเหยี่ยวบินลงมาที่เนื้อสัตว์เหล่านั้น   อับรามก็ไล่ไปเสีย  

12As the sun was going down, a deep sleep fell on Abram. And behold, dreadful and great darkness fell upon him.

12 เมื่อเวลาอาทิตย์ใกล้จะตก  อับรามก็นอนหลับสนิท   เวลานั้นความกลัวและความมืดอย่างยิ่งก็มาทับถมอับราม

13Then the LORD said to Abram, “Know for certain that your offspring will be sojourners in a land that is not theirs and will be servants there, and they will be afflicted for four hundred years.

13 พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า   “เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธุ์ ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา   และเขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น   ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี

14But I will bring judgment on the nation that they serve, and afterward they shall come out with great possessions.

14 ส่วนประเทศที่เขารับใช้อยู่นั้น  ข้าพเจ้าจะพิพากษาลงโทษ   ต่อมาพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะออกมา   มีทรัพย์สมบัติมาก

15As for yourself, you shall go to your fathers in peace; you shall be buried in a good old age.

15 ฝ่ายเจ้าจะไปตามปู่ย่าตายายของเจ้าโดยผาสุก   เจ้าจะตายเวลาชรามากแล้วเขาจะฝังศพเจ้าไว้

16And they shall come back here in the fourth generation, for the iniquity of the Amorites is not yet complete.”

16 ในชั่วอายุที่สี่  พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะกลับมาที่นี่อีก   ด้วยว่าความชั่วลามกของคนอาโมไรต์ยังไม่ครบถ้วน”  

17When the sun had gone down and it was dark, behold, a smoking fire pot and a flaming torch passed between these pieces.

17 ครั้นดวงอาทิตย์ตกและค่ำมืดก็มีเตาที่ควันพลุ่งอยู่   และคบเพลิงเลื่อนลอยมาระหว่างกลางซีกสัตว์เหล่านั้น

18On that day the LORD made a covenant with Abram, saying, “To your offspring I give this land, from the river of Egypt to the great river, the river Euphrates,

18 ในวันนั้นพระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญาไว้กับอับรามว่า   “เรามอบดินแดนนี้ให้เชื้อสายของเจ้าแล้ว   ตั้งแต่แม่น้ำอียิปต์ไปถึงแม่น้ำใหญ่  คือแม่น้ำยูเฟรติส

19the land of the Kenites, the Kenizzites, the Kadmonites,

19 ทั้งแผ่นดินคนเคไนต์  คนเคนัส  และคนขัดโมไนต์

20the Hittites, the Perizzites, the Rephaim,

20 กับคนฮิตไทต์  คนเปริสซี  คนเรฟาอิม

21the Amorites, the Canaanites, the Girgashites and the Jebusites.”

21 คนอาโมไรต์  คนคานาอัน   คนเกอร์กาชีและคนเยบุสด้วย


Abram is very practical. He wants to know something, and he would like to have something in writing. 

อับรามเป็นจริงมาก เขาต้องการที่จะรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างและเขาต้องการที่จะมีบางสิ่งบางอย่างในการเขียน

He wants a contract agreement with God.  So the way that God gives a contract agreement to Abram is by having him take a cow, a goat, a ram, and split them in half, also offer a dove, and a pigeon. 

เขาต้องการข้อตกลงสัญญากับพระเจ้า ดังนั้นวิธีการที่พระเจ้าประทานให้ข้อตกลงทำสัญญากับอับรามเป็นโดยมีเขาใช้วัว, แพะ, แกะตัวผู้ และแยกพวกเขาในช่วงครึ่งปียังมีนกพิราบและนกพิราบ

When men made a contract in that day, this is the way they made it.

เมื่อผู้ชายที่ทำสัญญาในวันที่นี้เป็นวิธีที่พวกเขาทำให้มัน

They stated their contract, maybe purchasing some property, and then they walked through the sacrifice.

พวกเขาตามที่ระบุไว้ในสัญญาของพวกเขาอาจจะซื้อทรัพย์สินบางส่วนและจากนั้นพวกเขาเดินผ่านเสียสละ

So it would be like two people going before the government today and signing a contract.  

  ดังนั้นมันจะเหมือนคนสองคนไปก่อนที่รัฐบาลในปัจจุบันและการเซ็นสัญญา


In Jeremiah เยเรมีย์ 34:18 we have a reference to this custom: 

ในเยเรมีย์ 34:18 เรามีการอ้างอิงถึงที่กำหนดเองนี้ :

18And the men who transgressed my covenant and did not keep the terms of the covenant that they made before me, I will make them like the calf that they cut in two and passed between its parts—

18และคนที่กระทำผิดต่อพันธสัญญาของเรา   และมิได้กระทำตามข้อตกลงในพันธสัญญา ซึ่งเขาได้กระทำต่อหน้าเรานั้น   และเราจะกระทำให้เขาเหล่านั้น เป็นดังลูกวัวที่เขาตัดออกเป็นสองท่อน   และเดินผ่านกลางท่อนเหล่านั้นไป

The method in that day was to take the sacrifice and divide it, and the men would then make the contract.

วิธีการในวันนั้นคือการใช้การเสียสละและหารและผู้ชายแล้วจะทำให้การทำสัญญา

Abram got everything ready, and while he was waiting for the Lord, the birds come to eat the meat.  

อับรามได้ทุกอย่างพร้อมและในขณะที่เขารอคอยการที่พระเจ้าทรงนกมากินเนื้อ

Abram chased them away, as He waited for God to complete the contract.  

อับรามไล่พวกเขาออกไปในขณะที่เขารอคอยพระเจ้าจะเสร็จสมบูรณ์ตามสัญญา

The thing that is different here, is that usually if two men were making a contract they would both walk between the sacrifices, but in this case, God is going to go through the sacrifices because God is promising something, but Abram is not going to go through because Abram is not promising to do a thing.

สิ่งที่จะแตกต่างกันที่นี่เป็นที่โดยปกติถ้าชายสองคนที่มีการทำสัญญาที่พวกเขาทั้งสองจะเดินระหว่างเสียสละ แต่ในกรณีนี้พระเจ้าจะผ่านไปได้เพราะการเสียสละ

พระเจ้าสัญญา แต่อับรามจะไม่ผ่านไปเพราะ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็นอับรามที่มีแนวโน้มจะทำสิ่งหนึ่ง

Abram just believed God.  

อับรามเพียงแค่เชื่อว่าพระเจ้า

Abram slept and then when he awoke God said what would happen to the people that would come from Abram, the people of Israel would be slaves in Egypt for four hundred years, and they were. 

อับรามนอนหลับและแล้วเมื่อเขาตื่นขึ้นพระเจ้าตรัสว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับคนที่จะมาจากอับรามคนของอิสราเอลจะเป็นทาสในอียิปต์สำหรับสี่ร้อยปีและพวกเขาได้

Genesis ปฐมกาล 15:13 13Then the LORD said to Abram, “Know for certain that your offspring will be sojourners in a land that is not theirs and will be servants there, and they will be afflicted for four hundred years.

13พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า   “เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธุ์ ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา   และเขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น   ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี 

God mentioned a people called the Amorites and other Canaanites who are already living in the land. God is giving Abram. 

พระเจ้ากล่าวถึงคนที่เรียกว่า Amorites และคานาอันอื่น ๆ ที่มีอยู่แล้วที่อาศัยอยู่ในที่ดิน พระเจ้าจะให้อับราม

God is saying to Abram, "I cannot put you in this land now because I love Canaanites also, and I want to give them a chance to turn to Me."

พระเจ้าแก่อับรามว่า"ผมไม่สามารถทำให้คุณอยู่ในแผ่นดินนี้ในขณะนี้เพราะฉันรักยังคานาอันและฉันต้องการให้พวกเขามีโอกาสที่จะเปิดให้ข้าพเจ้า."

And God gave them four hundred years, to see if they would turn to Him.

และพระเจ้าทรงให้พวกเขาสี่ร้อยปีเพื่อดูว่าพวกเขาจะหันไปหาพระองค์

The only one in that land who turned to Him was a Canaanite woman, named Rahab who was a prostitute.

หนึ่งเดียวในที่ดินที่ที่เปิดให้พระองค์เป็นหญิงคานาอัน, ชื่อ Rahab ผู้ที่เป็นโสเภณี

She turned to God; she believed Him. All God asks you to do is to believe Him. God gave the Canaanites and the Egyptians too, this great time period of opportunity.  

เธอหันไปหาพระเจ้า; เธอเชื่อว่าพระองค์ พระเจ้าทั้งหมดจะขอให้คุณทำคือการเชื่อว่าพระองค์ ที่พระเจ้ามอบให้คานาอันและชาวอียิปต์เกินไปช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีของ


A smoking pot and a burning lamp passed through the pieces of sacrifice. 

หม้อสูบบุหรี่และโคมไฟเผาไหม้ผ่านชิ้นส่วนของการเสียสละ

Genesis ปฐมกาล 15:17 17When the sun had gone down and it was dark, behold, a smoking fire pot and a flaming torch passed between these pieces.

17ครั้นดวงอาทิตย์ตกและค่ำมืดก็มีเตาที่ควันพลุ่งอยู่   และคบเพลิงเลื่อนลอยมาระหว่างกลางซีกสัตว์เหล่านั้น

The smoking pot reminds us of the judgment of God and the lamp reminds us of the Word of God. 

หม้อสูบบุหรี่เตือนเราจากการพิพากษาของพระเจ้าและหลอดไฟเตือนเราพระวจนะของพระเจ้า

Psalm เพลงสดุดี 119:105 105Your word is a lamp to my feet and a light to my path.

105พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์    และเป็นความสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์  


Lastly in our chapter, God marks out the land that He is promising to Abram.

ในบทสุดท้ายของเราพระเจ้าเครื่องหมายออกที่ดินที่เขามีแนวโน้มที่จะอับราม

Genesis 14 and 15

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top