Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Tuesday, September 20, 2016

 

Genesis ปฐมกาล 17

God’s promise to Abram verses 1-5

พระสัญญาของพระเจ้าแก่อับรามข้อที่ 1-5

In this chapter God makes a covenant with Abram and confirms His promise to him about a son.

ในบทนี้ทำให้พระเจ้าสัญญากับอับรามและยืนยันสัญญาของพระองค์กับเขาเกี่ยวกับบุตรชายคนหนึ่ง

God lets Abram know that Ishmael is not the one He promised to him.

พระเจ้าช่วยให้อับรามรู้ว่าอิสมาเอลไม่ได้เป็นหนึ่งเขาสัญญากับเขา

God reveals Himself to Abram by a new name, El Shaddai, the Almighty God and God also gives Abram a new name.

พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์แก่อับรามโดยใช้ชื่อใหม่, El Shaddai ที่ผู้ทรงอำนาจพระเจ้ายังช่วยให้อับรามเป็นชื่อใหม่

His new name is Abraham. Abram means high father, and Abraham means father of many.

  ชื่อใหม่ของเขาคืออับราฮัม อับรามหมายความว่าพ่อสูงและอับราฮัมหมายความว่าพ่อของจำนวนมาก

1When Abram was ninety-nine years old the LORD appeared to Abram and said to him, “I am God Almighty; walk before me, and be blameless,

1เมื่ออายุอับรามได้เก้าสิบเก้าปี   พระเจ้าทรงปรากฏแก่อับรามและตรัสแก่ท่านว่า   “เราเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์   จงดำเนินอยู่ต่อหน้าเราและเป็นคนดีพร้อม

2that I may make my covenant between me and you, and may multiply you greatly.”

2เราจะทำพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า   เราจะทวีพงศ์พันธุ์ของเจ้าให้มากขึ้นอย่างยิ่ง”

3Then Abram fell on his face. And God said to him,

3อับรามก็กราบลงถึงดิน  พระเจ้าตรัสแก่ท่านว่า

4“Behold, my covenant is with you, and you shall be the father of a multitude of nations.

4“นี่พันธสัญญาของเรากับเจ้า   เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย

5No longer shall your name be called Abram, but your name shall be Abraham, for I have made you the father of a multitude of nations.

5ชื่อของเจ้าจะมิใช่อับรามอีกต่อไป   เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม   เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย

Abram was eighty-six years old when Ishmael was born, and it was not until fourteen years later that Isaac was born. 

อับรามเป็นปีภาำพเก่าเมื่ออิสมาเอลที่เกิดและมันไม่ได้จนกว่าสิบสี่ปีหลังจากที่เกิดไอแซค

The word covenant or promise is in this chapter thirteen times.

Paul wrote about this in the 4th chapter of Romans.

คำสัญญาหรือสัญญาว่าจะอยู่ในบทนี้ครั้งที่สิบสาม

เปาโลเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในบทที่ 4 ของโรม

Romans โรม 4:16-25

16That is why it depends on faith, in order that the promise may rest on grace and be guaranteed to all his offspring—not only to the adherent of the law but also to the one who shares the faith of Abraham, who is the father of us all,

16ด้วยเหตุนี้เอง   การที่ได้รับมรดกนั้นจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อ   เพื่อจะได้เป็นตามพระคุณ   เพื่อพระสัญญานั้นจะเป็นที่ไว้วางใจแก่ผู้สืบเชื้อสายของท่านทุกคน   มิใช่แก่ผู้สืบเชื้อสายที่ถือธรรมบัญญัติพวกเดียว   แต่แก่บรรดาคนที่มีความเชื่อเช่นเดียวกับอับราฮัมผู้เป็นบิดาของพวกเรา

17as it is written, “I have made you the father of many nations”—in the presence of the God in whom he believed, who gives life to the dead and calls into existence the things that do not exist.

17ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า   เราได้ให้เจ้าเป็นบิดาของมวลประชาชาติ   ต่อพระพักตร์พระองค์ที่ท่านเชื่อ   คือพระเจ้าผู้ทรงให้คนที่ตายแล้วฟื้นชีวิตขึ้นมา   และทรงเรียกสิ่งของที่ยังมิได้มี   ให้มีขึ้น

18In hope he believed against hope, that he should become the father of many nations, as he had been told, “So shall your offspring be.”

18ฝ่ายอับราฮัมนั้น   เมื่อไม่มีหวังซึ่งเป็นที่น่าไว้ใจก็ยังได้เชื่อไว้ใจ   มีความหวังว่าจะได้เป็นบิดาของหลายประชาชาติ   ตามคำที่ได้ตรัสไว้แล้วว่า   “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายอย่างนั้น”

19He did not weaken in faith when he considered his own body, which was as good as dead (since he was about a hundred years old), or when he considered the barrenness of Sarah's womb.

19ความเชื่อของท่านมิได้ลดน้อยลงเลย   เมื่อท่านพิจารณาดูสังขารของท่าน   ซึ่งเปรียบเหมือนตายไปแล้ว   เพราะท่านมีอายุประมาณร้อยปีแล้ว   และเมื่อคำนึงถึงครรภ์ของนางซาราห์ว่าเป็นหมัน

20No distrust made him waver concerning the promise of God, but he grew strong in his faith as he gave glory to God,

20ท่านมิได้หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า   แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคงยิ่งขึ้น   จึงถวายเกียรติแด่พระเจ้า

21fully convinced that God was able to do what he had promised.

21ท่านเชื่อมั่นว่า   พระเจ้าทรงฤทธิ์   อาจกระทำให้สำเร็จได้ตามที่พระองค์ตรัสสัญญาไว้

22That is why his faith was “counted to him as righteousness.”

22ด้วยเหตุนี้เอง   พระเจ้าทรงถือว่า   ความเชื่อของท่านเป็นความชอบธรรมของท่าน

23But the words “it was counted to him” were not written for his sake alone,

23แต่คำว่า   “ทรงถือว่าเป็นความชอบธรรมของท่าน”   นั้น   มิได้เขียนไว้สำหรับท่านแต่ผู้เดียว

24but for ours also. It will be counted to us who believe in him who raised from the dead Jesus our Lord,

24แต่สำหรับพวกเราด้วย   จะทรงถือว่าเราเป็นคนชอบธรรม   คือเราที่เชื่อในพระองค์   ผู้ทรงให้พระเยซูเจ้าของเราให้ฟื้นขึ้นจากความตาย

25who was delivered up for our trespasses and raised for our justification.

25คือพระเยซูผู้ทรงถูกอายัดไว้ให้ถึงสิ้นพระชนม์แล้ว   เพราะการล่วงละเมิดของเรา   และได้ทรงฟื้นจากความตาย   เพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม 

Life out of death is the promise God is now making to this man.

ชีวิตของการตายคือพระเจ้าสัญญาที่จะทำเพื่อผู้ชายคนนี้

Abram is 99 years old, and that means that Sarai is 89 years old.

อับรามอายุ 99 ปีและนั่นหมายความว่าสาหร่ายคืออายุ 89 ปี

When Isaac was born, Abraham was 100 years old and Sarah 90.

เมื่ออิสอัคเกิด  อับราฮัมเป็นอายุ 100 ปีและ ซาราห์ อายุ 90 ปี

Circumcision and the Covenant verses 6-14

การขลิบและข้อพระคัมภีร์พันธสัญญาข้อที่ 6 -14

6I will make you exceedingly fruitful, and I will make you into nations, and kings shall come from you.

6เราจะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง   เราจะกระทำเจ้าให้เป็นชนหลายชาติ   และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า

7And I will establish my covenant between me and you and your offspring after you throughout their generations for an everlasting covenant, to be God to you and to your offspring after you.

7เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้ระหว่างเรากับเจ้า   และเชื้อสายของเจ้าที่สืบมาตลอดชั่วชาติพันธุ์ของ เขาให้เป็นพันธสัญญานิรันดร์   คือเป็นพระเจ้าแก่เจ้า  และแก่เชื้อสายของเจ้าที่สืบมา

8And I will give to you and to your offspring after you the land of your sojournings, all the land of Canaan, for an everlasting possession, and I will be their God.”

8เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้   คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา   ให้เป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์   และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา”  

9And God said to Abraham, “As for you, you shall keep my covenant, you and your offspring after you throughout their generations.

9พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า   “เจ้าเองก็ดี  เชื้อสายของเจ้า ที่สืบตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขาก็ดี   จงรักษาพันธสัญญาของเรา

10This is my covenant, which you shall keep, between me and you and your offspring after you: Every male among you shall be circumcised.

10นี่เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเจ้าจะต้องรักษา ระหว่างเรากับเจ้า   และเชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา   คือผู้ชายทุกคนจะต้องเข้าสุหนัต

11You shall be circumcised in the flesh of your foreskins, and it shall be a sign of the covenant between me and you.

11เจ้าจงเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเจ้า   นี่จะเป็นหมายสำคัญของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า

12He who is eight days old among you shall be circumcised. Every male throughout your generations, whether born in your house or bought with your money from any foreigner who is not of your offspring,

12ผู้ชายที่มีอายุแปดวันต้องเข้าสุหนัต   คือชายทุกคนตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า   เป็นคนที่เกิดในบ้านของเจ้าก็ดี   หรือที่เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวใดๆ   ซึ่งมิใช่พงศ์พันธุ์ของเจ้าก็ดี  

13both he who is born in your house and he who is bought with your money, shall surely be circumcised. So shall my covenant be in your flesh an everlasting covenant.

13ทั้งผู้ที่เกิดในบ้านของเจ้า   และที่เอาเงินของเจ้าซื้อมาจะต้องเข้าสุหนัต   ดังนี้แหละพันธสัญญาของเราจะได้อยู่ที่เนื้อของเจ้า   เป็นพันธสัญญานิรันดร์

14Any uncircumcised male who is not circumcised in the flesh of his foreskin shall be cut off from his people; he has broken my covenant.”

14ชายใดๆที่มิได้เข้าสุหนัต   มิได้เข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาต   จะต้องถูกตัดออกจากชนชาติของเขา   เขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา”  

God made an everlasting covenant with Abraham. 

พระเจ้าทรงทำพันธสัญญานิรันดร์กับอับราฮัม

Again the promise is many descendants, even entire nations and the land. 

อีกครั้งสัญญาที่เป็นลูกหลานหลายประเทศทั้งได้และที่ดิน

God promised you and me everlasting life if we will trust Christ, that is a covenant God has made.

พระเจ้าทรงสัญญาคุณและฉันชีวิตนิรันดถ้าเราจะไว้วางใจพระเยซูคริสต์ที่เป็นพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทำ

The Hebrew people have been in that promised land, now known as Israel on three occasions, and it is theirs.  

คนฮิบรูได้รับในดินแดนพันธสัญญาที่รู้จักกันตอนนี้เป็นของอิสราเอลเมื่อสามครั้งและมันเป็นของพวกเขา

God sent them down into the land of Egypt.

พระเจ้าทรงส่งพวกเขาลงไปในแผ่นดินอียิปต์

They went down a family of about seventy and came out a nation of at least one and one-half million.

พวกเขาก็ลงไปเกี่ยวกับครอบครัวของเจ็ดสิบและออกมาจากประเทศอย่างน้อยหนึ่งและครึ่งหนึ่งล้าน

During the reigns of David and Solomon, the people enjoyed their inheritance and served the Lord faithfully.

ในช่วงรัชสมัยของดาวิดและซาโลมอนคนที่ชอบมรดกของพวกเขาและทำหน้าที่ที่พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ

But after the kingdom divided, Israel and Judah both declined spiritually and ended up serving other nations: Assyria defeated Israel, and Babylon conquered Judah.

แต่หลังจากที่แบ่งราชอาณาจักรอิสราเอลและยูดาห์ทั้งสองปฏิเสธจิตวิญญาณและสิ้นสุดการให้บริการประเทศอื่น ๆ : อัสซีเรียพ่ายแพ้อิสราเอลและยูดาห์เอาชนะบาบิโลน

We find that they again went out of the land in B.C. 70 after they had rejected their Messiah and the nation was completely overtaken by the Romans. 

เราพบว่าพวกเขาอีกครั้งออกไปจากที่ดินในปีก่อนคริสตกาล 70 หลังจากที่พวกเขาปฏิเสธพระเจ้าของพวกเขาและประเทศชาติได้ประสบอย่างสมบูรณ์โดยชาวโรมัน

It was not until 1948 that they returned to the land of Israel as a nation.

มันไม่ได้จนกว่า 1948 ว่าพวกเขากลับไปยังดินแดนของอิสราเอลเป็นประเทศที่มี

Isaac's Birth Promised verses 15-27

เกิดไอแซคสัญญาข้อ 15-27

15And God said to Abraham, “As for Sarai your wife, you shall not call her name Sarai, but Sarah shall be her name.

15พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า   “ส่วนซารายภรรยาของเจ้านั้น   เจ้าอย่าเรียกนางว่า  ซาราย  แต่จงเรียกนางว่า  ซาราห์

16I will bless her, and moreover, I will give you a son by her. I will bless her, and she shall become nations; kings of peoples shall come from her.”

16เราจะอวยพรแก่นาง   และยิ่งกว่านั้นอีก  โดยนางนี่แหละ   เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งแก่เจ้าเราจะอำนวยพรแก่นาง   และนางจะให้กำเนิดแก่ชนหลายชาติ   กษัตริย์ของชนหลายชาติจะมาจากนาง”

17Then Abraham fell on his face and laughed and said to himself, “Shall a child be born to a man who is a hundred years old? Shall Sarah, who is ninety years old, bear a child?”

17และอับราฮัมก็ซบหน้าลงหัวเราะคิดในใจว่า   “ชายผู้มีอายุหนึ่งร้อยปีแล้วจะมีบุตรได้หรือ   ซาราห์ผู้มีอายุเก้าสิบปีแล้วจะคลอดบุตรหรือ”

18And Abraham said to God, “Oh that Ishmael might live before you!”

18และอับราฮัมทูลพระเจ้าว่า   “โอ  ขอให้อิชมาเอลมีชีวิตอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์”

19God said, “No, but Sarah your wife shall bear you a son, and you shall call his name Isaac. I will establish my covenant with him as an everlasting covenant for his offspring after him.

19พระเจ้าตรัสว่า   “มิใช่  แต่ซาราห์ภรรยาของเจ้าจะคลอดบุตรชายคนหนึ่งให้เจ้า   และเจ้าจงตั้งชื่อเขาว่า   อิสอัคเราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเขา   เป็นพันธสัญญานิรันดร์แก่เชื้อสายของเขาซึ่งตามเขามา

20As for Ishmael, I have heard you; behold, I have blessed him and will make him fruitful and multiply him greatly. He shall father twelve princes, and I will make him into a great nation.

20ฝ่ายอิชมาเอลนั้นเราฟังเจ้าแล้ว   เราจะอำนวยพรแก่เขา   และกระทำให้เขามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง   เขาจะเป็นบิดาของเจ้านายสิบสององค์   และเราจะกระทำให้เขาเป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่ง

21But I will establish my covenant with Isaac, whom Sarah shall bear to you at this time next year.”

21ฝ่ายพันธสัญญาของเรา   เราจะตั้งไว้กับอิสอัค ผู้ซึ่งซาราห์จะคลอดให้แก่เจ้าปีหน้าในฤดูนี้”  

22When he had finished talking with him, God went up from Abraham.

22เมื่อพระองค์ตรัสกับท่านเสร็จแล้ว   พระเจ้าก็เสด็จจากอับราฮัมขึ้นไป

23Then Abraham took Ishmael his son and all those born in his house or bought with his money, every male among the men of Abraham's house, and he circumcised the flesh of their foreskins that very day, as God had said to him.

23อับราฮัมจึงเอาอิชมาเอลบุตรชายของตน   และทุกคนที่เกิดในบ้านของท่าน   หรือที่เอาเงินของท่านซื้อมา   คือผู้ชายทุกคนในบรรดาผู้ชายที่อยู่ในบ้านของอับราฮัม   ให้เขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขาในวันนั้น ทีเดียว   ดังที่พระเจ้าตรัสไว้กับท่าน

24Abraham was ninety-nine years old when he was circumcised in the flesh of his foreskin.

24อับราฮัมมีอายุเก้าสิบเก้าปี   เมื่อท่านเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของท่าน

25And Ishmael his son was thirteen years old when he was circumcised in the flesh of his foreskin.

25และอิชมาเอลบุตรชายของท่านอายุสิบสามปี   เมื่อเขาเข้าสุหนัตตัดหนังหุ้มปลายองคชาตของเขา

26That very day Abraham and his son Ishmael were circumcised.

26อับราฮัมและอิชมาเอลบุตรชายของท่านเข้าสุหนัต ในวันนั้นทีเดียว

27And all the men of his house, those born in the house and those bought with money from a foreigner, were circumcised with him.

27พวกผู้ชายทุกคนที่อยู่ในบ้านของท่าน   คือพวกที่เกิดในบ้านและที่เอาเงิน ซื้อมาจากคนต่างด้าวก็เข้าสุหนัตพร้อมกับท่าน

Abraham loved his son Ishmael and wanted God’s blessing upon him, which God granted, but reminded him that Ishmael is not the promised son, this will be Isaac. 

อับราฮัมอิสมาเอลที่รักลูกชายของเขาและต้องการให้ศีลให้พรของพระเจ้าแก่เขาที่พระเจ้าทรงรับ แต่เตือนเขาว่าอิสมาเอลไม่ได้เป็นบุตรชายคนที่สัญญานี้จะเป็นอิสอัค

Abraham’s part in the covenant was to obey God and mark each male in his house with the sign of the covenant.

ส่วนหนึ่งของอับราฮัมในพันธสัญญาคือการเชื่อฟังพระเจ้าและทำเครื่องหมายเพศชายในบ้านของเขาแต่ละคนมีสัญลักษณ์ของพันธสัญญาที่

Circumcision was the sign of the Hebrew men keeping their covenant with God.  They did this because they had the covenant from God. 

การขลิบเป็นสัญญาณของคนฮิบรูการรักษาพันธสัญญาของพวกเขากับพระเจ้า พวกเขานี้เพราะพวกเขาได้สัญญาจากพระเจ้า

They weren’t circumcised to become God’s people but to show that had already happened. 

พวกเขาไม่ได้เข้าสุหนัตที่จะกลายเป็นคนของพระเจ้า แต่เพื่อแสดงว่าได้เกิดขึ้นแล้ว

Like baptism for us today, we don’t get baptized to become a Christian, but to show that we have already become one. 

เช่นบัพติศมาสำหรับเราวันนี้เราไม่ได้รับบัพติศมาจะกลายเป็นคริสเตียน แต่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีอยู่แล้วกลายเป็นหนึ่ง

We have experienced a spiritual circumcision.  The sign of our salvation is the presence of the Holy Spirit in our lives.

  เรามีประสบการณ์ทางจิตวิญญาณการขลิบ เข้าสู่ระบบของความรอดของเราคือการมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเรา

Colossians โคโลสี 2:6-14

6 Therefore, as you received Christ Jesus the Lord, so walk in him,

6เหตุฉะนั้นเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสตเจ้าแล้วฉันใด   จงปฏิบัติพระองค์ด้วยฉันนั้น

7rooted and built up in him and established in the faith, just as you were taught, abounding in thanksgiving.

7จงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์   และมั่นคงอยู่ในความเชื่อ   ตามที่ท่านได้รับคำสั่งสอนมาแล้ว   และจงบริบูรณ์ด้วยการขอบพระคุณ

8See to it that no one takes you captive by philosophy and empty deceit, according to human tradition, according to the elemental spirits of the world, and not according to Christ.

8จงระวังให้ดี   อย่าให้ผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญา   และด้วยคำล่อลวงอันเหลวไหลตามตำนานของมนุษย์   ตามวิญญาณต่างๆแห่งสากลจักรวาล   ไม่ใช่ตามพระคริสต์

9For in him the whole fullness of deity dwells bodily,

9เพราะว่าในพระองค์นั้น   สภาพของพระเจ้าดำรงอยู่อย่างบริบูรณ์

10and you have been filled in him, who is the head of all rule and authority.

10และท่านได้บรรลุถึงความครบบริบูรณ์ในพระองค์   ผู้เป็นศีรษะแห่งปวงเทพผู้ครองและศักดิเทพ

11In him also you were circumcised with a circumcision made without hands, by putting off the body of the flesh, by the circumcision of Christ,

11ในพระองค์นั้น   ท่านได้รับพิธีเข้าสุหนัตที่มือมนุษย์มิได้กระทำ   โดยที่ท่านได้สละกายเนื้อหนังเสียในการเข้าสุหนัตแห่งพระคริสต์

12having been buried with him in baptism, in which you were also raised with him through faith in the powerful working of God, who raised him from the dead.

12และได้ถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมาแล้ว   และในพิธีนั้นท่านได้ฟื้นขึ้นมาจากตายกับพระองค์ด้วย   โดยเชื่อในการกระทำของพระเจ้าผู้ได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมา

13And you, who were dead in your trespasses and the uncircumcision of your flesh, God made alive together with him, having forgiven us all our trespasses,

13และท่านที่ตายแล้วด้วยการละเมิดทั้งหลายของท่าน   และด้วยเหตุที่เนื้อหนังของท่านมิได้เข้าสุหนัต   พระองค์ได้ทรงให้ท่านมีชีวิตร่วมกับพระองค์   และทรงโปรดยกโทษการละเมิดทั้งหลายของท่าน

14by canceling the record of debt that stood against us with its legal demands. This he set aside, nailing it to the cross.

14พระองค์ทรงฉีกกรมธรรม์ซึ่งได้ผูกมัดเราด้วยบัญญัติต่างๆ   ซึ่งขัดขวางเรา   และได้ทรงหยิบเอาไปเสียให้พ้นโดยทรงตรึงไว้ที่กางเขน

 

Genesis 17

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top