Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Thursday, January 19, 2017

 

Exodus 12 part 2

อพยพบทที่ 12  ตอนที่ 2

The Tenth Plague: Death of the Firstborn verses 29-32

ภัยพิบัติที่สิบ : บุตรหัวปีถึงแก่ความตาย ข้อ 29-32


Last time we spoke about the warning that God gave and the instructions to prepare for the Passover. 

ครั้งที่แล้วเราได้พูดเกี่ยวกับการเตือนที่พระเจ้าทรงเตือน   และคำสั่งสอนให้เตรียมตัวพร้อมสำหรับเทศกาลปัสกา

Remember they were told that they must put the blood of a lamb on the door posts. 

จำได้ว่าพวกเขาถูกสั่งว่าพวกเขาต้องนำเลือดของลูกแกะมาทาที่วงกบประตู

If there was blood on the door, the Angel of Death would pass over that house, but if not, the first born son would die. 

ถ้ามีเลือดทาที่ประตู    ทูตมรณะจะผ่านพ้นบ้านนั้นไป  แต่ถ้าไม่มี  บุตรชายหัวปีจะตาย

Pharaoh and the Egyptians did not pay attention to the warning. 

ฟาโรห์และชาวอียิปต์ไม่ได้ใส่ใจกับคำเตือนนั้น

We are not sure if all the people of Israel believed and obeyed God by putting the blood on the door but we do know that there were many deaths in Egypt including the Pharaoh’s own son. 

เราไม่แน่ใจว่าคนอิสราเอลทุกคนเชื่อและเชื่อฟังพระเจ้าโดยทำการทาเลือดที่ประตูหรือไม่  แต่เรารู้ว่ามีคนเสียชีวิตมากมายในอียิปต์   รวมทั้งพระราชบุตรของฟาโรห์เอง

The firstborn of the animals also died.

ลูกหัวปีของสัตว์ทั้งหลายก็ตายด้วย

29At midnight the LORD struck down all the firstborn in the land of Egypt, from the firstborn of Pharaoh who sat on his throne to the firstborn of the captive who was in the dungeon, and all the firstborn of the livestock.

29ในเวลาเที่ยงคืน  พระเจ้าทรงประหารบุตรหัวปีทุกคนในประเทศอียิปต์   ตั้งแต่พระราชบุตรหัวปีของฟาโรห์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง   จนถึงบุตรหัวปีของเชลยที่อยู่ในคุกมืด   ทั้งลูกหัวปีของสัตว์เลี้ยงทุกตัว

30And Pharaoh rose up in the night, he and all his servants and all the Egyptians. And there was a great cry in Egypt, for there was not a house where someone was not dead.

30ฟาโรห์กับข้าราชการ   และชาวอียิปต์ทั้งปวงตื่นขึ้นในตอนกลางคืน   มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังทั่วทั้งอียิปต์   เนื่องด้วยไม่มีบ้านใดเลยที่ไม่มีคนตาย

31Then he summoned Moses and Aaron by night and said, “Up, go out from among my people, both you and the people of Israel; and go, serve the LORD, as you have said.

31ฟาโรห์จึงตรัสเรียกโมเสสกับอาโรน ให้มาเฝ้าในคืนวันนั้น   ตรัสว่า   “เจ้าทั้งสองกับทั้งชนชาติอิสราเอล จงยกออกไปจากประชากรของเราเถิด   ไปนมัสการพระเจ้าตามที่ได้พูดไว้นั้น

32Take your flocks and your herds, as you have said, and be gone, and bless me also!”

32เอาฝูงแพะแกะและฝูงโคของเจ้าไปด้วย   ตามที่เจ้าได้พูดไว้แล้ว   ไป และอวยพรให้เราด้วย”  


You can imagine the grief, when in houses throughout Egypt, there were death of each of the first born sons. 

คุณสามารถนึกภาพความเศร้าโศก    เมื่อในบ้านต่างๆ ทั่วทั้งอียิปต์  บุตรชายหัวปีของแต่ละบ้านตายกันหมด

The Pharaoh’s son was the crown prince who would have taken his place when the Pharaoh died. 

พระราชบุตรของฟาโรห์คือมกุฎราชกุมาร  ผู้ที่จะทรงครองบัลลังก์แทนเมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์


But in Egypt sons died before their parents, a terrible tragedy. 

แต่ในอียิปต์บุตรชายทั้งหลายเสียชีวิตก่อนพ่อแม่ของพวกเขา   นับเป็นโศกนาฏกรรม

Finally though, the Pharaoh was convinced that he could not fight against God any longer and would let the people of Israel go. 

แม้ว่า ในที่สุดฟาโรห์ทรงเชื่อมั่นว่า  พระองค์ไม่ทรงสามารถต่อสู้กับพระเจ้าได้อีกต่อไปและทรงต้องปล่อยให้คนอิสราเอลไป

The people of Egypt were afraid and were eager for the people of Israel to leave, before there would be more deaths.

คนอียิปต์ก็หวาดกลัวและเร่งเร้าอยากให้คนอิสราเอลออกไป   ก่อนที่จะมีการเสียชีวิตมากกว่านี้


The Exodus verses 33-42

การเดินทางอพยพออกจากอียิปต์ ข้อ 33-42

33The Egyptians were urgent with the people to send them out of the land in haste. For they said, “We shall all be dead.”

33ฝ่ายชาวอียิปต์ก็เร่งรัด ให้ชนชาตินั้นออกไปจากประเทศโดยเร็วเพราะเขาพูดว่า   “พวกเราตายกันหมดแล้ว”

34So the people took their dough before it was leavened, their kneading bowls being bound up in their cloaks on their shoulders.

34ชนชาติอิสราเอลเอา ก้อนแป้งดิบที่ยังมิได้ใส่เชื้อกับอ่างขยำแป้ง   ห่อผ้าใส่บ่าแบกไป

35The people of Israel had also done as Moses told them, for they had asked the Egyptians for silver and gold jewelry and for clothing.

35ชนชาติอิสราเอลกระทำตามที่โมเสสสั่งไว้   คือขอเครื่องเงิน  เครื่องทอง   และเครื่องนุ่งห่มจากชาวอียิปต์

36And the LORD had given the people favor in the sight of the Egyptians, so that they let them have what they asked. Thus they plundered the Egyptians.

36และพระเจ้าทรงบันดาลให้ประชากรเป็น ที่ถูกอกถูกใจชาวอียิปต์   เขาจึงให้สิ่งของทั้งปวงตามที่เขาขอ ดั่งนี้แหละ   เขาจึงได้ริบเอาสิ่งของต่างๆ   ของชาวอียิปต์เสีย

37And the people of Israel journeyed from Rameses to Succoth, about six hundred thousand men on foot, besides women and children.

37ชนชาติอิสราเอลยกเดินออก จากเมืองราเมเสสไปถึงเมืองสุคคท   นับแต่ผู้ชายได้ประมาณหกแสนคน   ผู้หญิงและเด็กต่างหาก

38A mixed multitude also went up with them, and very much livestock, both flocks and herds.

38มีฝูงชนชาติอื่นเป็นจำนวนมาก ติดตามไปด้วย  พร้อมทั้งฝูงสัตว์   คือฝูงแพะแกะและโคจำนวนมากมาย

39And they baked unleavened cakes of the dough that they had brought out of Egypt, for it was not leavened, because they were thrust out of Egypt and could not wait, nor had they prepared any provisions for themselves.

39เขาเอาก้อนแป้งซึ่งนำมาจากอียิปต์นั้น   ปิ้งเป็นขนมปังไร้เชื้อ เพราะเขาถูกเร่งรัดให้ออกจากอียิปต์   จึงไม่ทันเตรียมเสบียง  

40The time that the people of Israel lived in Egypt was 430 years.

40ชนชาติอิสราเอลอยู่ในอียิปต์เป็นเวลาสี่ร้อยสามสิบปี

41At the end of 430 years, on that very day, all the hosts of the LORD went out from the land of Egypt.

41ครั้นสิ้นสี่ร้อยสามสิบปีแล้ว   ในวันนั้นเองพลโยธาของพระเจ้าก็ยกออกจากประเทศอียิปต์

42It was a night of watching by the LORD, to bring them out of the land of Egypt; so this same night is a night of watching kept to the LORD by all the people of Israel throughout their generations.

42คืนวันนั้นเป็นคืนที่พระเจ้าทรงเฝ้าดู   เพื่อทรงนำเขาออกจากประเทศอียิปต์   คืนวันนั้นจึงเป็นคืนของพระเจ้าที่ชนชาติอิสราเอลทั้งปวง ถือเป็นที่ระลึกตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขา


The people of Israel went out as instructed with unleavened bread, remember there were two reasons for this, one they were to be prepared to go quickly. 

คนอิสราเอลก็เดินทางออกไปตามที่ถูกสั่งมา  พร้อมกับขนมปังไร้เชื้อ  จำได้ว่ามีเหตุผลสองข้อเรื่องนี้   ข้อหนึ่งพวกเขาต้องเตรียมพร้อมออกไปอย่างรวดเร็ว

They couldn’t hesitate waiting for bread, because the Pharaoh might change his mind again before all the many people were able to leave the country. 

พวกเขาไม่สามารถชักช้าเพื่อรอขนมปัง   เพราะฟาโรห์อาจจะเปลี่ยนพระทัยของพระองค์อีกครั้ง   ก่อนที่ประชาชนมากมายสามารถเดินทางออกจากประเทศ



Also because leaven represents sin, and the people of Israel were to leave the sin of Egypt behind. 

อีกข้อ  เพราะเชื้อแทนความหมายบาป   และคนอิสราเอลต้องละทิ้งความผิดบาปของอียิปต์ไว้เบื้องหลัง

They had lived in Egypt for four hundred and thirty years, that is many generations of people, so they may have adopted some of the ways of the Egyptians including their worship of idols and many gods, all of that must be left behind to have the new relationship with the Lord God.

พวกเขาเคยอาศัยอยู่ในอียิปต์เป็นเวลาสี่ร้อยสามสิบปี    นั่นคือหลายชั่วอายุคน  ดังนั้นพวกเขาอาจรับเอาวิถีทางชาวอียิปต์บางอย่าง  รวมทั้งการบูชารูปเคารพและเทพเจ้ามาก

มาย   ทั้งหมดนั้นต้องถูกละทิ้งไว้เบื้องหลัง  เพื่อจะมีการสามัคคีธรรมใหม่กับองค์พระเจ้า

They ate the unleavened bread on their march out into the wilderness and they ate the bread for seven days.

พวกเขาได้กินขนมปังไร้เชื้อในการเดินขบวนออกสู่ถิ่นทุรกันดาร   และพวกเขาได้กินขนมปังเป็นเวลาเจ็ดวัน

It would seem that there came out of the land of Egypt well over one million, and perhaps as many as two million people.

มันจะดูเหมือนว่า   มีประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนออกมาจากแผ่นดินอียิปต์  และบางทีอาจจะมากราวๆ สองล้านคน

There were six hundred thousand men on foot besides all the women and children.

มีผู้ชายหกแสนคนเดินเท้านอกจากผู้หญิงและเด็กๆ ทั้งหมด

In addition to the Israelites that left Egypt, a mixed multitude left with them, it said in verse 38. 

นอกจากชาวอิสราเอลที่ออกจากแผ่นดินอียิปต์ไป   มีกลุ่มคนหลากหลายที่ปนเปกันออกไปกับพวกเขา  ดังที่กล่าวในข้อ 38


Some of these people will be the cause of much trouble in the camp of Israel.

พวกคนเหล่านี้บางคนจะเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหามากมายในค่ายที่พักของอิสราเอล

We learn more about them in the Book of Numbers. 

เราเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกเขาในพระธรรมกันดารวิถี

There was some intermarriages between the Israelites and the Egyptians.  

ได้มีการแต่งงานระหว่างกันและกัน คือระหว่างคนอิสราเอลและคนอียิปต์

Some of them probably stayed behind in Egypt, many went. 

บางคนอาจจะยังคงอยู่ต่อข้างหลังในแผ่นดินอียิปต์  คนจำนวนมากอพยพไป

It seems those who left often wondered if they had made a mistake, and when trouble and hardship came they were the first to complain.  

ดูเหมือนว่าผู้ที่เดินทางอพยพไปมักสงสัยว่า  พวกเขาได้ตัดสินใจผิดพลาดหรือไม่   และเมื่อพบปัญหาและความยากลำบาก  พวกเขาเป็นพวกแรกที่จะบ่น

These people would often want to still live like the Egyptians rather than live like the people of Israel in close relationship with God. 

คนเหล่านี้มักจะต้องการใช้ชีวิตเหมือนอย่างชาวอียิปต์     มากกว่าใช้ชีวิตเหมือนคนอิสราเอลที่มีการสามัคคีธรรมสนิทกับพระเจ้า


Institution of the Passover verses 43-51

การตั้งเทศกาลปัสกา  ข้อ 43-51

43And the LORD said to Moses and Aaron, “This is the statute of the Passover: no foreigner shall eat of it,

43พระเจ้าตรัสกับโมเสสและอาโรนว่า   “ระเบียบพิธีปัสกาเป็นดังนี้   คืออย่าให้คนต่างชาติกินเลย

44but every slave that is bought for money may eat of it after you have circumcised him.

44ส่วนทาสซึ่งนายเอาเงินซื้อมา   เมื่อให้ทาสนั้นเข้าสุหนัตแล้วจึงให้เขากินได้

45No foreigner or hired servant may eat of it.

45ส่วนแขกหรือลูกจ้างอย่าให้กินเลย

46It shall be eaten in one house; you shall not take any of the flesh outside the house, and you shall not break any of its bones.

46ให้กินปัสกาแต่ในบ้าน   อย่าเอาเนื้อไปนอกบ้าน   และอย่าหักกระดูกของมันเลย

47All the congregation of Israel shall keep it.

47ให้ชุมนุมคนอิสราเอลทั้งปวงถือและปฏิบัติตามพิธีนี้

48If a stranger shall sojourn with you and would keep the Passover to the LORD, let all his males be circumcised. Then he may come near and keep it; he shall be as a native of the land. But no uncircumcised person shall eat of it.

48เมื่อมีคนต่างด้าวมาอาศัยอยู่กับเจ้า   และใคร่จะถือปัสกาถวายพระเจ้า   ก็ให้ชายพวกนั้นเข้าสุหนัตเสียก่อนทุกคนแล้วจึงให้เขามาใกล้   และถือพิธีนั้นได้   เขาจึงจะเป็นเหมือนคนเกิดในแผ่นดินนั้น   แต่ผู้ใดที่ยังมิได้เข้าสุหนัต   อย่าให้เข้าร่วมกินเลี้ยงในพิธีปัสกานั้นเลย

49There shall be one law for the native and for the stranger who sojourns among you.”

49บทบัญญัติสำหรับคนเกิดในเมือง   และคนต่างด้าวซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน กับเจ้าทั้งหลายจะต้องเป็นอันเดียวกัน”  

50All the people of Israel did just as the LORD commanded Moses and Aaron.

50คนอิสราเอลทั้งปวงก็ปฏิบัติตามทุกประการ  พระเจ้ารับสั่งแก่โมเสสและอาโรนอย่างไร   พวกเขาก็กระทำอย่างนั้น

51And on that very day the LORD brought the people of Israel out of the land of Egypt by their hosts.

51วันนั้นแหละพระเจ้าทรงนำชนชาติอิสราเอลออกจากประเทศอียิปต์   แยกเป็นกระบวนพลโยธา

The Passover then has become a holiday for the people of Israel, the Jews, which continues to this day. 

เทศกาลปัสกานั้นได้กลายเป็นวันหยุดสำหรับคนอิสราเอล  ชนชาวยิว  ซึ่งยังมีอยู่ต่อไปจนถึงทุกวันนี้

Only those who identified themselves by faith with the people of God could take part in this observance.

เฉพาะผู้ที่สำแดงตัวเองว่ามีความเชื่อร่วมกับคนของพระเจ้า     สามารถเข้าร่วมในพิธี

กรรมนี้ได้

If a foreigner or an Egyptian married to a Hebrew wanted to identify himself in belief with Israel, he was welcome.  

หากชาวต่างชาติหรือชาวอียิปต์แต่งงานกับชาวฮิบรู   อยากจะสำแดงว่าตัวเองมีความเชื่อกับอิสราเอล   เขาก็จะได้รับการต้อนรับ

The Passover is done as a memorial, a reminder of their deliverance, their exodus from Egypt brought about by the blood of the lamb and the power of God. 

เทศกาลปัสกาจะทำเพื่อเป็นการระลึกถึง   เป็นเครื่องเตือนให้นึกถึงการปลดปล่อยพวกเขา  การอพยพของพวกเขาจากอียิปต์  ทำให้เกิดเลือดของลูกแกะและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

The time when the Angel of Death passed over their homes, their first born sons and they were free from years of slavery. 

เวลาที่ทูตมรณะผ่านบ้านของพวกเขาไป    บุตรชายหัวปีของพวกเขาและพวกเขาก็เป็นอิสระจากการเป็นทาสนับร้อยปีที่ผ่านมา


They were now ready to enter the Promised Land.  

ตอนนี้พวกเขาพร้อมที่จะเข้าสู่ดินแดนแห่งพระสัญญา

As I said before, this is a wonderful picture for us of the Lord Jesus who is the Lamb of God and who poured out His blood, which when we believe in Him is applied to our heart’s door and the judgment and wrath of God which we deserve passes over us. 

ดังที่ผมได้กล่าวก่อนหน้านี้   สำหรับเรานี่เป็นภาพที่อัศจรรย์ของพระเยซูเจ้า  ผู้ทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า  และพระผู้ทรงหลั่งพระโลหิตออก  ซึ่งเมื่อเราเชื่อในพระองค์   เรานำมาประยุกต์ใช้ทาประตูใจของเรา   การพิพากษาและพระอาชญาของพระเจ้าซึ่งเราสมควรได้รับนั้น   จะผ่านพ้นเราไป

Exodus 12 part 2

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top