Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear
 
 
 

Friday, February 17, 2017

 

restoration of apostles and prophets

การบูรณะให้มีอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ

Is God restoring the offices of apostle and prophet in the church today? Is God restoring the five-fold ministry?

พระเจ้ากำลังทรงบูรณะให้มีอัครทูตและผู้เผยพระวจนะในคริสตจักรทุกวันนี้หรือ  พระเจ้ากำลังทรงบูรณะให้มีผู้รับใช้พันธกิจทั้งห้ากลุ่มหรือ


Question: "Is God restoring the offices of apostle and prophet in the church today?"
คำถาม:"พระเจ้ากำลังทรงบูรณะให้มีอัครทูตและผู้เผยพระวจนะในคริสตจักรทุกวันนี้หรือ "

Answer:  The movement to restore the offices of apostle and prophet bases its claim that apostles and prophets are to be a part of the church on Ephesians 4:11-12,

คำตอบ: การขับเคลื่อนเพื่อบูรณะภาระหน้าที่ของอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ  โดยอาศัยคำอ้างว่าอัครทูตและผู้เผยพระวจนะต้องเป็นส่วนหนึ่งของคริสตจักรในพระธรรมเอเฟซัส 4:11-12
During the first century of the church, there was an office of apostle, and there was a spiritual gift of apostleship.

ในระหว่างศตวรรษแรกของคริสตจักร   มีภาระหน้าที่ของอัครทูต   และมีของประทานฝ่ายจิตวิญญาณในการเป็นอัครทูต

The office or position of apostle was held by the 12 disciples of Jesus plus Matthias, who took Judas’ place, and Paul.

ภาระหน้าที่หรือตำแหน่งของอัครทูตจัดโดยสาวกของพระเยซู12 คน รวมทั้งมัทธีอัส   ผู้ที่มาแทนที่ยูดาสและเปาโล

The apostles were chosen specifically by Christ.

อัครทูตได้รับการเลือกสรรเป็นพิเศษโดยพระคริสต์

Mark มาระโก 3:16-19 16He appointed the twelve: Simon (to whom he gave the name Peter);

16และซีโมนนั้นพระองค์ทรงประทานชื่ออีกว่า เปโตร

17James the son of Zebedee and John the brother of James (to whom he gave the name Boanerges, that is, Sons of Thunder);

17และยากอบบุตรเศเบดีกับยอห์นน้องของยากอบ ทั้งสองคนนี้พระอง ค์ทรงประทานชื่ออีกว่า โบอาเนอเย   แปลว่า   ลูกฟ้าร้อง

18Andrew, and Philip, and Bartholomew, and Matthew, and Thomas, and James the son of Alphaeus, and Thaddaeus, and Simon the Cananaean,

18อันดรูว์   ฟีลิป   บารโธโลมิว   มัทธิว   โธมัส   ยากอบบุตรอัลเฟอัส   ธัดเดอัส   ซีโมน   พรรคชาตินิยม

19and Judas Iscariot, who betrayed Him.

19และยูดาสอิสคาริโอท   ที่ได้อายัดพระองค์ไว้นั้น    พระองค์จึงเสด็จเข้าไปในเรือน

The choosing of a replacement for Judas is seen in Acts 1:20-26.

เราพบเรื่องการเลือกคนมาแทนที่ยูดาสในพระธรรมกิจการ 1: 20-26

20“For it is written in the Book of Psalms, “‘May his camp become desolate, and let there be no one to dwell in it’; and “‘Let another take his office.’

20ด้วยมีคำเขียนไว้ในพระธรรมเพลงสดุดีว่า   ขอให้ที่อยู่ของเขาร้างเปล่า   และอย่าให้มีผู้ใดอยู่ที่นั่น   และขอให้อีกผู้หนึ่งมายึดตำแหน่งของเขา  

21So one of the men who have accompanied us during all the time that the Lord Jesus went in and out among us,

21เหตุฉะนั้น   ในบรรดาคนที่เป็นพวกเดียวกับเราเสมอตลอดเวลาที่พระเยซูเจ้าได้ เสด็จเข้าออกกับเรา

22beginning from the baptism of John until the day when he was taken up from us—one of these men must become with us a witness to his resurrection.”

22คือตั้งแต่บัพติศมาของยอห์น   จนถึงวันที่พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นไปจากเรา   คนหนึ่งในพวกนี้จะต้องเป็นพยานกับเรา   ว่าพระองค์ได้ทรงคืนพระชนม์แล้ว”

23And they put forward two, Joseph called Barsabbas, who was also called Justus, and Matthias.

23เขาทั้งหลายจึงเสนอชื่อคนสองคนคือ   โยเซฟที่เรียกว่าบารซับบาส   มีนามสกุลว่ายุสทัสและมัทธีอัส

24And they prayed and said, “You, Lord, who know the hearts of all, show which one of these two you have chosen

24แล้วพวกศิษย์จึงอธิษฐานว่า “พระองค์ผู้ทรงทราบใจของมนุษย์ทั้งปวงเจ้าข้า   ขอทรงสำแดงว่าในสองคนนี้พระองค์ทรงเลือกคนไหน

25to take the place in this ministry and apostleship from which Judas turned aside to go to his own place.”

25ให้รับส่วนในการปรนนิบัตินี้   และรับตำแหน่งเป็นอัครทูตแทนยูดาส   ซึ่งได้หลงจากหน้าที่ไปยังที่ของตน”

26And they cast lots for them, and the lot fell on Matthias, and he was numbered with the eleven apostles.

26เขาทั้งหลายจึงจับฉลากกัน   และสลากนั้นได้แก่มัทธีอัสจึงนับเขา เข้ากับอัครทูตสิบเอ็ดคนนั้น


Note in this passage that Judas' position is called an “office.”

ขอให้สังเกตในพระธรรมตอนนี้ว่าฐานะของยูดาสเรียกว่า "ภาระหน้าที่".

It should also be noted that Paul was chosen by Christ.

ควรจะตั้งข้อสังเกตว่าเปาโลได้รับการเลือกสรรโดยพระคริสต์

1 Corinthians 1โครินธ์ 15:8-9 8Last of all, as to one untimely born, he appeared also to me.

8ครั้งหลังที่สุดพระองค์ทรงปรากฏแก่ข้าพเจ้า   ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด

9For I am the least of the apostles, unworthy to be called an apostle, because I persecuted the church of God.

9เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นผู้น้อยที่สุดในพวกอัครทูต   และไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นอัครทูต   เพราะว่าข้าพเจ้าได้เคี่ยวเข็ญคริสตจักรของพระเจ้า

 Galatians กาลาเทีย 1:1 1Paul, an apostle—not from men nor through man, but through Jesus Christ and God the Father, who raised him from the dead—

1เปาโล ผู้เป็นอัครทูต (มิใช่มนุษย์แต่งตั้ง   หรือมนุษย์เป็นตัวแทนแต่งตั้ง   แต่พระเยซูคริสต์และพระบิดาเจ้า   ผู้ทรงโปรดให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย   ได้ทรงแต่งตั้ง)

Galatians กาลาเทีย 2:6-9 6And from those who seemed to be influential (what they were makes no difference to me; God shows no partiality)—those, I say, who seemed influential added nothing to me.

6และจากพวกเหล่านั้นที่เขาถือว่าเป็นคนสำคัญ   (เขาจะเคยเป็นอะไรมาก่อนก็ตาม   ก็ไม่สำคัญอะไรสำหรับข้าพเจ้าเลย   พระเจ้ามิได้ทรงเห็นแก่หน้าผู้ใด)   คนเหล่านั้นซึ่งเขาถือว่าเป็นคนสำคัญ   ไม่ได้เพิ่มเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แก่ข้าพเจ้าเลย

7On the contrary, when they saw that I had been entrusted with the gospel to the uncircumcised, just as Peter had been entrusted with the gospel to the circumcised

7แต่ตรงกันข้ามเมื่อเขาเห็นว่า ข้าพเจ้าได้รับมอบให้ประกาศข่าว ประเสริฐแก่คนเหล่านั้นที่ไม่ถือพิธีเข้าสุหนัต เช่นเดียวกับเปโตรได้รับมอบให้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนที่ถือพิธีเข้าสุหนัต

8(for he who worked through Peter for his apostolic ministry to the circumcised worked also through me for mine to the Gentiles),

8(เพราะว่าพระองค์ผู้ได้ทรงดลใจเปโตรให้เป็นทูต   ไปหาพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต   ก็ได้ทรงดลใจข้าพเจ้าให้ไปหาคนต่างชาติเหมือนกัน)

9and when James and Cephas and John, who seemed to be pillars, perceived the grace that was given to me, they gave the right hand of fellowship to Barnabas and me, that we should go to the Gentiles and they to the circumcised.

9เมื่อยากอบกับเคฟาสและยอห์นผู้ที่เขานับถือว่าเป็นหลัก   ได้เห็นพระคุณซึ่งประทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว   ก็ได้จับมือขวาของข้าพเจ้ากับบารนาบัส   แสดงว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน   เพื่อให้เราไปหาคนต่างชาติ   และท่านเหล่านั้นจะไปหาพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต

These men were given the task of laying down the foundation of the universal church

คนเหล่านี้ได้รับมอบภาระให้ทำการวางรากฐานของคริสตจักรสากล

Ephesians เอเฟซัส 2:20 20built on the foundation of the apostles and prophets, Christ Jesus himself being the cornerstone,

20ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น   บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ   พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก

The foundation of the universal church was laid in the first century.

มีการวางรากฐานของคริสตจักรสากลลงในศตวรรษแรก

This is why the office of apostle is no longer functioning.

นี่คือเหตุผลที่ไม่ต้องมีภาระหน้าที่ของอัครทูตอีกต่อไป

Once the foundation is set, we no longer need foundation-setters.
ทันที่มีการวางรากฐานลง เราไม่จำเป็นต้องหาผู้จัดวางรากฐานอีก
There was also a spiritual gift of apostleship (this is not to be confused with the office—they are separate).

นอกจากนี้ยังมีของประทานฝ่ายวิญญาณในการเป็นอัครทูต (นี่ต้องไม่สับสนกับภาระหน้าที่----มันเป็นคนละแบบกัน)

Among those who had the spiritual gift were James, Barnabas, Andronicus and Junias, possibly Silas and Timothy, and Apollos.

ในบรรดาผู้ที่มีของประทานฝ่ายวิญญาณได้แก่ ยากอบ บาร์นาบัส อันโดรนิกัส และจูนิอัส บางทีอาจมีสิลาสกับทิโมธี และอปอลโล

1 Corinthians 1โครินธ์15:7 7Then He appeared to James, then to all the apostles.

7ภายหลังพระองค์ทรงปรากฏแก่ยากอบ   แล้วแก่อัครทูตทั้งหมด

 Galatians กาลาเทีย 1:19 19But I saw none of the other apostles except James the Lord's brother.

19แต่ว่าข้าพเจ้าไม่ได้พบอัครทูตคนอื่นเลย   นอกจากยากอบ   น้องขององค์พระผู้เป็นเจ้า

Acts กิจการ 14:4, 14 4But the people of the city were divided; some sided with the Jews and some with the apostles.

4แต่พลเมืองส่วนใหญ่แตกเป็นสองพวก   พวกหนึ่งอยู่ฝ่ายพวกยิว   และอีกพวกหนึ่งอยู่ฝ่ายอัครทูต

14But when the apostles Barnabas and Paul heard of it, they tore their garments and rushed out into the crowd, crying out,

14แต่เมื่ออัครทูตบารนาบัสกับเปาโลได้ยินดังนั้น จึงฉีกเสื้อผ้าของตนเสียวิ่งเข้าไปท่ามกลางคนทั้งหลายร้องว่า

1 Corinthians 1โครินธ์ 9:6 6Or is it only Barnabas and I who have no right to refrain from working for a living?

6เฉพาะข้าพเจ้าและบารนาบัสเท่านั้นหรือ   ที่ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลิกทำงานหาเลี้ยงชีพ

Romans โรม 16:7 7Greet Andronicus and Junia, my kinsmen and my fellow prisoners. They are well known to the apostles, and they were in Christ before me.

7ขอฝากความคิดถึงมายังอันโดรนิคัสกับยูนีอัส   ผู้เป็นญาติของข้าพเจ้า และได้ถูกจำจองร่วมกับข้าพเจ้า   เขาเป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่พวกอัครทูต   ทั้งได้อยู่ในพระคริสต์ก่อนข้าพเจ้าด้วย

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 1:1 1Paul, Silvanus, and Timothy, To the church of the Thessalonians in God the Father and the Lord Jesus Christ: Grace to you and peace.

1เปาโล  สิลวานัส  และทิโมธี  เรียน  คริสตจักรของชาวเมืองเธสะโลนิกา ในพระบิดาเจ้าและพระเยซูคริสตเจ้า  ขอให้พระคุณและสันติสุขดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 2:7 7But we were gentle among you, like a nursing mother taking care of her own children.

7แต่ว่าเราอยู่ในหมู่พวกท่าน   ด้วยความสุภาพอ่อนโยน   เหมือนมารดาที่เลี้ยงดูลูกของตน

1 Corinthians 1โครินธ์ 4:6, 9 6I have applied all these things to myself and Apollos for your benefit, brothers, that you may learn by us not to go beyond what is written, that none of you may be puffed up in favor of one against another.

6พี่น้องทั้งหลาย   ที่ได้นำตัวข้าพเจ้าและอปอลโลมากล่าวไว้   ก็เพื่อประโยชน์ของท่านทั้งหลาย   ให้ท่านเอาเรื่องของเราเป็นตัวอย่าง   เพื่อให้อยู่ในขอบเขตของพระคัมภีร์   มิให้ใครในพวกท่านพองตัวขึ้น   ในการยกคนหนึ่งเหยียดอีกคนหนึ่ง

9For I think that God has exhibited us apostles as last of all, like men sentenced to death, because we have become a spectacle to the world, to angels, and to men.

9เพราะข้าพเจ้าเห็นว่า   พระเจ้าได้ทรงตั้งเราผู้เป็นอัครทูตไว้ในที่สุด   เหมือนผู้ที่ได้ถูกปรับโทษให้ถึงตาย   เพราะว่าจักรวาลคือทั้งทูตสวรรค์และมนุษย์   มองดูเราด้วยความพิศวง

This latter group had the gift of apostleship but not the apostolic "office" conferred upon the Twelve and Paul.

กลุ่มหลังนี้มีของประทานในการเป็นอัครทูต  แต่ไม่ใช่"ภาระหน้าที่" ของอัครทูตที่ให้เกียรติสาวกสิบสองคนและเปาโลอย่างเป็นทางการ

Those who had the gift of apostleship, then, were those who carried the gospel message with God’s authority.

แล้วบรรดาผู้ที่ได้รับของประทานในการเป็นอัครทูต    คือผู้ที่ประกาศพระกิตติคุณโดยสิทธิอำนาจของพระเจ้า

The word apostle means "one sent as an authoritative delegate."

คำว่าอัครทูตหมายถึง"บุคคลที่เป็นผู้แทนรับมอบสิทธิอำนาจ"

This was true of those who held the office of apostle (like Paul) and those who had the spiritual gift (like Apollos).

นี่คือความจริงของบรรดาผู้มีภาระหน้าที่เป็นอัครทูต (เช่น เปาโล) และบรรดาผู้ที่มีของประทานฝ่ายวิญญาณ (เช่น อพอลโล)

Though there are men like this today, men who are sent by God to spread the gospel, it is best NOT to refer to them as apostles because of the confusion it causes.

แม้ว่าจะมีคนอย่างนี้ทุกวันนี้   คนที่พระเจ้าส่งไปเพื่อจะเผยแพร่ข่าวประเสริฐนั้น   มันเป็นการดีที่สุดที่จะไม่กล่าวอ้างว่าพวกเขาเป็นอัครทูต  

The gift of prophecy was also a temporary gift given by Christ for laying the foundation of the universal church.

ของประทานการเผยพระวจนะยังเป็นของประทานชั่วคราว     ที่พระคริสต์ทรงประทานให้สำหรับการวางรากฐานคริสตจักรสากล

Ephesians เอเฟซัส 2:20 20built on the foundation of the apostles and prophets, Christ Jesus himself being the cornerstone,

20ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น   บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวกผู้เผยพระวจนะ   พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก

The prophet proclaimed a message from the Lord for believers in the first century.

ผู้เผยพระวจนะประกาศข่าวสารจากพระเจ้าแก่บรรดาผู้เชื่อทั้งหลายในศตวรรษแรก

These believers did not have the advantage we have today of having a complete Bible.

ผู้เชื่อเหล่านี้ไม่ได้มีความได้เปรียบอย่างที่เรามีทุกวันนี้    ในการที่เรามีพระคัมภีร์ที่สมบูรณ์

The last book of the New Testament (Revelation) was not completed until late in the first century.

พระธรรมเล่มสุดท้ายของพันธสัญญาใหม่ (พระธรรมวิวรณ์) ยังไม่เสร็จสมบูรณ์จนกระทั่งถึงตอนปลายศตวรรษแรก

So the Lord provided gifted men called prophets who proclaimed messages from God until the canon of Scripture was complete.
ดังนั้นพระเจ้าทรงจัดหาคนที่มีของประทานที่เรียกว่าผู้เผยพระวจนะ   ผู้ที่ประกาศข่าวสารจากพระเจ้า    จนกระทั่งหลักข้อเชื่อของคัมภีร์เสร็จสมบูรณ์



It should be noted that the current teaching of the restoration of prophets and apostles is far from what Scripture describes of the men who held the gift of prophecy and the office of apostle.

ควรเป็นที่สังเกตว่าในปัจจุบันการสอนเรื่องการบูรณะให้มีผู้เผยพระวจนะและอัครทูตนั้นอยู่นอกเหนือจากสิ่งที่พระคัมภีร์บรรยายถึงผู้คนที่มีของประทานด้านการเผยพระวจนะและภาระหน้าที่ของอัครทูต

Those who teach such restoration teach that apostles and prophets should never be spoken against or even questioned, because to speak against them is to speak against God.

บรรดาผู้ที่สอนเรื่องการบูรณะสอนว่า   เราไม่ควรกล่าวแย้งหรือแม้แต่ซักถามเรื่องการมีอัครทูตและผู้เผยพระวจนะ   เพราะว่าการกล่าวแย้งพวกเขาคือการพูดต่อต้านพระเจ้า

Yet, the Apostle Paul commended the people of Berea for checking what he said against the Word of God to make sure he spoke the truth.

ถึงกระนั้น  อัครทูตเปาโลกล่าวยกย่องชาวเมืองเบอเรีย   ที่พวกเขาได้ตรวจสอบสิ่งที่ท่านกล่าวแย้งพระวจนะของพระเจ้า   เพื่อให้แน่ใจว่าท่านพูดความจริง

Acts กิจการ 17:10-11 10The brothers immediately sent Paul and Silas away by night to Berea, and when they arrived they went into the Jewish synagogue.

10พอค่ำลงพวกพี่น้องจึงส่งเปาโลกับสิลาสไปยังเมืองเบโรอา   ครั้นถึงแล้วท่านจึงเข้าไปในธรรมศาลาของพวกยิว

11Now these Jews were more noble than those in Thessalonica; they received the word with all eagerness, examining the Scriptures daily to see if these things were so.

11ยิวชาวเมืองนั้นมีจิตใจสูงกว่าชาวเมืองเธสะโลนิกา ด้วยเขามีใจเลื่อมใสรับ พระวจนะของพระเจ้า   และค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าข้อความเหล่านั้นจะ จริงดังกล่าวหรือไม่

The Apostle Paul also stated to those in Galatia that if anyone, including himself, should teach another gospel, that person should be "accursed"

อัครทูตเปาโลยังกล่าวแก่คนทั้งหลายในแคว้นกาลาเทียว่า    ถ้าคนใด  รวมทั้งตัวท่านเอง  ควรสอนพระกิตติคุณอย่างอื่น  บุคคลนั้นควรจะถูก "แช่งสาป"

Galatians กาลาเทีย 1:8-9 8But even if we or an angel from heaven should preach to you a gospel contrary to the one we preached to you, let him be accursed.

8แม้แต่เราเองหรือทูตสวรรค์   ถ้าประกาศข่าวประเสริฐอื่นแก่ท่าน   ซึ่งขัดกับข่าวประ

เสริฐที่เราได้ประกาศแก่ท่านไปแล้วนั้น   ก็จะต้องถูกแช่งสาป

9As we have said before, so now I say again: If anyone is preaching to you a gospel contrary to the one you received, let him be accursed.

9ตามที่เราได้พูดไว้ก่อนแล้ว   บัดนี้ข้าพเจ้าพูดอีกว่า   ถ้าผู้ใดประกาศข่าว ประเสริฐอื่นแก่ท่าน   ที่ขัดกับข่าวประเสริฐซึ่งท่านได้รับไว้แล้ว   ผู้นั้นจะต้องถูกแช่งสาป  

In everything, Paul pointed people to the Bible as the final authority.

ในทุกสิ่ง  เปาโลชี้ให้ผู้คนยึดพระคัมภีร์โดยถือว่ามีสิทธิอำนาจขั้นสูงสุด


The men who claim to be apostles and prophets today make themselves the final authority, something Paul and the Twelve never did.
คนทั้งหลายผู้ที่อวดอ้างว่าเป็นอัครทูตและผู้เผยพระวจนะทุกวันนี้   สร้างตัวเองให้มีสิทธิอำนาจสูงสุด   บางอย่างที่เปาโลและสาวกสิบสองคนไม่เคยทำ


It should also be noted that Scripture refers to apostles and prophets in the past tense. 

ควรเป็นที่สังเกตว่าพระคัมภีร์พูดถึงอัครทูตและผู้เผยพระวจนะในรูปอดีตกาล


2 Peter 2 เปโตร 3:2 2that you should remember the predictions of the holy prophets and the commandment of the Lord and Savior through your apostles,

2เพื่อท่านทั้งหลายจะได้จดจำถ้อยคำทั้งหลาย ที่พวกผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ ได้กล่าวไว้เมื่อก่อน และพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้ช่วยให้ รอดโดยบรรดาอัครทูต

Jude ยูดาส 3-4 3Beloved, although I was very eager to write to you about our common salvation, I found it necessary to write appealing to you to contend for the faith that was once for all delivered to the saints.

3ท่านที่รักทั้งหลาย   ข้าพเจ้าได้ตั้งใจจะเขียนถึงท่านเรื่องความรอดร่วมกัน   แต่ข้าพเจ้าเห็นว่า   จำเป็นจะต้องเขียนวิงวอนท่านให้ต่อสู้เพื่อหลักคำสอนที่เชื่อกันอยู่   ที่ได้ทรงโปรดมอบไว้แก่ธรรมิกชนครั้งเดียวเป็นพอนั้น

4For certain people have crept in unnoticed who long ago were designated for this condemnation, ungodly people, who pervert the grace of our God into sensuality and deny our only Master and Lord, Jesus Christ.

4เพราะว่ามีบางคนได้แอบแฝงเข้ามา   ซึ่งพระคัมภีร์ได้บ่งไว้นานแล้วว่า   เขาจะถูกพิพากษาลงโทษอย่างนี้   เขาเหล่านั้นเป็นคนอธรรม   ที่ถือเอาพระคุณของพระเจ้าของเราเป็นเหตุให้กระทำความชั่วช้าลามกและเขาปฏิเสธพระเยซูคริสต์   ผู้ทรงเป็นเจ้านายและองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแต่องค์เดียว  

These state that the people should not stray from the message the apostles gave (past tense). สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าผู้คนไม่ควรห่างจากข่าวประเสริฐที่อัครทูตได้สอนไว้ (รูปอดีตกาล)

Hebrews ฮีบรู 2:3-4 3how shall we escape if we neglect such a great salvation? It was declared at first by the Lord, and it was attested to us by those who heard,

3ดังนั้นถ้าเราละเลยความรอดอันยิ่งใหญ่แล้ว   เราจะรอดพ้นไปอย่างไรได้   ความรอดนั้นได้เริ่มขึ้น   โดยการประกาศขององค์พระผู้เป็นเจ้าเอง   และบรรดาผู้ที่ได้ยินพระองค์   ก็ได้รับรองแก่เราว่าเป็นความจริง

4while God also bore witness by signs and wonders and various miracles and by gifts of the Holy Spirit distributed according to his will.

4ทั้งนี้พระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วย โดยทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์   และโดยการอิทธิฤทธิ์ต่างๆและโดยของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งทรงประทานตามน้ำพระทัยของพระองค์

This also speaks in the past tense of those who performed (in the past) “signs, wonders, and various miracles” through the gifts of the Holy Spirit.

นอกจากนี้ยังใช้รูปอดีตกาลกับการกระทำ (ในอดีต) ของคนเหล่านั้น " สัญญาณ หมายสำคัญ และการอัศจรรย์ต่างๆ"  ผ่านของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์

church planting

การตั้งคริสตจักร

What is church planting? What is the biblical method for planting a new church? Should an established church plant other churches?

การตั้งคริสตจักรคืออะไร  วิธีการตามพระคัมภีร์สำหรับการตั้งโบสถ์ใหม่คืออะไร?  คริสตจักรที่จัดตั้งไว้แล้วควรตั้งคริสตจักรอื่น ๆ ไหม

Question: "What is church planting?"
คำถาม: "การตั้งคริสตจักรคืออะไร"

Answer:  Church planting is the establishing of an organized body of believers in a new location.

คำตอบ: การตั้งคริสตจักรคือการตั้งของกายของผู้เชื่อที่จัดไว้เป็นระเบียบในสถานที่ใหม่สักแห่ง

The process of planting a church involves evangelism, the discipleship of new believers, the training of church leaders, and the organization of the church according to the New Testament model.

กระบวนการตั้งคริสตจักรรวมทั้งการประกาศ  การสร้างสาวกผู้เชื่อใหม่   การฝึกอบรมผู้นำคริสตจักร    และการจัดองค์กรของคริสตจักรตามรูปแบบในพันธสัญญาใหม่



Usually, the process also includes writing a church charter and/or doctrinal statement and finding a place to meet or buying property and erecting a new building. 
โดยปกติแล้ว  กระบวนการนี้ยังรวมถึงการเขียนธรรมนูญคริสตจักร  และ / หรือประกาศหลักคำสอน  และการหาสถานที่ที่จะหาหรือซื้อทรัพย์สินและการก่อสร้างอาคารหลังใหม่
Church planting is a specific focus within the larger work of “missions.”

การตั้งคริสตจักรคือการมุ่งเน้นเฉพาะภายในงานขนาดใหญ่ของ "การทำภาระกิจ."

Church planters are missionaries who concentrate their efforts on preaching and teaching the Word of God.

ผู้ตั้งคริสตจักรคือพวกมิชชันนารี  ผู้ที่มุ่งมั่นพยายามทำการเทศนาสั่งสอนพระวจนะของพระเจ้า

Other missionaries who specialize in certain skills may not be considered “church planters” officially, but they provide valuable service to those who are.

พวกมิชชันนารีคนอื่น ๆ  ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในทักษะบางอย่าง   อาจจะไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็น "ผู้ก่อตั้งคริสตจักร" อย่างเป็นทางการ แต่พวกเขาจัดให้มีงานรับใช้ที่มีคุณค่าแก่บรรดาผู้ที่เป็นผู้ก่อตั้ง

Such supporting missionaries include radio broadcasters, aviators, printers, Bible translators, and medical personnel.
งานมิชชันนารีที่ให้การสนับสนุนดังกล่าว   รวมถึงผู้ประกาศทางวิทยุกระจายเสียง   ผู้บุกเบิกนำร่อง  ผู้พิมพ์   ผู้แปลพระคัมภีร์   และบุคลากรทางการแพทย์
The ultimate goal of most church planters is to glorify the Lord in a community by founding an autonomous, self-propagating body of believers.

เป้าหมายสูงสุดของผู้ก่อตั้งคริสตจักรส่วนใหญ่     เพื่อถวายพระเกียรติพระเจ้าในชุมชนโดยก่อตั้งกลุ่มของผู้เชื่อที่เพิ่มทวีขึ้นเองเป็นอิสระในการปกครองตนเอง

Once this goal has been reached and the church is able to stand on its own, the church planter will usually move on to a different community and begin the process again.
ทันทีที่บรรลุถึงเป้าหมายนี้   คริสตจักรก็สามารถที่จะยืนอยู่บนตัวเอง  ปกติผู้ก่อตั้งคริสตจักรมักจะย้ายต่อไปที่ชุมชนที่แตกต่างกัน   และเริ่มต้นกระบวนการนั้นอีกครั้ง
The church-planting focus is biblical.

การก่อตั้งคริสตจักรเน้นทำตามแบบพระคัมภีร์

As the apostle Paul traveled through an area, he always tried to spend enough time in each city to establish a local body of believers and train the leadership.

ในฐานะที่เป็นอัครสาวก  เปาโลเดินทางไปทั่วแว่นแคว้น  ท่านมักจะพยายามที่จะใช้เวลามากพอในแต่ละเมือง   เพื่อสร้างองค์กรผู้เชื่อในท้องถิ่นและฝึกความเป็นผู้นำ

Acts กิจการ 14:21-23 21When they had preached the gospel to that city and had made many disciples, they returned to Lystra and to Iconium and to Antioch,

21ท่านทั้งสองได้ประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น   และได้คนมาเป็นสาวกมาก   จึงกลับไปยังเมืองลิสตรา   เมืองอิโคนียูม   และเมืองอันทิโอก

22strengthening the souls of the disciples, encouraging them to continue in the faith, and saying that through many tribulations we must enter the kingdom of God.

22กระทำให้ใจของสาวกทั้งหลายถือมั่นขึ้น   เตือนเขาให้ดำรงอยู่ในพระศาสนา   และสอนให้เขาเข้าใจว่า   เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมาก   จึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า

23And when they had appointed elders for them in every church, with prayer and fasting they committed them to the Lord in whom they had believed.

23ท่านทั้งสองได้เลือกตั้งผู้ปกครองสาวกไว้ในทุกคริสตจักร   ได้อธิษฐานและถืออดอาหาร   ฝากสาวกไว้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เขาเชื่อถือนั้น


Later, he would try to revisit those churches to confirm and encourage them in the faith.

หลังจากนั้น  ท่านได้พยายามที่จะกลับมาเยี่ยมเยียนโบสถ์เหล่านั้น  เพื่อยืนยันและหนุนกำลังใจพวกเขาให้ตั้งอยู่ในความเชื่อ

Acts กิจการ 15:41 41And he went through Syria and Cilicia, strengthening the churches.

41ท่านจึงไปตลอดแคว้นซีเรียกับแคว้นซิลีเซียหนุนใจคริสตจักรให้แข็งแรงขึ้น

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 3:2 2and we sent Timothy, our brother and God's coworker in the gospel of Christ, to establish and exhort you in your faith,

2และได้ให้ทิโมธีน้องของเรา   ซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า   ในเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ไปหาพวกท่าน   เพื่อจะได้ตั้งพวกท่านไว้ให้มั่นคงในเรื่องความเชื่อของท่าน   และเพื่อจะได้ชูใจพวกท่าน

The churches he established would then send out missionaries themselves, and so the work of church planting continued.

จากนั้นคริสตจักรทั้งหลายที่ท่านก่อตั้งขึ้นก็จะส่งมิชชันนารีออกไปทำงานเอง   และดังนั้นการก่อตั้งคริสตจักรก็จะดำเนินต่อไปอีก

1 Thessalonians 1 เธสะโลนิกา 1:8 8For not only has the word of the Lord sounded forth from you in Macedonia and Achaia, but your faith in God has gone forth everywhere, so that we need not say anything.

8เพราะว่า   พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้เลื่องลือออกไปจากเธสะโลนิกา   ไม่ใช่แต่ในแคว้นมาซิโดเนียและในแคว้นอาคายาเท่านั้น   แต่ความเชื่อของท่านในพระเจ้าได้ลือไปทุกแห่งหน   จนเราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก

www.gotquestions.org/Thai

Apostles, Prophets and Church Planting

 
 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top