Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Acts 7-part 2 Stephen’s Defense and Stoning

การกระทำ 7 ส่วน 2 การป้องกันและการขว้างปาสตีเฟ่น

 

Last time we spoke about Stephen speaking about the history of Israel when he was accused of speaking against God and against Israel.  In the end, Stephen was killed by the people he was speaking to. 

ครั้งสุดท้ายที่เราพูดเกี่ยวกับ สตีเฟนพูดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอิสราเอลเมื่อเขาถูกกล่าวหาว่ามีการพูดต่อพระเจ้าและต่ออิสราเอล ในท้ายที่สุด สตีเฟนถูกฆ่าโดยคนที่เขาได้พูดถึง

Stephen was the first Christian martyr, today people are dying for their Christian faith. 

สตีเฟ่นเป็นผู้ได้รับทุกข์ทรมานคริสเตียนครั้งแรกในวันนี้มีคนตายเพื่อความเชื่อของคริสเตียนของพวกเขา

Pray for the persecuted Christians, people who are dying just because they are Christians. 

อธิษฐานเผื่อคริสเตียนที่ถูกข่มเหงคนที่กำลังจะตายเพียงเพราะพวกเขาเป็นคริสเตียน

 

Idolatry

ไหว้รูปเคารพ

 

Stephen spoke against the idolatry of the Jews.  We continue now in Stephen’s defense in verse 42 

สตีเฟนพูดกับการไหว้รูปเคารพของชาวยิว เรายังคงอยู่ในขณะนี้การป้องกันสตีเฟ่นใน ข้อ42

 

Acts 7:42-46 (ESV)

42But God turned away and gave them over to worship the host of heaven, as it is written in the book of the prophets:“‘Did you bring to me slain beasts and sacrifices, during the forty years in the wilderness, O house of Israel?

 กิจการ7:42-46

42แต่พระเจ้าเบือนพระพักตร์และทรงปล่อยให้พวกเขานมัสการหมู่ดาวในท้องฟ้า ตามที่มีเขียนไว้ในหนังสือของบรรดาผู้เผยพระวจนะว่า ‘โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอล พวกเจ้าฆ่าสัตว์บูชาเรา

ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปีหรือ?

43 You took up the tent of Moloch and the star of your god Rephan, the images that you made to worship; and I will send you into exile beyond Babylon.’  [A reference to 1 Kings 11:7 and Jeremiah 32:35.]

43พวกเจ้าขนเต็นท์ของพระโมเลค และนำดาวพระเรฟาน

รูปพระต่างๆ ที่พวกเจ้าทำขึ้น เพื่อกราบนมัสการรูปนั้นต่างหาก

เราจะกวาดพวกเจ้าไปไกลจนพ้น เมืองบาบิโลน [อ้างอิงถึง 1 พงศ์กษัตริย์ 11: 7 และเยเรมีย์ 32:35]

44 “Our fathers had the tent of witness in the wilderness, just as he who spoke to Moses directed him to make it, according to the pattern that he had seen. [A reference to Exodus 25:9, 40.]

44“บรรพบุรุษของเราเมื่ออยู่ในถิ่นทุรกันดารก็มีเต็นท์แห่งสักขีพยาน ตามที่พระองค์ทรงสั่งไว้เมื่อตรัสกับโมเสสว่าให้ทำเต็นท์ตามแบบที่ได้เห็น [อ้างอิงถึงอพยพ 25: 9, 40]

45 Our fathers in turn brought it in with Joshua when they dispossessed the nations that God drove out before our fathers. So it was until the days of David,

45บรรพบุรุษของเราเมื่อได้รับเต็นท์นั้นจึงขนตามโยชูวาไป หลังจากเข้ายึดแผ่นดินของบรรดาประชาชาติที่พระเจ้าทรงขับไล่ให้พ้นหน้าบรรพบุรุษของเราแล้ว เต็นท์นั้นก็ยังคงอยู่จนถึงสมัยของดาวิด

 

Molech was a name of Canaanite god to whom human sacrifices were offered.

พระโมเลค คือชื่อของคานาอันที่พระเจ้าผู้ที่เสียสละของมนุษย์ถูกนำเสนอ

Rephan was the name of a god connected with the planet Saturn.

พระเรฟานชื่อของเทพเจ้าที่ถูกเชื่อมต่อกับดาวเคราะห์ที่ดาวเสาร์

 

Joshua 3:14 (ESV) So when the people broke camp to cross the Jordan, the priests carried the ark of the covenant ahead of them.

โยชูวา3:14ดังนั้นเมื่อประชาชนยกจากเต็นท์ของพวกเขา เพื่อจะข้ามแม่น้ำจอร์แดน และพวกปุโรหิตหามหีบพันธสัญญาไปข้างหน้าประชาชน

 

Joshua 18:1 (ESV)  Then the whole congregation of Israel assembled at Shiloh and set up the Tent of Meeting there.  And though the land was subdued before them,

โยชูวา 18:1ชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดได้มาประชุมกันที่ชิโลห์ และตั้งเต็นท์นัดพบขึ้นที่นั่น แผ่นดินนั้นก็ตกอยู่ในการครอบครองของพวกเขา

 

Joshua 23:9 (ESV) The LORD has driven out great and powerful nations before you, and to this day no one can stand against you.

โยชูวา23:9เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงขับไล่ประชาชาติที่ใหญ่โตและแข็งแรงออกไปให้พ้นหน้าท่าน ส่วนท่านเองก็ยังไม่มีใครต่อสู้ท่านได้จนถึงวันนี้

 

Joshua 24:18 (ESV) And the LORD drove out before us all the nations, including the Amorites who lived in the land.  We too will serve the LORD, because He is our God!"

โยชูวา24:18และพระยาห์เวห์ทรงขับไล่ชนชาติเหล่านั้นทั้งหมดออกไปให้พ้นหน้าเราคือ คนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ในแผ่นดินนั้น เพราะฉะนั้นพวกเราจะปรนนิบัติพระยาห์เวห์ด้วย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา”

 

Psalm 44:2 (ESV) With Your hand You drove out the nations and planted our fathers there; You crushed the peoples and cast them out.

เพลงสดุดี44:2พระองค์ทรงขับไล่บรรดาประชาชาติออกไปด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เองแต่พระองค์ทรงปลูกบรรพบุรุษไว้พระองค์ทรงทำให้ชาวประเทศทั้งหลายทุกข์ใจแต่ทรงปล่อยบรรพบุรุษเป็นอิสระ

Psalm 80:8 (ESV) You uprooted a vine from Egypt; You drove out the nations and transplanted it.

เพลงสดุดี80:8พระองค์ทรงนำเถาองุ่นออกจากอียิปต์

พระองค์ทรงขับไล่บรรดาประชาชาติออกไป และทรงปลูกเถาองุ่นไว้

Acts 13:19 (ESV) And having vanquished seven nations in Canaan, He gave their land to His people as an inheritance.

กิจการ13:19เมื่อพระองค์ทรงทำลายชนเจ็ดชาติออกจากแผ่นดินคานาอันแล้ว  ก็ทรงแบ่งแผ่นดินของชนชาติเหล่านั้นประทานแก่บรรพบุรุษของเราเป็นมรดก

Stephen talked about the Tabernacle that God told Moses to have the people make and they then carried it in all their travels through the wilderness and then it continued to be used until the building of the Temple. 

สตีเฟนพูดคุยเกี่ยวกับกระโจมที่พระเจ้าบอกกับโมเสสที่จะมีคนที่ทำและพวกเขาจะดำเนินการในทุกการเดินทางของพวกเขาผ่านป่าและแล้วมันก็ยังคงใช้จนสิ่งปลูกสร้างของวัด

King David wanted to build the Temple but God had David’s son, Solomon do it, because David had been a man of war.

กษัตริย์ดาวิดต้องการที่จะสร้างพระวิหาร แต่พระเจ้าทรงมีบุตรของดาวิดซาโลมอนทำมันเพราะดาวิดได้รับชายคนหนึ่งของสงคราม

 

The Temple

พระวิหาร

 

Acts 7:46-53 (ESV)

46 who found favor in the sight of God and asked to find a dwelling place for the God of Jacob.

กิจการ7:46-53

46ดาวิดนั้นได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า และทรงขออนุญาตที่จะจัดเตรียมพระนิเวศสำหรับพระเจ้าของยาโคบ

47 But it was Solomon who built a house for him.

47แต่ซาโลมอนเป็นผู้ได้ทรงสร้างพระนิเวศสำหรับพระองค์

48 Yet the Most High does not dwell in houses made by hands, as the prophet says,

48ถึงกระนั้นก็ดีองค์ผู้สูงสุดหาได้ประทับในพระนิเวศ   ซึ่งมือมนุษย์ได้ทำไว้ไม่   ตามที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ว่า  

49 “‘Heaven is my throne, and the earth is my footstool.  What kind of house will you build for me, says the Lord, or what is the place of my rest?

49'สวรรค์เป็นบัลลังก์ของเรา   และแผ่นดินโลกเป็นแท่นรองเท้าของเรา  
  เจ้าจะสร้างนิเวศอะไรสำหรับเรา    หรือที่พำนักของเราอยู่ที่ไหน  

50 Did not my hand make all these things?’

50สิ่งเหล่านี้มือของเราได้ทำไว้ทั้งสิ้นมิใช่หรือ'  

51“You stiff-necked people, uncircumcised in heart and ears, you always resist the Holy Spirit. As your fathers did, so do you.

51“โอ   คนชาติหัวแข็งใจดื้อหูตึง   ท่านทั้งหลายขัดขวางพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ   บรรพบุรุษของท่านทำอย่างไร   ท่านก็ทำอย่างนั้นด้วย

52 Which of the prophets did not your fathers persecute? And they killed those who announced beforehand the coming of the Righteous One, whom you have now betrayed and murdered,

52มีใครบ้างในพวกผู้เผยพระวจนะซึ่งบรรพบุรุษของท่านมิได้ข่มเหง   และเขาได้ฆ่าบรรดาคนที่พยากรณ์ถึงการเสด็จขององค์ผู้ชอบธรรม   บัดนี้ท่านทั้งหลายได้อายัดพระองค์ไว้และฆ่าเสีย

53 you who received the law as delivered by angels and did not keep it.”

53คือท่านทั้งหลายผู้ที่ได้รับธรรมบัญญัติจากเหล่าทูตสวรรค์   แต่หาได้ประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้นไม่”  

 

In response to the accusation that he spoke against the Jewish house of worship, Stephen spoke of the history of the temple to show his respect for it as God’s house. 

เพื่อตอบสนองต่อข้อกล่าวหาว่าเขาพูดกับบ้านของชาวยิวที่เคารพบูชาของสตีเฟ่นพูดถึงประวัติของวัดที่จะแสดงความเคารพของเขามันเป็นบ้านของพระเจ้า

He began before the temple describing the tabernacle in the wilderness.

เขาเริ่มต้นก่อนที่จะวัดพลับพลาอธิบายในถิ่นทุรกันดาร

Stephen said, God spoke to Moses and directed him to make it according to the pattern which he had seen. 

สตีเฟ่นกล่าวว่าพระเจ้าตรัสกับโมเสสและกำกับการแสดงของเขาที่จะให้มันเป็นไปตามรูปแบบที่เขาเห็น

From the time of the exodus until the time of David, Israel had the tabernacle, a constant symbol of God’s holy presence. But still they worshipped other things, like idols instead of God throughout much of their history.   

จากเวลาของการอพยพจนกว่าจะถึงเวลาของดาวิดที่อิสราเอลได้พลับพลาเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงตนคงที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า แต่ก็ยังคงสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่น ๆ เช่นไอดอลแทนของพระเจ้าตลอดมากของประวัติศาสตร์ของพวกเขา

Again, Stephen points to the rejection by the Jews of the representatives that God sent to them.

อีกจุดที่สตีเฟนที่จะปฏิเสธโดยชาวยิวของตัวแทนที่พระเจ้าส่งให้กับพวกเขา

Stephen makes only a brief mention of Solomon’s temple, since the Jewish religious leaders were already very familiar with its history. 

สตีเฟนที่ทำให้เป็นเพียงการกล่าวถึงโดยย่อของพระวิหารซาโลมอนเนื่องจากผู้นำทางศาสนาของชาวยิวมีอยู่แล้วมากคุ้นเคยกับประวัติของมัน

 

2 Samuel 7:1-16 (ESV)

Now when the king lived in his house and the Lord had given him rest from all his surrounding enemies,

1ต่อมาเมื่อพระราชาประทับในพระราชวังของพระองค์ และพระยาห์เวห์ทรงให้พระองค์พักสงบจากเหล่าศัตรูรอบด้านของพระองค์

the king said to Nathan the prophet, “See now, I dwell in a house of cedar, but the ark of God dwells in a tent.”

2พระราชาตรัสกับนาธันผู้เผยพระวจนะว่า “ดูสิ เราอยู่ในบ้านทำด้วยไม้สนสีดาร์ แต่หีบของพระเจ้าอยู่ในเต็นท์”

3 And Nathan said to the king, “Go, do all that is in your heart, for the Lord is with you.”

3และนาธันทูลพระราชาว่า “ขอทรงทำทุกสิ่งตามพระทัยของฝ่าพระบาทเพราะพระยาห์เวห์สถิตกับฝ่าพระบาท”

4 But that same night the word of the Lord came to Nathan,

4แต่ต่อมาในคืนวันนั้น พระวจนะของพระยาห์เวห์มาถึงนาธันว่า

5 “Go and tell my servant David, ‘Thus says the Lord: Would you build me a house to dwell in?

5“จงไปบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เจ้าจะสร้างนิเวศให้เราอยู่หรือ?

6 I have not lived in a house since the day I brought up the people of Israel from Egypt to this day, but I have been moving about in a tent for my dwelling.

6เราไม่เคยอยู่ในนิเวศนับแต่วันที่เราพาพงศ์พันธุ์อิสราเอลขึ้นมาจากอียิปต์จนถึงวันนี้ และเราเองก็ไปกับเต็นท์และกับพลับพลา

7 In all places where I have moved with all the people of Israel, did I speak a word with any of the judges of Israel, whom I commanded to shepherd my people Israel, saying, “Why have you not built me a house of cedar?”’

7ในที่ต่างๆ ที่เราเองไปกับพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมด เราเคยพูดสักคำกับผู้นำคนไหนในเผ่าของอิสราเอล ผู้ที่เราบัญชาให้เขาเลี้ยงดูอิสราเอลประชากรของเราไหมว่า ทำไมพวกเจ้าไม่สร้างนิเวศไม้สนสีดาร์ให้เรา?

8 Now, therefore, thus you shall say to my servant David, ‘Thus says the Lord of hosts, I took you from the pasture, from following the sheep, that you should be prince[ over my people Israel.

8เพราะฉะนั้น บัดนี้เจ้าจงกล่าวแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้ว่า เราเองนำเจ้ามาจากทุ่งหญ้า จากการตามฝูงแพะแกะ เพื่อให้เจ้าเป็นผู้นำเหนืออิสราเอลประชากรของเรา

And I have been with you wherever you went and have cut off all your enemies from before you.  And I will make for you a great name, like the name of the great ones of the earth.

9เราอยู่กับเจ้าทุกแห่งที่เจ้าไป และได้กำจัดศัตรูของเจ้าทั้งหมดให้พ้นหน้าเจ้า และเราจะทำให้เจ้ามีชื่อเสียงโด่งดัง เช่นเดียวกับชื่อเสียงของพวกผู้ยิ่งใหญ่ในโลก

10 And I will appoint a place for my people Israel and will plant them, so that they may dwell in their own place and be disturbed no more. And violent men shall afflict them no more, as formerly,

10และเราจะกำหนดที่หนึ่งให้อิสราเอลประชากรของเรา และเราจะปลูกฝังพวกเขาไว้ เพื่อพวกเขาจะได้อยู่ในที่ของเขาเองและไม่ถูกรบกวนอีก และพงศ์พันธุ์ของคนอธรรมจะไม่ข่มเหงเขาอีกดังที่ผ่านมา

11 from the time that I appointed judges over my people Israel. And I will give you rest from all your enemies.   Moreover, the Lord declares to you that the Lord will make you a house.

11ตั้งแต่สมัยเมื่อเราตั้งพวกผู้วินิจฉัยเหนืออิสราเอลประชากรของเรา และเราจะให้เจ้าพักสงบจากพวกศัตรูของเจ้า พระยาห์เวห์ตรัสแก่เจ้าอีกว่า พระยาห์เวห์จะทรงให้เจ้ามีราชวงศ์

12 When your days are fulfilled and you lie down with your fathers, I will raise up your offspring after you, who shall come from your body, and I will establish his kingdom.

12เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้าล่วงหลับอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะตั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าคนหนึ่งสืบต่อจากเจ้า ผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเอง และเราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา

13 He shall build a house for my name, and I will establish the throne of his kingdom forever.

13เขาเองจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเรา และเราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์

14 I will be to him a father, and he shall be to me a son. When he commits iniquity, I will discipline him with the rod of men, with the stripes of the sons of men,

14เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ถ้าเขาทำบาปเราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนอย่างบุตรมนุษย์ทั้งหลาย

15 but my steadfast love will not depart from him, as I took it from Saul, whom I put away from before you.

15แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่ละไปจากเขา ดังที่เราละจากซาอูล ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า

16 And your house and your kingdom shall be made sure forever before me.  Your throne shall be established forever.’”

16ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะตั้งมั่นอยู่ต่อหน้าเจ้านิรันดร และบัลลังก์ของเจ้าจะมั่นคงนิรันดร”

 

1 Chronicles 17:1-14 (ESV)

1 Now when David lived in his house, David said to Nathan the prophet, “Behold, I dwell in a house of cedar, but the ark of the covenant of the Lord is under a tent.”

1 พงศาวดาร 17: 1-14

1อยู่มาเมื่อดาวิดประทับในพระราชวังของพระองค์ ดาวิดตรัสกับนาธันผู้เผยพระวจนะว่า “ดูสิ เราอยู่ในบ้านทำด้วยไม้สนสีดาร์ แต่หีบพันธสัญญาของพระยาห์เวห์อยู่ภายใต้ม่านเต็นท์”

 2 And Nathan said to David, “Do all that is in your heart, for God is with you.”

2และนาธันทูลดาวิดว่า “ขอฝ่าพระบาททรงทำทั้งสิ้นตามพระทัยของฝ่าพระบาท เพราะพระเจ้าทรงอยู่กับฝ่าพระบาท”

But that same night the word of the Lord came to Nathan,

3แต่ต่อมาในคืนวันนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้ามาถึงนาธันว่า

4 “Go and tell my servant David, ‘Thus says the Lord: It is not you who will build me a house to dwell in.

จงไปบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า ‘พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เจ้าจะไม่เป็นผู้สร้างนิเวศให้เราอยู่

For I have not lived in a house since the day I brought up Israel to this day, but I have gone from tent to tent and from dwelling to dwelling.

5เพราะเราไม่เคยอยู่ในนิเวศนับแต่วันที่เราพาอิสราเอลขึ้นมาจนกระทั่งวันนี้ แต่เราได้ไปจากเต็นท์นี้ถึงเต็นท์โน้น และจากพลับพลาแห่งนี้ถึงแห่งโน้นภาษาฮีบรูแปลตรงตัวว่า จากพลับพลาหนึ่งไปสู่พลับพลาหนึ่ง

In all places where I have moved with all Israel, did I speak a word with any of the judges of Israel, whom I commanded to shepherd my people, saying, “Why have you not built me a house of cedar?”’

6ในที่ทั้งปวงที่เราเคลื่อนไปมากับอิสราเอลทั้งหมด เราเคยพูดสักคำกับผู้วินิจฉัยของอิสราเอลสักคน ผู้ที่เราได้บัญชาให้เลี้ยงดูประชากรของเราหรือว่า “ทำไมพวกเจ้าไม่ได้สร้างนิเวศด้วยไม้สนสีดาร์ให้แก่เรา

7 Now, therefore, thus shall you say to my servant David, ‘Thus says the Lord of hosts, I took you from the pasture, from following the sheep, to be prince over my people Israel,

7เพราะฉะนั้นบัดนี้เจ้าจงกล่าวแก่ดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า ‘พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสว่า เราได้เอาเจ้ามาจากทุ่งหญ้าจากการตามฝูงแพะแกะ เพื่อให้เจ้าเป็นผู้นำเหนืออิสราเอลประชากรของเรา

 8 and I have been with you wherever you have gone and have cut off all your enemies from before you.  And I will make for you a name, like the name of the great ones of the earth.

8และเราได้อยู่กับเจ้าในทุกที่ที่เจ้าไป และได้กำจัดศัตรูทั้งหลายของเจ้าให้พ้นหน้าเจ้า และเราจะให้เจ้ามีชื่อเหมือนกับชื่อของบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ในโลก

9 And I will appoint a place for my people Israel and will plant them, that they may dwell in their own place and be disturbed no more.  And violent men shall waste them no more, as formerly,

9และเราจะกำหนดที่หนึ่งให้อิสราเอลประชากรของเรา และเราจะสถาปนาเขาไว้ ให้อยู่ในที่ของเขาเอง และไม่มีใครรบกวนเขาอีก และบรรดาคนชั่วจะไม่มาทำร้ายดังแต่ก่อน

10 from the time that I appointed judges over my people Israel.  And I will subdue all your enemies.   Moreover, I declare to you that the Lord will build you a house.  

10ตั้งแต่สมัยเมื่อเราบัญชาเหล่าผู้วินิจฉัยให้อยู่เหนืออิสราเอลประชากรของเรา และเราจะปราบศัตรูทั้งสิ้นของเจ้า ยิ่งกว่านั้นอีก เราแจ้งแก่เจ้าว่า พระยาห์เวห์จะทรงสร้างราชวงศ์ภาษาฮีบรู

11 When your days are fulfilled to walk with your fathers, I will raise up your offspring after you, one of your own sons, and I will establish his kingdom.  

11และเมื่อวันของเจ้าครบแล้ว เจ้าจะไปอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะแต่งตั้งเชื้อสายคนหนึ่งของเจ้าที่จะมาภายหลัง สืบต่อจากเจ้าผู้ที่อยู่ในพวกบุตรของเจ้า เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา

12 He shall build a house for me, and I will establish his throne forever.

12เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศให้เรา และเราจะสถาปนาบัลลังก์ของเขาไว้ตลอดนิรันดร์

13 I will be to him a father, and he shall be to me a son.  I will not take my steadfast love from him, as I took it from him who was before you,

13เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา  เราจะไม่นำความรักมั่นคงของเราไปจากเขาเสีย อย่างที่เราเอาไปจากคนที่อยู่ก่อนเจ้านั้น

14 but I will confirm him in my house and in my kingdom forever, and his throne shall be established forever.’”

14แต่เราจะให้เขาตั้งอยู่ในนิเวศของเรา และในอาณาจักรของเราตลอดนิรันดร์ เราจะสถาปนาบัลลังก์ของเขาไว้นิรันดร’ ”

 

During the time of Stephen, the current temple was not Solomon’s, because it had been destroyed by the Babylonians.  

ในช่วงเวลาของสตีเฟนที่วัดในปัจจุบันไม่ได้ซาโลมอนเพราะมันได้ถูกทำลายโดยชาวบาบิโลน

That temple had been replaced by one built by Zerubbabel, which had also been destroyed.

วัดที่ได้รับการแทนที่ด้วยหนึ่งที่สร้างขึ้นโดย เศรุบบาเบล  ที่ได้รับยังถูกทำลาย

The current temple had been built by Herod. And within the lifetime of many of Stephen’s hearers, in a.d. 70, that temple also would be destroyed.

ปัจจุบันวัดได้รับการสร้างขึ้นโดยเฮโรด และในชีวิตของหลาย hearers สตีเฟ่น, ใน AD 70, วัดที่ยังจะต้องถูกทำลาย

Stephen points out that God does not dwell in houses made by human hands.

สตีเฟนอธิบายว่าพระเจ้าไม่ได้อาศัยอยู่ในบ้านที่ทำโดยมือของมนุษย์

Solomon understood that truth.  In his prayer at the dedication of the temple

โซโลมอนเข้าใจความจริงว่า ในการอธิษฐานของเขาที่ทุ่มเทของวัด

 

1 Kings 8:27 (ESV) "But will God indeed dwell on the earth?  Behold, heaven and the highest heaven cannot contain you; how much less this house that I have built!

1พงศ์กษัตริย์ 8:27 “แต่แท้จริงพระเจ้าจะประทับบนแผ่นดินโลกหรือ?  ดูสิ ฟ้าสวรรค์และฟ้าสวรรค์อันสูงสุดยังรับพระองค์อยู่ไม่ได้ แล้วพระนิเวศนี้ซึ่งข้าพระองค์ได้สร้างขึ้น จะรับพระองค์ได้อย่างไร?

 

Stephen strengthens his point by quoting Isaiah the prophet,

สตีเฟ่นให้ความแข็งแกร่งกับจุดของเขาโดยอ้างว่าศาสดาพยากรณ์

 

Isaiah 66:1 (ESV)     Thus says the LORD: “Heaven is my throne, and the earth is my footstool; what is the house that you would build for me, and what is the place of my rest?

อิสยาห์66:1 พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “สวรรค์เป็นพระที่นั่งของเรา และแผ่นดินโลกเป็นแท่นวางเท้าของเรา พวกเจ้าสามารถสร้างนิเวศให้แก่เรา ณ สถานที่ใด?   และที่พำนักของเรานั้นจะอยู่ที่ไหน?

 

Stephen was not guilty of speaking against the temple.  Instead, like Solomon and Isaiah, he argued that God was greater than any temple. The temple was the symbol of God’s presence.

สตีเฟนก็ไม่ได้ผิดจากที่พูดกับพระวิหาร แต่ชอบโซโลมอนและอิสยาห์, เขาโต้เถียงว่าพระเจ้าใหญ่กว่าพระวิหารใด ๆ วัดเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงตนของพระเจ้า

 

The Stoning of Stephen

สเทเฟนถูกขว้างด้วยก้อนหิน

 

Acts 7:54-60 (ESV)

54 Now when they heard these things they were enraged, and they ground their teeth at him.

54เมื่อพวกเขาได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกเดือดดาล และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน

55 But he, full of the Holy Spirit, gazed into heaven and saw the glory of God, and Jesus standing at the right hand of God.

55ส่วนสเทเฟนเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านเขม้นดูสวรรค์เห็นพระรัศมีของพระเจ้า และเห็นพระเยซูทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์

56And he said, “Behold, I see the heavens opened, and the Son of Man standing at the right hand of God.”

56แล้วท่านกล่าวว่า “นี่แน่ะ ข้าพเจ้าเห็นท้องฟ้าแหวกเป็นช่อง และเห็นบุตรมนุษย์ทรงยืนอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า”

57 But they cried out with a loud voice and stopped their ears and rushed together at him.

57แต่พวกเขาร้องเสียงดังและอุดหูวิ่งกรูกันเข้าไปหาสเทเฟน

58 Then they cast him out of the city and stoned him. And the witnesses laid down their garments at the feet of a young man named Saul.

58แล้วขับไล่ท่านออกจากกรุงและเอาหินขว้าง และพวกสักขีพยานที่ปรักปรำสเทเฟน ก็ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล

59 And as they were stoning Stephen, he called out, “Lord Jesus, receive my spirit.”

59ขณะที่พวกเขาเอาหินขว้างสเทเฟนอยู่นั้น ท่านร้องทูลว่า “ข้าแต่พระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วย”

60 And falling to his knees he cried out with a loud voice, “Lord, do not hold this sin against them.” And when he had said this, he fell asleep.

60แล้วสเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอโปรดอย่าถือโทษพวกเขาเพราะบาปนี้” เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้วก็สิ้นใจ

           

These leaders must have become increasingly angry, as Stephen pointed out Israel’s rejections.   He gave a strong accusation against them.  

ผู้นำเหล่านี้จะต้องได้กลายเป็นโกรธมากขึ้นเป็นสตีเฟ่นชี้ให้เห็นการถูกปฏิเสธของอิสราเอล เขาได้ให้ข้อกล่าวหาที่แข็งแกร่งกับพวกเขา

They were just like their fathers in the days of Joseph, Moses, and David.

พวกเขาเช่นเดียวกับบรรพบุรุษของพวกเขาในวันที่โจเซฟ ​​โมเสสและดาวิด

They were stubborn and now refused to honor the Lord and believe in Him. 

พวกเขาดื้อรั้นและตอนนี้ปฏิเสธที่จะให้เกียรติพระเจ้าและเชื่อในพระองค์

They were proud that they were circumcised Jews and carried out rituals and traditions.  

พวกเขาภาคภูมิใจที่พวกเขาถูกชาวยิวเข้าสุหนัตและดำเนินพิธีกรรมและประเพณี

But Stephen says they were uncircumcised in heart and ears, in other words they were not spiritually right with the Lord through repentance and faith in Him.

แต่สตีเฟ่นกล่าวว่าพวกเขามิได้เข้าสุหนัตในใจและหูในคำอื่น ๆ ที่พวกเขาไม่ถูกต้องกับพระเจ้าจิตวิญญาณที่ผ่านการกลับใจและความเชื่อในพระองค์

Their sins had not been forgiven.  They were as unclean before God as uncircumcised Gentiles.

บาปของพวกเขาไม่ได้รับการอภัย พวกเขาเป็นที่ไม่สะอาดก่อนที่จะให้พระเจ้าเป็นคนต่างชาติมิได้เข้าสุหนัต

That was the strong word of condemnation against them.  As their fathers had rejected Joseph and Moses, so now they rejected the Messiah, the Lord Jesus Christ.

ที่เป็นคำกล่าวโทษที่แข็งแกร่งของพวกเขา ในฐานะที่เป็นบรรพบุรุษของพวกเขาปฏิเสธโจเซฟและโมเสสดังนั้นตอนนี้พวกเขาปฏิเสธพระที่องค์พระเยซูคริสต์

Stephen asked them, Which one of the prophets did your fathers not persecute?  His words are similar to the words of Jesus:

สตีเฟนถามพวกเขาซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เผยพระวจนะที่ไม่บรรพบุรุษของท่านไม่ได้กลั่นแกล้ง? คำพูดของเขาจะคล้ายกับคำพูดของพระเยซู :

 

John 5:44-47 (ESV)

44 How can you believe, when you receive glory from one another and do not seek the glory that comes from the only God?

ยอห์น 5:44-47

44พวกท่านจะเชื่อได้อย่างไรในเมื่อท่านรับเกียรติจากกันและกันเองและไม่ได้แสวงหาเกียรติที่มาจากพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียว?

45 Do not think that I will accuse you to the Father.  There is one who accuses you: Moses, on whom you have set your hope.  

45อย่าคิดว่าเราจะฟ้องพวกท่านต่อพระบิดา มีคนฟ้องท่านแล้วคือโมเสสผู้ที่พวกท่านตั้งความหวัง

46 For if you believed Moses, you would believe me; for he wrote of me.

46ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส ท่านก็น่าจะเชื่อเรา เพราะโมเสสเขียนถึงเรา

47 But if you do not believe his writings, how will you believe my words?"

47แต่ถ้าพวกท่านไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราได้อย่างไร

 

Luke 11:48-49 (ESV)

48 So you are witnesses and you consent to the deeds of your fathers, for they killed them, and you build their tombs.

ลูกา11:48-49

48ดังนั้นพวกเจ้าจึงเป็นพยาน   และเห็นชอบในการของบรรพบุรุษของเจ้า   ด้วยว่าเขาได้ฆ่าพวกผู้เผยพระวจนะนั้น   แล้วพวกเจ้าก็ก่ออุโมงค์ให้

49 Therefore also the Wisdom of God said, ‘I will send them prophets and apostles, some of whom they will kill and persecute,’

49เหตุฉะนั้นพระปัญญาของพระเจ้าตรัสว่า 'เราจะใช้พวกผู้เผยพระวจนะและอัครทูตไปหาเขา   และเขาจะฆ่าเสียบ้างและเคี่ยวเข็ญบ้าง'

 

Stephen would become another in the long line of God’s messengers killed by God’s chosen nation, and the first killed for preaching about Jesus.

สตีเฟนจะกลายเป็นอีกหนึ่งในสายยาวของการทูตของพระเจ้าฆ่าตายโดยการเลือกประเทศของพระเจ้าและฆ่าพระธรรมเทศนาครั้งแรกสำหรับการเกี่ยวกับพระเยซู

Even though his defense resulted in his execution rather than being declared not guilty it does not lessen the greatness of Stephen’s message.  It was one of the greatest sermons ever given.  

แม้ว่าการป้องกันประเทศของเขาทำให้ในการดำเนินการของเขามากกว่าถูกประกาศว่าไม่ผิดมันไม่ได้ช่วยลดความยิ่งใหญ่ของสตีเฟ่นข้อความที่ มันเป็นหนึ่งในพระธรรมเทศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เคยได้รับ

The Sanhedrin should have heard it with their hearts and repented, sadly, they did not.

แซนเฮดรินควรมีการได้ยินมันด้วยหัวใจของพวกเขาและกลับใจ, เศร้า, พวกเขาไม่ได้

It is comforting to think of seeing Jesus standing at the right hand of God the Father.  

เป็นความสุขสบายที่จะคิดว่าเห็นพระเยซูยืนอยู่ที่มือด้านขวาของพระเจ้าพระบิดา

Stephen saw the glory of God, and Jesus standing at the right hand of God.   

สตีเฟนเห็นพระสิริของพระเจ้าและพระเยซูยืนอยู่ที่มือข้างขวาของพระเจ้า

Stephen saw the Lord standing, like a coach cheering on a football player and then Stephen prayed for those throwing the stones at him. 

สตีเฟนที่ยืนมองเห็นพระเจ้าเช่นเดียวกับโค้ชเชียร์ผู้เล่นฟุตบอลที่แล้วสตีเฟ่นอธิษฐานสำหรับผู้ที่ขว้างปาก้อนหินที่เขา

 

You can see quite a contrast between Stephen and his murderers. 

คุณสามารถดูค่อนข้างแตกต่างระหว่างสตีเฟนและฆาตกรของเขา

Stephen was filled with the Holy Spirit they were filled with anger. 

สตีเฟ่นก็เต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่พวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธ

He had spiritual sight, they had spiritual blindness. 

เขาได้มองเห็นจิตวิญญาณของพวกเขาตาบอดทางจิตวิญญาณ

They took his life, but he had eternal life and they were dead in their sins.

พวกเขาเอาชีวิตของเขา แต่เขามีชีวิตนิรันดร์และพวกเขาตายในบาปของพวกเขา

They showed hate and Stephen showed love. 

พวกเขาแสดงให้เห็นถึงความเกลียดชังและสตีเฟนพบความรัก

At least one of the men in that group did later become a Christian. 

อย่างน้อยหนึ่งคนในกลุ่มที่ไม่ได้ในภายหลังจะกลายเป็นคริสเตียน

 

Saul of Tarsus was one of the men there that day, the witnesses against Stephen left some of their garments by him. 

ซาอูลจาก ทาร์'ซัสเป็นหนึ่งในผู้ชายที่มีวันนั้นเป็นสักขีพยานกับสตีเฟนที่ยังเหลือบางส่วนของเสื้อผ้าของพวกเขาโดยที่เขา

He later became a Christian and his name was changed to Paul, who was one of the first missionaries and the one who God used to write much of the New Testament.

ภายหลังเขาได้กลายเป็นคริสเตียนและชื่อของเขาได้เปลี่ยนไปเป็นพอลที่เป็นหนึ่งในมิชชันนารีครั้งแรกและเป็นผู้หนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้ในการเขียนมากของพันธสัญญาใหม่

In some ways, it may be harder to live for Christ than to die for Him; but if we are living for Him, we will be prepared to die for Him if that is what God calls us to do.

ในบางวิธีก็อาจจะยากที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์มากกว่าที่จะตายเพื่อพระองค์ แต่ถ้าเรากำลังมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์เราจะได้เตรียมที่จะตายเพื่อพระองค์ว่าเป็นสิ่งที่พระเจ้าเรียกให้เราทำ

 

God does not call all of us to be martyrs, but He does call us to be living sacrifices.

พระเจ้าไม่ได้เรียกเราทุกคนที่จะเป็นผู้เสียสละแต่เขาไม่ได้เรียกเราให้อยู่ในความเสียสละชีวิต

 

Romans 12:1-2 (ESV)

1 I appeal to you therefore, brothers, by the mercies of God, to present your bodies as a living sacrifice, holy and acceptable to God, which is your spiritual worship.

โรม12:1-2

1 ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิต และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน

2 Do not be conformed to this world, but be transformed by the renewal of your mind, that by testing you may discern what is the will of God, what is good and acceptable and perfect.

2อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 7 Acts copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 7 พระธรรมกิจการ ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ) 

Scripture quotations from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Scripture quotations from the New American Standard Bible® (NASB), Copyright © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 by The Lockman Foundation Used by permission. www.Lockman.org

ข้อเสนอจากพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับใหม่ (NASB) ลิขสิทธิ์ © 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973, 1975, 1977, 1995 โดย The Lockman Foundation

ใช้โดยได้รับอนุญาต www.Lockman.or

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top