Luke 1 The Birth of John the Baptist Foretold and the Birth of Jesus Foretold

ลูกาบทที่ 1 เรื่องกำเนิดของยอห์น ผู้ให้บัพติศมา และการประสูติของพระเยซูตามคำพยากรณ์

               

The first four books of the New Testament we call the Gospels which means Good News. 

หนังสือสี่เล่มแรกของพันธสัญญาใหม่เราเรียกว่าพระกิตติคุณซึ่งหมายความว่าข่าวประเสริฐ

The good news is of the birth, life, death, and resurrection of Jesus Christ.

ข่าวประเสริฐเรื่องการบังเกิด  ชีวิต  การสิ้นพระชนม์และการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์

The four books tell the same story but in different ways, from different perspectives.

หนังสือสี่เล่มเล่าเรื่องเดียวกัน แต่รูปแบบต่างกันจากมุมมองที่แตกต่างกัน

The gospel books of Matthew and Luke speak of the birth of Christ, with great details given in Luke.

หนังสือพระกิตติคุณมัทธิวและลูกาพูดถึงการประสูติของพระคริสต์  ท่านลูกาให้รายละเอียดมาก

Luke was a medical doctor, so he gives details from his perspective. 

ลูกาเป็นนายแพทย์ดังนั้นท่านจึงให้รายละเอียดจากมุมมองของท่าน

Matthew had been a tax collector working for Rome before he became a disciple of Jesus, he writes from that perspective. 

มัทธิวเคยเป็นคนเก็บภาษีที่ทำงานให้กรุงโรมก่อนที่เขามาเป็นสาวกของพระเยซู  เขาเขียนจากมุมมองนั้น

Mark was a missionary with Paul and with Barnabas.

มาระโกเป็นมิชชันนารีร่วมกับเปาโลและบารนาบัส

Interesting that as the writers begin the gospels, they each one picked a different place to begin. 

ที่น่าสนใจคือว่าในฐานะเป็นผู้เขียนเริ่มต้นพระกิตติคุณ  พวกเขาแต่ละคนเลือกที่เริ่มต้นแตกต่างกัน

Matthew began with the genealogy of Jesus going back to Abraham.

มัทธิวเริ่มต้นด้วยลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซูย้อนกลับไปถึงอับราฮัม

Mark began at the baptism of Jesus by John.

มาระโกเริ่มต้นขึ้นที่ยอห์นให้บัพติศมาแก่พระเยซู

Luke began with the annunciation to Zacharias, the father of John the Baptist, the forerunner of Jesus, and then gives the genealogy of Jesus and details of the birth of Jesus.

ลูกาเริ่มต้นด้วยการประกาศให้รู้จักเศคาริยาห์บิดาของยอห์นผู้ให้บัพติศมา  ซึ่งเป็นผู้เบิกทางแก่พระเยซู  แล้วก็ลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซูและรายละเอียดเกี่ยวกับการประสูติของพระเยซู

The book of John was written by John, one of the disciples of Jesus.  

หนังสือยอห์นเขียนขึ้นโดยยอห์น  ผู้เป็นสาวกคนหนึ่งของพระเยซู

John often refers to himself in this book as “the one who Jesus loved.”  

ยอห์นมักพูดถึงตัวเองในหนังสือเล่มนี้ว่า "สาวกที่พระเยซูทรงรัก"

John wants to show us that Jesus is God. 

ยอห์นอยากจะชี้ให้เราเห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า

As he begins his book he starts with creation. 

ขณะที่เขาเริ่มต้นเขียนหนังสือ เขาเริ่มต้นเรื่องการทรงสร้าง

 

After interviewing eyewitnesses, and inspired by the Holy Spirit, Luke wrote a carefully constructed report for Theophilus concerning the things he had been hearing.

หลังจากการสัมภาษณ์พยานหลายคน และได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์   ท่านลูกาได้เขียนรายงานเค้าโครงอย่างละเอียดต่อท่านเธโอฟิลัส เกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ยินมา

Some suggest Theophilus was Luke’s previous owner. You see, although the practice of medicine was a noble calling, there wasn’t a lot of money in it.

บางคนกล่าวว่าท่านเธโอฟิลัสเป็นเจ้าของท่านลูกาก่อนหน้านี้    เห็นไหม ถึงแม้ว่าการทำงานการแพทย์เป็นการทรงเรียกที่มีเกียรติ    แต่ก็ไม่ได้มีเงินมากมาย          Consequently, men of means had their own slave doctors.

ดังนั้นแหละ   คนสำคัญๆ จึงมีแพทย์เป็นทาสของพวกเขาเอง

Therefore, it is thought that Theophilus was a wealthy Greek or Roman man who had Luke as his slave/doctor, got converted, and released Luke to pursue missionary journeys with Paul. This could well be. [1]

ดังนั้น จึงน่าคิดว่าท่านเธโอฟิลัสเป็นคนกรีกหรือโรมันที่ร่ำรวย    ผู้ที่มีนายแพทย์ลูกาเป็นทาสของเขา  ได้กลับใจมาเชื่อพระเจ้า  และปล่อยให้ท่านลูกาออกเดินทางมิชชันนารีไปกับเปาโล  คงจะเป็นการดี

 

Colossians 4:14 Luke the beloved physician greets you, as does Demas.

โคโลสี 4:14  ลูกาแพทย์ที่รัก กับเดมาสก็ฝากคำทักทายมายังพวกท่าน

2 Timothy 4:11 Luke alone is with me. Get Mark and bring him with you, for he is very useful to me for ministry.

2 ทิโมธี 4:11 เพียงลูกาคนเดียวที่อยู่กับข้าพเจ้า จงไปตามมาระโกและพาเขามาด้วย เพราะเขาเป็นประโยชน์ต่อข้าพเจ้าในพันธกิจ

 

Luke was with Paul, in his second missionary journey, and again in his third missionary journey; he accompanied him to Asia, and then to Jerusalem; was with him during the captivity time of Caesarea, and subsequently of Rome, the first time Paul was imprisoned in the capital.[2]

ลูกากับเปาโลเดินทางมิชชันนารีครั้งที่สองและในการเดินทางมิชชันนารีครั้งที่สาม  ท่านพาเขาร่วมทางไปยังเอเชีย  แล้วต่อไปยังกรุงเยรูซาเล็ม  เขาอยู่กับเปาโลช่วงเวลาที่ถูกจับกุมที่เมืองซีซารียาและต่อจากนั้นที่กรุงโรม   ครั้งแรกที่เปาโลถูกขังคุกในเมืองหลวง

The name Theophilus means “Lover of God,” Luke’s intent was to provide a carefully documented account.[3]

ชื่อเธโอฟิลัส หมายถึง "ผู้ที่รักพระเจ้า" ท่านลูกาตั้งใจบันทึกเอกสารเรื่องราวอย่างละเอียด

 

The purpose of the Gospel

จุดประสงค์ของข่าวประเสริฐ

1 Inasmuch as many have undertaken to compile a narrative of the things that have been accomplished among us,

1 เนื่องจากมีหลายคนอุตส่าห์เรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ซึ่งสำเร็จแล้วในท่ามกลางเรา

2 just as those who from the beginning were eyewitnesses and ministers of the word have delivered them to us,

2 ตามที่คนเหล่านั้นซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็นกับตาเองตั้งแต่ต้นและเป็นผู้ประกาศพระวจนะนั้นแสดงให้เรารู้

3 it seemed good to me also, having followed all things closely for some time past, to write an orderly account for you, most excellent Theophilus,

3 เพราะเหตุนี้ หลังจากที่ข้าพเจ้าสืบเสาะเรื่องราวเหล่านี้อย่างละเอียดตั้งแต่แรก จึงเห็นดีด้วยที่จะเรียบเรียงเรื่องตามลำดับเพื่อท่านเธโอฟีลัสที่เคารพยิ่ง

4 that you may have certainty concerning the things you have been taught.

4 เพื่อให้ท่านรู้ความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวเหล่านั้นที่เคยมีผู้แจ้งให้ท่านทราบ

 

Luke writes from eyewitnesses, those who have seen, and investigated, his own experience, and may have used Mark as a source. 

            ลูกาเขียนจากประจักษ์พยานและบรรดาผู้ที่ได้เห็นแล้วก็สำรวจตรวจสอบ ประสบการณ์ของท่านเอง  และอาจจะใช้แหล่งข้อมูลจากมาระโก

The first four verses of this chapter give a great beginning. Luke wrote his Gospel to give people certainty and assurance about the Lord Jesus Christ.

สี่ข้อแรกของบทนี้เริ่มต้นดี  ลูกาเขียนพระกิตติคุณเพื่อให้ผู้คนมีความเชื่อมั่นและพระสัญญาเรื่องพระเยซูคริสต์

 

Birth of John the Baptist Foretold

กำเนิดของยอห์น ผู้ให้บัพติศมาตามที่พยากรณ์ไว้

Luke wrote about the miraculous birth of one called John the Baptist.

ลูกาเขียนเกี่ยวกับกำเนิดที่น่าอัศจรรย์ของคนหนึ่งที่ชื่อว่ายอห์น ผู้ให้บัพติศมา

 

5 In the days of Herod, king of Judea, there was a priest named Zechariah, of the division of Abijah. And he had a wife from the daughters of Aaron, and her name was Elizabeth.

5 ในรัชกาลของเฮโรดกษัตริย์ของยูเดีย   มีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อเศคาริยาห์   ซึ่งอยู่ในกองเวรอาบียาห์   ภรรยาของเศคาริยาห์ชื่อเอลิซาเบธ   อยู่ในตระกูลอาโร

           

Zacharias means “God remembers,” and Elizabeth means “His oath.” Together their names mean, “God remembers His oath.” When did God take an oath? Psalm 89: records God's oath:

เศคาริยาห์หมายถึง "พระเจ้าทรงระลึกถึง"  และเอลิซาเบธ หมายความว่า "พระสัญญาของพระองค์"   ชื่อของพวกเขารวมกันหมายความว่า "พระเจ้าทรงระลึกถึงพระสัญญาของพระองค์ได้" พระเจ้าทรงให้สัญญาเมื่อไหร่? สดุดี 89: บันทึกพระสัญญาของพระเจ้า:

 

Psalm 89:34-37 34I will not violate my covenant or alter the word that went forth from my lips.

                        สดุดี 89:34-3734เราจะไม่ละเมิดพันธสัญญาของเรา  หรือพลิกแพลงถ้อยคำที่ ออกไปจากริมฝีปากของเรา

35Once for all I have sworn by my holiness; I will not lie to David.

35เราปฏิญาณโดยความบริสุทธิ์ของเราครั้งเดียวเป็นผล   เราจะไม่มุสาต่อดาวิด  

36His offspring shall endure forever, his throne as long as the sun before    

    me.

36 พงศ์พันธุ์ของเขาจะดำรงอยู่เป็นนิตย์ บัลลังก์ของเขาจะยืนนานอย่าง          ดวงอาทิตย์ต่อหน้าเรา 

37Like the moon it shall be established forever, a faithful witness in the

  skies.” Selah

37 บัลลังก์จะตั้งอยู่เป็นนิตย์อย่างดวงจันทร์   และสักขีพยานบนท้องฟ้าก็

                                  แน่นอน  

 

God swore an oath to David that one of his descendants would have an eternal reign. Christ is that descendant. “God remembers His oath!” [4]

พระเจ้าทรงสาบานต่อดาวิดว่าลูกหลานคนหนึ่งของท่านจะครองราชย์นิรันดร พระคริสต์ทรงเป็นผู้สืบเชื้อสายนั้น "พระเจ้าทรงระลึกถึงพระสัญญาของพระองค์

The priesthood was split into twenty-four groups, of priests who would take one week off twice a year from farming their land or tending their shops to serve in the temple.

พวกปุโรหิตถูกแบ่งออกเป็นยี่สิบสี่กลุ่ม    กลุ่มปุโรหิตที่จะละงานการทำเกษตรในที่ดินของตนหนึ่งสัปดาห์ปีละสองครั้ง  หรือละงานที่ร้านของพวกเขาเพื่อมารับใช้ในพระวิหาร

During the major festivals or feasts, however, all of the priests would gather in Jerusalem to share the temple duties.[5]

ในช่วงเทศกาลหรืองานเลี้ยงฉลองที่สำคัญ   พวกปุโรหิตทั้งหมดจะรวมตัวกันในกรุงเยรูซาเล็มเพื่อร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ในพระวิหาร

 

6 And they were both righteous before God, walking blamelessly in all the commandments and statutes of the Lord.

6 ท่านทั้งสองเป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้า   และดำเนินตามบัญญัติและกฎหมายทั้งปวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีที่ติเลย

7 But they had no child, because Elizabeth was barren, and both were advanced in years.

7 แต่ท่านทั้งสองไม่มีบุตร   เพราะว่านางเอลีซาเบธเป็นหมัน   และท่านทั้งสองก็ชราแล้ว  

8 Now while he was serving as priest before God when his division was on duty,

8 เมื่อเศคาริยาห์ทำหน้าที่ปุโรหิตเข้าเฝ้าพระเจ้าในคราวที่กองเวรของท่านเข้าประจำการ

9 according to the custom of the priesthood, he was chosen by lot to enter the temple of the Lord and burn incense.

9 ท่านเป็นผู้ที่จับได้ฉลากตามธรรมเนียมของปุโรหิต จึงต้องเข้าไปในพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า และเผาเครื่องหอมบูชา 

10 And the whole multitude of the people were praying outside at the hour of incense.

10 ส่วนประชาชนอธิษฐานอยู่ข้างนอกในระหว่างที่เผาเครื่องหอมนั้น

 

Notice that the Scripture tells us both Zacharias and Elizabeth were righteous.

ขอให้สังเกตว่าข้อพระคัมภีร์บอกเราว่า ทั้งเศคาริยาห์และนางเอลิซาเบธเป็นคนชอบธรรม

That is, they were right. How were they right?

นั่นคือพวกเขาเป็นคนมีธรรม พวกเขาเป็นคนมีธรรมได้อย่างไร

They recognized they were sinners and brought the necessary sacrifices. 

พวกเขาสำนึกว่าเป็นคนบาป และจำเป็นต้องถวายเครื่องบูชา

But there was sadness in their lives, they were now very old and had no child yet.

            แต่พวกเขาเศร้าเสียใจในชีวิต  พวกเขาชรามากและไม่มีบุตร

Zacharias, belonging to the tribe of Levi, served in the temple.

เศคาริยาห์ มาจากตระกูลเลวี รับใช้อยู่ในพระวิหาร       

Zacharias was serving at the golden altar, the place of prayer.

เศคาริยาห์กำลังเผาเครื่องบูชาที่แท่นทองคำ  สถานที่อธิษฐาน

It was the time of the evening sacrifice, and in this particular part of the service he placed incense upon the altar. [6]

มันเป็นช่วงเวลาแห่งการถวายเครื่องบูชาในเวลาเย็น  และในหน้าที่เฉพาะของการรับใช้ที่ท่านเผาเครื่องหอมบนแท่นบูชา

They would go in before the altar of incense, and they would take this little golden bowl that had burning coals that had been taken from the altar where they had offered the sacrifice.

พวกเขาจะไปยืนต่อหน้าแท่นบูชาที่เผาเครื่องหอม  และพวกเขาจะถือชามทองคำใบเล็ก มีถ่านหินที่กำลังลุกไหม้  ที่ได้นำมาจากแท่นบูชาที่ซึ่งพวกเขาได้ถวายเครื่องบูชา

The lamb was offered in the morning and in the evening.

ลูกแกะถูกนำมาถวายบูชาในตอนเช้าและในตอนเย็น

They would take the coals from the altar, put it in this little golden bowl, and then they would put the incense on top.

พวกเขาจะใช้ถ่านหินจากแท่นบูชา   วางไว้ในชามทองคำใบเล็กนี้    และจากนั้นพวกเขาจะวางเครื่องหอมด้านบน

They would go in swinging this little incense burner before the altar incense, and the smoke, the sweet-smelling smoke, would ascend up, and it was a beautiful symbolism of how God receives the prayers of His people.

พวกเขาจะกวัดแกว่งกระถางธูปต่อหน้าแท่นบูชาสักหน่อย     และควัน  กลิ่นหอมหวานลอยขึ้นไป    และมันก็เป็นสัญลักษณ์ที่สวยงาม  ที่บอกว่าพระเจ้าได้ทรงรับคำอธิษฐานของประชากรของพระองค์

Our prayers that we offer to God arise before God as a sweet-smelling odor. [7] 

คำอธิษฐานของเราที่เราร้องทูลต่อพระเจ้า  ได้ไปถึงต่อพระพักตร์พระเจ้าเหมือนเป็นกลิ่นอันหอมหวาน

 

Revelation 5:8 And when he had taken the scroll, the four living creatures and the twenty-four elders fell down before the Lamb, each holding a harp, and golden bowls full of incense, which are the prayers of the saints.

 วิวรณ์ 5:8 เมื่อพระองค์ทรงรับหนังสือนั้นแล้ว   สิ่งมีชีวิตทั้งสี่กับผู้อาวุโสยี่สิบสี่คนนั้น   ก็ทรุดตัวลงเฉพาะพระพักตร์พระเมษโปดก   แต่ละคนถือพิณและถือชามทองคำบรรจุเครื่องหอม   ซึ่งเป็นคำอธิษฐานของบรรดาธรรมิกชน

 

Zechariah was burning the prayer incense in the holy place.

เศคาริยาห์กำลังเผาเครื่องหอมบูชาเป็นคำอธิษฐานในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

 

11 And there appeared to him an angel of the Lord standing on the right side of the altar of incense.

11 มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏแก่เศคาริยาห์ ยืนอยู่ที่ข้างขวาแท่นเผาเครื่องหอมนั้น

12 And Zechariah was troubled when he saw him, and fear fell upon him.

12 เมื่อเศคาริยาห์เห็นก็ตกใจกลัว

13 But the angel said to him, Do not be afraid, Zechariah, for your prayer has been heard, and your wife Elizabeth will bear you a son, and you shall call his name John.

13 แต่ทูตสวรรค์องค์นั้นกล่าวแก่ท่านว่า เศคาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะพระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว นางเอลีซาเบธภรรยาของท่านจะให้กำเนิดบุตรชาย ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น 

14 And you will have joy and gladness, and many will rejoice at his birth,

14 ท่านจะมีความยินดีและเปรมปรีดิ์ และคนจำนวนมากจะชื่นชมยินดีที่บุตรนั้นเกิดมา 

15 for he will be great before the Lord. And he must not drink wine or strong drink, and he will be filled with the Holy Spirit, even from his mother's womb.

15 เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่เฉพาะพระพักตร์องค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจะไม่ดื่มน้ำองุ่นหมักและเหล้าเลย  และเขาจะเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา

16 And he will turn many of the children of Israel to the Lord their God,

16 เขาจะนำพงศ์พันธุ์อิสราเอลหลายคนให้หันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของพวกเขา 

17 and he will go before him in the spirit and power of Elijah, to turn the hearts of the fathers to the children, and the disobedient to the wisdom of the just, to make ready for the Lord a people prepared.

17 เขาจะนำหน้าพระองค์ด้วยจิตวิญญาณและฤทธิ์เดชของเอลียาห์ ให้พ่อกลับคืนดีกับลูก และให้คนดื้อด้านกลับได้ปัญญาของคนชอบธรรม เพื่อจัดเตรียมชนชาติหนึ่งไว้ให้พร้อมสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า”   

18 And Zechariah said to the angel, How shall I know this? For I am an old man, and my wife is advanced in years.

18 เศคาริยาห์จึงพูดกับทูตสวรรค์ว่า ข้าพเจ้าจะรู้แน่ได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้าชราและภรรยาก็อายุมากแล้ว?

           

Suddenly an angel appeared. If you saw an angel, what would you do?

ทันใดนั้นทูตสวรรค์ก็มาปรากฏ  ถ้าคุณเห็นทูตสวรรค์ คุณจะทำอะไร?

Your reaction would be the same as this man's. You would be troubled and fearful… Zacharias was praying for a son.

ปฏิกิริยาของคุณจะเหมือนกับผู้ชายคนนี้   คุณจะเป็นทุกข์และตกใจกลัว ... เศคาริยาห์กำลังอธิษฐานทูลขอลูกชาย

Elizabeth was praying for a son.

เอลิซาเบธกำลังอธิษฐานทูลขอลูกชาย

I think that many people were praying that they would have a son.

ผมคิดว่าหลายคนกำลังอธิษฐานทูลขอให้พวกเขามีลูกชาย

Maybe they hadn’t prayed about it for a while, maybe they gave up. 

บางทีพวกเขาอาจไม่ได้อธิษฐานสักครู่  บางทีพวกเขาอาจจะยอมแพ้

How do I know he was praying for a son?

ฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังอธิษฐานขอลูกชาย

Because the angel said, “Your prayer is heard.”

เพราะทูตสวรรค์กล่าวว่า "คำอธิษฐานของท่านทรงรับฟังแล้ว"

The son of Elizabeth and Zacharias was to be a Nazarite.

บุตรชายของเอลีซาเบธและเศคาริยาห์จะเป็นชาวนาซาเร็

One of the things the Nazarite vowed was that he would not drink strong drink or wine.

สิ่งหนึ่งที่ชาวนาซาเร็ ธได้ปฏิญาณไว้ก็คือเขาจะไม่ดื่มเหล้าหรือน้ำองุ่นหมักเลย

He was to find his joy in the Holy Spirit and in God. [8]

เขาต้องการพบความสุขในพระวิญญาณบริสุทธิ์และในพระเจ้า

           

Ephesians 5:18 And do not get drunk with wine, for that is debauchery, but be filled with the Spirit,

เอเฟซัส 5:18 และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน   แต่จงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ

 

Zechariah had been praying for this but couldn’t believe it when God was answering positively granting he and his wife a child. 

เศคาริยาห์เฝ้าอธิษฐานสำหรับเรื่องนี้ แต่เขาแทบไม่เชื่อเลย  เมื่อพระเจ้าทรงตอบรับทำให้มีหวังว่าเขาและภรรยาจะมีบุตร

Perhaps he had given up praying, and hadn’t prayed for that for some years now.  

บางทีเขาอาจจะเลิกอธิษฐานและไม่ได้เฝ้าอธิษฐานเผื่อสิ่งนั้นนานหลายปีตอนนี้

Or perhaps Zechariah was praying for the Nation of Israel and praying that God’s will be done. 

หรือบางทีเศคาริยาห์กำลังอธิษฐานเผื่อชนชาติอิสราเอล   และกำลังอธิษฐานขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ

God was answering that his family would be a part of the answer and God was answering exceedingly abundantly above what he was asking. 

พระเจ้าทรงกำลังตอบว่าครอบครัวของเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ   และพระเจ้าทรงกำลังตอบโดยประทานสิ่งสารพัดมากมายเกินกว่าที่เขาทูลขอ

 

Ephesians เอเฟซัส 3:20 Now to him who is able to do far more abundantly than all that we ask or think, according to the power at work within us,

ขอให้พระเกียรติมีแด่พระองค์ผู้ทรงสามารถทำทุกสิ่งได้มากยิ่งกว่าที่เราทูลขอหรือคิด โดยฤทธานุภาพที่ทำกิจอยู่ภายในเรา

Luke 1:19-20

ลูกา 1.19-20

19 And the angel answered him, I am Gabriel, who stands in the presence of God, and I was sent to speak to you and to bring you this good news.

19 ทูตสวรรค์องค์นั้นจึงตอบว่า เราคือกาเบรียลซึ่งยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า และพระองค์ทรงใช้ให้มาพูดกับท่านและนำข่าวดีนี้มาแจ้ง 

20 And behold, you will be silent and unable to speak until the day that these things take place, because you did not believe my words, which will be fulfilled in their time.

20 นี่แน่ะ เพราะท่านไม่ได้เชื่อถ้อยคำของเราที่จะสำเร็จตามกำหนด ท่านจะเป็นใบ้ พูดไม่ได้จนกว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น

           

The last word of God to man prior to this was in Malachi, the fourth chapter. 

พระดำรัสสุดท้ายของพระเจ้าต่อมนุษย์ก่อนหน้านี้อยู่ในหนังสือมาลาคีบทที่สี่

 

Malachi 4:5-6

 5 Behold, I will send you Elijah the prophet before the great and awesome day of the LORD comes.

มาลาคี 4:5-6

 5 นี่แน่ะ เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะมายังเจ้าก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์ คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวจะมาถึง

6 And he will turn the hearts of fathers to their children and the hearts of children to their fathers, lest I come and strike the land with a decree of utter destruction.

6 และท่านผู้นั้นจะทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ ไม่อย่างนั้น เราจะมาโจมตีแผ่นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง

 

That was the last word of God to man in the old covenant period, prior to the angel meeting Zacharias there at the altar of the Lord.

นั่นเป็นคำตรัสสุดท้ายของพระเจ้าที่มีต่อมนุษย์ในสมัยพันธสัญญาเดิม   ก่อนที่ทูตสวรรค์จะมาปรากฏแก่เศคาริยาห์ที่แท่นบูชาของพระเจ้า

And it is interesting though the Lord has been silent for four hundred years, that very promise, which was the last promise of the Old Testament, is the first word of the Lord in the New Testament, which is the fulfillment of that prophesy, which is about to take place, as this child that will be born, will go forth in the spirit and in the power of Elijah.

และที่น่าสนใจคือ   ถึงแม้ไม่มีพระดำรัสของพระเจ้ามาเป็นเวลาสี่ร้อยปี  และพระสัญญานั้นสำคัญ ซึ่งเป็นพระสัญญาสุดท้ายในพันธสัญญาเดิม  เป็นคำตรัสแรกของพระเจ้าในพันธสัญญาใหม่   ซึ่งเป็นการทำให้คำพยากรณ์สำเร็จครบบริบูรณ์  ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น  เมื่อเด็กคนหนึ่งจะบังเกิดมาด้วยจิตใจและอำนาจของเอลียาห์

There is a lot of confusion as regards to John the Baptist, and the prophesy of the coming of Elijah.

มีความสับสนมากมายในเรื่องที่เกี่ยวกับยอห์น ผู้ให้บัพติศมา  และคำพยากรณ์ของเอลียาห์เรื่องการที่พระองค์ทรงกำลังเสด็จมา

In John's gospel we are told that as John was baptizing at the Jordan River, the Pharisees came out and they demanded of him his authority, and who gave him the authority to do these things…[9]  

ในพระกิตติคุณยอห์น  มีคำบอกว่ายอห์นกำลังให้บัพติศมาที่แม่น้ำจอร์แดน  พวกฟาริสีพากันออกมาและพวกเขาถามหาสิทธิอำนาจของเขา   และใครเป็นผู้ที่ทำให้เขามีอำนาจที่จะทำสิ่งเหล่านี้

 

John 1:19-23

19 And this is the testimony of John, when the Jews sent priests and Levites from Jerusalem to ask him, Who are you?

ยอห์น1:19-23

19 นี่เป็นคำพยานของยอห์น คือเมื่อพวกยิวส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวีจากกรุงเยรูซาเล็มไปถามท่านว่า ท่านคือใคร

20 He confessed, and did not deny, but confessed, I am not the Christ.

20 ท่านก็ยอมรับ   และไม่ได้ปฏิเสธ   คือยอมรับว่า   “ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์”
21 And they asked him, What then? Are you Elijah? He said, I am not.” “Are you the Prophet? And he answered, No.

21 พวกเขาจึงถามว่า ถ้าอย่างนั้นท่านเป็นใคร? ท่านเป็นเอลียาห์หรือ?” ยอห์นตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์” “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะคนนั้นหรือ?” และยอห์นตอบว่า ไม่ใช่

22 So they said to him, Who are you? We need to give an answer to those who sent us. What do you say about yourself?

22 พวกเขาจึงถามว่า แล้วท่านเป็นใคร? ขอให้ตอบมา จะได้ไปบอกคนที่ใช้เรามา ท่านจะตอบเรื่องตัวท่านว่าอย่างไร?

23 He said, I am the voice of one crying out in the wilderness, Make straight the way of the Lord, as the prophet Isaiah said.

           23 ท่านตอบว่า เราเป็นเสียงของคนที่ร้องประกาศในถิ่นทุรกันดารว่า จงทำ

            มรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป ตามที่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้  

 

Yet, here the angel of the Lord tells his father that he will be going forth in the Spirit and in the power of Elijah. 

แต่กระนั้น    ที่นี่ทูตสวรรค์ของพระเจ้าบอกพ่อของเขาว่า    เขาจะออกไปรับใช้ด้วยจิตใจและอำนาจของเอลียาห์

Pastor Chuck Smith explains the confusion exists in the fact that there are two comings of the Messiah.

บาทหลวงชัค สมิธ อธิบายถึงความสับสนที่เกิดขึ้นโดยความจริงว่า   พระคริสต์จะเสด็จมาสองครั้ง

 

The first coming that we find recorded here in the gospel. The second coming for which we presently wait.

การเสด็จมาครั้งแรกที่เราพบบันทึกไว้ที่นี่ในพระกิตติคุณ    ครั้งที่สองที่ปัจจุบันนี้เรากำลังรออยู่

And even as Elijah will appear before Jesus comes again. So John the Baptist came in the Spirit and in the power of Elijah.

และแม้เมื่อเอลียาห์จะปรากฏก่อนพระเยซูจะเสด็จมาอีกครั้ง  ดังนั้นยอห์น ผู้ให้บัพติศมาก็ได้มาโดยจิตใจและอำนาจของเอลียาห์

And if a person is able to accept it, he was the fulfillment of that promise of Elijah coming before the Lord, to cause the hearts of the children to turn to their fathers, and their fathers to their children. 

และถ้าบุคคลหนึ่งสามารถยอมรับมัน     เขาก็ทำให้พระสัญญานั้นสำเร็จ ที่เอลียาห์มายืนต่อพระพักตร์พระเจ้านั้น   ทำให้จิตใจของบุตรทั้งหลายหันไปทางบรรพบุรุษของเขา    และจากบิดาของพวกเขาไปถึงบุตรทั้งหลาย

So the confusion lies in the fact that there are two comings of the Messiah, as well as the two comings of Elijah, both of them to prepare the people for the coming of the Lord. 

ดังนั้นความจริงที่ว่าเป็นความสับสนอยู่ที่ว่ามีพระคริสต์เสด็จมาสองครั้งเช่นเดียวกับการมาของเอลียาห์สองครั้ง   ทั้งสองครั้งเพื่อเตรียมประชาชนให้พร้อมสำหรับการเสด็จมาของพระเจ้า

He shall be great in the sight of the Lord. He was to be as a Nazarene. Not drinking wine or strong drink, but filled with the Holy Spirit, from his mother's womb. [10]

ท่านผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในสายพระเนตรของพระเจ้า    ท่านต้องเป็นคนที่มาจากนาซาเร็ธ ไม่ดื่มน้ำองุ่นหมักหรือเหล้า แต่ประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เกิดจากครรภ์มารดา

 

John was not Elijah. John would turn the hearts of the fathers to the children.

            ยอห์นไม่ใช่เอลียาห์ ยอห์นจะหันจิตใจของบรรพบุรุษไปถึงเด็ก ๆ

He was to prepare the way for the coming of Jesus. 

เขากำลังเตรียมทางสำหรับการเสด็จมาของพระเยซู

He was to tell people to repent, to turn from their sin and turn to God. 

เขาจะต้องบอกให้คนกลับใจใหม่  หันกลับจากบาปและหันมาหาพระเจ้า

When the angel told Zacharias, he was going to have a son, Zacharias laughed, and didn’t believe it. 

เมื่อทูตสวรรค์กล่าวกับเศคาริยาส    เขากำลังจะมีบุตรชายคนหนึ่ง   เศคาริยาห์หัวเราะและไม่เชื่อ

Because he didn’t believe, he was unable to speak until his promised son was eight days old. 

เพราะเขาไม่เชื่อ   เขาจึงไม่สามารถพูดได้จนกว่าลูกชายของเขาตามพระสัญญาอายุครบแปดวัน

What an honor for this elderly couple to be the parents of the last and greatest of the prophets the man who would introduce the Messiah to the nation.

ช่างเป็นเกียรติแก่คู่สามีภรรยาผู้สูงอายุคู่นี้ที่จะเป็นบิดามารดาของผู้พยากรณ์คนสุดท้ายและยิ่งใหญ่ที่สุดในกลุ่มผู้พยากรณ์  ผู้ที่จะแนะนำพระเมสสิยาห์ต่อชนประเทศ

 

Matthew 3:1-2

1In those days John the Baptist came preaching in the wilderness of Judea,

มัทธิว 3:1-2

1 ในเวลานั้นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา   มาประกาศในถิ่นทุรกันดารแคว้นยูเดียว่า

2“Repent, for the kingdom of heaven is at hand.”

2จงกลับใจเสียใหม่   เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว

 

What does repent mean?   

            การกลับใจใหม่หมายถึงอะไร?

The word means be sorry about your sin, to really have sorrow over sin, and to turn away from it, and instead turn to God.  

คำว่าต้องเสียใจเกี่ยวกับบาปของคุณจริงๆต้องเสียใจมากกว่าความบาปและหันเหออกไปจากมันและหันกลับไปหาพระเจ้า

Do you ever consider how much sin hurts the heart of God? 

คุณเคยพิจารณาว่าบาปทำร้ายจิตใจของพระเจ้ามากแค่ไหน?

How sad our sin makes God feel?

บาปของเราทำให้พระเจ้ารู้สึกอย่างไร?

If we would consider that more often perhaps we would sin less.   David prayed this in Psalm 139.

ถ้าเราคิดว่าบ่อยครั้งที่เราอาจจะทำบาปน้อยลง ดาวิดได้อธิษฐานในสดุดี 139

 

Psalm 139:23-24

23Search me, O God, and know my heart!

Try me and know my thoughts!

เพลงสดุดี 139:23-24

23ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงตรวจค้นข้าพระองค์และทรงรู้จักจิตใจของข้าพระองค์   ขอทรงทดสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักความคิดของข้าพระองค์

24And see if there be any grievous way in me, and lead me in the way everlasting!

24และขอทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ   ในข้าพระองค์หรือไม่ และขอทรงนำข้า    พระองค์ไปในทางนิรันดร์

 

Notice that John is telling people why it is so important for the people to repent, because “the Kingdom of heaven is at hand”

ขอให้สังเกตว่าจอห์นกำลังเล่าให้คนทั่วไปฟังว่าทำไมคนถึงต้องกลับใจจึงมีความสำคัญมากเพราะ "ราชอาณาจักรสวรรค์อยู่ใกล้แล้ว"

Jesus often spoke of either the Kingdom of God or the Kingdom of Heaven.

พระเยซูมักพูดถึงอาณาจักรแห่งพระเจ้าหรืออาณาจักรแห่งสวรรค์

 

Gabriel visits Mary Luke 1:26-38

ทูตกาเบรียลมาเยี่ยมมารีย์  ลูกา 1: 26-38

The last recorded appearance of the angel Gabriel was a little over five hundred years prior to this particular event, when Gabriel appeared to the prophet Daniel and gave to Daniel one of the clearest prophesies concerning the time of the coming of the Messiah.

สุดท้ายมีบันทึกเรื่องการปรากฏของทูตสวรรค์กาเบรียล ซึ่งได้ถูกบันทึกราวเกือบห้าร้อยปีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์พิเศษนี้  เมื่อกาเบรียลปรากฏต่อผู้เผยพระวจนะดาเนียลและการเผยพระวจนะต่อดาเนียลที่ชัดเจนเรื่องช่วงเวลาที่พระเจ้าจะเสด็จมา

It was Gabriel who said unto Daniel that there are seventy sevens determined upon the nation of Israel, to finish the transgression, to make an end of iniquity.

ทูตกาเบรียลเองที่ได้บอกกับดาเนียลว่า     มีกำหนดเวลาเจ็ดสิบเจ็ดสัปดะแห่งปีแก่ประเทศของอิสราเอล     ที่จะจบสิ้นการล่วงละเมิด   สิ้นสุดความทรยศชั่วช้า

 

Daniel 9:21-25

21 while I was speaking in prayer, the man Gabriel, whom I had seen in the vision at the first, came to me in swift flight at the time of the evening sacrifice.

ดาเนียล 9:21-25

21 ขณะเมื่อข้าพเจ้ากล่าวคำอธิษฐาน ชายที่ชื่อกาเบรียล ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตครั้งแรกนั้น ได้บินอย่างเร็วมาใกล้ข้าพเจ้า ในเวลาถวายเครื่องบูชาตอนเย็น

22 He made me understand, speaking with me and saying, O Daniel, I have now come out to give you insight and understanding.

22 ท่านได้กล่าวอธิบายแก่ข้าพเจ้าว่า โอ ดาเนียล ข้าพเจ้าออกมา ณ บัดนี้ เพื่อจะให้ความกระจ่างและความเข้าใจแก่ท่าน

23 At the beginning of your pleas for mercy a word went out, and I have come to tell it to you, for you are greatly loved. Therefore consider the word and understand the vision.

23 เมื่อท่านเริ่มวิงวอนคำตอบก็ปรากฏทันที ข้าพเจ้าจึงมาบอกให้ท่านทราบ เพราะท่านเป็นผู้ที่ทรงรักมาก เพราะฉะนั้นจงพิจารณาคำตอบและเข้าใจนิมิตนั้น

24 Seventy weeks are decreed about your people and your holy city, to finish the transgression, to put an end to sin, and to atone for iniquity, to bring in everlasting righteousness, to seal both vision and prophet, and to anoint a most holy place.

24 มี 70 สัปดาห์แห่งปีกำหนดไว้สำหรับชนชาติของท่านและนครบริสุทธิ์ของท่าน เพื่อให้ยุติการละเมิด ให้บาปจบสิ้น และให้ลบมลทิน เพื่อนำความชอบธรรมนิรันดร์เข้ามา เพื่อประทับตราทั้งนิมิตและคำของผู้เผยพระวจนะไว้ และเพื่อจะเจิมอภิสุทธิสถาน

25 Know therefore and understand that from the going out of the word to restore and build Jerusalem to the coming of an anointed one, a prince, there shall be seven weeks. Then for sixty-two weeks it shall be built again with squares and moat, but in a troubled time.

25 เพราะฉะนั้นจงสังเกตและเข้าใจว่า นับตั้งแต่การที่ถ้อยคำนั้นออกไป ให้สร้างกรุงเยรูซาเล็มขึ้นใหม่ จนถึงสมัยประมุขผู้ถูกเจิมไว้ก็เป็นเวลา 7 สัปดาห์ และเยรูซาเล็มจะถูกสร้างขึ้นพร้อมด้วยคูและลานเมืองเป็นเวลา 62 สัปดาห์ แต่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลายากลำบาก 

 

So this amazing prediction of the time of the coming of the Messiah was given by Gabriel.   

ดังนั้นคำพยากรณ์เวลาเสด็จมาของพระเจ้าโดยทูตกาเบรียลบอกเป็นที่น่าประหลาดใจ ตอนนี้ก็กว่าห้าร้อยปีผ่านมาแล้ว   และเขาก็มาปรากฏให้เห็นอีกครั้ง

Now it's over five hundred years later, and he shows up again, announcing now to Zacharias that his wife Elisabeth was to bear the son, which was to be the forerunner of the Messiah, as he will go forth in the Spirit and in the power of Elijah to fulfill the prophesy of sending the messenger before the face of the Lord. 

ตอนนี้มาประกาศแก่เศคาริยาห์ว่าภรรยาของท่านคืออลิซาเบธจะคลอดบุตรชายซึ่งจะเป็นผู้เบิกทางเสด็จมาของพระเจ้า   เขาจะออกไปด้วยจิตใจและฤทธิ์อำนาจ ของเอลียาห์     เพื่อให้คำพยากรณ์สำเร็จ โดยส่งผู้ส่งสารมาต่อพระพักตร์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า

Gabriel was the messenger preparing the people on the earth, preparing Mary as we will see later in the chapter, and here preparing Zechariah.

กาเบรียลเป็นผู้ส่งสารเตรียมการให้คนในโลกนี้       เตรียมมารีย์  ดังที่เราจะได้เห็นต่อไปในบทเรียนนี้  และตอนนี้เป็นการเตรียมเศคาริยาห์

 

Luke 1:21-25

21 And the people were waiting for Zechariah, and they were wondering at his delay in the temple.

ลูกา1:21-25

21 คนทั้งหลายที่คอยเศคาริยาห์ก็ประหลาดใจเพราะท่านอยู่ในพระวิหารนานมาก

22 And when he came out, he was unable to speak to them, and they realized that he had seen a vision in the temple. And he kept making signs to them and remained mute.

22 เมื่อท่านออกมาก็พูดกับพวกเขาไม่ได้ คนทั้งหลายจึงตระหนักว่าท่านได้เห็นนิมิตในพระวิหาร ท่านเอาแต่ทำบุ้ยใบ้กับพวกเขาและพูดไม่ได้อยู่อย่างนั้น

23 And when his time of service was ended, he went to his home.

23 เมื่อหมดเวรของท่านแล้ว ท่านก็กลับบ้าน

24 After these days his wife Elizabeth conceived, and for five months she kept herself hidden, saying,

24 ภายหลังนางเอลีซาเบธภรรยาของท่านตั้งครรภ์ และอยู่กับบ้านอย่างเงียบๆ ห้าเดือน นางกล่าวว่า

25 Thus the Lord has done for me in the days when he looked on me, to take away my reproach among people.

25 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำเช่นนี้แก่ข้าพเจ้าในวันที่พระองค์ทอดพระเนตร เพื่อว่าความอดสูของข้าพเจ้าที่มีอยู่ท่ามกลางคนทั้งปวงจะหมดสิ้นไป

Birth of Jesus Foretold

กำเนิดของพระเยซูทำนายไว้ล่วงหน้า

Luke 1:26-27

26 In the sixth month the angel Gabriel was sent from God to a city of Galilee named Nazareth,

ลูกา1:26-27

26เมื่อถึงเดือนที่หก พระเจ้าทรงใช้ทูตสวรรค์กาเบรียลมายังเมืองหนึ่งในแคว้นกาลิลีชื่อนาซาเร็ธ

27 to a virgin betrothed to a man whose name was Joseph, of the house of David. And the virgin's name was Mary.

27 ให้ไปหาหญิงพรหมจารีคนหนึ่งที่หมั้นไว้กับชายที่ชื่อโยเซฟ ซึ่งเป็นคนในเชื้อวงศ์ของดาวิด หญิงพรหมจารีคนนั้นชื่อมารีย์
           

According to Jewish custom, based upon the arrangement made between their parents, a couple could become engaged even as young children.

ตามธรรมเนียมของชาวยิว     พึ่งพาการจัดการระหว่างพ่อแม่ของพวกเขา   ทั้งคู่สามีภรรยาหมั้นหมายกันได้แม้ในขณะที่เป็นเด็กอยู่

Then, a year before their marriage, they would become espoused, which meant that although they would not consummate their relationship, they would be considered husband and wife in a legal binding so strong, it required a divorce to break the relationship.[11]

จากนั้นหนึ่งปีก่อนพวกเขาแต่งงาน พวกเขาก็จะกลายเป็นคู่สมรส  ซึ่งหมายความว่าถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่บรรลุเพศสัมพันธ์กัน พวกเขาจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นสามีและภรรยาตามกฎหมาย   เป็นผลผูกพันที่แน่นแฟ้น   ดังนั้นจำเป็นต้องมีการหย่าร้างจึงจะตัดความสัมพันธ์กันได้

 

Luke 1:28 And he came to her and said, Greetings, O favored one, the Lord is with you!

ลูกา 1:28 ทูตสวรรค์มาหานางแล้วบอกว่า เธอผู้ที่พระเจ้าโปรดปรานมาก จงชื่นชมยินดีเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตอยู่กับเธอ” 

           

Most scholars believe Mary at this point was about fifteen or sixteen years old, the usual age of espousal in that day.

นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่า ณ จุดนี้มารีย์อายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี เกณฑ์อายุปกติของการแต่งงานในสมัยนั้น

What a wonderful young woman she must have been—a woman selected of all the women of history to be the one to bear God’s Son.

ช่างเป็นสตรีที่ยอดเยี่ยมอะไรอย่างนั้น  ผู้หญิงที่ถูกเลือกสรรจากผู้หญิงทุกคนในประวัติศาสตร์เพื่อจะเป็นบุคคลที่จะคลอดพระบุตรของพระเจ้า

Later on in the chapter, as we come to the Magnificat, it becomes obvious that she had a heart for God and insight into the Word. 

ตอนหลังในบทนี้   เมื่อเรามาดูเพลงสรรเสริญยกย่องของมารีย์  ที่เห็นได้ชัดว่านางมีจิตใจรักพระเจ้าและมีความเข้าใจในพระคำ

Note that the text reads that she was blessed among women, not above women.

ให้สังเกตจากเนื้อหาที่อ่านว่านางมีความสุขท่ามกลางพวกผู้หญิง   ไม่ได้เหนือกว่าพวกผู้หญิง

There is no scriptural example to suggest that Mary be worshiped or prayed to. Not a single word.

ไม่มีตัวอย่างพระคัมภีร์ที่แนะนำให้นมัสการนางมารีย์ หรือให้เราอธิษฐานขอต่อนาง   ไม่มีแม้แต่คำเดียว

She is indeed the most blessed among women, but she is only a woman.[12]

ที่จริงนางมีความสุขมากที่สุดในท่ามกลางพวกผู้หญิง แต่นางเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น

Luke 1:29-34

29 But she was greatly troubled at the saying, and tried to discern what sort of greeting this might be.

ลูกา1:29-34

29 มารีย์ก็ตกใจเพราะคำพูดนั้น และรำพึงว่า คำทักทายมีความหมายว่าอย่างไร

30 And the angel said to her, Do not be afraid, Mary, for you have found favor with God.

30 แล้วทูตสวรรค์จึงกล่าวแก่นางว่า มารีย์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะเธอเป็นผู้ที่พระเจ้าโปรดปราน

31 And behold, you will conceive in your womb and bear a Son, and you shall call His name Jesus.

31 นี่แน่ะ เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู
32 He will be great and will be called the Son of the Most High. And the Lord         God will give to Him the throne of his father David,

32 บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าจะประทานบัลลังก์ของดาวิดบรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน 

33 and He will reign over the house of Jacob forever, and of His kingdom there will be no end.

33 และท่านจะครอบครองพงศ์พันธุ์ของยาโคบสืบไปเป็นนิตย์ และแผ่นดินของท่านจะไม่มีวันสิ้นสุดเลย  

34 And Mary said to the angel, How will this be, since I am a virgin?

34 มารีย์จึงพูดกับทูตสวรรค์องค์นั้นว่า เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยหลับนอนกับชายใด?

           

There is a difference between the question of Zacharias and the question of Mary.

มีความแตกต่างระหว่างคำถามของเศคาริยาห์และคำถามของนางมารีย์

Zacharias was questioning the word of the Lord. Mary was only asking information on the procedures. "How is this to be, seeing I know not a man?"

เศคาริยาห์กำลังตั้งคำถามพระวจนะของพระเจ้า       มารีย์เพียงขอข้อมูลเกี่ยวกับขั้นตอนกระบวนการ    " เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยหลับนอนกับชายใด?"

Hers was not the question of doubt. Hers was only an inquiring question as to the manner by which it should be fulfilled.

นางไม่ได้ตั้งคำถามแบบมีข้อสงสัย   เธอเพียงตั้งคำถามอยากรู้ลักษณะที่ควรจะเป็นเพื่อจะได้ปฏิบัติให้สำเร็จ

She believed. And that is pointed out a little later as Elisabeth said, "Blessed are you who has believed the words that the Lord spoke to you." 

นางเชื่อและนั่นชี้ให้เห็นต่อมาตอนที่เอลิซาเบธกล่าวว่า " ความสุขเป็นของสตรีที่เชื่อว่าสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเธอนั้นจะสำเร็จ"

She believed the word that the Lord spoke to her.

นางเชื่อพระดำรัสที่พระเจ้าได้ตรัสกับเธอ

However, she didn't know by what process it was to be fulfilled, and that really was her question. "How is this going to be, seeing I am a virgin, I know not a man?" [13]

อย่างไรก็ตามนางไม่เคยรู้ว่ากระบวนการนั้นจะสำเร็จอย่างไร     และแท้จริงนั่นคือคำถามของนาง "เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะข้าพเจ้ายังไม่เคยหลับนอนกับชายใด?"

 

Luke 1:35-38

35 And the angel answered her, The Holy Spirit will come upon you, and the power of the Most High will overshadow you; therefore the child to be born will be called holythe Son of God.

ลูกา1:35-38

35 ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาเหนือเธอ และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ เพราะฉะนั้นองค์บริสุทธิ์ที่เกิดมานั้นจะได้ชื่อว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า

36 And behold, your relative Elizabeth in her old age has also conceived a son, and this is the sixth month with her who was called barren.

36 นี่แน่ะ ถึงแม้นางเอลีซาเบธญาติของเธอจะชราแล้ว ก็ยังตั้งครรภ์มีบุตรชาย บัดนี้นางนั้นที่คนเขาถือว่าเป็นหญิงหมันก็มีครรภ์ได้หกเดือนแล้

37 For nothing will be impossible with God.

37 เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้”

38 And Mary said, Behold, I am the servant of the Lord; let it be to me according to your word. And the angel departed from her.

38 มารีย์จึงกล่าวว่า นี่แน่ะ ข้าพเจ้าเป็นทาสขององค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่านแล้วทูตสวรรค์ก็จากนางไป

Gabriel or another angel, we don’t know, appeared also to Joseph in a dream. 

กาเบรียลหรือเทวดาอื่น เราไม่ทราบว่าได้ปรากฏแก่โยเซฟในความฝัน

 

Matthew 1:18-19

18 Now the birth of Jesus Christ took place in this way. When his mother Mary had been betrothed to Joseph, before they came together she was found to be with child from the Holy Spirit.

มัทธิว1:18-19

18  เรื่องการประสูติของพระเยซูคริสต์เป็นดังนี้ คือมารีย์ผู้เป็นมารดาของพระเยซูนั้น เดิมโยเซฟได้สู่ขอหมั้นกันไว้แล้ว ก่อนที่จะได้อยู่กินด้วยกันก็ปรากฏว่า มารีย์มีครรภ์แล้วด้วยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

19 And her husband Joseph, being a just man and unwilling to put her to shame, resolved to divorce her quietly.

19 แต่โยเซฟคู่หมั้นของเธอเป็นคนชอบธรรม ไม่ต้องการจะแพร่งพรายความเป็นไปของเธอ ต้องการจะถอนหมั้นเสียลับๆ

 

It was a very serious matter, for an engaged women to become pregnant before the marriage. 

เป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากสำหรับผู้หญิงที่หมั้นหมายแล้วเกิดตั้งครรภ์ก่อนแต่งงาน

Joseph had no sexual relations with Mary yet, so he naturally thought that she had been with another man. 

โยเซฟไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับมารีย์    ดังนั้นโดยธรรมชาติเขาจึงคิดว่าเธอเคยไปหลับนอนกับชายคนอื่น

The usual penalty for this was death by stoning in very public humiliating way. 

โทษปกติสำหรับเรื่องนี้คือความตายโดยการขว้างปาด้วยก้อนหินต่อหน้าประชาชน

Joseph thought rather than do that he would just divorce her quietly, just break off the engagement.

โยเซฟคิดว่าแทนที่จะทำเช่นนั้นเขาก็จะหย่ากับนางอย่างเงียบ ๆ โดยการถอนหมั้น

 

Matthew1:20-23

20 But as he considered these things, behold, an angel of the Lord appeared to him in a dream, saying, Joseph, son of David, do not fear to take Mary as your wife, for that which is conceived in her is from the Holy Spirit.

มัทธิว 1:20-23

20 เมื่อโยเซฟยังคิดเรื่องนี้อยู่ ก็มีทูตสวรรค์องค์หนึ่งขององค์พระผู้เป็นเจ้า มาปรากฏแก่โยเซฟในความฝันว่า โยเซฟบุตรดาวิด อย่ากลัวที่จะรับมารีย์มาเป็นภรรยาของท่านเลย เพราะว่าผู้ซึ่งปฏิสนธิในครรภ์ของเธอเป็นโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์

21 She will bear a son, and you shall call His name Jesus, for He will save His people from their sins.

21 เธอจะให้พระกำเนิดบุตรชาย แล้วจงเรียกนามท่านว่า เยซู เพราะว่าท่านจะทรงช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากบาปของพวกเขา 

22 All this took place to fulfill what the Lord had spoken by the prophet:

22 ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งตรัสผ่านทางผู้เผยพระวจนะว่า

23 Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and they shall call His name Immanuel”(which means, God with us).

                23 นี่แน่ะ หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง  และเขา

            จะเรียกนามของท่านว่าอิมมานูเอล” (แปลว่า พระเจ้าสถิตกับเรา)

 

This was prophesied by Isaiah. 

นี้เป็นคำพยากรณ์โดยอิสยาห์

 

Isaiah 7:14 Therefore the Lord Himself will give you a sign. Behold, the virgin shall conceive and bear a son, and shall call His name Immanuel.

อิสยาห์ 7:14 เพราะฉะนั้น องค์เจ้านายจะประทานหมายสำคัญด้วยพระองค์เอง นี่แน่ะ หญิงสาวคนหนึ่งจะตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และคนจะเรียกนามของเขาว่า อิมมานูเอล

 

Are you willing to be a servant of the Lord like Mary? 

คุณเต็มใจที่จะเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเช่นมารีย์ไหม?

What a tremendous honor she would have to bear the Son of God but what a risk she took. 

ช่างเป็นเกียรติอันใหญ่หลวงที่นางต้องแบกครรภ์พระบุตรของพระเจ้า แต่นางต้องรับความเสี่ยง

She as a virgin was risking her life. 

นางเป็นสาวพรหมจารีเสี่ยงชีวิต

She believed the angel and was willing.

นางเชื่อทูตสวรรค์และเต็มใจรับ

Have you trusted Jesus yet as your Lord and Savior?

คุณเคยเชื่อวางใจพระเยซูเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณไหม?

 

John 3:16 “For God so loved the world, that he gave his only Son, that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น 3:16  พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้คือ ได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์© 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] Jon Courson, Jon Courson’s Application Commentary, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 2004), 295.

[2] Charles Ellicott, Ellicott's Commentary for English Readers, 1876, Biblehub.com  http://biblehub.com/commentaries/ellicott/2_timothy/4.htm (accessed Sept. 1, 2013).

[3] Courson, Jon Courson’s Application Commentary, 295.

[4] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 1.

[5] Courson, Jon Courson’s Application Commentary, 296

                 [6] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 1.

                [7] Courson, Jon Courson’s Application Commentary, 296.

                 [8] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 1.

     [9] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible software, Luke 1.

     [10] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Luke 1.

[11] Courson, Jon Courson’s Application Commentary, 297.

[12] Courson, Jon Courson’s Application Commentary, 297.

[13] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Luke 1.