Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 10-part 2 The Parable of the Good Samaritan

ลูกาบทที่ 10 ตอน 2 คำอุปมาเรื่องชาวสะมาเรียใจดี

            Last time we spoke on the work of the 70 and the cost of discipleship, in taking up our cross and following Jesus.  

            ครั้งที่แล้วเราพูดถึงการทำงานของคนเจ็ดสิบคนและค่าของการเป็นสาวก  lang=TH style='line-height:110%;color:black;'>ให้เราแบกกางเขนและติดตามพระเยซู

Also how they should rejoice because God has recorded their names in the Lamb’s Book of Life.  

พวกเขาควรชื่นชมยินดีแค่ไหน   เพราะพระเจ้าทรงบันทึกชื่อของพวกเขาในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก

Pastor David Guzik gives a list, on how we should follow the example of the 70 and go forth with the gospel.

ศิษยาภิบาลเดวิด คูสิค เขียนรายการวิธีที่เราควรทำตามตัวอย่างของคนเจ็ดสิบคนและมุ่งหน้าบอกข่าวประเสริฐ

1. The harvest is great: We do the work knowing how big the job is.

1. ข้าวที่ต้องเกี่ยวนั้นมีมากนักหนา  เราทำงานโดยรู้ว่างานใหญ่แค่ไหน

2. The laborers are few: We do the work knowing that we have a key job.

2. คนงานยังน้อยอยู่  เราทำงานโดยรู้ว่าเรามีงานสำคัญ.

3. Pray the Lord of the harvest: We do the work with a lot of prayer.

3. อธิษฐานทูลพระเจ้าของการเก็บเกี่ยว เราทำงานโดยต้องอธิษฐานมาก

4 Go your way: We are to actually go and do the work.

4. จงออกไปตามทาง  แท้จริงเราต้องมุ่งไปและทำงาน

5. Like lambs among wolves: We do the work making ourselves vulnerable, letting God be our strength.

5. เหมือนลูกแกะท่ามกลางฝูงหมาป่า: เราทำงานโดยเรารู้ว่ามีความเสี่ยง  เราขอให้พระเจ้าทรงเป็นกำลัง

6. Carry no purse: We do the work without reliance upon anything except the gospel and power of God.

6. อย่าเอากระเป๋าเงินไป  เราทำงานโดยไม่ต้องพึ่งพาอะไรยกเว้นข่าวประเสริฐและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

7. Greet no one: We do the work not allowing social obligations to hinder our work.

7. อย่าทักทายใคร  เราทำงานโดยไม่ยอมให้หน้าที่ทางสังคมมาขัดขวางงานของเรา

8. Whatever house you enter: We do the work expecting that God will bring help and provision.

8. บ้านใดก็ได้ที่คุณเข้าพัก  เราทำงานโดยหวังว่าพระเจ้าจะทรงช่วยเหลือและจัดเตรียมให้

9. Eating and drinking such things as they give: We do the work not being hung up on minor points.

9. จงกินและดื่มสิ่งต่างๆที่พวกเขาจัดให้: เราทำงานไม่ยึดติดกับประเด็นเล็กน้อย

10. Heal the sick: We do the work looking to minister to the whole person with the power of God

10. จงรักษาคนป่วย: เราทำงานโดยมุ่งสั่งสอนคนทั้งหมดด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า

11. Say to them, "The kingdom of God has come near to you": We do the work preaching that the King and His kingdom are here.

11.จงพูดกับพวกเขา  "แผ่นดินของพระเจ้ามาใกล้คุณแล้ว " เราทำงานโดยสั่งสอนว่ากษัตริย์และแผ่นดินของพระองค์อยู่ที่นี่

12. But whatever city you enter, and they do not receive you, go out into its streets: As we do the work, we don't waste our time on those who are rejecting the gospel.

12. แต่ถ้าคุณเข้าไปเมืองใดและพวกเขาไม่ต้อนรับคุณ  จงออกไปกลางถนน: เมื่อเราทำงานเราไม่เสียเวลากับบรรดาผู้ที่กำลังปฏิเสธข่าวประเสริฐ

13. He who hears you hears Me, he who rejects you rejects Me: We do the work remembering whom we represent.

13. คนที่ฟังคุณก็จะฟังเรา  คนที่ปฏิเสธคุณก็ปฏิเสธเรา: เราทำงานโดยระลึกถึงผู้ทรงใช้เราเป็นตัวแทนมา

14. The seventy returned with joy: We do the work expecting God to do more than we expect.

14.คนเจ็ดสิบคนกลับมาพร้อมกับความยินดี  เราทำงานโดยหวังว่าพระเจ้าจะทรงทำมากกว่าที่เราคาดหวัง

15. Jesus rejoiced in the Spirit: We do the work knowing that Jesus has so much joy when we do His work[

15. พระเยซูทรงชื่นชมยินดีในพระวิญญาณ: เราทำงานโดยรู้ว่าพระเยซูทรงเป็นสุขมากเมื่อเราทำพระราชกิจของพระองค์

 

Now as we continue in our study in Luke, Jesus tells a parable or teaching story, after a lawyer stood up and asked Him “Teacher, what shall I do to inherit eternal life?”

ตอนนี้เราศึกษาพระธรรมลูกาต่อไป  พระเยซูตรัสสอนอุปมาหรือเรื่องราว หลังจากผู้เชี่ยวชาญบัญญัติคนหนึ่งยืนขึ้นและทูลถามพระองค์ว่า  "พระอาจารย์  ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรเพื่อได้รับชีวิตนิรันดร์”

           

The parable of the good Samaritan

            อุปมาเรื่องชาวสะมาเรียใจดี

25 And behold, a lawyer stood up to put him to the test, saying, “Teacher, what shall I do to inherit eternal life?”

25 มีผู้เชียวชาญบัญญัติคนหนึ่งยืนขึ้นทดสอบพระองค์   ทูลถามว่า   “ท่านอาจารย์   ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้รับชีวิตนิรันดร์”

26 He said to him, “What is written in the Law? How do you read it?”

26 พระองค์ตรัสตอบว่า   “ในธรรมบัญญัติเขียนว่าอย่างไร   ท่านอ่านแล้วเข้าใจอย่างไร”

27 And he answered, “You shall love the Lord your God with all your heart and with all your soul and with all your strength and with all your mind, and your neighbor as yourself.”

27 เขาทูลตอบว่า   “พวกท่านจงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่าน  ด้วยสุดจิตของท่าน  ด้วยสุดกำลังของท่าน  และด้วยสุดความคิดของท่าน  และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”

28 And he said to him, “You have answered correctly; do this, and you will live.”

28 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “ท่านตอบถูกแล้ว   จงไปทำอย่างนั้นแล้วจะได้ชีวิต   ”     

29 But he, desiring to justify himself, said to Jesus, “And who is my neighbor?”

29 แต่คนนั้นต้องการาจะรักษาหน้า   จึงทูลพระเยซูว่า   “ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า”

30 Jesus replied, “A man was going down from Jerusalem to Jericho, and he fell among robbers, who stripped him and beat him and departed, leaving him half dead.

30 พระเยซูตรัสตอบว่า   “มีชายคนหนึ่งลงจากกรุงเยรูซาเล็มไปยังเมืองเยรีโค   และเขาถูกพวกโจรปล้น   พวกโจรแย่งชิงเสื้อผ้าของเขา ทุบตีเขา   แล้วทิ้งเขาไว้ในสภาพที่เกือบจะตายแล้ว

           

Jerusalem is located along the ridge of coastal mountains running north and south in Palestine.

            กรุงเยรูซาเลมตั้งอยู่แนวสันเขาใกล้ชายฝั่งทะเลทางทิศเหนือและทิศใต้ในปาเลสไตน์

Jericho is located in the plain of the Jordan River in a geological rift zone hundreds of meters below sea level.

เมืองเยริโคตั้งอยู่บนที่ราบของแม่น้ำจอร์แดนในแดนแตกร้าวทางธรณีวิทยา ต่ำกว่าระดับน้ำ

ทะเลหลายร้อยเมตร

 

31 Now by chance a priest was going down that road, and when he saw him he passed by on the other side.

31 เผอิญมีปุโรหิตคนหนึ่งเดินมาตามทางนั้น   เมื่อเห็นคนนั้นแล้วก็เดินเลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง

32 So likewise a Levite, when he came to the place and saw him, passed by on the other side.

32 คนเลวีก็เหมือนกัน   เมื่อมาถึงที่นั่นและเห็นแล้วก็เลยไปเสียอีกฟากหนึ่ง

33 But a Samaritan, as he journeyed, came to where he was, and when he saw him, he had compassion.

33 แต่เมื่อชาวสะมาเรียคนหนึ่ง   เดินทางผ่านมาใกล้คนนั้น   เห็นแล้วก็ใจสงสาร

34 He went to him and bound up his wounds, pouring on oil and wine. Then he set him on his own animal and brought him to an inn and took care of him.

34 จึงเข้าไปหาเขา เอาเหล้าองุ่นกับน้ำมันกับเทใส่บาดแผล  และเอาผ้ามาพันให้   แล้วให้เขาขึ้นขี่สัตว์ของตนเอง   พามาถึงโรงแรม และดูแลรักษาพยาบาลเขา

35 And the next day he took out two denarii and gave them to the innkeeper, saying, ‘Take care of him, and whatever more you spend, I will repay you when I come back.’

35 วันรุ่งขึ้นก่อนจะไป   เขาเอาเงินสองเดนาริอันให้กับเจ้าของโรงแรม   บอกว่า   'ช่วยรักษาเขาด้วย   สำหรับเงินที่ต้องเสียเกินกว่านี้   จะใช้ให้เมื่อกลับมา'

36 Which of these three, do you think, proved to be a neighbor to the man who fell among the robbers?”

36 ท่านเห็นว่าในสามคนนั้น   คนไหนถือได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านของคนที่ถูกปล้น”

37 He said, “The one who showed him mercy.” And Jesus said to him, “You go, and do likewise.” 

37 เขาทูลตอบว่า   “คือคนนั้นแหละที่แสดงความเมตตาต่อเขา”   พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “ท่านจงไปทำเหมือนอย่างนั้น”

 

The lawyer gave Jesus a good answer “You shall love the Lord your God with all your heart and with all your soul and with all your strength and with all your mind, and your neighbor as yourself.” 

            ผู้เชี่ยวชาญบัญญัติทูลตอบอย่างดีต่อพระเยซูว่า "ท่านจงรักพระเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสุดจิตของท่าน  และด้วยสุดกำลังของท่าน  ด้วยสุดความคิดของท่านและจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง"

 

But then he asked Jesus, who is my neighbor? 

แต่แล้วเขาทูลถามพระเยซู  ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า

Is it just the person who lives next door? 

นี่เป็นเพียงคนที่อยู่บ้านประตูถัดไปไม่ใช่หรือ

And so Jesus went on to teach the one who acts as a good neighbor is one who helps a person in need or in trouble. 

และดังนั้นพระเยซูจึงสอนเรื่องคนหนึ่งที่ทำหน้าที่เพื่อนบ้านที่ดีเป็นผู้ที่ช่วยคนที่ต้องการให้ช่วยหรือลำบาก

Who is your neighbor?  Whoever is in need.  Love your neighbor as yourself.

ใครคือเพื่อนบ้านของคุณ  ใครก็ตามที่ต้องการให้ช่วย  จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

Who is my neighbor?  The man who is in need. 

ใครคือเพื่อนบ้านของผม  คนที่ต้องการให้ช่วย

The two religious people, like monks were just focused on their religious duty and had no time to stop and help the man in need who had been robbed. 

คนเคร่งศาสนาสองคนเหมือนพระ  พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปทำศาสนกิจและไม่มีเวลาหยุดช่วยคนที่อยู่ต้องการให้ช่วยผู้ซึ่งถูกโจรปล้น

Jews at that time did not like the people from Samaria, just like some Thai people here don’t like the people from Burma, and yet, it was the Samaritan who stopped to help the man in need. 

ชาวยิวในสมัยนั้นไม่ชอบประชาชนจากสะมาเรีย  เหมือนคนไทยบางคนที่นี่ไม่ชอบคนจากพม่า    แต่อย่างไรก็ตาม  ยังมีชาวสะมาเรียคนหนึ่งที่หยุดเพื่อช่วยชายคนที่ต้องการ

He helped so much that he not only bandaged the man’s wounds he even paid for the man’s expenses to rest up in an inn to fully recover.   He was a good neighbor indeed!

เขาช่วยมากมายไม่เพียงแต่ช่วยพันแผลชายคนนั้นที่บาดเจ็บ  เขาได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลพาชายคนนั้นไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งเพื่อให้เขาพักฟื้น  แน่นอนเขาเป็นเพื่อนบ้านที่ดี!

 

 

Martha and Mary

มารธาและมารีย์

38 Now as they went on their way, Jesus entered a village. And a woman named Martha welcomed him into her house.

38 เมื่อพระเยซูกับพวกสาวกเดินทางไป   พระองค์ทรงเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง  และมีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อมารธาต้อนรับพระองค์เข้าไปพักที่บ้านของนาง

 

We know from the book of John that these two sisters also had a brother named Lazarus and Jesus became close friends with all three.  He would often stay in their home.

                เรารู้จากพระธรรมยอห์นว่าทั้งพี่สาวน้องสาวสองคนนี้ยังมีน้องชายชื่อลาซารัสและพระเยซูกลายเป็นเพื่อนสนิทกับทั้งสามคน พระองค์มักจะพำนักในบ้านของพวกเขา

 

39 And she had a sister called Mary, who sat at the Lord's feet and listened to His teaching.

39 มารธามีน้องสาวชื่อมารีย์   และมารีย์ก็นั่งอยู่ใกล้พระบาทของพระเยซู คอยฟังถ้อยคำของพระองค์

40 But Martha was distracted with much serving. And she went up to him and said, “Lord, do you not care that my sister has left me to serve alone? Tell her then to help me.”

40 แต่มารธาวุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ  จึงมาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า   พระองค์ไม่สนพระทัยหรือที่น้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ปรนนิบัติอยู่คนเดียว  ขอพระองค์สั่งน้องให้มาช่วยข้าพระองค์ด้วย”

41 But the Lord answered her, “Martha, Martha, you are anxious and troubled about many things,

41 แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสตอบนางว่า  “มารธา  มารธาเอ๋ย  เธอกระวนกระวายและร้อนใจหลายอย่างเหลือเกิน

42 but one thing is necessary. Mary has chosen the good portion, which will not be taken away from her.”

42 สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้”

           

These two sisters, Mary and Martha, were quite different from each other. 

            ทั้งพี่น้องสองสาว  มารีย์และมารธาค่อนข้างแตกต่างกันมาก

Mary just wanted to sit at Jesus feet, to worship Him and to learn from Him. 

มารีย์เพียงอยากนั่งที่พระบาทพระเยซูเพื่อนมัสการพระองค์และเรียนจากพระองค์

She wanted to spend time with Him. 

เธอต้องการที่จะใช้เวลากับพระองค์

Martha was busy, busy, wanting to take care of household chores and prepare for guests to come. 

มารธามีงานทำยุ่งมาก  ต้องดูแลการบ้านการเรือนและเตรียมพร้อมที่พักสำหรับแขก

She was bothered that her sister would not do more of the work.  

เธอวุ่นวายใจที่น้องสาวของเธอไม่ช่วยงานบ้านที่ยังมีอีกมาก

It is likely that more than seventy people traveled with Jesus frequently so it would be understandable that Martha would want some help in preparing to serve lunch for all those people. 

เป็นไปได้ที่คนมากกว่าเจ็ดสิบคนเดินทางไปกับพระเยซูบ่อยๆ  ดังนั้นเป็นที่เข้าใจว่ามารธาต้องการคนช่วยเตรียมอาหารกลางวันสำหรับทุกคน

Yet, the most important thing was the worship of Jesus, to get to know Him more.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการนมัสการกับพระเยซู  เพื่อจะได้รู้จักพระองค์มากขึ้น.

Now again like the lawyer asked, what must I do to have eternal life? 

            ตอนนี้อีกครั้งที่เหมือนนักกฎหมายถาม  ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์

Love the Lord your God with all your heart, mind, and strength and your neighbor (fellow man) as yourself. 

จงรักพระเจ้าของเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ ความคิดและกำลัง และจงรักเพื่อนบ้านของท่าน (มิตรสหาย) เหมือนรักตัวเอง

You need to trust and obey the Lord Jesus Christ. 

คุณต้องไว้วางใจและเชื่อฟังพระเยซูคริสต์เจ้า

He loves you, He died for you and came alive again. 

พระองค์ทรงรักคุณ  พระองค์ทรงตายเพื่อคุณและฟื้นพระชนม์อีกครั้ง

Will you accept Him today as your Lord and Savior? 

วันนี้คุณจะยอมรับพระองค์เป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณหรือไม่

And then will you spend time devoting yourself to Him? 

แล้วคุณจะใช้ถวายเวลาและตัวคุณเองต่อพระองค์ไหม

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



                 [1] David Guzik, “David Guzik Study Guide for Luke 10,” Blue Letter Bible https://www.blueletterbible.org/Comm/guzik_david/StudyGuide_Luk/Luk_10.cfm (accessed Dec. 24, 2013).

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top