Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 11 The Lord's Prayer, the Light in You, the Sign of Jonah, and Religious but not Righteous

ลูกาบทที่ 11 คำอธิษฐานของพระเจ้า  ความสว่างในท่าน หมายสำคัญของโยนาห์ และเคร่งศาสนาแต่ไม่ชอบธรรม

 

Last time we talked about the parable of the good Samaritan and Jesus’ friends Mary and Martha.  

            ครั้งที่แล้วเราพูดถึงอุปมาของชาวสะมาเรียใจดีและสหายของพระเยซูคือมารีย์และมารธา

One of the greatest privileges we have as Christians is prayer, being able to talk to the Creator of the Universe. 

สิทธิพิเศษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งที่เรามีในฐานะคริสเตียนคือการอธิษฐาน เราสามารถสนทนากับพระผู้สร้างจักรวาล

But we wonder how is that done? 

แต่เราสงสัยว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไร

How should we communicate with God?

เราควรสื่อสารกับพระเจ้าอย่างไร

 Jesus gives us the model prayer here.

พระเยซูทรงให้แบบอย่างการอธิษฐานที่นี่

 

1 Now Jesus was praying in a certain place, and when he finished, one of his disciples said to him, “Lord, teach us to pray, as John taught his disciples.”

1พระเยซูทรงอธิษฐานอยู่ในที่แห่งหนึ่ง   เมื่อเสร็จแล้วสาวกของพระองค์คนหนึ่งทูลว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   ขอทรงสอนพวกข้าพระองค์อธิษฐาน   เหมือนที่ยอห์นสอนพวกศิษย์ของท่าน”

2 And he said to them, “When you pray, say:“Father, hallowed be your name.

Your kingdom come.

2 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า   “เมื่ออธิษฐาน   จงกล่าวว่า   'ข้าแต่พระบิดา   ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ   ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่

 

So the model pray begins by stating who we are talking to, we call Him Father. 

            ดังนั้นแบบอย่างคำอธิษฐานเริ่มต้นโดยบอกว่าเรากำลังพูดกับผู้ใดที่เราเรียกว่าองค์พระบิดา

His Name is holy and we pray that His Kingdom will come.  Then we pray, give us each day our daily bread,

พระนามของพระองค์นั้นบริสุทธิ์และเราอธิษฐานว่าแผ่นดินของพระองค์จะมา  แล้วเราอธิษฐานอ้อนวอนให้ทรงประทานอาหารประจำวันแก่เรา

 

3 Give us each day our daily bread,

3 ขอประทานอาหารประจำวันแก่พวกข้าพระองค์ทุกๆวัน

4 and forgive us our sins, for we ourselves forgive everyone who is indebted to us.

And lead us not into temptation.”

4 ขอทรงโปรดยกโทษบาปผิดของพวกข้าพระองค์   เพราะว่าพวกข้าพระองค์ยกโทษให้กับทุกคนที่เป็นหนี้ข้าพระองค์นั้น   และขออย่าทรงนำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง' ” 

           

The Lord’s prayer is given also in Matthew

คำอธิษฐานตามแบบของพระเจ้ากล่าวในพระธรรมมัทธิว

 

Matthewมัทธิว 6:9-13 9 Pray then like this: “Our Father in heaven, hallowed be Your name.

9 “เพราะฉะนั้นพวกท่านจงอธิษฐานเช่นนี้ว่า    ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์
 ทั้งหลาย  ผู้สถิตในสวรรค์    ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ  

10 Your kingdom come, Your will be done, on earth as it is in heaven.

10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่     ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์  
  ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก  

11 Give us this day our daily bread,

11 ขอประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพสกข้าพระองค์ในวันนี้  

12 and forgive us our debts, as we also have forgiven our debtors.

12 และขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์   เหมือนข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์  

13 And lead us not into temptation, but deliver us from evil. [For Thine is the Kingdom, and the power, and the glory forever.   Amen.]

13 และขออย่านำข้าพวกข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง   แต่ขอให้พ้นจากความชั่วร้าย  

 [เหตุว่าราชอำนาจ  และฤทธิ์เดช  และพระสิริเป็นของพระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์  อาเมน]

 

The reason why the last part of this verse is in brackets is because that part is not in the early manuscripts and it is not in Luke, it has been added.  

เหตุผลที่ตอนสุดท้ายของข้อนี้อยู่ในวงเล็บ  เนื่องจากว่าส่วนนั้นไม่ได้อยู่ในต้นฉบับดั้งเดิมและมันไม่ได้อยู่ในพระธรรมลูกา  มีการเพิ่มเติมข้อความ

Notice in verse 12 it said, forgive us our debts or sins in the same way that we forgive others.

 สังเกตในข้อ12 ที่กล่าวว่าและขอทรงยกบาปผิดของพวกข้าพระองค์   เหมือนข้าพระองค์ยกโทษบรรดาคนที่ทำผิดต่อข้าพระองค์  

Are you forgiving others? 

คุณจะให้อภัยผู้อื่นหรือไม่?

Some people have the tendency to refuse to forgive others, to instead have bitterness and hold a grudge. 

บางคนมีแนวโน้มปฏิเสธไม่ให้อภัยผู้อื่น  รับความขมขื่นใจและกลัดกลุ้มใจแทน

Then in prayer here they are saying God would you forgive me that same way.   I don’t think they want that same kind of forgiveness. 

ดังนั้นในคำอธิษฐานที่นี่พวกเขากำลังพูดว่า  พระเจ้าข้า  ขอทรงให้อภัยข้าพระองค์ด้วยเช่นเดียวกัน  ข้าพระองค์ไม่คิดว่าพวกเขาต้องการการให้อภัยแบบเดียวกัน

 

14 For if you forgive others their trespasses, your heavenly Father will also forgive you,

14 เพราะว่าถ้าพวกท่านให้อภัยการล่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์จะทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านด้วย

15 but if you do not forgive others their trespasses, neither will your Father forgive your trespasses.

15 แต่ถ้าพวกท่านไม่ให้อภัยการบ่วงละเมิดของเพื่อนมนุษย์   พระบิดาของท่านจะไม่ทรงให้อภัยการล่วงละเมิดของพวกท่านเหมือนกัน

 

            Some things to notice in the Lord’s Prayer – The prayer begins by saying who you are speaking to, “Our Father who is in Heaven,” His Name is Holy. 

            บางสิ่งที่น่าสังเกตในคำอธิษฐานตามแบบของพระเจ้า–การอธิษฐานเริ่มต้นโดยการบอกว่าคุณกำลังพูดถึงผู้ใด  "พระบิดาของเราผู้สถิตในฟ้าสวรรค์" พระนามของพระองค์บริสุทธิ์

The first and most important thing is to praise God-acknowledging who God is and thanking Him for what He has done.

สิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกคือเพื่อสรรเสริญพระเจ้า-ยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใด และขอบคุณพระองค์สำหรับสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำ

Next is praying for the purpose of God to come in your life, family, church, country, and world-by asking God for His will to be done.

ต่อไปคืออธิษฐานขอพระประสงค์ของพระเจ้ามาในชีวิตของคุณ ครอบครัว คริสตจักร ประเทศ, และโลก-โดยการขอให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ

Thirdly, you can ask for provision, for God to meet your daily needs.

ประการที่สาม  คุณสามารถขอการทรงเลี้ยงดู  เพื่อพระเจ้าจะทรงประทานสิ่งที่จำเป็นประจำวันแก่คุณ

Jesus also taught us to pray for purity that God would forgive us our sins just as we forgive others who sin against us.

พระเยซูยังทรงสอนให้เราอธิษฐานเผื่อความบริสุทธิ์  ที่พระเจ้าจะทรงยกโทษบาปผิดของเรา  เช่นเดียวกับที่เราให้อภัยผู้อื่นที่ทำบาปต่อเรา

We are to also pray for protection and deliverance from the Devil.

นอกจากนี้เรายังอธิษฐานขอการปกป้องเราและปลดปล่อยให้พ้นจากมาร

And finally, we set our priorities when we acknowledge to God that "Yours in the kingdom, the power, and the glory."

และสุดท้าย  เราจัดลำดับความสำคัญก่อนเมื่อเรายอมรับกับพระเจ้าว่า  "แผ่นดิน ฤทธิ์อำนาจและพระสิริเป็นของพระองค์"

 

One thing that is not in the model prayer is thanksgiving. 

            สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในแบบอย่างคำอธิษฐานคือการขอบคุณพระเจ้า.

We first note why Jesus was teaching the disciples to pray a certain way.

เราสังเกตทีแรกว่าทำไมพระเยซูทรงสอนให้สาวกอธิษฐานตามแบบอย่างเฉพาะ

Jesus was critiquing the way the Pharisees prayed.

พระเยซูทรงประณามแบบอย่างที่พวกฟาริสีอธิษฐาน

They prayed out in the open where all could see and hear.

พวกเขาอธิษฐานอ้อนวอนในที่เปิดเผยที่ซึ่งทุกคนสามารถเห็นและได้ยิน

This was a way to show the public how holy and pious they were.

นี่คือแบบที่แสดงให้สาธารณชนเห็นพวกเขาบริสุทธิ์และเคร่งศาสนาอย่างไร

Jesus condemns this way of praying by saying that “they have their reward,” the reward of being seen by men.

พระเยซูทรงประณามวิธีอธิษฐานแบบนี้โดยตรัสว่า "พวกเขาได้รับบำเหน็จของเขาแล้ว"  บำเหน็จที่อยากโชว์ให้คนมองเห็น

Jesus is not condemning public prayer, only the practice of praying with the goal of being “seen by men.”

พระเยซูไม่ได้ทรงประณามการอธิษฐานในที่สาธารณชน  เพียงแต่ที่พวกเขาทำการอธิษฐานเพื่อเป้าหมาย "ให้คนอื่นเห็น "

We also see Jesus critiquing the way the Gentiles prayed by constantly praying the same thing repeatedly. [1]

นอกจากนี้เรายังพบว่าพระเยซูทรงประรามวิธีที่ชาวต่างชาติอธิษฐานอย่างไม่หยุดขอสิ่งเดียวกันซ้ำๆ ซากๆ

It's best to think of the Lord’s Prayer as a guide for prayer

นี่ดีที่สุดที่จะคิดว่าคำอธิษฐานตามแบบของพระเจ้าเป็นแนวทางการอธิษฐาน

The prayer contains six petitions.

คำอธิษฐานประกอบด้วยการอ้อนวอนหกข้อ

The first three relate to God and the last three relate to us.

สามข้อแรกเกี่ยวกับพระเจ้าและสามข้อหลังเกี่ยวกับเรา

After addressing God as “our Father in heaven,” we first pray that God’s name be made hallow (i.e., honored and glorified).

หลังจากที่เอ่ยคำสรรเสริญพระเจ้าว่าทรงเป็น "พระบิดาของเราในสวรรค์" เริ่มแรกเราอธิษฐานอ้อนวอนว่าขอให้พระนามของพระเจ้าเป็นที่เคารพสักการะ (เช่น เป็นที่ถวายเกียรติและสรรเสริญ)

Next, we pray that God’s kingdom will come.

ถัดไป เราอธิษฐานว่าแผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่

There is a sense in which God’s kingdom is already present since the coming of Christ, but we pray for the kingdom to come in its fullness.

มีความรู้สึกที่ว่าแผ่นดินของพระเจ้าตั้งอยู่แล้วตั้งแต่การเสด็จมาของพระคริสต์ แต่เราอธิษฐานอ้อนวอนขอแผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอย่างสมบูรณ์

Third, we pray for God’s will – His moral, or revealed, will – to be done here on earth, starting with us.

ข้อที่สามเราอธิษฐานอ้อนวอนขอน้ำพระทัยพระเจ้า–คุณธรรมของพระองค์หรือขอให้ทรงเปิดเผย  ให้สำเร็จที่นี่ในแผ่นดินโลก  โดย เริ่มต้นกับพวกเรา

After these three petitions which address God’s glory and majesty, we continue with the petitions that pertain to us—our daily provision, our forgiveness from sin and our deliverance from evil.

หลังจากคำอ้อนวอนสามข้อนี้ที่กล่าวสรรเสริญพระสิริและความสง่างามของพระองค์ เรายังคงมีคำอ้อนวอนที่เกี่ยวข้องกับเรา—การบำรุงเลี้ยงประจำวันของเรา  การให้อภัยพวกเราจากบาปผิด  และการปลดปล่อยเราพ้นจากมาร

As for why we don’t find thanksgiving in the Lord’s Prayer, the best answer is that thanksgiving is the attitude and mindset in which we live, including when we pray to God.

ที่ว่าทำไมเราไม่พบคำขอบคุณพระเจ้าในคำอธิษฐานตามแบบของพระเจ้า คำตอบที่ดีที่สุดคือว่าการขอบคุณพระเจ้าเป็นทัศนคติและความคิดซึ่งเรามีชีวิตอยู่  รวมทั้งเมื่อเราอธิษฐานต่อพระเจ้า

For those who are children of God, thanksgiving will fill our hearts and pour forth from our lips to God because we know, among other things, our sins are forgiven, and we have eternal life through Jesus Christ.

สำหรับบรรดาคนที่เป็นบุตรของพระเจ้า  การขอบคุณพระเจ้าจะเติมเต็มหัวใจของเราและเทออกมาจากริมฝีปากของเราต่อพระเจ้า   เพราะเรารู้ว่าในท่ามกลางสิ่งอื่นใด  ความบาปของเราจะได้รับการอภัย  และเรามีชีวิตนิรันดร์โดยทางพระเยซูคริสต์

The more we contemplate what God has done for us, the more thankfulness just becomes a way of thinking in our relationship with God at all time, under all conditions and in all circumstances.[2]

ยิ่งเราคิดตรึกตรองสิ่งที่พระเจ้าได้ทำต่อเรา  เรายิ่งกตัญญูต่อพระองค์มากขึ้นก็จะกลาย

เป็นวิธีการคิดถึงความสัมพันธ์กับพระเจ้าตลอดเวลา  ภายใต้เงื่อนไขทั้งหมดและในทุกสถานการณ์

Fasting

การอดอาหาร

16 “And when you fast, do not look gloomy like the hypocrites, for they disfigure their faces that their fasting may be seen by others. Truly, I say to you, they have received their reward.

16 “เมื่อท่านถืออดอาหาร   อย่าทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด   ด้วยเขาทำหน้าให้มอมแมม   เพื่อจะให้คนเห็นว่าเขาถืออดอาหาร   ข้าพเจ้าบอกความจริงแก่ท่านว่า   เขาได้บำเหน็จของเขาแล้ว

17 But when you fast, anoint your head and wash your face,

17 ฝ่ายท่านเมื่อถืออดอาหาร   จงล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะ

18 that your fasting may not be seen by others but by your Father who is in secret. And your Father who sees in secret will reward you.

18 เพื่อคนจะไม่ได้รู้ว่าถืออดอาหาร   แต่ให้ปรากฏแก่พระบิดาของท่าน   ผู้ทรงสถิตในที่ลี้ลับ   และพระบิดาของท่าน   ผู้ทรงเห็นในที่ลี้ลับจะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน

 

There can be great benefit to fasting to just really focus on the Lord and prayer, but don’t brag about it.

            จะมีประโยชน์มากในการถืออดอาหารที่มุ่งเน้นไปที่พระเจ้าและการอธิษฐานจริงๆ   แต่อย่าโอ้อวดในเรื่องนี้

 Just quietly skip a few meals and spend that time in prayer and meditating on the Word of God. 

เพียงอดอาหารไม่กี่มื้อเงียบๆ  และใช้เวลาในการอธิษฐานและการนั่งภาวนาตรึกตรองพระคำของพระเจ้า

Prayer always begins with relationship.

การอธิษฐานเริ่มต้นด้วยการเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเสมอ

If there is not an established relationship, there is no basis for prayer.

ถ้าไม่มีความสัมพันธ์ที่สถาปนาขึ้น  การอธิษฐานก็ไม่มีหลักพื้นฐาน

The Father's ear is always open to the children's cry.

พระบิดาทรงเงี่ยพระกรรณรับฟังเสียงร้องของเด็กๆ เสมอ

And if you have that relationship with God where you can say, "Father," then you've established that relationship that opens prayer for you, effective prayer for you.

และถ้าคุณมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า ที่คุณสามารถเรียกว่า "พระบิดา" แล้วคุณได้สร้างความสัมพันธ์นั้นที่เปิดคำอธิษฐานสำหรับคุณ   คำอธิษฐานที่มีประสิทธิภาพสำหรับคุณ

But if you do not have that relationship, then prayer is meaningless.

แต่ถ้าคุณไม่ได้มีความสัมพันธ์นั้น  แล้วคำอธิษฐานก็ไร้ความหมาย

There is only one prayer that God wants to hear from you if you are not His child, and that's the prayer, "God, be merciful to me a sinner."

มีเพียงคำอธิษฐานหนึ่งที่พระเจ้าทรงต้องการจะได้ยินจากคุณ  ถ้าคุณไม่ได้เป็นบุตรของพระองค์ และนั่นคือคำอธิษฐาน  "ข้าแต่พระเจ้า  ขอทรงเมตตาต่อข้าพเจ้าผู้เป็นคนบาป”

And that establishes then relationship, and opens this opportunity of prayer for each one of you.

และแล้วนั่นได้สร้างสัมพันธภาพ  และเปิดโอกาสให้แต่ละคนในพวกคุณอธิษฐาน

But prayer begins with relationship. 

แต่การอธิษฐานเริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์

Now the purpose of prayer is not to get your will done.

ตอนนี้จุดประสงค์ของการอธิษฐานไม่ใช่จะขอให้สำเร็จตามใจคุณ

The purpose of prayer is to accomplish God's will.  Jesus teaches that we will be forgiven as we forgive others.

จุดประสงค์ของการอธิษฐานอ้อนวอนคือการทำให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ พระเยซูทรงสอนว่าเราจะได้รับการอภัยเมื่อเราให้อภัยผู้อื่น

            Jesus then gave a parable, which teaches persistence in prayer, that we must keep on praying, not just ask once and give up.  

            แล้วพระเยซูทรงให้อุปมา  ซึ่งสอนการยืนกรานอธิษฐาน  ที่เราต้องรักษาการอธิษฐานไว้  ไม่ใช่เพียงแค่ทูลขอครั้งเดียวแล้วล้มเลิก

But also that God already knows all that we need.  

แต่ว่าพระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งที่เราต้องการเรียบร้อยแล้ว

 

Luke 11:5 5 And he said to them, “Which of you who has a friend will go to him at midnight and say to him, ‘Friend, lend me three loaves,

5 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า   “ใครในพวกท่านที่มีเพื่อนคนหนึ่ง   และเขาไปหาเพื่อนคนนั้นในเวลาเที่ยงคืน พูดกับเขาว่า   'เพื่อนเอ๋ย   ขอยืมขนมปังสักสามก้อนเถิด

6 for a friend of mine has arrived on a journey, and I have nothing to set before him’;

6 เพราะเพื่อนของข้าเพิ่งเดินทางมาถึง   และข้าไม่มีอะไรจะให้เขากิน”'

7 and he will answer from within, ‘Do not bother me; the door is now shut, and my children are with me in bed. I cannot get up and give you anything’?

7 เพื่อนที่อยู่ข้างในจะตอบว่า   'อย่ารบกวนข้าเลย   ประตูปิดแล้ว   ลูกๆ กับตัวข้าก็เข้ากันหมดแล้ว   ข้าไม่สามารถลุกขึ้นไปหยิบให้ท่านได้'

8 I tell you, though he will not get up and give him anything because he is his friend, yet because of his impudence he will rise and give him whatever he needs.

8 เราบอกพวกท่านว่า   แม้เขาจะไม่ลุกขึ้นไปหยิบให้คนนั้นเพราะเป็นเพื่อนกัน   แต่ว่าเพราะถูกคนนั้นรบเราอย่างมาก   เขาก็จะลุกขึ้นหยิบให้ตามที่คนนั้นต้องการ

9 And I tell you, ask, and it will be given to you; seek, and you will find; knock, and it will be opened to you.

9 เราบอกพวกท่านว่า   จงขอแล้วจะได้   จงหาแล้วจะพบ   จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน

10 For everyone who asks receives, and the one who seeks finds, and to the one who knocks it will be opened.

10 เพราะว่าทุกคนที่ขอก็ได้   ทุกคนที่แสวงหาก็พบ   และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขา

11 What father among you, if his son asks for a fish, will instead of a fish give him a serpent;

11 มีใครในพวกท่านที่เป็นพ่อ   ถ้าบุตรขอปลาจะเอางูให้เขาแทนหรือ

12 or if he asks for an egg, will give him a scorpion?

12 หรือถ้าขอไข่   จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ

13 If you then, who are evil, know how to give good gifts to your children, how much more will the heavenly Father give the Holy Spirit to those who ask him!”

13เพราะฉะนั้นถ้าพวกท่านเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้สิ่งดีแก่บุตรของตน   ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด   พระบิดาผู้สถิตในสวรรค์จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่พวกที่ขอต่อพระองค์”   

Jesus and Beelzebul

พระเยซูและเบเอลเซบูล

14 Now he was casting out a demon that was mute. When the demon had gone out, the mute man spoke, and the people marveled.

14 พระองค์ทรงขับผีใบ้   เมื่อผีออกแล้ว   คนใบ้จึงพูดได้   และฝูงชนก็ประหลาดใจ

15 But some of them said, “He casts out demons by Beelzebul, the prince of demons,”

15 แต่บางคนพูดว่า   “คนนี้ขับผีออกได้โดยอาศัยเบเอลเซบูลนายผี”

16 while others, to test him, kept seeking from him a sign from heaven.

16 คนอื่นๆก็ทดลองพระองค์   โดยให้พระองค์แสดงหมายสำคัญจากท้องฟ้า

17 But he, knowing their thoughts, said to them, “Every kingdom divided against itself is laid waste, and a divided household falls.

17 แต่พระองค์ทรงทราบความคิดของเขาทั้งหลาย   จึงตรัสกับเขาว่า  “ราชอาณาจักรทุกแห่งที่แตกแยกกันย่อมต้องพินาศ   และครัวเรือนทุกหลังย่อมต้องล่มสลาย

18 And if Satan also is divided against himself, how will his kingdom stand? For you say that I cast out demons by Beelzebul.

18 ถ้าซาตานแตกแยกกันเอง   อาณาจักรของมันจะตั้งอยู่ได้อย่างไร   เพราะพวกท่านกล่าวว่าเราขับผีออกได้โดยเบเอลเซบูล

19 And if I cast out demons by Beelzebul, by whom do your sons cast them out? Therefore they will be your judges.

19 ถ้าเราขับผีออกโดยอาศัยเบเอลเซบูลแล้ว ลูกน้องของพวกท่านขับมันออกโดยอาศัยใคร เพราะเหตุนี้  ลูกน้องของพวกท่านเองจะเป็นผู้ตัดสินโทษท่าน

20 But if it is by the finger of God that I cast out demons, then the kingdom of God has come upon you.

20 แต่ถ้าเราขับผีออกด้วยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า   แผ่นดินของพระเจ้าก็มาถึงพวกท่านแล้ว

           

Notice Jesus doesn’t cast out devils with the arm of God or even the hand of God.

จงสังเกตว่าพระเยซูไม่ได้ทรงขับผีออกโดยใช้พระกรหรือแม้แต่พระหัตถ์ของพระเจ้า

He does so with merely the finger of God.

พระองค์เพียงแต่ทรงทำโดยนิ้วพระหัตถ์ของพระเจ้า

We often think Satan and God are involved in a struggle that goes back and forth, which ebbs and flows. Not true.

เรามักจะคิดว่าซาตานและพระเจ้าเข้าร่วมในการต่อสู้ที่กลับไปกลับมานี้ ซึ่งลดลงและไหลไป  ไม่เป็นความจริง

Because Satan is incomparable to the Person and power of God, He is no match for God. Satan being nothing more than a fallen angel, his counterpart is neither God nor Jesus, but an archangel like Michael. And even they are victorious over him. [3]

เพราะซาตานไม่สามารถเปรียบเทียบกับคนและฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าได้ ซาตานไม่มีทางเทียบได้กับพระเจ้า ซาตานไม่ใช่ใครแต่เป็นทูตที่ถูกขับไล่ลงมา คู่ของมันไม่ใช่พระเจ้าหรือพระเยซู  แต่เป็นหัวหน้าทูสวรรค์เช่นมิคาเอล  และแม้กระนั้นพวกมันมีชัยต่อมัน

 

21 When a strong man, fully armed, guards his own palace, his goods are safe;

21 เมื่อคนที่มีกำลังถืออาวุธเฝ้าตึกของตนอยู่   สิ่งของของเขาก็ปลอดภัย

22 but when one stronger than he attacks him and overcomes him, he takes away his armor in which he trusted and divides his spoil.

22 แต่เมื่อคนที่มีกำลังมากกว่ามาต่อสู้เอาชนะเขา   คนนั้นก็ชิงเอาอาวุธยุทธภัณฑ์ที่เขาวาง

ใจนั้นไปเสีย   แล้วเอาสิ่งของที่ริบมาได้นั้นมาแบ่งสันปันส่วน

 

The fact that Jesus cast out demons was undeniable.

            ความจริงที่ว่าพระเยซูทรงขับผีออกเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้.

And since it was crazy of the Pharisees to think that He cast them out by the power of Satan, the only logical conclusion was that He was indeed the One stronger than Satan.

และเนื่องจากมันเป็นเพราะพวกฟาริสิบ้าคลั่ง ที่จะคิดว่าทรงโยนพวกเขาออกมาโดยอำนาจของซาตาน  ข้อสรุปอย่างมีตรรกะเพียงอย่างเดียว  คือว่าแท้จริงพระองค์เป็นองค์เดียวที่แข็งแกร่งกว่าซาตาน.

 

23 Whoever is not with me is against me, and whoever does not gather with Me scatters.  

23 ใครไม่อยู่ฝ่ายเราก็ต่อต้านเรา   และใครไม่รวบรวมไว้กับเรา   ก็ทำให้กระจัดกระจายไป  

Return of an Unclean Spirit

ผีโสโครกกลับเข้ามาใหม่

24 “When the unclean spirit has gone out of a person, it passes through waterless places seeking rest, and finding none it says, ‘I will return to my house from which I came.’

24 “เมื่อผีโสโครกออกมาจากใครแล้ว   มันก็ท่องเที่ยวไปในที่กันดารน้ำเพื่อแสวงหาที่หยุดพัก   แต่เมื่อไม่พบ มันจึงกล่าวว่า   'ข้าจะกลับไปที่บ้านของข้าที่ข้าจากมาฅนั้น'

25 And when it comes, it finds the house swept and put in order.

25 และเมื่อมาถึงก็เห็นบ้านนั้นถูกกวาดและจัดเป็นระเบียบไว้แล้ว

26 Then it goes and brings seven other spirits more evil than itself, and they enter and dwell there. And the last state of that person is worse than the first.”

26 มันจึงไปพาผีอื่นอีกเจ็ดตัวที่ร้ายกว่าตัวมันเองเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่น และในที่สุดคนนั้นก็ตกอยู่ในสภาพที่เลวร้ายยิ่งกว่าตอนแรก”  

True blessedness

ผู้ทีมีความสุขแท้

27 As he said these things, a woman in the crowd raised her voice and said to him, “Blessed is the womb that bore you, and the breasts at which you nursed!”

27 ขณะที่พระองค์กำลังตรัสคำเหล่านั้น   มีผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางฝูงร้องทูลพระ

องค์ว่า   “ครรภ์ที่ให้กำเนิดท่านและเต้านมที่เลี้ยงท่านนั้นก็เป็นสุข    

 

Mary the mother of Jesus was a wonderful woman but she is not to be worshipped.

มารีมารดาของพระเยซูเป็นผู้หญิงที่ประเสริฐมากแต่เราไม่ได้กราบไหว้บูชานาง

 

28 But he said, “Blessed rather are those who hear the word of God and keep it!”

28 แต่พระองค์ตรัสว่า “ คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้าแล้วถือรักษาไว้ต่างหากที่เป็นสุข”

The sign of Jonah

การแสวงหาหมายสำคัญของโยนาห์

29 When the crowds were increasing, he began to say, “This generation is an evil generation. It seeks for a sign, but no sign will be given to it except the sign of Jonah.

29 เมื่อฝูงชนมาชุมนุมกันมากขึ้น   พระองค์ก็ตรัสว่า   “คนในยุคนี้เป็นคนชั่วร้าย  ชอบแสวงหาหมายสำคัญ   และจะไม่โปรดให้หมายสำคัญแก่พวกเขาเว้นแต่หมายสำคัญของโยนาห์เท่านั้น

30 For as Jonah became a sign to the people of Nineveh, so will the Son of Man be to this generation.

30 เพราะว่าโยนาห์เคยเป็นหมายสำคัญให้กับชาวนีนะเวห์อย่างไร   บุตรมนุษย์ก็จะเป็นหมายสำคัญให้กับคนยุคนี้อย่างนั้น

 

The book of Jonah is the story of a prophet who is called by God to preach repentance to Nineveh, the capital city of Israel's arch enemy Assyria.

            พระธรรมโยนาห์เป็นเรื่องของศาสดาพยากรณ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกให้ไปประกาศชาวเมืองนีนะเวห์ให้กลับใจ   เมืองหลวงอิสราเอลของศัตรูเอกของอัสสิเรีย

The Assyrians had destroyed and brutalized wherever they had gone during Jonah's era, the eighth century BC.

พวกอัสซีเรียได้ทำลายและทารุณโหดเหี้ยมในทุกที่ที่พวกเขาบุกไปในยุคของโยนาห์ ศตวรรษที่แปดก่อนคริสตกาล

And now God commands Jonah to preach to his enemies.

และตอนนี้พระเจ้าทรงบัญชาให้โยนาห์ประกาศต่อศัตรูของเขา.

But instead of going east towards Nineveh (in present day Iraq on the Tigris River, about 260 kilometers northwest of Baghdad), Jonah pays for passage on a boat bound west to Tarshish (modern day Spain), about as far as you can travel away from Nineveh.

แต่แทนที่จะไปทางทิศตะวันออกถึงเมืองนีนะเวห์ (ในปัจจุบันคืออิรักที่ลุ่มแม่น้ำไทกริส ประมาณ260กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงแบกแดด) โยนาห์จ่ายค่าโดยสารทางเรือที่มุ่งทางตะวันตกไปเมืองทารชิช (ประเทศสเปนในปัจจุบัน) ไกลพอๆ กับที่คุณเดินทางออกห่างจากเมืองนีนะเวห์

But God caused a great storm, Jonah admitted his guilt and was thrown overboard and swallowed by a big fish. He was in the fish's belly for three days and was then vomited up on the shore.

แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดพายุร้ายแรง  โยนาห์ได้ยอมรับความผิดและถูกโยนลงทะเล และปลามหึมากลืนกินเขาอยู่ในท้องปลาเป็นเวลาสามวันแล้ว  ปลาคายเขาออกจากปากนอนเกยบนชายฝั่ง

God wouldn't take no for an answer.

พระเจ้าจะไม่ทรงทำเช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล

So Jonah went to Nineveh, still filled with bitterness towards its people.

ดังนั้นโยนาห์ก็ได้ไปเมืองนีนะเวห์  โดยเขายังเต็มไปด้วยความขมขื่นต่อประชาชน

Yet out of obedience he preached.

แม้กระนั้น เขายอมเทศนาโดยเชื่อฟัง

The result was nationwide repentance and God turned His anger from Nineveh -- much to Jonah's displeasure.

ผลที่ได้รับมีการกลับใจทั่วประเทศ  และพระเจ้าทรงหันพระพิโรธของพระองค์จากเมืองนีนะเวห์  -โยนาห์ไม่พอใจอย่างมาก

What are the points of comparison between Jesus' ministry and Jonah's.

อะไรคือจุดเปรียบเทียบระหว่างพระราชกิจของพระเยซูและพันธกิจของโยนาห์

In what way was "the sign of Jonah" given to Jesus' generation?

ทางใดที่เป็น "หมายสำคัญของโยนาห์" ที่มีต่อพงศ์พันธ์ของพระเยซู

Both men preached and people turned to God in repentance.

ทั้งคนเทศนาและประชาชนหันกลับไปหาพระเจ้ายอมกลับใจใหม่

But preaching probably isn't enough of a "sign" to convince the hard-hearted Jews.

แต่การเทศนาอาจจะไม่เพียงพอสำหรับ "หมายสำคัญ" เพื่อทำให้ชาวยิวที่ใจแข็งกระด้างยอมรับเชื่อ

The point of comparison was Jonah's three days in the fish's stomach and Jesus' death and burial in the tomb, to be raised to life on the third day.

ประเด็นการเปรียบเทียบคือโยนาห์ในท้องปลาสามวันและพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์และถูกฝังในอุโมงค์ เพื่อจะทรงฟื้นพระชนม์ในวันที่สาม

Matthew tells us "For as Jonah was three days and three nights in the belly of a huge fish, so the Son of Man will be three days and three nights in the heart of the earth". The sign of Jonah is the sign of the Resurrection.[4]

มัทธิวบอกเราว่า " เพราะว่าโยนาห์อยู่ในท้องปลามหึมาสามวันสามคืนอย่างไร บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันและสามคืนอย่างนั้น" หมายสำคัญของโยนาห์เป็นหมายสำคัญของการฟื้นคืนพระชนม์

 

31 The queen of the South will rise up at the judgment with the men of this generation and condemn them, for she came from the ends of the earth to hear the wisdom of Solomon, and behold, something greater than Solomon is here.

31 ราชินีแห่งทิศใต้จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้และกล่าวโทษพวกเขา   เพราะว่าพระนางนั้นมาจากที่สุดปลายแผ่นดินโลกเพื่อจะฟังสติปัญญาของซาโลมอน   และผู้ที่ใหญ่กว่าซาโลมอนก็อยู่ที่นี่

32 The men of Nineveh will rise up at the judgment with this generation and condemn it, for they repented at the preaching of Jonah, and behold, something greater than Jonah is here.

32 ชาวนีนะเวห์จะลุกขึ้นในวันพิพากษาพร้อมกับคนยุคนี้และกล่าวโทษพวกเขา เพราะว่าชาวนีนะเวห์กลับใจใหม่   เพราะการประกาศของโยนาห์   และผู้ที่ใหญ่กว่าโยนาห์ก็อยู่ที่นี่

 

            The Queen of Sheba, a foreigner from far-off present-day Yemen, visited Solomon and acknowledges his wisdom and his God (1 Kings 10). She was a foreigner but she believed.

            พระราชินีชีบาห์ เป็นชาวต่างชาติจากที่ไกลโพ้นคือเยเมนในปัจจุบัน  เสด็จเยี่ยมโซโลมอนและทรงยอมรับพระปรีชาสามารถของพระองค์และพระเจ้าของพระองค์ (1 พงศ์กษัตริย์ 10) พระนางเป็นชาวต่างชาติแต่ทรงเชื่อ

The residents of Nineveh were foreigners and yet they believed and repented. Jesus' point is that if foreigners can believe and acknowledge God, what excuse do Jews have who could see the Son of God teaching in their midst, and yet meet Him with resistance rather than repentance?

ชาวเมืองนีนะเวห์เป็นชาวต่างชาติและยังเชื่อและยอมกลับใจใหม่  ประเด็นเรื่องพระเยซูคือถ้าชาวต่างชาติสามารถเชื่อและยอมรับพระเจ้า  ชาวยิวมีข้อแก้ตัวใด ที่พวกเขาได้เห็นพระบุตรของพระเจ้าทรงสั่งสอนในท่ามกลางพวกเขา  และยังได้ต่อต้านพระองค์มาก

กว่าที่ได้กลับใจใหม่

Jesus states that His ministry is even greater than Jonah's was, and yet his people still do not repent.[5]

พระเยซูตรัสว่าพระราชกิจของพระองค์ยิ่งใหญ่กว่าพันธกิจของโยนาห์ แม้กระนั้นชนชาติของพระองค์ก็ยังไม่กลับใจใหม่

 

The lamp of the body

ความสว่างของร่างกาย

33 “No one after lighting a lamp puts it in a cellar or under a basket, but on a stand, so that those who enter may see the light.

33 “ไม่มีใครเมื่อจุดตะเกียงแล้วจะตั้งไว้ในที่ลี้ลับหรือเอาถังครอบไว้   แต่จะตั้งไว้บนเชิงตะเกียง   เพื่อคนที่เข้ามาจะเห็นแสงสว่าง

34 Your eye is the lamp of your body. When your eye is healthy, your whole body is full of light, but when it is bad, your body is full of darkness.

34 ตาเป็นประทีปของร่างกาย   เมื่อตาของท่านปกติ   ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย   แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติ   ทั้งตัวก็พลอยมืดไปด้วย

35 Therefore be careful lest the light in you be darkness.

35 ระวังให้ดี   อย่าให้ความสว่างที่อยู่ในท่านเป็นความมืดเลย

36 If then your whole body is full of light, having no part dark, it will be wholly bright, as when a lamp with its rays gives you light.”

36 ถ้าทั้งตัวของท่านเต็มไปด้วยความสว่าง   ไม่มีความมืดเลย  มันก็จะสว่างไสวไปหมด   เหมือนอย่างความสว่างของตะเกียงที่ส่องมายังท่าน”

           

Is your light, your life and testimony, shining brightly? 

            ความสว่างของคุณ ชีวิต และประจักษ์พยานของคุณเปล่งฉายแสงสดใสหรือไม่

Not to draw attention to yourself, but that people might want to live your like you live following Jesus. 

ไม่ต้องดึงดูดความสนใจมาที่ตัวเอง   แต่ประชาชนอาจต้องการที่จะมีชีวิตอยู่เหมือนอย่างคุณที่ติดตามพระเยซู

 

Woes to the Pharisees and Lawyers

วิบัติแก่พวกฟาริสี และพวกธรรมาจารย์

37 While Jesus was speaking, a Pharisee asked him to dine with him, so he went in and reclined at table.

37 เมื่อพระองค์ตรัสจบแล้ว   คนหนึ่งในพวกฟาริสีก็เชิญพระองค์ไปร่วมรับประทานอาหาร   พระองค์จึงเสด็จไปแบะประทับที่โต๊ะ

38 The Pharisee was astonished to see that he did not first wash before dinner.

38 เมื่อฟาริสีคนนั้นเห็นว่าพระองค์ไม่ได้ทำพิธีชำระก่อนรับประทานอาหารก็ประหลาดใจ

39 And the Lord said to him, “Now you Pharisees cleanse the outside of the cup and of the dish, but inside you are full of greed and wickedness.

39 องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสกับเขาว่า   “พวกท่านซึ่งเป็นฟาริสีย่อมชำระถ้วยชามแต่เพียงภายนอก   แต่ภายในพวกท่านเต็มไปด้วยความโลภและความชั่วร้าย

40 You fools! Did not he who made the outside make the inside also?

40 โอ   คนโฉดเขลา ผู้ที่ทรงสร้างภายนอกก็ทรงสร้างภายในด้วยไม่ใช่หรือ

41 But give as alms those things that are within, and behold, everything is clean for you.  

41 ดังนั้นจงให้ทานด้วยสิ่งที่อยู่ภายใน   แล้วทุกสิ่งจะสะอาดบริสุทธิ์สำหรับพวกท่าน  

42 “But woe to you Pharisees! For you tithe mint and rue and every herb, and neglect justice and the love of God. These you ought to have done, without neglecting the others.

42 “แต่วิบัติแก่ท่าน   พวกฟาริสี เพราะว่าท่านถวายทศางค์เป็นพวกสะระแหน่  ขมิ้นและพืชผักทุกชนิด   แต่กลับละเว้นความยุติธรรมและความรักต่อพระเจ้า   สิ่งเหล่านี้พวกท่านควรทำอยู่แล้ว   แต่สิ่งอื่นๆ ก็ไม่ควรละเว้นด้วย

 

The Pharisees and scribes were expecting these ceremonial washings, not washing for the sake of cleanliness. 

            พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ได้คาดหวังพิธีการล้างเท้า  ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของการชำระให้สะอาด

It wasn't enough to properly clean your hands if they were very dirty or to be sanitary.  “You would have to first wash your hands to make them clean, then perform the ritual to make them spiritually clean.”[6]

บางทีคุณล้างมือไม่สะอาดพอถ้ามันสกปรกมากหรือต้องถูกอนามัย "ท่านจะต้องล้างมือให้สะอาดก่อนแล้วประกอบพิธีกรรมเพื่อทำให้จิตวิญญาณพวกเขาสะอาดด้วย"

This tradition probably came from the biblical command for priests to wash their hands and feet prior to entering the Tabernacle described in Exodus.  

ประเพณีนี้อาจมาจากคำบัญชาตามพระคัมภีร์สำหรับปุโรหิตเพื่อล้างมือและเท้าของพวกเขาก่อนที่จะเข้าในพระวิหารดังที่อธิบายในพระธรรมอพยพ

They asked Jesus, “Why do Your disciples not walk according to the tradition of the elders?”

พวกเขาทูลถามพระเยซูว่า "ทำไมพวกสาวกของพระองค์ไม่ได้เดินตามประเพณีของพวกผู้ปก

ครอง"

These washings were commanded by tradition, not by Scripture.

การชำระล้างเหล่านี้ถูกสั่งให้ทำตามประเพณี, ไม่ใช่โดยหลักพระคัมภีร์

The religious leaders knew this, yet they still criticized the disciples for not obeying these traditions. 

ผู้นำทางศาสนารู้เรื่องนี้  แต่พวกเขายังคงวิจารณ์พวกสาวกที่ไม่เชื่อฟังประเพณีเหล่านี้

Many Jewish leaders of Jesus' time honored the oral traditions even more than the written law. 

ผู้นำชาวยิวมากมายในสมัยของพระเยซูยกย่องประเพณีแต่เพียงปากมากกว่าบทบัญญัติที่เขียนไว้

The important issue is the condition of our heart in relation to God, not what we look like on the outside.

ปัญหาสำคัญคือสถานภาพด้านจิตใจของเราที่สัมพันธ์กับพระเจ้า ไม่ใช่สิ่งที่เราดูแต่ภายนอก

 

43 Woe to you Pharisees! For you love the best seat in the synagogues and greetings in the marketplaces.

43 วิบัติแก่ท่าน   พวกฟาริสี   เพราะว่าท่านชอบที่นั่งอันมีเกียรติในธรรมศาลา   และชอบให้เขาคำนับกลางตลาด

44 Woe to you! For you are like unmarked graves, and people walk over them without knowing it.”

44 วิบัติแก่พวกท่าน เพราะว่าท่านเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพที่ไม่ปรากฏให้เห็น   และคนก็เดินเหยียบอยู่บนนั้นโดยไม่รู้เรื่อง”  

45 One of the lawyers answered him, “Teacher, in saying these things you insult us also.”

45 ผู้เชียวชาญบัญญัติคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า   “ท่านอาจารย์   การที่ท่านพูดอย่างนั้น   ท่านก็ติเตียนเราด้วย”

46 And he said, “Woe to you lawyers also! For you load people with burdens hard to bear, and you yourselves do not touch the burdens with one of your fingers.

46 พระองค์ตรัสว่า   “วิบัติแก่ท่านด้วยพวกผู้เชียวชาญบัญญัติ   เพราะท่านเอาของที่หนักเหลือรับให้มนุษย์เป็นคนแบก   แต่ตัวพวกท่านเองกลับไม่ช่วยยกเลยแม้แต่นิ้วเดียว

47 Woe to you! For you build the tombs of the prophets whom your fathers killed.

47 วิบัติแก่พวกท่าน   เพราะท่านก่ออุโมงค์ให้กับบรรดาผู้เผยพระวจนะ   และบรรพบุรุษของท่านเองก็เป็นผู้ฆ่าผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น

48 So you are witnesses and you consent to the deeds of your fathers, for they killed them, and you build their tombs.

48 เพราะฉะนั้นพวกท่านจึงเป็นพยานเห็นชอบกับการกระทำของบรรพบุรุษของท่าน   เพราะว่าพวกเขาเป็นผู้ฆ่าผู้เผยพระวจนะเหล่านั้น   และพวกท่านก็เป็นผุ้ก่ออุโมงค์ให้

49 Therefore also the Wisdom of God said, ‘I will send them prophets and apostles, some of whom they will kill and persecute,’

49 เพราะเหตุนี้พระปัญญาของพระเจ้าจึงตรัสไว้ว่า   'เราจะใช้พวกผู้เผยพระวจนะและบรรดาอัครทูตไปหาพวกเขา   แล้วบางคนจะถูกพสกเขาข่มเหงและบางคนจะถูกพวกเขาฆ่า”'

50 so that the blood of all the prophets, shed from the foundation of the world, may be charged against this generation,

50 เพราะฉะนั้นคนยุคนี้แหละที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องโลหิตของบรรดาผู้เผยพระวจนะ   ซึ่งต้องหลั่งออกตั้งแต่แรกสร้างโลก

51 from the blood of Abel to the blood of Zechariah, who perished between the altar and the sanctuary. Yes, I tell you, it will be required of this generation.

51 คือตั้งแต่โลหิตของอาแบล   จนถึงโลหิตของเศคาริยาห์  ที่ถูกฆ่าตายบริเวณระหว่างแท่นบูชากับพระนิเวศของพระเจ้า  เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า  คนยุคนี้จะต้องรับ

ผิดชอบในโลหิตนั้น

52 Woe to you lawyers! For you have taken away the key of knowledge. You did not enter yourselves, and you hindered those who were entering.”

52 วิบัติแก่ท่าน พสกผู้เชี่ยวชาญบัญญัติ   เพราะว่าท่านเอาลูกกุญแจแห่งความรู้ไปเสีย   ตัวท่านเองไม่เข้าไป   และเมื่อมีคนกำลังจะเข้าไป   ท่านก็ขัดขวางไว้”  

53 As he went away from there, the scribes and the Pharisees began to press him hard and to provoke him to speak about many things,

53 เมื่อพระองค์เสด็จออกจากที่นั่น พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีก็เริ่มผูกพยาบาทและจู่โจมพระองค์ด้วยคำถามต่างๆ  

54 lying in wait for him, to catch him in something he might say.

54 เพื่อคอยจับผิดในสิ่งที่พระองค์ตรัส

 

What a wonderful privilege we have to be able to pray, talking to God, sharing our hearts with Him, adoring Him, confessing our sins, and praying for others.  

            ช่างเป็นสิทธิพิเศษที่มีเกียรติมากที่เราสามารถอธิษฐาน  สนทนากับพระเจ้า  ผูกพันจิตใจของเรากับพระองค์  รักใครเทิดทูนพระองค์  สารภาพบาปของเรา  และอธิษฐานเผื่อผู้อื่น

Perhaps today you want to commit to pray more often and to be persistent in your prayers.

บางทีทุกวันนี้คุณต้องการที่จะทุ่มเทในการอธิษฐานบ่อยขึ้นกว่าเดิม  และจะขะมักเขม้นอธิษฐาน

God wants you to tell others about Him.

พระเจ้าทรงต้องการให้คุณบอกผู้อื่นเรื่องของพระองค์

Jesus so clearly prophesied His death and resurrection comparing it to Jonah in the great fish. 

พระเยซูทรงพยากรณ์ได้ชัดเจนเรื่องการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ ของพระองค์โดยเปรียบเทียบกับโยนาห์ในท้องปลามหึมา

Jesus wants people to be righteous not religious. 

พระเยซูทรงต้องการให้ประชาชนเป็นคนชอบธรรมไม่ใช่เคร่งศาสนา

That righteousness only comes through faith in Jesus Christ, who lived a perfect life, died on the cross and came alive again. 

ความชอบธรรมเท่านั้นที่มาโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์  ผู้ที่มีชีวิตที่สมบูรณ์  ทรงสิ้น

พระชนม์บนกางเขนและฟื้นพระชนม์อีกครั้ง.

Thailand is full of people who are religious, most being Buddhist. Pray for your neighbors, pray for your nation.

ประเทศไทยเต็มไปด้วยผู้คนที่เคร่งศาสนาส่วนใหญ่นับถือพุทธ  จงอธิษฐานเผื่อเพื่อนบ้านของคุณ  อธิษฐานเผื่อประเทศของคุณ

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

            การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง  พระเจ้าทรงรักคุณ  พระองค์ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบส่วนเราไม่ใช่

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่มนุษย์สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่นั้นมาคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกห่างจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าทรงแบกรับโทษบาปแทนเรา โดยทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขน  ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในใจว่า   พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus.

            ความบาปของคุณจะได้รับการอภัย  และคุณจะกลายเป็นคริสเตียน  สาวกของพระเยซู

 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ESV®(พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001โดยCrossway พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ โดยได้รับอนุญาต ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



             [2] “ibid.

             [3] Jon Courson, Jon Courson’s Application Commentary, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 2004), 357–358.

[5] ibid.

   [6] David Guzik, “Mark 7 – Declaring Food and People Clean” https://enduringword.com/bible-commentary/mark-7/ (accessed June 1, 2013).

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top