Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 16-part 2 The Rich man and Lazarus

ลูกา 16 - ตอนที่2 เศรษฐีกับลาซารัส  

 

Last time, we talked about not wasting what God has trusted us with, but to be good stewards.

ครั้งที่แล้ว เราได้พูดเรื่องเกี่ยวกับการผลาญสิ่งที่พระเจ้าทรงไว้ใจมอบให้เรา แต่ต้องเป็นผู้อารักขาที่ดี

Next in our study of Luke, is the story of two men, one who was rich and the other poor. 

ถัดไปในการศึกษาพระธรรมลูกา   เป็นเรื่องราวของชายสองคน คนหนึ่งที่ร่ำรวยและอีกคนที่ยากจน

It seems that throughout history, and still today there are the very rich and the very poor. 

ดูเหมือนว่าตลอดประวัติศาสตร์  และจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีคนรวยมากและคนจนมาก

In some places you find them living next door to each other.  

ในสถานที่บางแห่งคุณพบพวกเขาอยู่บ้านถัดไปกับอีกคนหนึ่ง

Often rich people don’t care about poor people and such is the case in Jesus’ story today.   

บ่อยครั้งที่คนร่ำรวยมักจะไม่สนใจคนยากจน   และเป็นเช่นนั้นในเรื่องราวที่พระเยซูทรงสอนวันนี้

Luke did not say this was a parable; but it appears to be the telling of an actual event.

ท่านลูกาไม่ได้บอกว่านี่เป็นอุปมา แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

 

Luke 16:19-31

19 “There was a rich man who was clothed in purple and fine linen and who feasted sumptuously every day.

ลูกา16:19-31

19 “มีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี อยู่อย่างรื่นเริงฟุ่มเฟือยทุกๆ วัน 

20 And at his gate was laid a poor man named Lazarus, covered with sores,

20 และมีคนยากจนคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี

21 who desired to be fed with what fell from the rich man's table. Moreover, even the dogs came and licked his sores.

21 เขาอยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีคนนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา

22 The poor man died and was carried by the angels to Abraham's side. The rich man also died and was buried,

22 ต่อมาคนยากจนนั้นตาย และพวกทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่กับอับราฮัม ส่วนเศรษฐีคนนั้นก็ตายด้วย และถูกฝังไว้

23 and in Hades, being in torment, he lifted up his eyes and saw Abraham far off and Lazarus at his side.

23 และเมื่อเขาเป็นทุกข์ทรมานอยู่ในแดนคนตาย เขาแหงนหน้าดู เห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสก็อยู่กับท่าน

24 And he called out, ‘Father Abraham, have mercy on me, and send Lazarus to dip the end of his finger in water and cool my tongue, for I am in anguish in this flame.’

24 เศรษฐีจึงร้องว่า ‘อับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น เพราะข้าพเจ้าต้องทุกข์ระทมอยู่ในเปลวไฟนี้'

25 But Abraham said, ‘Child, remember that you in your lifetime received your good things, and Lazarus in like manner bad things; but now he is comforted here, and you are in anguish.

25 แต่อับราฮัมตอบว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้สิ่งที่ดีสำหรับตัว และลาซารัสได้แต่สิ่งเลว เวลานี้เขาได้รับการปลอบโยนแล้ว แต่เจ้าได้รับแต่ความทุกข์ระทม

26 And besides all this, between us and you a great chasm has been fixed, in order that those who would pass from here to you may not be able, and none may cross from there to us.’

26 ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเรากับพวกเจ้าก็มีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปถึงพวกเจ้าก็ทำไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ทำไม่ได้’ '

27 And he said, ‘Then I beg you, father, to send him to my father's house—

27 เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ถ้าอย่างนั้น บิดาเจ้าข้า ขอท่านใช้ลาซารัสไปที่บ้านบิดาของข้าพเจ้า

28 for I have five brothers—so that he may warn them, lest they also come into this place of torment.’

28 เพราะว่าข้าพเจ้ามีน้องชายห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนพวกเขา เพื่อไม่ให้เขาต้องมาอยู่ในที่ทุกข์ทรมานแห่งนี้’ 

29 But Abraham said, ‘They have Moses and the Prophets; let them hear them.’

29 แต่อับราฮัมตอบว่า ‘เขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะแล้ว ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด

30 And he said, ‘No, father Abraham, but if someone goes to them from the dead, they will repent.’

30 เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่า ‘ไม่ได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งจากพวกคนตายไปหาพวกเขา เขาคงจะกลับใจใหม่’'

31 He said to him, ‘If they do not hear Moses and the Prophets, neither will they be convinced if someone should rise from the dead.’”

31 อับราฮัมจึงตอบเขาว่า ‘ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้จะมีใครเป็นขึ้นมาจากตาย เขาก็ยังจะไม่เชื่อ’ ”

 

The rich man used his wealth only to please himself.

            คนรวยใช้ความร่ำรวยของเขาเพื่อให้ตัวเองสุขใจเท่านั้น

He did not use it to care for the poor and needy, not even the poor man begging    at his door.  

เขาไม่ได้ใช้มันในการดูแลคนยากจนและคนขัดสน ไม่ดูแลแม้คนยากจนที่ขอทานหน้าประตูบ้านเขา

Here are two men opposite from each other socially and financially. 

นี่คือชายสองคนที่แตกต่างตรงข้ามกันทางสังคมและทางการเงิน

One man was very rich, and the other man, Lazarus, was very poor. 

ชายคนหนึ่งที่ร่ำรวยมากและอีกคนลาซารัสที่ยากจนมาก

No two men could be farther apart in every way.

ไม่มีชายสองคนใดที่จะดูห่างไกลกันในทุกด้าน

This poor man was dependent upon the crumbs that fell from the rich man's table.

ชายยากจนคนนี้พึ่งพาเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะอาหารของชายคนที่ร่ำรวย

He never was invited to sit at the rich man's table. 

เขาไม่เคยได้รับเชิญให้นั่งอยู่ที่โต๊ะของชายคนที่ร่ำรวย

The dogs came and licked his sores.

สุนัขหลายตัวมาเลียแผลของเขา

 

When the beggar died, there was no funeral.

            เมื่อคนขอทานตายไปก็ไม่มีการจัดงานศพ

They just took his body out and threw it into the Valley of Gehenna where trash was thrown and burned; this is the place where they threw the bodies of the poor in that day.

พวกเขาเพียงนำร่างกายของเขาออกไปและโยนมันลงในหุบเขานรก ที่ซึ่งขยะถูกโยนและเผาไฟ  นี่คือสถานที่ที่พวกเขาโยนร่างกายของคนยากจนในวันนั้น

The minute the beggar stepped through the doorway of death, angels carried him into Abraham's Bosom.[1]    

นาทีที่คนขอทานก้าวผ่านประตูของความตาย  ทูตสวรรค์นำร่างของเขาเข้าไปซบที่อกของอับราฮัม

 

Who was Abraham? 

อับราฮัมคือใครคือ?

We first read about him in Genesis 12. 

ก่อนอื่นเราอ่านเรื่องของเขาในปฐมกาลบทที่ 12

He is the father of Isaac, Isaac is the father of Jacob whose name was changed to Israel. 

เขาเป็นบิดาของอิสอัค  อิสอัคเป็นบิดาของยาโคบที่มีชื่อเปลี่ยนเป็นอิสราเอล

He was a man of great faith trusting God to lead him into a new land, trusting        God to give him a son in his old age. 

เขาเป็นบิดาแห่งความเชื่อคนสำคัญที่ไว้วางใจพระเจ้าที่ทรงนำเขาไปสู่ดินแดนใหม่ ไว้วางใจพระเจ้าที่ทรงประทานบุตรชายแก่เขาในวัยชรา

 

The rich man also died and was buried.

ชายที่ร่ำรวยตายไปเช่นกันและถูกฝังอยู่

He had a big funeral; the rich man went the other way. he went to the place of punishment in Hades.

มีการจัดงานศพเขาที่ยิ่งใหญ่ ชายที่ร่ำรวยไปอีกทางหนึ่ง เขาไปยังสถานที่ของการลงโทษในนรก

 

            Because of the faith Lazarus had he went to Abraham’s bosom in Paradise.  Faith             made the difference. 

เพราะความเชื่อ  ลาซารัสได้ไปที่อกของอับราฮัมในสวรรค์  ความเชื่อสร้างความ    แตกต่าง

Lazarus didn’t go to Heaven because he was poor. 

ลาซารัสไม่ได้ไปสวรรค์เพราะเขายากจน

The rich man didn’t go to Hell because he was rich. 

ชายผู้ร่ำรวยไม่ได้ไปนรกเพราะเขาร่ำรวย

After death it is too late for faith, the situation cannot be changed then.

หลังจากตายแล้วมันสายเกินไปที่จะมารับเชื่อ  สถานการณ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง ได้

People cannot be forced or frightened into trusting Jesus as Savior.  

            ผู้คนไม่สามารถถูกบังคับหรือข่มขู่ให้ไว้วางใจพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด

They must be convicted by the Holy Spirit and then come to faith of their own      free will.  

พวกเขาจะต้องยอมรับพระวิญญาณบริสุทธิ์และจากนั้นมารับเชื่อตาม เจตจำนงเสรี ของตนเอง

If you and I were to spend one second in hell, perhaps we would become bolder witnesses for the Lord.

ถ้าคุณและผมจะใช้เวลาหนึ่งวินาทีในนรก   บางทีเราจะกลายเป็นพยานที่กล้าหาญ กว่านี้เพื่อพระเจ้า

This is indeed a very serious issue that both believers and unbelievers need to consider.[2]

แท้จริงเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากที่ทั้งผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อจำเป็นต้องคำนึงถึง

 

Notice two things here: The lost go to a place of conscious torment.

            ขอให้สังเกตสองสิ่งที่นี่: คนหลงหายไปยังสถานที่ทุกข์ทรมาน

Also, people know each other after death.

นอกจากนี้ผู้คนยังรู้จักกันและกันหลังความตาย

We do not lose our identities.

            พวกเราไม่สูญเสียเอกลักษณ์ของเรา

 

The word hell is in the Greek hades, meaning "the unseen world."

คำว่านรกเป็นคำว่าแดนมรณาภาษากรีก  หมายถึง "โลกที่มองไม่เห็น"

Hell, as we think of it, is a place that has not yet been opened for business; we don't read of it until we get to Revelation 20:10, where it tells us that hell's first occupants will be the Antichrist and the false prophet.

เมื่อเราคิดถึงนรก   มันเป็นสถานที่ที่ยังไม่ได้เปิดสำหรับการทำงานใดๆ        เราไม่ได้อ่านมันจนกว่าเราจะไปดูในพระธรรมวิวรณ์ 20:10 ที่ซึ่งบอก   เราว่า  คนพวกแรกที่ไปนรกก่อนคือพวกปฏิปักษ์พระคริสต์และศาสดา           พยากรณ์เท็จ

When they died, Lazarus and the rich man went to the unseen world, the     place of the departed dead.

เมื่อพวกเขาเสียชีวิต  ลาซารัสและคนรวยไปยังโลกที่มองไม่เห็น  สถานที่ที่ คนตายถูกละทิ้งไว้

 

Death is separation; it does not mean that you cease to exist.

ความตายคือการแยกออกจากกัน   ไม่ได้หมายความว่าคุณหยุดที่จะมีชีวิตอยู่

Adam, in the day that he ate of the forbidden fruit, died.

อาดัม ในวันที่เขากินผลไม้ต้องห้ามก็เสียชีวิต

Physically he did not die until about nine hundred years later, but the day   that he ate of the fruit he was separated from God.

ฝ่ายร่างกาย   เขาไม่ตายจนกว่าอีกประมาณ 900ปีต่อมา   แต่วันที่เขากินผลไม้นั้น  เขาถูกแยกออกห่างจากพระเจ้า

Jesus spoke of spiritual life and spiritual death,[3]

            พระเยซูตรัสถึงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณและความตายฝ่ายจิตวิญญาณ

 

John 11:25-26

25 Jesus said to her, “I am the resurrection and the life. Whoever believes in me, though he die, yet shall he live,

ยอห์น 11:25-26

25 พระเยซูตรัสกับนางว่า   “เราเป็นชีวิต และการเป็นขึ้นจากตาย คนที่วางใจในเราจะมีชีวิตอีกแม้ว่าเขาจะตายไป

26 and everyone who lives and believes in me shall never die. Do you believe this?”

26 และทุกคนที่มีชีวิตและวางใจในเราจะไม่ตายเลย   เธอเชื่ออย่างนี้ไหม”

 

Man is separated from God by sin.

มนุษย์ถูกแยกออกจากพระเจ้าเพราะความบาป

People are dead while they live.

ผู้คนตายในขณะที่พวกเขามีชีวิตอยู่

Paul told the Ephesians that.

เปาโลได้บอกอย่างนั้นต่อชาวเมืองเอเฟซัส

 

Ephesians 2:1, 4-5

1And you were dead in the trespasses and sins

เอเฟซัส 2:1,4-5

 1ท่านทั้งหลายตายโดยการละเมิด  และการบาปของท่าน

4 But God, being rich in mercy, because of the great love with which he loved us,

4 แต่พระเจ้าทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา   พระองค์ทรงรักเราโดยความรักอันใหญ่หลวงของพระองค์

5 even when we were dead in our trespasses, made us alive together with Christ—by grace you have been saved—

5 ถึงแม้ว่าเมื่อเราเป็นคนตายเนื่องจากการละเมิด   พระองค์ยังทรงทำให้มีชีวิตอยู่ร่วมกับพระคริสต์   (พวกท่านได้รับความรอดแล้วด้วยพระคุณ)

 

Certain spots in big cities like Bangkok or Phuket Town are alive and jumping at night.   

            บางแห่งในเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพมหานครหรือเมืองภูเก็ต มีชีวิตชีวาและตื่นตัว   อยู่ตลอดในเวลากลางคืน

It is hard to picture those people as dead. 

มันยากที่จะมองภาพคนเหล่านั้นว่าพวกเขาตายแล้ว

But Ephesians 2:1 and Colossians 2:13 both say, “you were dead in trespasses       and sins”.

แต่เอเฟซัส 2:1 และโคโลสี2:13 ทั้งสองข้อกล่าวว่า "ท่านตายโดยการละเมิดและ     การบาปของท่าน"

 

Genesis 3:19 By the sweat of your face you shall eat bread, till you return to the ground, for out of it you were taken; for you are dust, and to dust you shall return.”

ปฐมกาล 3:19 เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับไปเป็นดิน เพราะ

เจ้าถูกนำมาจากดิน   และเพราะเจ้าเป็นผงคลีดิน   และเจ้าจะกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม” 

 

It will help us understand this [story] if we realize that Sheol or hades is divided into two compartments: paradise (which is called Abraham's Bosom in this story) and the place of torment.

มันจะช่วยให้เราเข้าใจเรื่องนี้ [เรื่องราว] ถ้าเราตระหนักว่า เชอูล หรือ แดนมรณา ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน  คือสวรรค์ (ซึ่งเรียกว่าอกของอับราฮัมในเรื่องนี้) และสถานที่ความทุกข์ทรมาน

Paradise had the Old Testament believers, Jesus said the thief on the cross would join Him there, and it was emptied when Jesus ascended to Heaven. 

สวรรค์มีผู้เชื่อในสมัยพันธสัญญาเดิม  พระเยซูตรัสว่าโจรบนกางเขนจะอยู่ร่วมกับพระองค์ที่นั่น  และสิ้นสุดเมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นไปสวรรค์.

The place of torment will deliver up the lost for judgment at the Great White Throne judgment.[4]

สถานที่ความทุกข์ทรมานจะส่งมอบคนหลงหายไปสู่การพิพากษาที่พระบัลลังก์สีขาวแห่งการพิพากษา

 

Revelation 20:10-15

10and the devil who had deceived them was thrown into the lake of fire and sulfur where the beast and the false prophet were, and they will be tormented day and night forever and ever.

วิวรณ์ ​20:10-15

10ส่วนมารที่ล่อลวงเขาทั้งหลายก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟและกำมะถัน   ที่ซึ่งสัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเท็จอยู่นั้น   และพวกมันจะถูกทรมานทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดไปเป็นนิตย์

11 Then I saw a great white throne and him who was seated on it. From his presence earth and sky fled away, and no place was found for them.

11 แล้วข้าพเจ้าเห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวและเห็นพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น แผ่นดินโลกและฟ้าสวรรค์ก็หายไปจากพระพักตร์ของพระองค์ และไม่มีใครพบเห็นที่อยู่ของพวกมันอีกเลย

12 And I saw the dead, great and small, standing before the throne, and books were opened. Then another book was opened, which is the book of life. And the dead were judged by what was written in the books, according to what they had done.

12 ข้าพเจ้ายังเห็นบรรดาคนตาย ทั้งคนใหญ่โตและคนเล็กน้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่งนั้น แล้วหนังสือต่างๆ ก็ถูกเปิดออก และหนังสืออีกเล่มหนึ่งก็ถูกเปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต คนตายก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของเขาทั้งหลายที่เขียนไว้ในหนังสือเหล่านั้น

13 And the sea gave up the dead who were in it, Death and Hades gave up the dead who were in them, and they were judged, each one of them, according to what they had done.

13 ทะเลก็ส่งคืนคนตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนคนตายก็ส่งคืนคนตายที่อยู่ในนั้น แต่ละคนก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตน

14 Then Death and Hades were thrown into the lake of fire. This is the second death, the lake of fire.

14 แล้วความตายและแดนคนตายก็ถูกโยนลงไปในบึงไฟ  บึงไฟนี่แหละคือความตายครั้งที่สอง

15 And if anyone's name was not found written in the book of life, he was thrown into the lake of fire.

15 และถ้าพบว่าใครไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิต เขาก็จะถูกโยนลงไปในบึงไฟ

All who stand at this judgment are lost, and they will be cast into the lake of fire, which is the second death.

ทุกคนที่ยืนในเวลาพิพากษานี้จะหายไป  และพวกเขาจะถูกโยนเข้าไปในบึงไฟ ซึ่ง ได้เป็นความตายครั้งที่สอง

The bodies of believers today, since the resurrection of Jesus Christ, go into the    grave and return to dust, but their souls go to be with the Lord.

            เพราะการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์  ร่างกายของผู้เชื่อวันนี้ลงไปสู่สุสาน  และกลับไปเป็นผงคลีดิน   แต่จิตวิญญาณของพวกเขาไปอยู่กับพระเจ้า

 

2 Corinthians 5:8 Yes, we are of good courage, and we would rather be away from the body and at home with the Lord.

2โครินธ์ 5:8 และเรามั่นใจและพอใจที่จะไปจากร่างกายนี้และอาศัยอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่า

 

John 14:2-3

 2 In my Father's house are many rooms. If it were not so, would I have told you that I go to prepare a place for you?

ยอห์น14:2-3

2ในพระนิเวศของพระบิดาเรามีที่อยู่มากมาย ถ้าไม่มีเราคงบอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับพวกท่าน 

3 And if I go and prepare a place for you, I will come again and will take you to myself, that where I am you may be also.

3 เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกและรับท่านไปอยู่กับเรา   เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านจะได้อยู่ที่นั่นด้วย 

 

When you die, you will either go to Heaven to be with the Lord, or you will go to the place of torment where you will be judged and then cast into the lake of fire.

เมื่อคุณตายคุณจะไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระเจ้า   หรือคุณจะไปสถานที่ความทุกข์ทรมาน   ที่ซึ่งคุณจะถูกพิพากษาแล้วโยนลงไปในบึงไฟ

 

Matthew 25:41“Then he will say to those on his left, ‘Depart from me, you cursed, into the eternal fire prepared for the devil and his angels.

มัทธิว ​25:41 แล้วพระองค์จะตรัสกับพวกผู้ที่อยู่เบื้องซ้ายพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ‘พวกท่านผู้ถูกแช่งสาปจงถอยไปจากเราและเข้าไปอยู่ในไฟที่ไหม้อยู่เป็นนิตย์ ซึ่งเตรียมไว้สำหรับมารร้ายและบริวารของมัน

           

People ask, “Why would a loving God, create Hell and send people there?”

            ผู้คนถามว่า "ทำไมพระเจ้าผู้ทรงรัก  สร้างนรกและส่งคนไปที่นั่น?"

They do not understand the love of God or the wickedness of sin.

พวกเขาไม่เข้าใจความรักของพระเจ้าหรือความชั่วร้ายแห่งความบาป

God’s love is a holy love and sin is rebellion against a holy and loving God.

ความรักของพระเจ้าคือความรักที่บริสุทธิ์และความบาปเป็นกบฏต่อพระเจ้าที่รักและบริสุทธิ์

God does not “send people to hell.”

พระเจ้าไม่ทรง "ส่งคนไปนรก"

They send themselves there by refusing to pay attention to His invitation given in God’s Word and conveyed by the Holy Spirit to believe in Jesus.[5]

พวกเขาส่งตัวเองไปที่นั่นโดยการปฏิเสธที่จะให้ความสนใจกับคำเชิญของพระองค์ที่ตรัสในพระวจนะของพระองค์   และโดยผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเชื่อในพระเยซู

 

John 16:8 And when he comes, he will convict the world concerning sin and righteousness and judgment:

ยอห์น16:8  เมื่อพระองค์เสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความ บาป ความชอบธรรม และการพิพากษา 

 

The rich man prayed for his brothers. 

            คนรวยอธิษฐานอ้อนวอนเผื่อพี่น้องของเขา

He did not want them to suffer like he was.  

เขาไม่ต้องการให้พวกเขาทนทุกข์เหมือนเช่นเขา

Sometimes unbelievers say, they don’t mind if they go to hell because they think they will join a lot of others, and maybe have a big party together.  

บางครั้งบรรดาผู้ไม่เชื่อบอกว่า   พวกเขาไม่สนใจถ้าพวกเขาไปนรก  เพราะพวกเขาคิดว่าพวกเขาจะไปอยู่ร่วมกับคนอื่นๆมากมาย  และอาจจะมีคนกลุ่มใหญ่ด้วยกัน

But there is no friendship or partying there. 

แต่ไม่มีมิตรภาพหรืองานปาร์ตี้ที่นั่น

Hell is a place of extreme suffering and loneliness.

นรกเป็นสถานที่ของความทุกข์ทรมานและความเงียบเหงาที่สุด

It is not a place where sinners have a good time doing what they used to do on earth.[6]

มันไม่ได้เป็นสถานที่ที่คนบาปสนุกสนานกัน    กระทำสิ่งที่พวกเขาเคยทำในโลก

 

Perhaps Lazarus had witnessed to the rich man and to his brothers, but they didn’t listen.

บางทีลาซารัสได้เป็นพยานกับคนรวยและพี่น้องของเขา  แต่พวกเขาไม่รับฟัง

But now, the rich man wants Lazarus to go back from the dead and warn his brothers.

แต่ตอนนี้ คนรวยต้องการลาซารัสให้กลับจากความตายและเตือนพี่น้องของเขา

Though miracles show God’s power, they usually don’t produce conviction of sin or lead to salvation.

แม้การอัศจรรย์สำแดงฤทธิ์อำนาจองพระเจ้า โดยปกติพวกเขาไม่สำนึกในความบาปหรือนำไปสู่ความรอด 

 

Another man named Lazarus did come back from the dead, but there is no mention of people coming to faith in Jesus because of it.

อีกคนชื่อลาซารัสได้กลับจากความตาย  แต่ไม่มีการกล่าวถึงประชาชนที่มาเชื่อในพระเยซูเพราะสิ่งนั้น

The rich man had opportunities in his life time to place his faith in the Lord. 

ชายผู้ร่ำรวยมีโอกาสในชีวิตของเขาที่จะเชื่อวางใจในพระเจ้า

The brothers did too.  

พวกพี่น้องก็ทำเช่นกัน

They had the Old Testament scriptures, the message of the prophets, and the testimony of Lazarus lived out before them.

พวกเขามีข้อพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม  คำสอนของศาสดาพยากรณ์  และพยานของลาซารัสที่ออกมาต่อหน้าพวกเขา

Also the deaths of the two men was a message to the brothers that they too would die.[7]

นอกจากนี้การตายของคนทั้งสองเป็นการบอกข่าวแก่พวกพี่น้องว่าพวกเขาจะตาย   ด้วย

 

Some people believe that many would repent if someone returned from the dead to tell them what it was like.

            บางคนเชื่อว่าคนมากมายจะสารภาพบาป  ถ้ามีบางคนกลับมาจากตาย  เพื่อจะบอกพวกเขาว่ามันเป็นอย่างไร

Someone has come back from the dead. His name is Jesus Christ. 

เออ บางคนได้กลับมาจากตายนะ  พระนามของพระองค์คือพระเยซูคริสต์

Don’t delay, if you haven’t chosen to receive Jesus as your Savior, do it now.

อย่ารีรอเลย  ถ้าคุณไม่ได้ตัดสินใจที่จะรับพระเยซูให้พระผู้ช่วยให้รอด  จงทำมัน     เดี๋ยวนี้

 

John 1:12 But to all who did receive him, who believed in his name, he gave the right to become children of God,

ยอห์น 1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์ คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญา ใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถ      ดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



          [1] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, , (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book  Luke 16

[2] Warren W. Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines – Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, (Colorado Springs, CO: Victor, 1992), WORDsearch CROSS e-book, 186.

             [4] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 16

[5] McGee, Through the Bible with J. Vernon McGee, Luke 16.

             [7] Wiersbe, Bible Exposition Commentary - Be Courageous (Luke 14-24), 242

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top