Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 18-part 2 The Young Man Who Went Away Sad, Jesus Foretells His Death and Heals a Blind Man

ลูกาบทที่ 18- ตอนที่ 2 ชายหนุ่มผู้จากไปเศร้าเสียใจ  พระเยซูทรงทำนายว่าพระองค์จะทรงพบความตายและทรงเยียวยารักษาคนตาบอด

 

Last time, we talked about prayer, to be persistent keep on praying and we talked about two men praying, one was a proud Pharisee (a Jewish religious leader) and the other a tax collector. 

ครั้งที่แล้ว เราพูดถึงเรื่องการอธิษฐาน  ขะมักเขม้นอธิษฐานและเราได้พูดเกี่ยวกับชายสองคนอธิษฐาน ชาวฟาริสี คนหนึ่งหยิ่งทะนง (ผู้นำทางศาสนายิว) และอีกคนเป็นคนเก็บภาษี

The tax collector was humble and knew he was a sinner, the Pharisee was self-righteous and proud, saying, “I am glad that I am not like this man.”   

คนเก็บภาษีที่อ่อนน้อมถ่อมตนและรู้ว่าเขาเป็นคนบาป  ชาวฟาริสี ที่ว่าตัวเองเป็นชอบธรรมและหยิ่งทะนง  พูดว่า "ข้าพเจ้าดีใจที่ข้าพเจ้าไม่เหมือนชายคนนี้"

Then we talked about Jesus love for children and He said let the children come to me and don’t keep them away. 

จากนั้นเราได้พูดเกี่ยวกับพระเยซูที่ทรงรักพวกเด็กๆ  และทรงตรัสว่าจงยอมให้เด็กๆมาหาเราและอย่ากีดกันพวกเขาออกไป

We learned from the children coming to Jesus that we are to respect children and welcome them.

เราได้เรียนรู้จากเด็กๆที่มาหาพระเยซูว่า  เราต้องยอมรับพวกเด็กๆและต้อนรับพวกเขา

Sometimes churches provide child care, just so they could reach the adults, but a ministry to children is important in and of itself since children are spiritual beings and can learn from an early age the truths of the Gospel. 

บางครั้ง คริสตจักรจัดให้มีการดูแลเด็ก  เพียงเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงผู้ใหญ่ แต่พันธกิจกับเด็กเป็นสิ่งสำคัญในตัวเอง  เนื่องจากเด็กๆเป็นชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณและสามารถเรียนรู้ความจริงเรื่องพระกิตติคุณจากช่วงอายุต้นๆ

Children are important to Jesus and so they better be important to us. 

เด็กๆ มีความสำคัญต่อพระเยซูและดังนั้นพวกเขาก็ยิ่งมีความสำคัญต่อเรา

Another lesson for us is to be humble, come to the Lord with humility.

บทเรียนอีกอย่างสอนเราให้อ่อนน้อมถ่อมตน  จงมาหาพระเจ้าด้วยความอ่อนน้อม

Humility and a recognition of God's grace and mercy.

ความอ่อนน้อมและการยอมรับพระคุณและความเมตตาของพระเจ้า

We can only enter the kingdom when we come depending upon Jesus and not ourselves.  

เราสามารถเข้าสู่ราชอาณาจักรได้เมื่อเรามาพึ่งพาพระเยซูและไม่ได้พึ่งตัวเอง

 

In the next passage, a rich young ruler comes to Jesus. 

ในเนื้อหาตอนต่อไป ขุนนางหนุ่มมาหาพระเยซู

The story of the rich young ruler is also given in Matthew 19:16-30 and in Mark 10:17-31. 

เรื่องราวของขุนนางหนุ่มยังปรากฏในพระธรรมมัทธิว19:16-30 และใน มาระโก10:17-31

When you combine the records in Matthew, Mark, and Luke, you learn that this man was rich, young, and a ruler, but he wanted salvation on his terms, not the Lord’s; and Jesus could not accept him.

เมื่อคุณรวบรวมสิ่งที่บันทึกในพระธรรมมัทธิว มาระโก และลูกา  คุณเรียนรู้ว่าชายคนนี้ร่ำรวย หนุ่ม และเป็นผู้ปกครอง แต่เขาต้องการความรอดในแบบของเขา  ไม่ได้เป็นแบบพระเจ้า พระเยซูไม่ทรงสามารถยอมรับเขาได้

He was like Cain, rather than bring an animal sacrifice, Cain wanted to do it his own way.

เขาเป็นเหมือนคาอิน แทนที่จะนำมาสัตว์มาถวายบูชา  คาอินต้องการที่จะทำด้วยวิธีการของเขาเอง

 

Luke 18:18-30

18And a ruler asked him, “Good Teacher, what must I do to inherit eternal life?”

ลูกา 18:18-30

18  มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นขุนนางทูลถามพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรถึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?”

19 And Jesus said to him, “Why do you call me good? No one is good except God alone.

19 พระเยซูตรัสถามคนนั้นว่า “ท่านใช้คำว่าประเสริฐกับเราทำไม? ไม่มีใครประเสริฐนอกจากพระเจ้าองค์เดียว 

20 You know the commandments: ‘Do not commit adultery, Do not murder, Do not steal, Do not bear false witness, Honor your father and mother.’”

20 ท่านรู้จักบัญญัติแล้วที่ว่า ‘ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขาห้ามฆ่าคนห้ามลักทรัพย์ห้ามเป็นพยานเท็จจงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า’ ' ”

21 And he said, “All these I have kept from my youth.”

21 คนนั้นจึงทูลว่า   “ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าถือรักษาไว้ตั้งแต่เด็ก” .

22 When Jesus heard this, he said to him, “One thing you still lack. Sell all that you have and distribute to the poor, and you will have treasure in heaven; and come, follow me.”

22 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินอย่างนั้น   พระองค์ตรัสกับเขาว่า   “ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง   จงไปขายสิ่งของทั้งหมดที่ท่านมีอยู่แล้วแจกจ่ายให้คนยากจน   ท่านถึงจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์   แล้วจงกลับมาติดตามเรา”

23 But when he heard these things, he became very sad, for he was extremely rich.

23 แต่เมื่อเขาได้ยินอย่างนั้นก็เป็นทุกข์   เพราะเขาเป็นคนมั่งมีมาก

24 Jesus, looking at him with sadness, said, “How difficult it is for those who have wealth to enter the kingdom of God!

24 เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเขามีอาการอย่างนั้น   พระองค์จึงตรัสว่า   “คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ของพระเจ้าก็ยากจริงๆ

25 For it is easier for a camel to go through the eye of a needle than for a rich person to enter the kingdom of God.”

25 ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ยังง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า”

26 Those who heard it said, “Then who can be saved?”

26 พวกที่ได้ยินจึงกล่าวว่า   “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้”

27 But he said, “What is impossible with men is possible with God.” _

27 แต่พระองค์ตรัสว่า   “สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้   พระเจ้าทรงทำได้”

28 And Peter said, “See, we have left our homes and followed you.”

28 เปโตรจึงทูลพระองค์ว่า   “นี่แหละ   พวกข้าพระองค์ได้สละทิ้งบ้านเรือนของพวกข้าพระองค์ติดตามพระองค์มา”

29And he said to them, “Truly, I say to you, there is no one who has left house or wife or brothers or parents or children, for the sake of the kingdom of God,

29 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า   “เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า   คนที่สละบ้านหรือภรรยา   หรือพี่น้อง   หรือบิดามารดา   หรือบุตรเพราะเห็นแก่แผ่นดินของพระเจ้า

30 who will not receive many times more in this time, and in the age to come eternal life.”

30 จะได้รับผลตอบแทนหลายเท่าในยุคนี้  และในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์”

 

Nobody is saved by keeping the Law.

ไม่มีใครรอดได้โดยการรักษาบทบัญญัติ

The conversation between Jesus and the ruler, was the Lord’s way of making the young ruler’s face up to the sin of coveting and of selfishness, and his lack of relationship with God. 

การสนทนาระหว่างพระเยซูและขุนนางนั้นเป็นวิธีการของพระเจ้าในการทำให้ผู้ปกครองหนุ่มเห็นถึงความบาปที่โลภอยากได้และความเห็นแก่ตัว และการขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า

Outwardly the young man had obeyed the laws Jesus named in verse 20. 

ภายนอกชายหนุ่มได้เชื่อฟังบทบัญญัติ ที่พระเยซูทรงตั้งไว้ในข้อ 20

Jesus confronted the rich young ruler with five of the Ten Commandments.  

พระเยซูทรงเผชิญหน้ากับขุนนางหนุ่มที่ร่ำรวยด้วยใช้บทบัญญัติสิบประการห้าข้อ

The Bible is our handbook, God’s instruction manual.  

พระคัมภีร์คือคู่มือของเรา  คำสั่งสอนของพระเจ้าคือคู่มือการใช้งาน

 

The Ten Commandments are 10 instructions for us. 

พระบัญญัติสิบประการคือคำแนะนำสั่งสอนสิบข้อสำหรับเรา

Where do we find the Ten Commandments, first given in the Bible?  

เราจะหาบัญญัติสิบประการได้ที่ไหน  ที่ได้รับครั้งแรกในพระคัมภีร์

They are given in Exodus 20 and again in Deuteronomy 5:7-21.

เราจะพบมันได้ในพระธรรมอพยพบทที่ 20และอีกครั้งในเฉลยธรรมบัญญัติ 5:7-21

 

Exodus 20:3-17

 3“You shall have no other gods before me.

อพยพ20:3-17

 3 “ห้ามมีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา  

4 “You shall not make for yourself a carved image, or any likeness of anything that is in heaven above, or that is in the earth beneath, or that is in the water under the earth.

4 “ห้ามทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน 

5 You shall not bow down to them or serve them, for I the LORD your God am a jealous God, visiting the iniquity of the fathers on the children to the third and the fourth generation of those who hate me,

5 ห้ามกราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน 

6 but showing steadfast love to thousands of those who love me and keep my commandments.

6 แต่แสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเรา และรักษาบัญญัติของเราจนถึงนับพันชั่วอายุคน

7 “You shall not take the name of the LORD your God in vain, for the LORD will not hold him guiltless who takes his name in vain.

7 “ห้ามใช้พระนามพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าไปในทางที่ผิด เพราะผู้ที่ใช้พระนามของพระองค์ไปในทางที่ผิดนั้น พระยาห์เวห์จะทรงเอาโทษ

8 “Remember the Sabbath day, to keep it holy.

8 “จงระลึกถึงวันสะบาโต   ถือเป็นวันบริสุทธิ์

9 Six days you shall labor, and do all your work,

9 จงทำงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน

10 but the seventh day is a Sabbath to the LORD your God. On it you shall not do any work, you, or your son, or your daughter, your male servant, or your female servant, or your livestock, or the sojourner who is within your gates.

10 แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตแด่พระยาเวห์พระเจ้าของเจ้า   ในวันนั้นห้ามทำการงานใดๆไม่ว่าเจ้าเอง   หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า   หรือทาสทาสีของเจ้า   หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า   หรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า

11 For in six days the LORD made heaven and earth, the sea, and all that is in them, and rested the seventh day. Therefore the LORD blessed the Sabbath day and made it holy.

11 เพราะในหกวันพระยาห์เวห์ทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน   ทะเล   และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น   แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก   เพราะฉะนั้นพระยาห์เวห์ทรงอวยพรวันสะบาโต   และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์  

12 “Honor your father and your mother, that your days may be long in the land that the LORD your God is giving you.

12 “จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า   เพื่ออายุของเจ้าจะได้ยืนยาวบนแผ่นดิน   ซึ่งพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าประทานแก่เจ้า  

13 “You shall not murder.

13 “ ห้ามฆ่าคน  

14 “You shall not commit adultery.

14 “ ห้ามล่วงประเวณีผัวเมียเขา  

15 “You shall not steal.

15 “ ห้ามลักขโมย

16 “You shall not bear false witness against your neighbor.

16 “ ห้ามเป็นพยานเท็จใส่ร้าย เพื่อนบ้าน  

17 “You shall not covet your neighbor's house; you shall not covet your neighbor's wife, or his male servant, or his female servant, or his ox, or his donkey, or anything that is your neighbor's.”

17 “ ห้ามโลภบ้านเรือนของเพื่อนบ้าน   ห้ามโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน  หรือทาสทาสีของเขา  หรือโค ลาของเขา   หรือสิ่งใดๆซึ่งเป็นของของเพื่อนบ้าน”

           

No other gods, no one or nothing is to be more important, in our lives, than God. 

ไม่มีพระเจ้าอื่นๆ ไม่มีใครหรืออะไรที่จะสำคัญมากกว่าในชีวิตของเรา ยิ่งกว่าพระเจ้า

Nothing or no one else is to be worshipped.  

ไม่มีอะไรหรือไม่มีใครที่เราสมควรจะบูชา

We are not to make statutes like the Buddha to worship. 

เราต้องไม่ทำรูปเคารพเช่นพระพุทธเจ้าเพื่อนมัสการ

Some people say bad things about God and use His name to curse. 

บางคนพูดสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับพระเจ้าและใช้พระนามของพระองค์ในการสาปแช่ง

They are using God’s name in vain. 

พวกเขากำลังใช้พระนามของพระเจ้าอย่างไร้สาระ

We are to have a day of rest and a day of worship, to honor the Lord our God.  

เราต้องมีวันหนึ่งเพื่อพักผ่อนและวันแห่งการนมัสการ  เพื่อจะถวายเกียรติแด่พระเจ้าของเรา

The first five commandments have to do with our relationship with God, then the next five have to do with our relationship to other people. 

พระบัญญัติห้าประการแรกต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า   แล้วห้าข้อต่อไปจะต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรากับผู้อื่น

We are to honor, respect and obey our parents, we are not to take the life of another person by murder, we are not to have sex outside of marriage, we are not to steal. 

เราต้องให้เกียรติ  เคารพและเชื่อฟังพ่อแม่ของเรา  เราต้องไม่เอาชีวิตของคนอื่นโดยการฆ่าคน  เราต้องไม่มีความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส  เราต้องไม่ลักขโมย

Some big stores like Lotus in Thailand and Walmart in the U.S.  have reported that more is stolen from their stores by employees than by shop lifters. 

ร้านค้าขนาดใหญ่บางแห่งเช่นโลตัสในประเทศไทยและวอลมาร์ในสหรัฐอเมริกา ได้รับรายงานว่าสินค้าถูกขโมยจากร้านค้าของพวกเขาโดยพนักงานมากกว่าโดยคนที่มาซื้อของ

Neither one should be a problem, if people would obey this commandment. 

ไม่มีใครควรจะเป็นปัญหา  ถ้าประชาชนจะเชื่อฟังพระบัญญัตินี้

Why do people lie?  Usually to not get in trouble for something they did, or to have some advantage.  Like to get a job. 

ทำไมคนเราโกหก? ปกติพวกเขามักจะไม่พบปัญหาสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำ   หรือมีประโยชน์บางอย่าง เช่นเพื่อที่จะได้งาน

Often with a job application there is a resume, that shows your previous work experience. 

บ่อยครั้งที่การสมัครงานต้องใช้ประวัติที่คนนั้นเคยทำงาน  เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณมีประสบการณ์การทำงานก่อนหน้านี้

Some resumes are written in a way that can be easily misleading, some lie about past employment such as title, responsibilities, salary and company information, some lie about their education, others give false references, some falsify military service, in an effort to get the job and look better than they really are. 

ประวัติการทำงานบางอย่างจะถูกเขียนในแบบที่ชักให้หลงเข้าใจผิดได้    บ้างโกหกเกี่ยวกับการทำงานที่ผ่านมา  เช่นตำแหน่ง ความรับผิดชอบ เงินเดือน และข้อมูลบริษัทบางคนโกหกเกี่ยวกับการศึกษาของพวกเขา  คนอื่นๆอ้างอิงเท็จ   บ้างก็ปลอมการรับใช้เป็นทหาร  มีความพยายามที่จะได้งานทำและดูดีกว่าที่มันควรเป็นจริง

But if you can’t be trusted what kind of employee will you really be?

แต่ถ้าคุณไม่สามารถเป็นที่เชื่อถือได้  จริงๆ แล้วคุณจะเป็นพนักงานแบบไหน?

 

And a certain ruler asked Him, saying, Good Master, what shall I do to inherit eternal life?

และขุนนางคนนั้นทูลถามพระองค์ว่า  ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ  ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรถึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?

And Jesus said unto him, “Why do you call me good? None is good, save one, that is, God (vv. 18-19).”  

พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ท่านใช้คำว่าประเสริฐกับเราทำไม? ไม่มีใครประเสริฐนอกจากพระเจ้าองค์เดียว(ข้อ18-19) "

The Lord Jesus was leading this young man to see that if he recognized goodness in Jesus, it was because Jesus is God.

พระเยซูคริสต์กำลังทรงนำชายหนุ่มคนนี้  ให้เห็นว่าถ้ายอมรับความดีงามของพระเยซู  เพราะว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า

The young ruler did not believe that Jesus Christ was God.

ขุนนางหนุ่มไม่เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า

If he really thought he was in the presence of Almighty God, why would he brag about his character, and refuse to obey?

ถ้าเขาคิดจริงๆว่าเขาอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์  ทำไมเขาจะอวดบุคลิกของเขา และปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง?

Jesus said, “You know the commandments, Do not commit adultery, Do not kill, Do not steal, Do not lie, Honor your father and your mother.”

พระเยซูตรัสว่า  " เจ้ารู้จักพระบัญญัติ   ห้ามล่วงประเวณี ห้ามฆ่าคน  ห้ามลักขโมยห้ามโกหก   จงนับถือบิดามารดาของเข้า"

And the ruler said, “All these have I kept from my youth up.”

และขุนนางหนุ่มกล่าวว่า "ทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ตั้งแต่วัยเยาวชน"

When Jesus heard these things, he said unto him, “You lack one thing: sell all that you have and give to the poor, and you will have treasure in heaven: and come, follow me (vv. 20-22).”  

เมื่อพระเยซูทรงได้ยินอย่างนั้น พระองค์ตรัสกับเขาว่า  "ท่านยังขาดสิ่งหนึ่ง: จงไปขายสิ่งของทั้งหมดที่ท่านมีอยู่แล้วแจกจ่ายให้คนยากจน ท่านถึงจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงกลับมาติดตามเรา” (20-22)"

 

The section of the Ten Commandments deals with man's relationship with man.

พระบัญญัติสิบประการตอนนี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์

This young man could meet the second section, but not the first.

ชายหนุ่มคนนี้สามารถทำตามตอนที่สองแต่ไม่ใช่ตอนแรก

He needed a relationship with God.    

เขาจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า

Riches stood in the way of this.

ความร่ำรวยขัดขวางเส้นทางนี้

And when he heard this, he was very sorrowful: for he was very rich.

และเมื่อเขาได้ยินดังนี้  เขาทุกข์ใจมาก เพราะว่าร่ำรวยมาก

Sometimes people think that riches are evidence of God’s favor.

บางครั้งผู้คนคิดว่าความร่ำรวยเป็นหลักฐานว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงโปรดปราน

It is not having riches that is a problem but trusting in riches.

มันไม่ใช่ความร่ำรวยที่เป็นปัญหาแต่เป็นการไว้วางใจในความร่ำรวย

Abraham was a very wealthy man, but he was saved by faith in God’s word, not faith in his money. 

อับราฮัมเป็นคนที่ร่ำรวยมาก   แต่เขารอดได้โดยความเชื่อในพระวจนะของพระองค์  ไม่เชื่อในเงินทองของเขา

 

When Jesus saw that he was very sorrowful, he said, “How difficult it is for those that have riches enter into the kingdom of God!   For it is easier for a camel to go through a needle's eye, than for a rich man to enter into the kingdom of God.”

เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นเขาเป็นทุกข์ใจมากพระองค์จึงตรัสว่า "คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากจริงๆ ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ยังง่ายกว่าการที่คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า” 

And they that heard it said, “Who then can be saved?” And He said, “The things which are impossible with men are possible with God.”  

และพวกเขาที่ได้ยินกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้หรือ" พระองค์ตรัสว่า "สิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้  พระเจ้าทรงทำได้"

 

The old cities were surrounded with a big wall like Chiang Mai. 

เมืองเก่าถูกล้อมรอบด้วยกำแพงใหญ่เช่นเมืองเชียงใหม่

During the day there was a large gate that opened and people, even riding camels, could enter easily. 

ในระหว่างกลางวันมีประตูใหญ่ที่เปิดและผู้คน แม้กระทั่งขี่อูฐ สามารถเข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย.

But at night or in times of danger the main gate was closed, and entry could them be made by a much smaller door, some have said this smaller door is called the eye of the needle, but if would be difficult or impossible for a camel to enter the eye of the needle. 

แต่ในเวลากลางคืนหรือในเวลาอันตรายประตูใหญ่ถูกปิด และการเข้าไปข้างในสามารถทำได้โดยประตูที่มีขนาดเล็กมาก บางคนได้กล่าวว่าประตูที่มีขนาดเล็กนี้เรียกว่ารูเข็ม แต่ถ้าจะเป็นเรื่องยากหรือเป็นไปไม่ได้สำหรับอูฐที่จะลอดผ่านรูเข็ม

Another possibility is the word translated camel can be translated rope, it is easier for rope to be threaded in a needle, than for a rich man to trust God. 

ความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือคำแปลอูฐสามารถแปลว่าด้าย มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับด้ายที่จะสอดเข้ารูเข็ม มากกว่าสำหรับคนที่ร่ำรวยที่จะไว้วางใจพระเจ้า

Either way Jesus compares this to rich people entering a relationship with God. 

โดยวิธีใดวิธีหนึ่งพระเยซูทรงเปรียบเทียบเรื่องนี้กับคนร่ำรวยที่จะเข้าไปมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า

It is difficult for them to trust God.  Why? 

มันเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะวางใจในพระเจ้า  เพราะเหตุใด

Because they are trusting their riches instead of trusting God. 

เพราะพวกเขาไว้วางใจความร่ำรวยของพวกเขาแทนที่จะไว้วางใจพระเจ้า

 

He was sad because Jesus’ response was not the answer he had hoped for.

เขาเศร้าเสียใจเพราะคำตอบของพระเยซูไม่ได้เป็นคำตอบที่เขาหวัง

He didn’t know about laying up "treasure in heaven."

เขาไม่รู้เกี่ยวกับการส่ำสม "ทรัพย์สมบัติในสวรรค์"

Then Peter said, “we have left all, and followed You.”

จากนั้นเปโตรกล่าวว่า "เราได้ละทิ้งทุกอย่างทั้งหมดและติดตามพระองค์"

Jesus loved this young ruler and invited him to follow Jesus, but riches separated this young man from Jesus. 

พระเยซูทรงรักขุนนางหนุ่มคนนี้และเชิญเขาติดตามพระเยซู  แต่ความร่ำรวยแยกชายหนุ่มคนนี้ออกจากพระเยซู

Nothing should be more important in our lives than our relationship with God.   

ไม่มีอะไรที่จะสำคัญมากขึ้นในชีวิตของเรายิ่งกว่าความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า

 

Mark 8:34-38

34 And he called to him the crowd with his disciples and said to them, “If anyone would come after me, let him deny himself and take up his cross and follow me.

มาระโก 8:34-3834 พระองค์จึงทรงเรียกฝูงชนกับพวกสาวกให้เข้ามา แล้วตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าใครต้องการจะตามเรามา ให้คนนั้นปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตนแบกและตามเรามา

35 For whoever would save his life will lose it, but whoever loses his life for my sake and the gospel's will save it.

35 เพราะว่าใครต้องการจะเอาชีวิตรอด   คนนั้นจะเสียชีวิต   แต่ใครยอมเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐ   คนนั้นจะได้ชีวิตรอด

36 For what does it profit a man to gain the whole world and forfeit his life?

36 เพราะเขาจะได้ประโยชน์อะไร ถ้าได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก   แต่ต้องเสียชีวิตของตน  

37 For what can a man give in return for his life?

37 คนนั้นจะเอาอะไรไปแลกชีวิตของตนกลับคืนมา

38 For whoever is ashamed of me and of my words in this adulterous and sinful generation, of him will the Son of Man also be ashamed when he comes in the glory of his Father with the holy angels.”

38 ใครมีความละอายเพราะเราและคำสอนของเรา   ในยุคที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าและอธรรมนี้   บุตรมนุษย์ก็จะมีความละอายเพราะคนนั้นด้วย เมื่อพระองค์จะเสด็จมาด้วยพระรัศมีของพระบิดาพร้อมกับพวกทูตสวรรค์บริสุทธิ์”

           

Take up your cross and follow Me” means willingness to die in order to follow        Jesus.

จงแบกกางเขนของคุณและติดตามเรามา "หมายถึงความตั้งใจที่จะตายเพื่อติดตาม   พระเยซู

It’s a call to absolute surrender.

มันเป็นการทรงเรียกให้ยอมจำนนโดยสิ้นเชิง

 

Jesus foretells His death a third time

พระเยซูคริสต์ทรงทำนายเรื่องความ​ตายครั้งที่สาม

 

Luke 18:31-3431 And taking the twelve, he said to them, “See, we are going up to Jerusalem, and everything that is written about the Son of Man by the prophets will be accomplished.

31 พระองค์ทรงพาสาวกสิบสองคนไปแล้วตรัสกับพวกเขาว่า   “ นี่แน่ะ  พวกเราจะขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็ม และทุกสิ่งที่พวกผู้เผยพระวจนะเขียนเรื่องบุตรมนุษย์จะสำเร็จ

32 For he will be delivered over to the Gentiles and will be mocked and shamefully treated and spit upon.

32 เพราะว่าบุตรมนุษย์นั้นจะต้องถูกมอบไว้กับคนต่างชาติ   และพวกเขาจะเยาะเย้ยท่าน   กระทำหยาบคายต่อท่าน   ถ่มน้ำลายรดท่าน

33 And after flogging him, they will kill him, and on the third day he will rise.”

33 พวกเขาจะโบยตีและฆ่าท่าน   แล้วในวันที่สามท่านจะเป็นขึ้นมาใหม่”

34 But they understood none of these things. This saying was hidden from them, and they did not grasp what was said.

34 ส่วนพวกสาวกไม่เข้าใจในสิ่งเหล่านั้นเลย   ความหมายของถ้อยคำนั้นถูกซ่อนไว้จากพวกเขา   และเขาไม่รู้ว่าพระองค์ตรัสถึงอะไร

 

Each time Jesus told His disciples about what would happen to Him in Jerusalem, He gave more details.

แต่ละครั้งที่พระเยซูทรงบอกสาวกของพระองค์เกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับพระองค์ในกรุงเยรูซาเล็ม  พระองค์ทรงให้รายละเอียดเพิ่มเติม

He knew He was going to die, how, when and where. 

พระองค์ทรงรู้ว่าพระองค์กำลังจะสิ้นพระชนม์   อย่างไร เมื่อไหร่และที่ไหน

He clearly stated the involvement of Gentiles, that is the Romans, in His trial and death.

พระองค์ตรัสอย่างชัดเจนการมีส่วนร่วมของคนต่างชาติ   นั่นคือชาวโรมัน ในการไต่สวนและความตายของพระองค์

This was important because Luke did not want his readers to think that the Gentiles were guiltless in Jesus’ death.

นี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะท่านลูกาไม่ได้ต้องการให้ผู้อ่านของเขาคิดว่าคนต่างชาติไม่ผิดในเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู

The whole world was guilty of the death of the Savior.

โลกทั้งหมดมีความผิดเพราะการตายของพระผู้ช่วยให้รอด

But the disciples could not understand any of this.

แต่พวกสาวกไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้

They still thought the kingdom would come almost immediately.

พวกเขายังคงคิดว่าราชอาณาจักรจะมาถึงเกือบทันที

So they did not know what He was talking about. [1]

ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้เรื่องสิ่งที่พระองค์ตรัสถึง

 

Jesus Heals The Blind Man Entering Jericho

พระเยซูคริสต์ทรงรักษาคนตาบอดคนหนึ่งที่เข้ามาใกล้เมืองเยรีโค

 

Luke 18:35-43

 35 As he drew near to Jericho, a blind man was sitting by the roadside begging.

35 เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้เมืองเยรีโค   มีคนตาบอดคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่ริม

ทาง

36 And hearing a crowd going by, he inquired what this meant.

36 เมื่อเขาได้ยินเสียงฝูงชนเดินผ่าน จึงถามว่ามีเรื่องอะไร

 37 They told him, “Jesus of Nazareth is passing by.”

37 พวกเขาจึงบอกว่าเยซูชาวนาซาเร็ธเสด็จผ่านมา

38 And he cried out, “Jesus, Son of David, have mercy on me!”

38 คนตาบอดคนนั้นจึงร้องว่า   “ท่านเยซู   บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด”

39 And those who were in front rebuked him, telling him to be silent. But he cried out all the more, “Son of David, have mercy on me!”

39 คนที่เดินอยู่ข้างหน้านั้นจึงห้ามเขาเพื่อให้เงียบ   แต่เขายิ่งร้องขึ้นว่า   “บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงพระเมตตาข้าพระองค์เถิด”

40 And Jesus stopped and commanded him to be brought to him. And when he came near, he asked him,

40 พระเยซูทรงหยุดและยืนอยู่   และทรงสั่งให้พาคนตาบอดมาหาพระองค์   เมื่อเขามาใกล้แล้วพระองค์ตรัสถามเขาว่า

41 “What do you want me to do for you?” He said, “Lord, let me recover my sight.”

41 “ท่านปรารถนาจะให้เราทำอะไรแก่ท่าน”   เขาทูลว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   โปรดให้ข้าพระองค์เห็นได้”

42 And Jesus said to him, “Recover your sight; your faith has made you well.”

42 พระเยซูตรัสกับเขาว่า   “จงเห็นเถิด   ความเชื่อของท่านทำให้ตัวท่านหายปกติแล้ว”

43 And immediately he recovered his sight and followed him, glorifying God. And all the people, when they saw it, gave praise to God.

43 ทันใดนั้นเขาก็เห็นได้   และตามพระองค์ไปพร้อมกับถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า   และเมื่อประชาชนเห็นเช่นนั้น   พวกเขาก็สรรเสริญพระเจ้าด้วย

 

In that day, blindness was common, there was no cure, and all a blind person could do was beg. 

ในสมัยนั้น  เรื่องตาบอดเป็นที่พบบ่อย  ไม่มีทางเยียวยารักษา  และคนตาบอดทำได้เพียงขอทาน

By addressing Jesus as the "son of David," he acknowledged His kingship.

โดยการร้องเรียกพระเยซูว่าเป็น "บุตรดาวิด" เขาได้ยอมรับความเป็นกษัตริย์ของพระองค์

He knew Jesus is the Messiah and was able to heal him and so it was impossible to keep him quiet. He knew what he wanted, and he had great faith in Jesus.  

เขารู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์  และสามารถที่จะรักษาเขาได้  และดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้เขาเงียบ  เขารู้ว่าสิ่งใดที่เขาต้องการและเขามีความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ในพระเยซู

And he cried, saying, “Jesus, son of David, have mercy on me.”

และเขาร้องเสียงดังพูดว่า "พระเยซู  บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ด้วยเถิด"

And they which went before rebuked him, that he should hold his peace: but he cried so much the more, “son of David, have mercy on me.”   

และพวกเขาซึ่งไปก่อนแล้วหันมาตำหนิเขา   ว่าเขาควรอยู่อย่างสงบสุข  แต่เขาร้องเสียงดังยิ่งขึ้น "บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ด้วยเถิด"

 

I like Bartimaeus, he was humble and cries for mercy but also he wouldn’t keep silent. 

ผมชอบบารทิเมอัส เขาอ่อนน้อมถ่อมตนและร้องขอความเมตตา  แต่เขายังคงส่งเสียงต่อไป

He knew Jesus was the answer to his problem. 

เขารู้ว่าพระเยซูทรงเป็นคำตอบของปัญหาของเขา

We can always speak to Jesus about our troubles and difficulties.

เราสามารถสนทนากับพระเยซูเกี่ยวกับปัญหาและความยากลำบากของเราได้เสมอ

He will listen to us.

พระองค์จะทรงฟังเรา

He has time, even if nobody else has time.  Bartimaeus might have said, “You have cured other people. I am just as good as they are. Cure me.”

เขามีเวลาแม้ว่าไม่มีใครมีเวลา   เขาอาจจะกล่าวว่า " พระองค์ทรงรักษาคนอื่น ข้าพเจ้าเป็นคนดีเท่าที่พวกเขาเป็น  ขอทรงรักษาข้าพเจ้าเถิด"

That is the way that many people speak to Jesus.

นั่นคือวิธีที่หลายคนทูลต่อพระเยซู

But not Bartimaeus. 'I have nothing to say. I have no rights, I just ask for help.

แต่ไม่ใช่บารทิเมอัส' ข้าพเจ้าไม่มีอะไรที่จะพูด ข้าพเจ้าไม่มีสิทธิ์  ข้าพเจ้าเพียงแค่ขอความช่วยเหลือ.

This is all that we can say to Jesus:

นี่คือทั้งหมดที่เราสามารถทูลต่อพระเยซู:

“Nothing in my hand I bring, simply to your cross I cling.”

"ไม่มีอะไรในมือของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าเพียงยึดมั่นในกางเขนของพระองค์"

This is from a Christian hymn.

คำนี้มาจากเพลงชีวิตคริสเตียน

It means that we can offer nothing to Jesus.

นั่นหมายความว่าเราไม่สามารถถวายอะไรแด่พระเยซู

He died on the cross for us.

พระองค์สิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อเรา

That is the only reason that we can speak to Him.

นั่นคือเหตุผลเดียวที่เราสามารถสนทนากับพระองค์

To cling means to hold on to. 

ยึดมั่นหมายความว่าให้ถือมั่นไว้

There is no other way.

ไม่มีทางอื่นใด

We come to Jesus and just ask for His help.  

เรามาหาพระเยซูและเพียงแค่ขอความช่วยเหลือจากพระองค์

 

Jesus knew what Bartimaeus wanted. It was easy to know.

พระเยซูทรงรู้ว่าสิ่งใดที่บารทิเมอัสต้องการ. มันเป็นเรื่องง่ายที่จะรู้

This was a final test of Bartimaeus’ belief.

นี้เป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายของความเชื่อของบารทีมัส

Bartimaeus' answer was confident: “Master, let me receive my sight.”

คำตอบของบารทิเมอัส' มีความเชื่อมั่น: "นายเจ้าข้า  โปรดช่วยให้สายตาของข้าพเจ้ามองเห็นได้"

Bartimaeus showed his trust.

บารทิเมอัสแสดงความไว้วางใจของเขา

He knew that the Savior could heal him. 

เขารู้ว่าพระผู้ช่วยให้รอดสามารถรักษาเขาให้หายได้

And this is the kind of trust that you and I must have.

และนี่คือความไว้วางใจชนิดที่คุณและฉันต้องมี

Jesus is able to help us.

พระเยซูทรงสามารถช่วยเราได้

He can deal with our problems.

พระองค์ทรงสามารถจัดการกับปัญหาของเรา

Let us not doubt. Let us trust in Him.

ขออย่าให้เราสงสัยเลย  ขอให้เราไว้วางใจในพระองค์

Whatever the difficulties may be, speak to Jesus.

ถ้ามีสิ่งใดที่อาจจะยากลำบาก  จงทูลต่อพระเยซู

Even if someone tries to stop you, speak to Jesus.

แม้ว่ามีบางคนพยายามที่จะหยุดคุณ จงทูลต่อพระเยซู  

 

Bartimaeus was healed, he received his sight and began following Jesus and giving Him glory, others saw it and gave praise to God also.   

บารทิเมอัสได้รับการรักษาทำให้เขามองเห็นได้ และเขาเริ่มติดตามพระเยซูและถวายพระเกียรติพระองค์   คนอื่นๆมองเห็นและถวายสรรเสริญพระเจ้า

Many people today with good vision have not yet seen Jesus' death on the cross related to their lives and the forgiveness of their sins. 

ทุกวันนี้หลายคนที่มีวิสัยทัศน์ดียังมองไม่เห็นว่าความตายของพระเยซูบนกางเขนเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาและการให้อภัยบาปของพวกเขา

Who or what are you trusting? 

ใครหรือสิ่งใดที่คุณไว้วางใจ?

Do you really trust in Jesus? 

คุณไว้วางใจจริงๆในพระเยซูไหม?

Have you called out to Him like Bartimaeus for mercy and for help?

คุณได้ร้องเรียกพระองค์เหมือนบารทิเมอัสเพื่อขอความเมตตาและความช่วยเหลือไหม?

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24

คำสอนนี้เป็คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] John Walvoord and Roy Zuck, ed., The Bible Knowledge Commentary: An Exposition of the Scriptures by Dallas Seminary Faculty, (Colorado Springs, CO: Cook Communications, 1985), WORDsearch CROSS e-book, 251.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top