Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 19-part 3 Jesus Enters Jerusalem

ลูกาบทที่ 19 ตอนที่ 3 พระเยซูเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม

 

Last time we talked about the parable of the minas, where one faithful servant multiplied what he was trusted with by ten times, another servant five times, but a third made no gain for the master.  

ครั้งที่แล้วเราได้พูดถึงเรื่องอุปมาของเงินมีนา  ที่ทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่งทำกำไรเงินที่เขาไว้ใจได้ทวีคูณสิบเท่า   อีกคนทำได้ห้าเท่า  แต่คนที่สามไม่ได้กำไรให้เจ้านาย

Now is the time when Jesus showed Himself publicly as their King and the Jewish rulers, of course, rejected Him.

ขณะนี้เป็นตอนที่พระเยซูทรงสำแดงพระองค์เองต่อสาธารณะในฐานะกษัตริย์และผู้ปกครองชาวยิวของพวกเขาซึ่งแน่นอนว่าได้ปฏิเสธพระองค์

He is no longer mixing among the people and teaching them. That had already stopped.

พระองค์ไม่ทรงอยู่ปะปนท่ามกลางประชาชนและสั่งสอนพวกเขาอีกต่อไป สิ่งนั้นได้หยุดพักไปแล้ว

Now He is fulfilling prophecy. 

ตอนนี้พระองค์ทรงกำลังทำให้คำพยากรณ์สำเร็จ

God had planned the exact timing when Jesus would die for us on the cross. 

พระเจ้าได้ทรงกำหนดเวลาที่แน่นอนเมื่อไหร่ที่พระเยซูจะสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขน

The Lamb of God had to give His life when the Passover lambs were being sacrificed. 

พระเมษโปดกของพระเจ้าสละพระชนม์ชีพของพระองค์เมื่อลูกแกะถูกถวายเป็นเครื่องบูชาในเทศกาลปัสกา

He had to go to the Cross to save you and me. 

พระองค์ต้องเสด็จไปที่กางเขนเพื่อช่วยคุณและข้าพเจ้าให้รอด

This was a moment of triumph before His death.

นี่คือช่วงเวลาแห่งชัยชนะก่อนที่จะสิ้นพระชนม์

Here He rides in as a King, and those who are with Him recognize Him as a King.

ที่นี่พระองค์ทรงลาในฐานะกษัตริย์  และบรรดาผู้ที่อยู่กับพระองค์รู้จักว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์

It is their opportunity to accept Him or reject Him.  

มันเป็นโอกาสของพวกเขาที่จะยอมรับพระองค์หรือปฏิเสธพระองค์

People today have the same choice to accept Jesus or reject Him.

ทุกวันนี้ประชาชนมีทางเลือกเดียวที่จะยอมรับพระเยซูหรือปฏิเสธพระองค์

    

The Triumphal Entry

การเสด็จเข้ามาอย่างผู้พิชิต

 

Luke 19:29-40

ลูกา 19:29-40

29 When he drew near to Bethpage and Bethany, at the mount that is called Olivet, he sent two of the disciples,

29 เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้หมู่บ้านเบธฟายีและหมู่บ้านเบธานี มาถึงภูเขาที่เรียกว่ามะกอกเทศ พระองค์ทรงใช้สาวกสองคน

30 saying, “Go into the village in front of you, where on entering you will find a colt tied, on which no one has ever yet sat. Untie it and bring it here. _

30 สั่งว่า  “จงเข้าไปในหมู่บ้านที่อยู่ตรงหน้า เมื่อเข้าไปแล้วจะพบลูกลาตัวหนึ่งที่ยังไม่มีใครขึ้นขี่เลยผูกไว้  จงแก้มันจูงมาเถิด

31 If anyone asks you, ‘Why are you untying it?’ you shall say this: ‘The Lord has need of it.’”

31 ถ้ามีใครถามว่า  'ท่านแก้มันทำไม?'  จงบอกเขาว่า  'องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องพระประสงค์จะใช้มัน' ”  

32 So those who were sent went away and found it just as he had told them.

32 สาวกสองคนนั้นก็พบเหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสกับเขา

33 And as they were untying the colt, its owners said to them, “Why are you untying the colt?”

33 ขณะที่เขากำลังแก้ลูกลาอยู่นั้น พวกเจ้าของก็ถามเขาว่า  “ท่านแก้ลูกลาทำไม?”

34 And they said, “The Lord has need of it.”

34 เขาตอบว่า  “องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องพระประสงค์จะใช้มัน”

35 And they brought it to Jesus, and throwing their cloaks on the colt, they set Jesus on it.

35 แล้วเขาก็จูงลูกลามาหาพระเยซู เอาเสื้อของตนปูบนหลังลา แล้วเชิญพระเยซูขึ้นทรงลานั้น

36 And as he rode along, they spread their cloaks on the road.

36 ขณะที่พระองค์เสด็จไป ประชาชนเอาเสื้อผ้าของตนปูตามหนทาง

37 As he was drawing near—already on the way down the Mount of Olives—the whole multitude of his disciples began to rejoice and praise God with a loud voice for all the mighty works that they had seen,

37 เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ทางที่จะลงไปจากภูเขามะกอกเทศแล้ว พวกสาวกทุกคนก็มีความชื่นชมยินดีเพราะมหกิจทั้งหลายที่พวกเขาเห็นนั้น จึงเริ่มสรรเสริญพระเจ้าด้วยเสียงดัง

38 saying, “Blessed is the King who comes in the name of the Lord! Peace in heaven and glory in the highest!”

38 ว่า “ขอให้  พระมหากษัตริย์ ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ ขอให้มีสันติในสวรรค์และพระเกียรติในที่สูงสุด”

39 And some of the Pharisees in the crowd said to him, “Teacher, rebuke your disciples.”

39 แต่ฟาริสีบางคนในฝูงชนทูลพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ จงห้ามพวกสาวกของท่าน”

40 He answered, “I tell you, if these were silent, the very stones would cry out.”

40 พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า “เราบอกพวกท่านว่า แม้คนพวกนี้จะนิ่งเงียบ แต่ศิลาทั้งหลายก็ยังจะส่งเสียงร้อง”

 

This is the only time that Jesus permitted a public demonstration on His behalf, and He did so for at least two reasons. 

นี่เป็นครั้งเดียวที่พระเยซูทรงยอมสำแดงพระองค์เปิดเผยในที่สาธารณะ และพระองค์ทรงกระทำโดยมีเหตุผลอย่างน้อยสองประการ

First, He was fulfilling prophecy and presenting Himself as Israel’s king.[1]

ประการแรก พระองค์ทรงทำให้คำพยากรณ์สำเร็จ  และประกาศพระองค์เองเป็น       กษัตริย์ของอิสราเอล

 

Zechariah 9:9 Rejoice greatly, O daughter of Zion!  Shout aloud, O daughter of Jerusalem!  Behold, your king is coming to you; righteous and having salvation is he, humble and mounted on a donkey, on a colt, the foal of a donkey.

เศคาริยาห์ 9.9 ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด  โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย   จงโห่ร้อง นี่แน่ะ กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความยุติธรรมและความรอด          พระองค์ ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา ทรงลูกลา

 

   How much of this the crowd really understood we cannot tell, even though they responded by quoting their praises from a messianic psalm.

   เราไม่สามารถบอกได้ว่าฝูงชนที่เข้าใจจริงๆ มีมากเท่าไหร่  แม้ว่าพวกเขา     ตอบ     รับโดยพวกเขายกคำสรรเสริญจากบทเพลงสดุดีพระเมสสิยาห์

 

Psalm 118:25-26  

25 Save us, we pray, O LORD! O LORD, we pray, give us success!

เพลงสดุดี118:25-26

25 ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้รอดเถิด   ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอประทานความสำเร็จแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด 

 26 Blessed is he who comes in the name of the LORD!  We bless you from the house of the LORD.

26 ขอท่านผู้เข้ามาในพระนามของพระยาห์เวห์   จงได้รับพระพร   เราอวยพรพวกท่านจากพระนิเวศของพระยาห์เวห์   

Surely many of those who came to observe the Passover thought that Jesus would now get rid of the Roman invaders and establish the Jewish kingdom.

แน่นอนคนมากมายที่มาร่วมพิธีปัสกาคิดว่าพระเยซูจะทรงกำจัดพวกโรมันที่มารุกรานและสร้างอาณาจักรยิว

The second reason for this demonstration was to force the Jewish religious leaders to act. 

เหตุผลประการที่สองสำหรับการสำแดงนี้คือเพื่อบังคับให้ผู้นำศาสนาชาวยิวทำหน้าที่

They had hoped to arrest Him after the Passover, but God had ordained that His Son be slain on Passover as the “Lamb of God, who taketh away the sin of the world” (John 1:29)

พวกเขาหวังที่จะจับกุมพระองค์หลังเทศกาลปัสกาแต่พระเจ้าทรงจัดวางให้พระ          บุตรของพระองค์ถูกฆ่าตายในพิธีปัสกาเป็น “พระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับ  เอาความบาปของโลกไป (ยอห์น 1:29)

 

Every previous attempt to arrest Jesus had failed because “His hour had not yet come” (John 7:30).

ความพยายามทุกอย่างที่จะจับกุมพระเยซูล้มเหลวเพราะ"ยังไม่ถึงกำหนดเวลาของพระองค์ " (ยอห์น 7:30)

When they saw this great public celebration, the leaders knew that they had to act, and the willing cooperation of Judas solved their problem for them.[2]

เมื่อพวกเขาเห็นงานเฉลิมฉลองใหญ่โตที่สาธารณชนนี้  พวกผู้นำรู้ว่าพวกเขาต้องทำหน้าที่  และด้วยความร่วมมือที่เต็มใจของยูดาสแก้ไขปัญหาของพวกเขาได้

 

By piecing the Gospels together, we can conclude that Jesus entered Jerusalem three times, once a day on three separate days: 

โดยการเจาะลึกพระกิตติคุณด้วยกัน เราสามารถสรุปว่าพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรู       ซาเลมสามครั้ง  วันละครั้ง ในสามวันที่ไม่ติดกัน

The first time on Saturday, the Sabbath Day. 

ครั้งแรกวันเสาร์นั่นคือวันสะบาโต

Jesus entered the temple, looked around and left.  He entered as Priest. [3]

พระเยซูเสด็จเข้าในพระวิหาร  ทอดพระเนตรไปรอบๆและเสด็จออก ทรงเข้าไปใน    ฐานะปุโรหิต

 

Mark 11:11 And he entered Jerusalem and went into the temple. And when he had looked around at everything, as it was already late, he went out to Bethany with the twelve.

มาระโก11.11 แล้วพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มและเข้าไปในบริเวณพระวิหาร      เมื่อทอดพระเนตรทุกสิ่งจนทั่วแล้ว เวลาก็จวนค่ำ จึงเสด็จออกไปยังหมู่บ้านเบธานี  กับสาวกสิบสองคนนั้น

 

Second on Sunday, the first day of the week. 

ครั้งที่สอง วันอาทิตย์วันแรกของสัปดาห์

This was Palm Sunday, the day of the Triumphal Entry. 

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ทางตาล วันที่เสด็จเข้าไปอย่างผู้พิชิต

Jesus also entered the temple again and the money changers were there, and Jesus cleansed the temple.  He entered as King. [4]

พระเยซูเสด็จเข้าในพระวิหารอีกครั้ง  และมีคนรับแลกเงินอยู่ที่นั่นและพระเยซู          ทรงชำระพระวิหาร ทรงไปในฐานะกษัตริย์

 

Matthew 21:12-13

มัทธิว 21:12-13

 12 And Jesus entered the temple and drove out all who sold and bought in the temple, and he overturned the tables of the money-changers and the seats of those who sold pigeons.

12 พระเยซูเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารของพระเจ้า ทรงขับไล่พวกซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น ทรงคว่ำโต๊ะคนรับแลกเงิน และทรงคว่ำม้านั่งของคนขายนกพิราบ

13 He said to them, “It is written, ‘My house shall be called a house of prayer,’ but you make it a den of robbers.”

13 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “มีพระวจนะเขียนไว้ว่า ‘นิเวศของเรา เขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน แต่พวกท่านมาทำให้เป็นถ้ำของพวกโจร

  

Then third on Monday Jesus wept over Jerusalem, entered the temple and taught and healed. He entered as Prophet. [5]

   แล้วครั้งที่สามในวันจันทร์พระเยซูทรงกันแสงสงสารกรุงเยรูซาเล็ม เสด็จไปที่พระ     วิหารและทรงสั่งสอนและรักษาโรค  ทรงไปในฐานะผู้พยากรณ์

 

Jesus weeps over the city

  พระเยซูทรงกันแสงสงสารกรุงนั้น

  

Luke 19: 41-44

 ลูกา 19:41-44

41 And when he drew near and saw the city, he wept over it,

41 เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ทอดพระเนตรเห็นกรุงแล้ว   ก็ทรงกันแสงสงสารกรุงนั้น 42 saying, “Would that you, even you, had known on this day the things that make for peace! But now they are hidden from your eyes.

42 ตรัสว่า “โอเราอยากให้ตัวเจ้ารู้ในเวลานี้ว่าสิ่งใดสร้างสันติ แต่เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นถูกซ่อนไว้จากตาของเจ้าแล้ว

43 For the days will come upon you, when your enemies will set up a barricade around you and surround you and hem you in on every side

43 เพราะว่าเวลานั้นจะมาถึงเจ้า เมื่อพวกศัตรูของเจ้าจะก่อเชิงเทินต่อสู้เจ้า   และล้อมขังเจ้าไว้ทุกด้าน

44 and tear you down to the ground, you and your children within you. And they will not leave one stone upon another in you, because you did not know the time of your visitation.”

44 แล้วจะเหวี่ยงเจ้าลงให้ราบบนพื้นดิน   ทั้งตัวเจ้าและลูกๆ ที่อยู่ข้างในเจ้า และพวกเขาจะไม่ปล่อยให้มีศิลาซ้อนทับกันไว้ข้างในเจ้า  เพราะเจ้าไม่รับรู้วันเวลาที่พระองค์

เสด็จมาเยี่ยมเจ้า”

 

As Jesus looked ahead, He wept as He saw the terrible judgment that was coming. 

เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรไปข้างหน้า  ทรงกันแสงในขณะที่ทอดพระเนตรเห็นการพิพากษาที่น่ากลัวกำลังจะมาถึง

Jesus knew the Romans would come and, after a cutting off food and water to the city for days, 600,000 Jews would be killed, and thousands more taken captive.  

พระเยซูทรงรู้ว่าชาวโรมันจะมาและหลังจากการตัดเสบียงอาหารและน้ำที่ส่งไปในเมืองหลายวัน ชาวยิว 600,000 คนจะถูกฆ่า  และคนมากมายหลายพันคนจะถูกจับเป็นเชลย

Why would all of this happen?

ทำไมทั้งหมดนี้เกิดขึ้น?

Because the people did not know that God had visited them![6]

เพราะว่าประชาชนไม่ทราบว่าพระเจ้าได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนพวกเขา!

 

The fulfillment of this prophecy occurred in the year 70, The Roman army, led by the future Emperor Titus, besieged and conquered the city of Jerusalem.

            คำพยากรณ์นี้สำเร็จในปี 70 กองทัพโรมันนำโดยจักรพรรดิในอนาคตติตุส ปิดล้อมเมือง และเอาชนะเมืองเยรูซาเล็ม.

The city and the Temple were destroyed, and thousands of people were killed. 

เมืองและพระวิหารถูกทำลายและมีผู้คนหลายพันคนถูกฆ่าตาย

The destruction of the Temple is still mourned annually as a Jewish holiday and the Arch of Titus, that was built to celebrate the Emperor Titus and destruction of Jerusalem still stands in Rome. [7] 

ยังคงมีการโศกเศร้าที่พระวิหารถูกทำลายในวันหยุดของชาวยิวทุกปี และประตูชัยติตุสได้ถูกสร้างขึ้นและยังตั้งอยู่ในกรุงโรม  เพื่อเฉลิมฉลองจักรพรรดิติตุส  และการทำลายล้างกรุงเยรูซาเล็ม

 

I think that more than for the destruction of the city and the killing of thousands of people. 

ผมคิดว่ามีการทำลายเมืองและการฆ่าคนมากกว่าหลายพันคน

Jesus wept over the people rejecting Him, many of His own people would be forever separated from God.

พระเยซูทรงกันแสงสงสารคนที่ปฏิเสธพระองค์   ประชากรของพระองค์มากมาย       จะถูกแยกจากพระเจ้าตลอดกาล

 

I think today Jesus weeps over Thailand, because for many the Gospel is still hidden. 

ผมคิดว่าทุกวันนี้พระเยซูทรงกันแสงสงสารประเทศไทย เพราะพระกิตติคุณยังคง      ถูกปิดซ่อนไว้

Will you be His messengers to tell the Good News?  

คุณจะเป็นผู้สื่อสารของพระองค์ที่จะบอกข่าวดีไหม?

Have you decided to allow Jesus to be the Lord of your life?

คุณตัดสินใจที่จะยอมให้พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าในชีวิตของคุณหรือไม่

         

Jesus cleanses the temple

พระเยซูทรงชำระพระวิหาร

 

Luke 19:45-48

45And he entered the temple and began to drive out those who sold,

ลูกา19:45-48

45 พระองค์เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร   แล้วทรงเริ่มขับไล่คนทั้งหลายที่ค้าขายอยู่นั้น

46saying to them, “It is written, ‘My house shall be a house of prayer,’ but you have made it a den of robbers.”

46และตรัสกับพวกเขาว่า   “มีพระวจนะเขียนไว้ว่า   นิเวศของเราควรจะเป็นนิเวศอธิษฐาน   แต่พวกท่านทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร”  

47And he was teaching daily in the temple. The chief priests and the scribes and the principal men of the people were seeking to destroy him,

47พระองค์ทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหารทุกวัน  แต่พวกหัวหน้าปุโรหิต พวกธรรมาจารย์  และผู้นำคนอื่นๆ ของประชาชนหาช่องทางที่จะฆ่าพระองค์

48but they did not find anything they could do, for all the people were hanging on his words.

48แต่พวกเขาไม่พบช่องทางที่จะทำอะไรได้   เพราะว่าประชาชนทุกคนชอบฟังพระองค์มาก    

 

The courtyard is described as filled with livestock and the tables of the money changers, who changed the standard Greek and Roman money for Jewish money, which was the only kind accepted in Temple ceremonies.

มีการบรรยายว่าลานด้านนอกแออัดและเต็มไปด้วยปศุสัตว์และโต๊ะของคนรับแลก     เงิน ผู้ที่เปลี่ยนสกุลเงินมาตรฐานกรีกและโรมันเป็นเงินยิว ซึ่งเป็นเงินชนิดเดียว   ที่ยอมรับให้ใช้ทำพิธีในพระวิหาร

According to our passage and the other Gospels, Jesus took offense to this, and so, creating a whip from some cords, drives out the livestock, scatters the coins of the money changers, and turns over their tables, and those of the people selling        doves. 

ตามพระธรรมตอนนี้ของเราและพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ พระเยซูทรงปกป้องสิ่งนี้           และดังนั้นทรงทำแส้จากเชือก แล้วขับไล่พวกปศุสัตว์  ทรงเทกระจายเงินเหรียญ         ของคนรับแลกเงินตรา  และทรงคว่ำโต๊ะของพวกเขา และพ่อค้าที่กำลังขายนกพิราป

The court of the Gentiles was the only place in the temple that was available to    the Gentiles.

ลานด้านนอกของพวกต่างชาติเป็นสถานที่แห่งเดียวในพระวิหารที่พวกต่างชาติ        มีที่ว่างเว้นให้ใช้

There the Jews could witness to their neighbors and tell them about God.

ที่นั่นชาวยิวสามารถเป็นพยานต่อเพื่อนบ้านของพวกเขาและบอกพวกเขาเกี่ยวกับ     พระเจ้า

But instead of being devoted to evangelism, the area was used for a marketplace where Jews from other lands could exchange money and purchase approved sacrifices.

แต่แทนที่อุทิศถวายเพื่อการประกาศ  พื้นที่ว่างนี้ถูกนำมาใช้สำหรับเป็นตลาดค้า   ขายที่ชาวยิวจากดินแดนอื่นๆ สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราและซื้อเครื่องถวายบูชา    อันเป็นที่ยอมรับ

People would be sold a lamb that was approved by the priests at a higher price, if they had one of their own, it might be refused. 

ประชาชนจะซื้อลูกแกะที่ได้รับการยอมรับจากปุโรหิตในราคาที่สูงขึ้น ถ้าพวกเขา     นำพามาเองสักตัวหนึ่ง มันอาจจะถูกปฏิเสธ

The priests managed this business and made a good profit from it. 

พวกปุโรหิตจัดการธุรกิจนี้และทำกำไรงามจากมัน

So instead of praying for the people, the priests were just trying to profit from        them.

ดังนั้นแทนที่จะอธิษฐานเผื่อประชาชน ปุโรหิตทำได้เพียงแค่พยายามที่จะหากำไร     จากพวกเขา

God wanted the temple to be a house of prayer for all people 

พระผู้เป็นเจ้าทรงต้องการให้พระวิหารเป็นสถานที่สำหรับอธิษฐานเผื่อทุกคน

 

Isaiah 56:6-7

อิสยาห์ 56:6-7

6“And the foreigners who join themselves to the LORD, to minister to him, to love the name of the LORD, and to be his servants, everyone who keeps the Sabbath and does not profane it, and holds fast my covenant—

 6“และคนต่างชาติผู้เข้าจารีตถือพระยาห์เวห์   เพื่อปรนนิบัติพระองค์และรักพระนาม ของพระยาห์เวห์  และเป็นผู้รับใช้ของพระองค์   ทุกคนที่รักษาวันสะบาโตไม่ให้ เสื่อมเสีย  และยึดมั่นในพันธสัญญาของเรา  

7these I will bring to my holy mountain, and make them joyful in my house of prayer; their burnt offerings and their sacrifices will be accepted on my altar; for my house shall be called a house of prayer for all peoples.”

7คนเหล่านี้เราจะนำมายังภูเขาบริสุทธิ์ของเรา   และกระทำให้เขาชื่นบานอยู่ในนิเวศอธิษฐานของเรา   เครื่องเผาบูชาของเขาและเครื่องสักการบูชาของเขา  จะเป็นที่โปรดปรานบนแท่นบูชาของเรา    เพราะนิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐานสำหรับบรรดาชนชาติทั้งหลาย  

 

The prophet Jeremiah described the temple as a den for thieves, a place where thieves run to hide after they have committed their wicked deeds. 

ศาสดาพยากรณ์เยเรมีย์ได้บรรยายถึงพระวิหารว่าเป็นถ้ำของพวกโจร สถานที่คน     ลักขโมยวิ่งมาหลบซ่อนหลังจากที่พวกเขากระทำสิ่งชั่วร้าย

 

Jeremiah 7:11 Has this house, which is called by my name, become a den of robbers in your eyes? Behold, I myself have seen it, declares the LORD.

เยเรมีย์ 7.11  ในสายตาของเจ้า นิเวศซึ่งเรียกตามชื่อของเราได้กลายเป็นถ้ำของพวกโจรไปแล้วหรือ? นี่แน่ะ ตัวเราได้เห็นเอง พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ 

 

During His last week of ministry, Jesus would courageously face His enemies and then bravely go to the cross to die for the sins of the world. 

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายที่ทรงทำพระราชกิจ   พระเยซูทรงเผชิญกับพวกศัตรูของ  พระองค์อย่างกล้าหาญและจากนั้นทรงดำเนินไปที่กางเขนเพื่อชำระความบาปของ    โลก

He still wants us to be courageous! 

พระองค์ยังทรงต้องการให้เรากล้าหาญ

Some have used Christianity to make a profit, like the money changers in the Temple, we must be careful not to change a house of prayer and worship into a place to make money. 

บางคนได้ใช้ศาสนาคริสต์เพื่อหากำไร เช่นพวกคนรับแลกเงินในพระวิหาร  เรา        ต้องระมัดระวังไม่เปลี่ยนนิเวศแห่งการอธิษฐานและการนมัสการเป็นสถานที่ที่ค้ากำไร

 

We have all sinned and deserve God's judgment.  God, the Father, sent His only Son to satisfy that judgment for those who believe in Him.

เราทุกคนทำบาปและสมควรได้รับการลงโทษจากพระเจ้า พระเจ้าพระบิดาทรง          ส่งพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อทรงรับการพิพากษาโทษสำหรับผู้ที่เชื่อใน   พระองค์

Jesus, the creator and eternal Son of God, who lived a sinless life, loves us so much that He died for our sins, taking the punishment that we deserve, He was buried, and rose from the dead according to the Bible.

พระเยซู พระผู้สร้างและพระบุตรองค์นิรันดร์ของพระเจ้า   ผู้ทรงปราศจากบาป         ทรงรักเรามากจนยอมสิ้นพระชนม์เพื่อความบาปของเรา การลงโทษที่เราสมควร     ได้รับ   ทรงถูกฝังไว้  และทรงฟื้นจากความตายตามพระคัมภีร์บันทึก

If you truly believe and trust in your heart, receiving Jesus alone as your Savior, yielding to Jesus as Lord, you will be saved from judgment and spend eternity with God in heaven.

ถ้าคุณเชื่อและไว้วางใจอย่างจริงใจ ต้อนรับพระเยซูเพียงองค์เดียวเป็นพระผู้ช่วยให้ รอดของคุณ  ให้พระเยซูเป็นพระเจ้า  คุณจะรอดพ้นจากการพิพากษาและใช้ชีวิตนิ           รันดร์กับพระเจ้าในสวรรค์

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton     available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญา     ใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถ   ดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน        (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

           

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®            สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าว  ประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ  มาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 255.

[            3] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 19.

[4] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 19.

[5] ibid.

[              6] Wiersbe, Bible Exposition Commentary.  Be Courageous (Luke 14-24).

[               7] “Siege of Jerusalem (70 CE)” Wikipedia, https://en.wikipedia.org/wiki/Siege_of_Jerusalem_(70_CE) (accessed June 14, 2008).

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top