Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 1 -part 2 The birth of John the Baptist

ลูกาบทที่ 1 ตอนที่ 2 กำเนิดของยอห์นผู้ให้บัพติศมา

 

 

Mary Visits Elizabeth

นางมารีย์มาเยี่ยมนางเอลิซาเบธ

Mary believed the angel Gabriel who told her she would have a son by the Holy Spirit and call His name Jesus for He would save people from their sin.  She went to visit her cousin Elizabeth who was also pregnant with a promised son.

นางมารีย์เชื่อทูตสวรรค์กาเบรียลที่บอกว่านางจะมีบุตรชายโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และจะเรียกพระนามของพระองค์ว่าพระเยซู เพราะพระองค์ทรงช่วยคนให้รอดพ้นจากบาป นางไปเยี่ยมนางเอลิซาเบธ ลูกพี่ลูกน้องที่ตั้งครรภ์บุตรชายตามพระสัญญาด้วย

 

Luke 1:39-45

ลูกา1:39-45

39 In those days Mary arose and went with haste into the hill country, to a town in Judah,

39 ในเวลานั้นมารีย์จึงรีบไปยังเมืองหนึ่งในแถบภูเขาแคว้นยูเดีย

40and she entered the house of Zechariah and greeted Elizabeth.

40 แล้วเข้าไปในบ้านของเศคาริยาห์ทักทายปราศรัยกับนางเอลิซาเบธ

41 And when Elizabeth heard the greeting of Mary, the baby leaped in her womb. And Elizabeth was filled with the Holy Spirit,

41 เมื่อนางเอลิซาเบธได้ยินคำทักทายของมารีย์   ทารกในครรภ์ของนางก็ดิ้น   และนางเอลิซาเบธก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

42 and she exclaimed with a loud cry, “Blessed are you among women, and blessed is the fruit of your womb!

42 จึงร้องเสียงดังว่า   “ในบรรดาสตรีเธอได้รับพรมาก   และทารกในครรภ์ของเธอก็ได้รับพระพรด้วย

43 And why is this granted to me that the mother of my Lord should come to me?

43 ทำไมฉันถึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้   คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของฉันมาหา

 44 For behold, when the sound of your greeting came to my ears, the baby in my womb leaped for joy.

44 นี่แน่ะ พอเสียงทักทายของเธอเข้าหูของฉัน   ทารกในครรภ์ของฉันก็ดิ้นด้วยความเปรมปรีดิ์

45 And blessed is she who believed that there would be a fulfillment of what was spoken to her from the Lord.”

45 ความสุขเป็นของสตรีที่เชื่อว่าสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเธอนั้นจะสำเร็จ”

           

It was clear to Elizabeth that her younger cousin was pregnant with the Lord Jesus, it was also clear through the Holy Spirit to the baby John inside her, who leaped for joy when he heard Mary’s voice.  

            นางเอลิซาเบธทราบชัดเจนแล้วว่าลูกพี่ลูกน้องของนางกำลังตั้งครรภ์พระเยซูเจ้า    และทราบชัดเจนว่าโดยเดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในครรภ์ของนางมีทารกยอห์น  ผู้ที่กระโดดด้วยความดีใจเมื่อเขาได้ยินเสียงของนางมารีย์

 

He responded it to Mary’s voice and the Holy Spirit in the womb.   We are told that as any child is in the womb, that it begins to understand and to recognize voices. You pregnant mothers should talk to your child.

เขาอยู่ในครรภ์สนองตอบเสียงของนางมารีย์และพระวิญญาณบริสุทธิ์  เรารู้ว่าในขณะที่เด็กอยู่ในครรภ์ก็เริ่มเข้าใจและจำเสียงได้  พวกมารดาที่ตั้งครรภ์ควรพูดคุยกับทารก

For if you are talking to them while you are still pregnant, they will be comforted by your voice after they are born, because they have learned to recognize it.

ถ้าคุณพูดกับพวกเขาในขณะที่คุณตั้งครรภ์อยู่  พวกเขาจะสุขสบายเพราะเสียงของคุณหลังจากคลอดออกมา  เพราะพวกเขาได้เรียนรู้จดจำได้

And here at six months with John there was that capacity to leap for joy in his mother's womb when he heard the voice of Mary. [1]

และที่นี่ตอนยอห์นอยู่ในครรภ์มารดาหกเดือนเขาสามารถที่จะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจเมื่อเขาได้ยินเสียงของนางมารีย์

 

The Magnificat

เพลงสรรเสริญของมารีย์

46 And Mary said,“My soul magnifies the Lord,

46 มารีย์จึงกล่าวว่า   “จิตใจของข้าพเจ้าก็ยกย่ององค์พระผู้เป็นเจ้า  

47 and my spirit rejoices in God my Savior,

47 และจิตวิญญาณของข้าพเจ้าก็เปรมปรีดิ์ในพระเจ้า   พระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า  48 for he has looked on the humble estate of his servant. For behold, from now on all generations will call me blessed;

48 เพราะพระองค์ทรงห่วงใยฐานะอันต่ำต้อยของทาสของพระองค์  นี่แน่ะ  ตั้งแต่นี้ไปคนทุกยุคจะเรียกข้าพเจ้าว่าผาสุก  

49 for He who is mighty has done great things for me,and holy is His name.

49 เพราะว่าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงทำการใหญ่เพื่อข้าพเจ้า  พระนามของพระองค์ก็บริสุทธิ์  

50 And his mercy is for those who fear Him from generation to generation.

50 พระเมตตาของพระองค์มีแก่บรรดาผู้เกรงกลัวพระองค์ในทุกยุคทุกสมัย 

51 He has shown strength with his arm; He has scattered the proud in the thoughts of their hearts;

            51 พระองค์ทรงสำแดงอานุภาพด้วยพระกรของพระองค์ พระองค์ทรงทำให้คนที่มี  ใจเย่อหยิ่งกระจัดกระจายไป

52 He has brought down the mighty from their thrones and exalted those of humble estate;

            52 พระองค์ทรงถอดเจ้านายออกจากบัลลังก์และพระองค์ทรงยกผู้น้อยขึ้น

53 He has filled the hungry with good things, and the rich he has sent empty away.

53 พระองค์ทรงให้คนอดอยากอิ่มด้วยสิ่งดี   และทรงทำให้คนมั่งมีไปมือเปล่า  

54 He has helped his servant Israel, in remembrance of his mercy,

54 พระองค์ทรงช่วยอิสราเอลข้าทาสของพระองค์   พระองค์ทรงจดจำพระกรุณา
ของพระองค์  

55 as he spoke to our fathers, to Abraham and to his offspring forever.”

            55 ที่มีต่ออับราฮัม   และต่อพงศ์พันธุ์ของท่านเป็นนิตย์    ตามที่พระองค์ตรัสไว้กับ   บรรพบุรุษของเรา”  

56 And Mary remained with her (Elizabeth) about three months and returned to her home.

56 มารีย์อาศัยอยู่กับนางเอลิซาเบธประมาณสามเดือน   แล้วจึงกลับไปยังบ้านของตน

 

What a wonderful exclamation of prophetic praise Mary gives!   She magnifies and exalts the Lord from the depth of her soul.  Her spirit rejoices in God her Savior. 

ช่างเป็นเพลงสรรเสริญแห่งคำพยากรณ์ที่ไพเราะและน่าอัศจรรย์ยิ่งนักที่นางมารีย์เปล่งเสียงร้อง! นางสรรเสริญและยกย่ององค์พระผู้เป็นเจ้าจากส่วนลึกของจิตใจ   จิตใจของนางเปรมปรีดิ์ในพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอด

She recognizes the tremendous blessing she will be to future generations as she bore the Savior of the world. 

นางยอมรับที่จะเป็นพระพรอันใหญ่หลวงต่อคนรุ่นต่อไปในอนาคตเมื่อนางตั้งครรภ์พระผู้ช่วยให้รอดของโลก

She realizes her pregnancy is a fulfillment of promises made to Abraham. 

นางตระหนักว่าการตั้งครรภ์ครั้งนี้ทำให้พระสัญญาที่ทรงทำกับอับราฮัมนั้นสำเร็จสมบูรณ์

 

   Genesis 12:1-3

1Now the LORD said to Abram, “Go from your country and your kindred and your father's house to the land that I will show you.

ปฐมกาล 12:1-3 

1พระยาห์เวห์ตรัสแก่อับรามว่า “เจ้าจงออกจากดินแดนของเจ้า จากญาติพี่น้องของเจ้า จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะสำแดงแก่เจ้า

2And I will make of you a great nation, and I will bless you and make your name great, so that you will be a blessing.

2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรเจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โต แล้วเจ้าจะเป็นพร

3I will bless those who bless you, and him who dishonors you I will curse, and in you all the families of the earth shall be blessed.”

3 เราจะอวยพรคนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า”  

 Genesis 22:1–18

1After these things God tested Abraham and said to him, “Abraham!” And he said, “Here am I.”

ปฐมกาล 22:1-18

1ต่อมาพระเจ้าทรงทดลองอับราฮัม และตรัสกับท่านว่า “อับราฮัม” ท่านทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่”

2He said, “Take your son, your only son Isaac, whom you love, and go to the land of Moriah, and offer him there as a burnt offering on one of the mountains of which I shall tell you.”

2พระองค์ตรัสว่า “จงพาบุตรของเจ้าคืออิสอัค บุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังดินแดนโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า”

3So Abraham rose early in the morning, saddled his donkey, and took two of his young men with him, and his son Isaac. And he cut the wood for the burnt offering and arose and went to the place of which God had told him.

3 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ผูกอานลาของท่านพาคนใช้หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรของท่าน ท่านตัดฟืนสำหรับเครื่องบูชา แล้วเดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกแก่ท่าน

4On the third day Abraham lifted up his eyes and saw the place from afar.

4 พอถึงวันที่สามอับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองเห็นที่นั้นแต่ไกล

5Then Abraham said to his young men, “Stay here with the donkey; I and the boy will go over there and worship and come again to you.”

5 อับราฮัมจึงพูดกับคนใช้ทั้งสองของท่านว่า “อยู่กับลาที่นี่เถิด เรากับลูกจะเดินไปที่โน้นนมัสการพระเจ้า แล้วจะกลับมาหาพวกเจ้า”

6And Abraham took the wood of the burnt offering and laid it on Isaac his son. And he took in his hand the fire and the knife. So they went both of them together.

6 อับราฮัมเอาฟืนสำหรับเครื่องบูชาใส่บ่าอิสอัคบุตรชาย มือถือไฟและมีด แล้วพ่อลูกไปด้วยกัน

7And Isaac said to his father Abraham, “My father!” And he said, “Here am I, my son.” He said, “Behold, the fire and the wood, but where is the lamb for a burnt offering?”

7 อิสอัคพูดกับอับราฮัมบิดาว่า “พ่อ” และท่านตอบว่า “ลูกเอ๋ย พ่ออยู่นี่” ลูกจึงว่า “นี่ไฟและฟืน แต่ลูกแกะสำหรับเครื่องบูชาอยู่ที่ไหน?” 

8Abraham said, “God will provide for himself the lamb for a burnt offering, my son.” So they went both of them together.

8 อับราฮัมตอบว่า “ลูกเอ๋ย พระเจ้าจะทรงจัดหาลูกแกะสำหรับพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา” ทั้งสองก็เดินต่อไปด้วยกัน

9When they came to the place of which God had told him, Abraham built the altar there and laid the wood in order and bound Isaac his son and laid him on the altar, on top of the wood.

9 เมื่อเขาทั้งสองมาถึงที่ซึ่งพระเจ้าตรัสบอกเขาไว้ อับราฮัมก็สร้างแท่นบูชาที่นั่น เรียงฟืนเป็นระเบียบ แล้วมัดอิสอัคบุตรชายวางไว้บนแท่นบูชาบนฟืน

10Then Abraham reached out his hand and took the knife to slaughter his son.

10 แล้วอับราฮัมก็ยื่นมือจับมีดจะฆ่าบุตรชาย 

11But the angel of the LORD called to him from heaven and said, “Abraham, Abraham!” And he said, “Here am I.”

11 แต่ทูตของพระยาห์เวห์เรียกเขาจากฟ้าสวรรค์ว่า “อับราฮัม อับราฮัม” และท่านตอบว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่”

12He said, “Do not lay your hand on the boy or do anything to him, for now I know that you fear God, seeing you have not withheld your son, your only son, from me.”

12ทูตสวรรค์ว่า “อย่าแตะต้องเด็กนั้น อย่าทำอะไรเขาเลย เพราะบัดนี้เรารู้แล้วว่าเจ้ายำเกรงพระเจ้า และเจ้าไม่ได้หวงบุตรชายคือบุตรชายคนเดียวของเจ้าไว้จากเรา”

13And Abraham lifted up his eyes and looked, and behold, behind him was a ram, caught in a thicket by his horns. And Abraham went and took the ram and offered it up as a burnt offering instead of his son.

13อับราฮัมเงยหน้าขึ้นมองดู เห็นข้างหลังท่านมีแกะผู้ตัวหนึ่ง เขาของมันติดอยู่ในพุ่มไม้ทึบ อับราฮัมก็ไปจับแกะตัวนั้นมาถวายเป็นเครื่องบูชาแทนบุตรชาย

14So Abraham called the name of that place, “The LORD will provide”; as it is said to this day, “On the mount of the LORD it shall be provided.”

14 อับราฮัมจึงเรียกสถานที่นั้นว่า ยาห์เวห์ยิเรห์ อย่างที่เขาพูดกันทุกวันนี้ว่า “ทรงจัดไว้ให้บนภูเขาของพระยาห์เวห์”  

15And the angel of the LORD called to Abraham a second time from heaven

15ทูตของพระยาห์เวห์เรียกอับราฮัมครั้งที่สองมาจากฟ้าสวรรค์ว่า 

16and said, “By myself I have sworn, declares the LORD, because you have done this and have not withheld your son, your only son,

16“พระยาห์เวห์ตรัสว่า เราเองปฏิญาณว่า เพราะเจ้าทำอย่างนี้และไม่ได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า 

17I will surely bless you, and I will surely multiply your offspring as the stars of heaven and as the sand that is on the seashore. And your offspring shall possess the gate of his enemies,

17ดังนั้นเราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้นดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูทั้งหลายของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์

 18and in your offspring shall all the nations of the earth be blessed, because you have obeyed my voice.”

18 ประชาชาติทั้งหมดในโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เพราะว่าเจ้าเชื่อฟังเรา”

 

   Mary knew the Scriptures.  Notice the similarities between Hannah’s prayer and   Mary’s. 

นางมารีย์รู้ข้อพระคัมภีร์ สังเกตความคล้ายคลึงกันระหว่างคำอธิษฐานของนางฮัน  นาห์กับนางมารีย์

 

   1 Samuel 2:1-10   

1ซามูเอล 2:1-10

1And Hannah prayed and said, “My heart exults in the LORD; my strength is exalted in the LORD, My mouth derides my enemies, because I rejoice in your salvation.

1นางฮันนาห์อธิษฐานว่า “จิตใจของข้าพเจ้าชื่นชมในพระยาห์เวห์ ในพระยาห์        เวห์ กำลังของข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง ปากของข้าพเจ้าหัวเราะพวกศัตรูของข้าพเจ้า    เพราะข้าพเจ้ายินดีในความรอดของพระองค์

2“There is none holy like the LORD; there is none besides you; there is no rock like our God.

            2“ไม่มีใครบริสุทธิ์ดังพระยาห์เวห์ ไม่มีใครเปรียบเหมือนพระองค์ ไม่มีใคร ปกป้องเหมือนพระเจ้าของพวกเรา

3Talk no more so very proudly, let not arrogance come from your mouth;

    for the LORD is a God of knowledge, and by him actions are weighed.

3 อย่าพร่ำพูดเย่อหยิ่งโอหังอีกต่อไป อย่าให้ความจองหองออกมาจากปากของพวก เจ้า เพราะพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงรู้ ผู้ตรวจการกระทำทั้งหลาย

4The bows of the mighty are broken, but the feeble bind on strength.

            4 คันธนูของนักรบก็หัก แต่คนอ่อนแอก็ได้รับการเสริมกำลัง

5Those who were full have hired themselves out for bread, but those who were hungry have ceased to hunger. The barren has borne seven, but she who has many children is forlorn.

5บรรดาคนที่เคยกินอิ่มก็ต้องออกรับจ้างหากิน แต่บรรดาคนที่หิวก็หยุดหิว คนที่    เป็นหมันมีบุตรเจ็ดคน แต่นางที่มีบุตรมากก็ร่วงโรยไป

6The LORD kills and brings to life; he brings down to Sheol and raises up.

            6พระยาห์เวห์ทรงประหารและทรงให้มีชีวิต พระองค์ทรงนำลงไปถึงแดนคนตาย  และทรงนำขึ้นมา

7The LORD makes poor and makes rich; he brings low and he exalts.

            7 พระยาห์เวห์ทรงทำให้ยากจนและทรงทำให้มั่งคั่ง ทรงทำให้ต่ำลงและทรงยกขึ้น

8He raises up the poor from the dust; he lifts the needy from the ash heap to make them sit with princes and inherit a seat of honor. For the pillars of the earth are the LORD’S and on them he has set the world.

8 ทรงยกคนยากจนขึ้นจากผงคลี ทรงยกคนขัดสนขึ้นจากกองขี้เถ้า ทรงทำให้พวก เขานั่งร่วมกับพวกเจ้านาย และได้ที่นั่งอันมีเกียรติเป็นมรดก เพราะว่าบรรดา         เสาแห่งพิภพเป็นของพระยาห์เวห์ พระองค์ทรงวางพิภพไว้บนเสาเหล่านั้น

9“He will guard the feet of his faithful ones, but the wicked shall be cut off in darkness, for not by might shall a man prevail.

9“พระองค์จะทรงดูแลย่างเท้าของธรรมิกชนของพระองค์ แต่คนอธรรมจะต้องถูก  ทำลายในความมืด เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของเขาก็หาไม่

10The adversaries of the LORD shall be broken to pieces; against them he will thunder in heaven.  The LORD will judge the ends of the earth; he will give strength to his king and exalt the power of his anointed.”

10 บรรดาผู้ต่อสู้พระยาห์เวห์จะถูกทำลาย พระองค์จะทรงส่งฟ้าร้องจากสวรรค์ต่อสู้ เขาพระยาห์เวห์จะทรงพิพากษาจนสุดปลายพิภพพระองค์จะประทานกำลังแก่พระ          ราชาของพระองค์      และจะทรงเสริมอำนาจของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้”

The Birth of John the Baptist

กำเนิดของยอห์นผู้ให้บัพติศมา

57 Now the time came for Elizabeth to give birth, and she bore a son.

57 เมื่อถึงเวลาที่นางเอลิซาเบธจะคลอดบุตร นางก็คลอดบุตรชาย

58 And her neighbors and relatives heard that the Lord had shown great mercy to her, and they rejoiced with her.

58 เมื่อเพื่อนบ้านและญาติพี่น้องของนางได้ยินว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระเมตตาแก่นางอย่างมาก   เขาทั้งหลายก็พากันชื่นชมยินดี

59 And on the eighth day they came to circumcise the child. And they would have called him Zechariah after his father,

59 พอถึงวันที่แปด   เขาก็พากันมาให้ทารกนั้นเข้าสุหนัต  และเขาจะตั้งชื่อทารกว่าเศคาริยาห์ตามชื่อบิดา

60 but his mother answered, “No; he shall be called John.”

60 แต่มารดาตอบว่า  “ไม่ได้ ต้องตั้งชื่อว่ายอห์น” 

61 And they said to her, “None of your relatives is called by this name.”

61 พวกเขาตอบนางว่า “ไม่มีใครในพวกญาติของท่านที่มีชื่ออย่างนั้น”

62 And they made signs to his father, inquiring what he wanted him to be called.

62 แล้วพวกเขาจึงทำบุ้ยใบ้กับบิดาถามว่าท่านอยากจะให้บุตรนั้นชื่ออะไร

63 And he asked for a writing tablet and wrote, “His name is John.” And they all wondered.

63 บิดาจึงขอกระดานชนวนมา เขียนว่า “ชื่อของเขาคือยอห์น” คนทั้งหลายก็ประหลาดใจ

64 And immediately his mouth was opened and his tongue loosed, and he spoke, blessing God.

64 ทันใดนั้นปากและลิ้นของท่านก็กลับเป็นปกติพูดได้อีก แล้วท่านกล่าวสรรเสริญพระเจ้า

65 And fear came on all their neighbors. And all these things were talked about through all the hill country of Judea,

65 เพื่อนบ้านของท่านก็เกิดความกลัว และเหตุการณ์เหล่านี้ก็เลื่องลือไปทั่วแถบภูเขาแคว้นยูเดีย

66 and all who heard them laid them up in their hearts, saying, “What then will this child be?” For the hand of the Lord was with him.

66 บรรดาคนที่ได้ยินก็จดจำไว้ในใจ และกล่าวว่า “ทารกคนนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปข้างหน้านะ เพราะว่าพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่กับเขา

Zechariah's prophecy

คำพยากรณ์ของเศคาริยาห์

67 And his father Zechariah was filled with the Holy Spirit and prophesied, saying,

67 เศคาริยาห์ผู้เป็นบิดาก็เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และกล่าวพยากรณ์ว่า

 “Blessed be the Lord God of Israel, for he has visited and redeemed his people

68 “สาธุการแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของอิสราเอล เพราะว่าพระองค์ทรง   เยี่ยมเยียนและทรงไถ่ชนชาติของพระองค์                                                                                            

69 and has raised up a horn of salvation for us in the house of his servant David,     

69 และทรงให้ผู้ช่วยทรงฤทธิ์เกิดมาเพื่อเรา   ในเชื้อวงศ์ของดาวิดผู้รับใช้ของ พระองค์  

70 as he spoke by the mouth of his holy prophets from of old,

70 ตามที่พระองค์ตรัสไว้ตั้งแต่โบราณ โดยปากของผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์

71 that we should be saved from our enemies and from the hand of all who hate us;

71 คือทรงให้เรารอดพ้นจากพวกศัตรูและพ้นจากเงื้อมมือของทุกคนที่เกลียดชังเรา

72 to show the mercy promised to our fathers and to remember His holy covenant,

72 ดังนั้นพระองค์จึงทรงสำแดงพระกรุณาตามที่ทรงสัญญาแก่บรรพบุรุษของเรา     และทรงระลึกถึงพันธสัญญาบริสุทธิ์ของพระองค์                                                                                         

73 the oath that he swore to our father Abraham, to grant us

73 คือคำปฏิญาณที่พระองค์ทรงทำไว้กับอับราฮัมบรรพบุรุษของเราว่า 

 74 that we, being delivered from the hand of our enemies, might serve Him without fear,

            74 เมื่อเราพ้นจากเงื้อมมือของพวกศัตรูแล้ว จะโปรดให้เราปรนนิบัติพระองค์โดย    ปราศจากความกลัว                         

            75 in holiness and righteousness before him all our days.

            75 ด้วยความบริสุทธิ์และด้วยความชอบธรรม   เฉพาะพระพักตร์พระองค์ตลอดชีวิต

76 And you, child, will be called the prophet of the Most High; for you will go before the Lord to prepare his ways,

76 ทารกเอ๋ย เขาจะเรียกเจ้าว่าผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุดเพราะว่าเจ้าจะนำหน้าองค์  พระผู้เป็นเจ้าและจัดเตรียมมรรคาของพระองค์  

77 to give knowledge of salvation to His people in the forgiveness of their sins,

            77 เพื่อจะให้ชนชาติของพระองค์รู้ถึงความรอด   ซึ่งมาทางการทรงยกบาปเขาเหล่านั้น                                                                                                                                                                                                   78 because of the tender mercy of our God, whereby the sunrise shall visit us from on high                                         78 โดยพระทัยเมตตาของพระเจ้าของเรา   แสงอรุณจากเบื้องสูงจึงมาเยี่ยมเยียนเรา 

         79 to give light to those who sit in darkness and in the shadow of death, to guide our feet into the way of peace.”

79 ส่องสว่างแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในความมืดและในเงาของความมรณา   เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางสันติสุข”  

80 And the child grew and became strong in spirit, and he was in the wilderness until the day of his public appearance to Israel.  

80 ทารกน้อยนั้นก็เจริญวัยขึ้น และจิตวิญญาณก็มีกำลังทวีขึ้น ท่านไปอาศัยอยู่ในถิ่นทุรกันดารจนถึงวันที่ท่านมาปรากฏแก่ชนชาติอิสราเอล

 

The old priest had not said anything for nine months, but he certainly compensated for his silence when he sang this song of praise to God! And how joyful he was that his son was chosen by God to prepare the way for the Messiah.[2]

ปุโรหิตชราไม่ได้พูดอะไรเป็นเวลาเก้าเดือน แต่แน่นอนว่าเขาชดเชยความเงียบเมื่อเขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้านี้! และเขายินดีเพียงไรที่รู้ว่าพระเจ้าทรงเลือกบุตรชายของเขาให้เป็นผู้เตรียมทางสำหรับพระเมสสิยาห์

 

Isaiah 40:1-3

1Comfort, comfort my people, says your God.

อิสยาห์ 40:1-3

 1พระเจ้าของพวกท่านตรัสว่า จงชูใจ จงชูใจประชากรของเรา

2Speak tenderly to Jerusalem, and cry to her that her warfare is ended, that her iniquity is pardoned, that she has received from the LORD's hand double for all her sins.

2จงพูดกับเยรูซาเล็มอย่างเห็นใจ และจงบอกเมืองนั้นว่าความลำบากของเธอสิ้นสุดลงแล้ว และบาปของเธอได้รับการอภัยแล้ว และเธอได้รับโทษจากพระหัตถ์ของพระยาเวห์เป็นสองเท่าของความผิดของเธอแล้ว

 3 A voice cries “In the wilderness prepare the way of the LORD, make straight in the desert a highway for our God.

3เสียงหนึ่งร้องว่า “จงเตรียมมรรคาของพระยาห์เวห์ในถิ่นทุรกันดาร จงทำทาง        หลวงในที่ราบแห้งแล้งให้ตรงสำหรับพระเจ้าของเรา 

Malachi 3:1 1 “Behold, I send my messenger, and he will prepare the way before   me…                                       มาลาคี 3:1 พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสว่า “นี่แน่ะ เราส่งทูตของเราไปเพื่อตระเตรียม หนทางไว้ข้างหน้าเรา......

John was "prophet of the Highest" (Luke 1:76), introducing to Israel "the Son of the Highest" (Luke 1:32) who was conceived in Mary's womb by "the power of the Highest" (Luke 1:35).[3]

ยอห์นเป็น "ผู้เผยพระวจนะของผู้สูงสุด" (ลูกา 1:76) แนะนำอิสราเอลว่า "บุตรของพระเจ้าสูงสุด" (ลูกา 1:32) ผู้ซึ่งครรภ์ในครรภ์มารดาโดย "ฤทธิ์เดชของผู้สูงสุด" (ลูกา 1:35) )

People were prepared for the first coming of Jesus through the ministry of John. So, too, I suggest that people will be prepared for the Lord’s Second Coming through the ministry of the church.

ผู้คนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซูผ่านทางยอห์นที่ประกาศ  เช่นเดียวกัน  ผมขอแนะนำให้ผู้คนเตรียมตัวรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเจ้าผ่านทางพันธกิจของคริสตจักร

So, we have the same three commands given to John.  Our first command is to give information. To give knowledge of salvation to His people in the forgiveness of their sins, (Luke 1:77)

ดังนั้นเรามีคำสั่งสามข้อให้กับยอห์น คำสั่งแรกคือต้องแจ้งข่าวประเสริฐ เพื่อจะให้ ชนชาติของพระองค์รู้ถึงความรอด ซึ่งมาทางการทรงยกโทษบาปเขาเหล่านั้น (ลูกา         1:77)

What are we to do this week? We get to tell people the Good News of the gospel—that, except for their rejection of the free gift of salvation, every sin they’ve ever done, or will do, is forgiven because of the tender mercy of God poured out upon them through the Cross of Calvary.

เราต้องทำอะไรในสัปดาห์นี้?  เราต้องแจ้งข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณแก่คนทั่วไป--- ยกเว้นหากพวกเขาปฏิเสธรับของประทานแห่งความรอด  เราบอกว่าบาปทุกอย่างที่พวกเขาเคยกระทำหรือจะทำก็ถูกยกโทษให้เพราะพระเมตตาอันอ่อนโยนของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขาผ่านการตรึงที่กางเขน

Our second command is to provide illumination.

คำสั่งที่สองของเราคือการออกไปส่องสว่าง

To give light to them that sit in darkness and in the shadow of death (Luke 1:79). 

ส่องสว่างแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในความมืดและในเงาของความมรณา(ลูกา 1:79)

How are we to illuminate people’s thinking?

เราจะให้ความสว่างแก่ความคิดของผู้คนได้อย่างไร?

Because the Word is a lamp unto our feet and a light unto our path, we get to be those who share with people not our philosophies, not our ideas, not our agendas, but the light of the Word.

เพราะพระวจนะเป็นโคมสำหรับเท้าของเราและเป็นแสงสว่างส่องทางแก่เรา    เราเป็นคนทั้งหลายผู้แบ่งปันแก่ประชาชน  ไม่ใช่หลักปรัชญา ไม่ใช่ความคิดของเรา  ไม่ใช่วาระของเรา แต่เป็นความสว่างแห่งพระวจนะ

Our third command is to share direction. …to guide our feet into the way of peace (Luke 1:79b) “How can I receive God’s guidance?”

คำสั่งที่สามคือการบอกทิศทาง ... เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางสันติสุข” (ลูกา 1: 79ข.) "ข้าพเจ้าจะรับการทรงนำทางจากพระเจ้าได้อย่างไร?"

The answer is to walk the way of peace.  Paul told the Colossian believers to let the peace of Christ rule in their hearts (Colossians 3:15).

คำตอบคือต้องเดินในทางสันติสุข   เปาโลบอกผู้เชื่อเมืองโคโลสีว่า จงให้สันติสุขของพระคริสต์นำพาจิตใจของท่านทั้งหลาย (โคโลสี 3:15)

   How are we to know what to do?

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องทำอะไร?

We are simply to walk with the Lord, enjoy our relationship with Him, and follow the peace in our heart.[4]

เราเพียงแค่เดินไปกับพระเจ้า  ชื่นชมยินดีในความสัมพันธ์กับพระองค์และให้สันติสุขนำพาจิตใจของเรา

 

The Gospel or Good News is God loves you,

พระกิตติคุณหรือข่าวประเสริฐคือพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น 3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้ คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

    Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23  เพราะว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม 6:23 พราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

            That gift must be received,

ของประทานนั้นเราต้องได้รับ

 

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น 1:12 แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์ คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า

 

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again,

       พระเยซู พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราบน     กางเขนและทรงกลับฟื้นคืนพระชนม์อีก

 

1 Corinthians 15:3-4

 3… Christ died for our sins in accordance with the Scriptures,

1โครินธ์15:3-4

3…. พระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4 และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

 

            If you want to receive Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this:

ถ้าคุณต้องการที่จะรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและหันกลับจากความบาป  คุณสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและพระเป็นเจ้าของคุณโดยการอธิษฐานเช่นนี้

Lord Jesus, I believe you are the Son of God.

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์คือพระบุตรของพระเจ้า

Thank you for dying on the cross for my sins.

ขอบพระคุณที่ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพราะความบาปของข้าพเจ้า

Please forgive my sins and give me the gift of eternal life.

โปรดทรงให้อภัยบาปของข้าพเจ้าและมอบของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ให้ข้าพเจ้า  

I ask you into my life and heart to be my Lord and Savior.

ข้าพเจ้าทูลขอให้พระองค์เสด็จเข้ามาในชีวิตและในจิตใจของข้าพเจ้า เพื่อเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า  

I want to serve you always. In Jesus name I pray, Amen.

ข้าพเจ้าต้องการที่จะรับใช้พระองค์เสมอ ข้าพเจ้าขออธิษฐานทูลขอในพระนามพระเยซู  อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์©2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, Luke 1, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), Luke 1.

[2] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Compassionate (Luke 1-13), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 15.

[3] ibid.

[4] Jon Courson, Jon Courson’s Application Commentary, (Nashville, TN: Thomas Nelson), 300.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top