Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 20 Three Strikes,You’re Out!

ลูกาบทที่ 20 สามนัด แล้วท่านจะออกไป

           

Last time we talked about the triumphal entry, Jesus weeping over Jerusalem, and the cleansing of the temple.

ครั้งที่แล้วเราพูดเรื่องการเสด็จมาอย่างผู้พิชิต  พระเยซูทรงกรรแสงสงสารกรุงเยรูซาเล็ม และการทรงชำระพระวิหาร

Jesus was asked about His authority. 

พระเยซูทรงถูกถามเรื่องสิทธิอำนาจของพระองค์

He tells the parable of the vineyard where He compares the treatment He is receiving with that of a vineyard owner who sent servants and finally his own son. 

พระองค์ตรัสเป็นอุปมาเรื่องไร่องุ่นที่พระองค์ทรงเปรียบการปฏิบัติที่พระองค์ทรงได้รับเหมือนกับเจ้าของไร่องุ่นผู้ส่งคนงานออกไปและในที่สุดลูกชายของเขาเอง

Jesus is questioned about paying tax to Caesar. 

พระเยซูทรงถูกซักถามเกี่ยวกับการจ่ายภาษีให้แก่ซีซาร์

Jesus talks to the Sadducees about the resurrection.

พระเยซูตรัสกับพวกสะดูสีเกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์

          

In America we have the game of baseball. 

ในอเมริกาเรามีการเล่นเกมเบสบอล

The pitcher throws the ball and the player with the bat tries to hit it. 

ผู้ขว้างก็โยนลูกบอลและผู้เล่นที่ถือไม้ตีพยายามที่จะตีมัน

If he misses, the umpire who is overseeing the game, calls a strike. 

ถ้าเขาพลาด  กรรมการผู้ดูแลควบคุมเกม  นับคะแนนตีพลาดเป็นหนึ่ง

You can get three strikes, then you are out. 

เขานับคะแนนคุณเป็นสามเมื่อไหร่คุณก็ต้องออกไป

So, the first time he misses the ball, strike one, the second time he hits the ball, but not in the field, strike two, and the third time he swings and misses the ball again, strike three, you are out! 

ดังนั้นครั้งแรกที่เขาตีลูกพลาด   นับคะแนนหนึ่งครั้ง  ครั้งที่สองเขาตีลูกบอลได้ แต่ไม่อยู่ในกรอบสนาม นับคะแนนได้สอง และครั้งที่สามเขาเหวี่ยงมันและตีลูกพลาดอีกครั้ง นับคะแนนได้สาม คุณต้องออกจากการเล่น

 

This is what is happening with the Jewish religious leaders. 

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้นำศาสนาชาวยิว

God sent the prophets of the Old Testament and John the Baptist, they didn’t listen, strike one; then God sent His own Son, they rejected Him and would kill Him, strike two, and then if they would also reject the Holy Spirit, it would be strike three for the Nation of Israel. 

พระเจ้าทรงส่งผู้เผยพระวจนะในสมัยพันธสัญญาเดิม  และยอห์นผู้ให้บัพติสมาที่พวกเขาไม่รับฟัง  นับคะแนนได้หนึ่ง จากนั้นพระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์เอง  พวกเขาปฏิเสธพระองค์  นับคะแนนได้สอง   และถ้าพวกเขายังจะปฏิเสธพระวิญญาณบริสุทธิ์อีกก็จะนับคะแนนได้สามสำหรับชนชาติอิสราเอล

When the rulers rejected John the Baptist, they sinned against the Father who sent Him.

เมื่อผู้ปกครองปฏิเสธยอห์นผู้ให้บัพติศมา พวกเขาทำบาปต่อพระบิดาผู้ทรงส่งพระองค์มา

When they crucified Jesus, they sinned against the Son.

เมื่อพวกเขาตรึงพระเยซู  พวกเขาทำบาปต่อพระบุตร

Jesus had told them that they could sin against Him and still be forgiven, but when they sinned against the Holy Spirit, there could be no forgiveness. Why?

พระเยซูทรงสอนพวกเขาว่าการที่พวกเขาทำบาปต่อพระองค์และยังคงได้รับการอภัย  แต่ถ้าพวกเขาทำบาปต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะไม่มีการให้อภัย  เพราะอะไร

Because that was the end of God’s witness to the nation of Israel. 

เพราะนั่นคือการเป็นพยานของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอลสิ้นสุดลง

In this parable, Jesus shows too that the more we sin, the worse it becomes.

ในอุปมานี้ พระเยซูทรงสำแดงให้เห็นด้วยว่า  ยิ่งเราทำบาปมากขึ้น ยิ่งจะเลวร้ายมากขึ้น

The tenants started off beating some of the servants and wounding others, but they ended up becoming murderers.

พวกผู้เช่าเริ่มต้นทุบตีทาสบางคนและทำให้ทาสคนอื่นบาดเจ็บ แต่พวกเขาจบลงกลายเป็นฆาตกร

The Jewish leaders permitted John the Baptist to be killed, they asked for Jesus to be crucified, and then they themselves stoned Stephen.

พวกผู้นำชาวยิวอนุญาตให้ประหารชีวิตยอห์น    พวกเขาร้องขอให้ตรึงพระเยซูไว้ และจากนั้นพวกเขาเองเอาก้อนหินขว้างใส่สตีเฟน

They sinned against the Father and the Son and the Holy Spirit, and that was the end of God’s witness to them. 

พวกเขาทำบาปต่อพระบิดาและพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์  และนั่นคือจุดสิ้นสุดที่พระเจ้าให้มีพยานต่อพวกเขา

It is a serious thing to reject the message of God and the messengers of God.

มันเป็นสิ่งร้ายแรงที่จะปฏิเสธข่าวประเสริฐของพระเจ้าและผู้สื่อสารของพระเจ้า

 

The same is true about sin in our lives. 

เป็นจริงเช่นเดียวกับความบาปในชีวิตของเรา

People taking drugs don’t start out with the worst drugs, like an overdose of heroin, but start out with something small, just a few pills, or smoke a little marijuana, but then as they continue to sin it grows worse and worse. 

ประชาชนกำลังใช้ยาเสพติดไม่ได้เริ่มต้นด้วยยาเสพติดที่ร้ายแรงที่สุด  เหมือนการใช้เฮโรอีนเกินขนาด  แต่เริ่มต้นด้วยบางสิ่งที่เล็กน้อย  แค่ยาไม่กี่อย่าง, หรือสูบกัญชาควันน้อย แต่แล้วพวกเขาก็ยิ่งทำบาปมากขึ้นและแย่ลง

Also, God speaks to us through His Word, His messengers, and by His Spirit, and if we continue to ignore Him or say no to Him, there will come a time when it will be too late. 

นอกจากนี้พระเจ้าตรัสกับเราผ่านพระวจนะของพระองค์  ผู้สื่อสารของพระองค์ และโดยพระวิญญาณของพระองค์  และถ้าเรายังคงไม่สนใจพระองค์หรือปฏิเสธพระองค์  เมื่อเวลานั้นมาถึงมันจะสายเกินไป

 

A Question about John the Baptist

คำถามเกี่ยวกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา

 

Luke 20:1-19

ลูกา 20:1-19

1One day, as Jesus was teaching the people in the temple and preaching the gospel, the chief priests and the scribes with the elders came up

1วันหนึ่ง   ขณะพระองค์กำลังสั่งสอนประชาชนในบริเวณพระวิหาร   และกำลังประกาศข่าวดี   พวกหัวหน้าปุโรหิต   พวกธรรมาจารย์   และพวกผู้ใหญ่มาพบพระองค์

2and said to him, “Tell us by what authority you do these things, or who it is that gave you this authority.”

2และทูลพระองค์ว่า   “จงบอกเราเถิด   ท่านมีสิทธิอำนาจอะไรถึงได้ทำแบบนี้   ใครให้สิทธิแก่ท่าน”

3He answered them, “I also will ask you a question. Now tell me,

3พระองค์ตรัสตอบพวกเขาว่า   “เราจะถามพวกท่านสักข้อหนึ่งด้วยเหมือนกัน   จงตอบเราเถิด

4Was the baptism of John from heaven or from man?”

4คือบัพติศมาของยอห์นนั้นมาจากสวรรค์หรือมาจากมนุษย์”

5And they discussed it with one another, saying, “If we say, ‘From heaven,’ he will say, ‘Why did you not believe him?’

5 พวกเขาจึงปรึกษากันว่า   “ถ้าเราบอกว่า   'มาจากสวรรค์'   เขาจะถามว่า   'ทำไมถึงไม่เชื่อยอห์น'

6But if we say, ‘From man,’ all the people will stone us to death, for they are convinced that John was a prophet.”

6แต่ถ้าบอกว่า   'มาจากมนุษย์'   ประชาชนก็จะเอาหินขว้างเรา   เพราะถือกันว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ”

7So they answered that they did not know where it came from.

7พวกเขาจึงทูลตอบว่า   “เราไม่ทราบว่ามาจากไหน”

8And Jesus said to them, “Neither will I tell you by what authority I do these things.”

8พระเยซูจึงตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “เราก็จะไม่บอกท่านเหมือนกันว่า   เราทำสิ่งเหล่านี้ด้วยสิทธิอำนาจอะไร”

9And he began to tell the people this parable: “A man planted a vineyard and let it out to tenants and went into another country for a long while.

9 พระองค์ตรัสอุปมาให้ประชาชนฟังต่อไปว่า   “มีชายคนหนึ่งทำสวนองุ่น   และให้ชาวสวนบางคนเช่า   แล้วก็ไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน

10When the time came, he sent a servant to the tenants, so that they would give him some of the fruit of the vineyard. But the tenants beat him and sent him away empty-handed.

10เมื่อถึงเวลาแล้วจึงใช้ทาสคนหนึ่งไปหาคนเช่าสวนเหล่านั้น   เพื่อพวกเขาจะได้แบ่งองุ่นที่เป็นผลผลิตนั้นแก่เจ้าของ   แต่ชาวสวนเหล่านั้นกลับเฆี่ยนตีเขา   และไล่เขากลับไปมือเปล่า

11And he sent another servant. But they also beat and treated him shamefully, and sent him away empty-handed.

11เจ้าของสวนจึงใช้ทาสอีกคนหนึ่งไป   แต่พวกนั้นเฆี่ยนตีและทำการอัปยศต่างๆ   ต่อทาสคนนั้นด้วย   และไล่ให้กลับไปมือเปล่า

12And he sent yet a third. This one also they wounded and cast out.

12  เจ้าของสวนจึงใช้คนที่สามไป   แต่คนเช่าสวนเหล่านั้นก็ทำให้เขาบาดเจ็บ   แล้วขับไล่เขาออกไป

13Then the owner of the vineyard said, ‘What shall I do? I will send my beloved son; perhaps they will respect him.’

13เจ้าของสวนองุ่นจึงกล่าวว่า   ' ข้าจะทำอย่างไรดี   ข้าจะส่งลูกรักของข้าไป  เขาคงจะเคารพลูกคนนี้'

14But when the tenants saw him, they said to themselves, ‘This is the heir. Let us kill him, so that the inheritance may be ours.’

14แต่เมื่อพวกชาวสวนเมื่อเห็นบุตรนั้นก็ปรึกษากันว่า   'คนนี้แหละเป็นทายาท   ให้เราฆ่ามัน   มรดกจะได้ตกเป็นของเรา'

15And they threw him out of the vineyard and killed him. What then will the owner of the vineyard do to them?

15ดังนั้นพวกเขาจึงขับไล่บุตรนั้นออกไปนอกสวนแล้วฆ่าเสีย   เมื่อเป็นแบบนี้เจ้าของสวนจะทำอย่างไรกับพวกเขา

16He will come and destroy those tenants and give the vineyard to others.” When they heard this, they said, “Surely not!”

16ท่านก็จะมาทำลายชาวสวนเหล่านี้ แล้วเอาสวนองุ่นนั้นให้คนอื่น”   คนทั้งหลายเมื่อได้ยินจึงพูดว่า   “อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย”

17But he looked directly at them and said, “What then is this that is written:

“‘The stone that the builders rejected has become the cornerstone’?

17พระองค์ทรงจ้องดูพวกเขาแล้วตรัสว่า   “ถ้าอย่างนั้นพระวจนะที่เขียนไว้   หมายความว่าอย่างไรกัน   ศิลาที่พวกช่างก่อทิ้งแล้ว   กลับกลายเป็นศิลามุมเอก  

18Everyone who falls on that stone will be broken to pieces, and when it falls on anyone, it will crush him.”

18ทุกคนที่ล้มทับศิลานั้นจะต้องแตกหักไป   และถ้ามันตกทับใคร คนนั้นจะแหลกละเอียดไป”

19The scribes and the chief priests sought to lay hands on him at that very hour, for they perceived that he had told this parable against them, but they feared the people.

19เมื่อพวกธรรมาจารย์และพวกหัวหน้าปุโรหิตรู้ว่า   พระองค์ตรัสอุปมานั้นกระทบพวกเขาเอง   ก็อยากจะจับพระองค์ทันที   แต่พวกเขากลัวประชาชน

           

Last time we read of the cleansing of the temple, that caught the attention of the people and made the religious leaders angry.  

ครั้งที่แล้วเราอ่านเรื่องการทรงชำระพระวิหาร  ที่ประชาชนสนใจและทำให้ผู้นำ        ทางศาสนาโกรธ

Jesus was going to the temple every day where He was teaching. 

พระเยซูกำลังไปพระวิหารทุกวันที่ซึ่งพระองค์ทรงสั่งสอน

So, the leaders decided to question Him. “What authority do You have to do these things?” they asked. “And if You do have authority, who gave it to You?” 

ดังนั้นพวกผู้นำตัดสินใจถามพระองค์ว่า "ท่านมีสิทธิอำนาจอะไรถึงได้ทำแบบนี้"       พวกเขาถาม "และถ้าท่านมีสิทธิอำนาจ  ใครให้สิทธิแก่ท่าน"

Authority means power, and the legal right to do things.   

สิทธิอำนาจหมายถึงอำนาจ และสิทธิทางกฎหมายที่จะทำสิ่งต่างๆ

In California as a pastor I have the authority to perform weddings and to officiate at funerals. 

ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อผมเป็นศิษยาภิบาล ผมมีสิทธิอำนาจในการประกอบพิธี           สมรส และประกอบพิธีงานศพ

The chief priests claimed their authority from Moses, for the Law set the tribe of    Levi apart to serve in the temple.

หัวหน้าปุโรหิตอ้างว่าสิทธิอำนาจของพวกเขามาจากโมเสส   เพราะบทบัญญัติ          กำหนดให้ชนเผ่าเลวีเท่านั้นที่มีหน้าที่รับใช้ในพระวิหาร

The scribes were students of the Law and claimed their authority from the rabbis whose interpretations they studied.

พวกอาลักษณ์เป็นผู้รู้บทบัญญัติและอ้างว่าสิทธิอำนาจของพวกเขาจากพวกรับบี   ผู้ที่ให้บทตีความแก่พวกเขาได้ศึกษา

The elders of Israel were the leaders of the families and clans, chosen usually for their experience and wisdom.

พวกผู้อาวุโสของอิสราเอลเป็นผู้นำของครอบครัวและตระกูลที่เลือกไว้สำหรับ            ประสบการณ์และภูมิปัญญาของพวกเขา

Authority can also mean the source of your teaching. 

สิทธิอำนาจยังหมายถึงแหล่งที่มาของการสอนของคุณด้วย

I preach and teach with the authority of the Word of God, the Bible. 

ข้าพเจ้าประกาศและสอนด้วยสิทธิอำนาจแห่งพระวจนะของพระเจ้าคือพระคัมภีร์

In other words, I am not sharing my own ideas, opinions and thoughts but am explaining and applying the Bible, the authoritative Word of God.

ในอีกนัยหนึ่ง ผมไม่ได้ร่วมแบ่งปันความคิดของตัวเอง  ความคิดเห็นของผมแต่ผม    กำลังอธิบายและนำข้อพระคัมภีร์มาใช้  สิทธิอำนาจแห่งพระคำของพระเจ้า

These leaders wanted to trap Jesus with their question so that no matter how He answered, He would be in trouble.

พวกผู้นำเหล่านี้ต้องการที่จะล่อให้พระเยซูติดกับดักด้วยคำถามของพวกเขาเพื่อว่า   ไม่ว่าพระองค์ทรงตอบอย่างไร  พระองค์จะพบกับปัญหา

If He said that He had no authority, then He was in trouble with the Jews for teaching in the temple and acting like a prophet.

ถ้าพระองค์บอกว่าพระองค์ไม่มีสิทธิอำนาจแล้ว  พระองค์พบปัญหากับชาวยิวใน       การสอนในพระวิหารและทำหน้าที่เหมือนศาสดาพยากรณ์

If He said that His authority came from God, then He would be in trouble with them because they thought they were the only ones who could teach under God’s authority.   

ถ้าพระองค์ตรัสว่าสิทธิอำนาจของพระองค์มาจากพระเจ้า  แล้วพระองค์จะทรงพบ     ปัญหากับพวกเขา  เพราะพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นคนกลุ่มเดียวที่สามารถสั่งสอน        ภายใต้ สิทธิอำนาจของพระเจ้า

 

The Lord Jesus turned things around and put them on the defensive.

พระเยซูทรงเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบๆและวางมันไว้ในการป้องกัน

First, He asked them a question; then He gave a parable; and finally, He quoted a prophecy.

ประการแรก  พระองค์ตรัสถามพวกเขา จากนั้นพระองค์ทรงให้อุปมา และในที่สุด      พระองค์ทรงยกคำพยากรณ์

Through this He revealed the sins of the nation of Israel in rejecting their    Messiah who has all authority.[1]

ตลอดนี้พระองค์ทรงเปิดเผยความบาปของชนชาติอิสราเอลในการปฏิเสธพระเมส     สิยาห์ผู้ทรงมีสิทธิอำนาจทั้งหมด

 

   John the Baptist was born a few months before Jesus and the two were related. 

            ยอห์นผู้ให้รับบัพติศมาเกิดก่อนพระเยซูสองสามเดือน และทั้งสองคนก็เป็นญาติ         กัน

Mary the mother of Jesus and Elizabeth the mother of John were cousins. 

มารีย์มารดาของพระเยซูและเอลิซาเบธมารดาของยอห์นเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

An angel appeared to Zacharias, a priest and told him that he and his wife             Elizabeth would have a son named John. 

ทูตสวรรค์มาปรากฏต่อเศคาริยาห์  ปุโรหิต และบอกท่านว่าท่านและภรรยาของ         ท่าน     คือนางเอลิซาเบธจะมีลูกชายคนหนึ่งชื่อยอห์น

The couple was old and so Zacharias didn’t believe the angel. 

ท่านทั้งสองแก่ชรามากและดังนั้น เศคาริยาห์จึงไม่เชื่อทูตสวรรค์

Because of his unbelief Zacharias couldn’t speak until John was born. 

เพราะความไม่เชื่อของท่าน  เศคาริยาห์ไม่สามารถพูดได้จนกระทั่งยอห์นเกิดมา

John the Baptist was sent by God to prepare the way for Jesus. 

พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งยอห์นผู้ให้บัพติศมาเพื่อเตรียมทางแก่พระเยซู

He came telling people to repent of their sin. 

เขามาสั่งสอนประชาชนให้กลับใจจากบาปของพวกเขา

Let’s read some about him.

ให้เราอ่านบางอย่างเกี่ยวกับเขา

 

John 1:15-34

15(John bore witness about him, and cried out, “This was he of whom I said, ‘He who comes after me ranks before me, because he was before me.’”)

ยอห์น1:15-34

15ยอห์นเป็นพยานให้กับพระองค์   และร้องประกาศว่า   “นี่แหละคือพระองค์ผู้ที่ข้าพเจ้าได้กล่าวถึงว่า   พระองค์ผู้เสด็จมาภายหลังข้าพเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าข้าพเจ้า   เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า”

16And from his fullness we have all received, grace upon grace.

16เพราะเราได้รับพระคุณซ้อนพระคุณจากความบริบูรณ์ของพระองค์   

17For the law was given through Moses; grace and truth came through Jesus Christ.

17คือว่าเราได้รับธรรมบัญญัตินั้นมาทางโมเสส   ส่วนพระคุณและความจริงมาทางพระเยซูคริสต์

18No one has ever seen God; the only God, who is at the Father's side, he has made him known.

18ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้าเลย   แต่พระบุตรองค์เดียวผู้สถิตในพระทรวงของพระบิดา   ทรงทรงสำแดงพระเจ้าแล้ว

19And this is the testimony of John, when the Jews sent priests and Levites from Jerusalem to ask him, “Who are you?”

19นี่เป็นคำพยานของยอห์น   คือเมื่อพวกยิวส่งพวกปุโรหิตและพวกเลวีจากกรุงเยรูซาเล็มไปถามท่านว่า   “ท่านคือใคร”

20He confessed, and did not deny, but confessed, “I am not the Christ.”

20ท่านก็ยอมรับและไม่ได้ปฏิเสธ   คือยอมรับว่า   “ข้าพเจ้าไม่ใช่พระคริสต์”

21And they asked him, “What then? Are you Elijah?” He said, “I am not.” “Are you the Prophet?” And he answered, “No.”

21พวกเขาจึงถามว่า   “ถ้าอย่างนั้นท่านเป็นใคร   ท่านเป็นเอลียาห์หรือ”   ยอห์นตอบว่า   “ข้าพเจ้าไม่ใช่เอลียาห์”   “ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะคนนั้นหรือ”   และยอห์นตอบว่า   “ไม่ใช่”

22So they said to him, “Who are you? We need to give an answer to those who sent us. What do you say about yourself?”

22พวกเขาจึงถามว่า   “แล้วท่านเป็นใคร   ขอให้ตอบมา  จะได้ไปบอกคนที่ใช้เรามา   ท่านจะตอบเรื่องตัวท่านว่าอย่างไร”

23He said, “I am the voice of one crying out in the wilderness, ‘Make straight the way of the Lord,’ as the prophet Isaiah said.”

23ท่านตอบว่า    “เราเป็นเสียงของคนที่ร้องประกาศในถิ่นทุรกันดารว่า   'จงทำตามมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้ตรงไป'   ตามที่อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้”  

24(Now they had been sent from the Pharisees.)

24พวกฟาริสีเป็นคนส่งพวกเขาไปหายอห์น

25They asked him, “Then why are you baptizing, if you are neither the Christ, nor Elijah, nor the Prophet?”

25พวกเขาจึงถามยอห์นว่า   “ถ้าท่านไม่ใช่พระคริสต์หรือเอลียาห์   หรือผู้เผยพระวจนะคนนั้นแล้ว   ทำไมท่านถึงให้บัพติศมา”

26John answered them, “I baptize with water, but among you stands one you do not know,

26ยอห์นตอบเขาว่า   “ข้าพเจ้าให้บัพติศมาด้วยน้ำ   แต่มีคนหนึ่งยืนอยู่ในท่ามกลางพวกท่านที่ท่านไม่รู้จัก

27even he who comes after me, the strap of whose sandal I am not worthy to untie.”

27ท่านผู้นั้นมาภายหลังข้าพเจ้า   แม้แต่สายรัดรองเท้าของท่าน   ข้าพเจ้าก็ไม่สมควรที่จะแก้”

28These things took place in Bethany across the Jordan, where John was baptizing.

28เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่หมู่บ้านเบธานีฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้นยอห์นกำลังให้บัพติศมา

29The next day he saw Jesus coming toward him, and said, “Behold, the Lamb of God, who takes away the sin of the world!

29วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน   ท่านจึงกล่าวว่า   “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า   ผู้ทรงรับบาปของโลกไป

30This is he of whom I said, ‘After me comes a man who ranks before me, because he was before me.’

30พระองค์นี้แหละที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า   'ภายหลังข้าพเจ้า จะมีผู้หนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าข้าพเจ้าเสด็จมา    เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า'

31I myself did not know him, but for this purpose I came baptizing with water, that he might be revealed to Israel.”

31ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์   แต่เพื่อให้พระองค์เป็นที่ประจักษ์แก่อิสราเอล   ข้าพเจ้าจึงให้บัพติศมาด้วยน้ำ”

32And John bore witness: “I saw the Spirit descend from heaven like a dove, and it remained on him.

32และยอห์นกล่าวเป็นพยานว่า   “ข้าพเจ้าเห็นพระวิญญาณ เสด็จลงมาจากสวรรค์เหมือนดังนกพิราบ   และสถิตกับพระองค์

33I myself did not know him, but he who sent me to baptize with water said to me, ‘He on whom you see the Spirit descend and remain, this is he who baptizes with the Holy Spirit.’

33ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์   แต่พระองค์ผู้ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้บัพติศมาด้วยน้ำ   ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า   'เมื่อเห็นพระวิญญาณเสด็จลงมาสถิตอยู่กับคนใด   คนนั้นแหละเป็นคนให้บัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์'

34And I have seen and have borne witness that this is the Son of God.”

34และข้าพเจ้าก็ได้เห็นแล้วและเป็นพยานว่า   พระองค์นี้แหละเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

 

So, Jesus reminds the leaders questioning Him that they rejected John the Baptist who prepared the way for Jesus and now they are rejecting Jesus too. 

            ดังนั้นพระเยซูทรงทำให้พวกผู้นำที่ถามพระองค์ว่าพวกเขาปฏิเสธยอห์นผู้ให้บัพติศมา  ผู้ที่เตรียมทางสำหรับพระเยซูและตอนนี้พวกเขากำลังปฏิเสธพระเยซูด้วย

 

Why answer their question when they had refused to accept John’s message? 

ทำไมต้องตอบคำถามของพวกเขาเมื่อพวกเขาปฏิเสธที่จะยอมรับข่าวประเสริฐของยอห์น?

They were trying to trap Jesus but now it was these religious leaders who were in the trap.

พวกเขาพยายามวางกับดักล่อพระเยซู  แต่ตอนนี้มันเป็นผู้นำทางศาสนาเหล่านี้เอง    ที่ติดอยู่ในกดัก

No matter what answer they gave, so they decided to pretend they didn’t know who it was who sent John. 

ไม่ว่าจะเป็นคำตอบที่พวกเขาให้  ดังนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจที่จะแสร้งทำเป็นว่า         พวกเขาไม่ทราบว่าใครที่ส่งยอห์นมา

If they had disobeyed God’s message given by John the Baptist, they would disobey the message given by Jesus, the Son, they would not believe Him either and would kill Him.

ถ้าพวกเขาไม่เชื่อฟัง ข้อความของพระเจ้าที่กำหนดโดยยอห์นผู้ให้บัพติศมา  พวก    เขาจะฝ่าฝืนข้อความที่พระเยซู พระบุตรทรงสั่งสอน  พวกเขาจะไม่เชื่อพระองค์    และจะฆ่าพระองค์

That was what the parable was about.

นั่นเป็นคำบอกเล่าในอุปมาเรื่องนี้

 

These men knew the Scriptures well enough to know that Jesus was speaking about the vineyard of Israel in Psalms and in Isaiah where God calls Israel His vineyard.

คนเหล่านี้รู้ข้อพระคัมภีร์ดีพอที่จะรู้ว่าพระเยซูกำลังตรัสเกี่ยวกับสวนองุ่นของ             อิสราเอลในพระธรรมสดุดี  และในอิสยาห์  ที่พระเจ้าทรงเรียกอิสราเอลว่าสวน     องุ่นของพระองค์

Instead of being grateful for their blessings and joyfully giving the Lord obedience, faith, and worship, the Jews rejected God and His messengers, and now the Son of God.  God was patient and sent them one servant after another, different prophets, but they refused to obey.

แทนที่จะรู้สึกขอบคุณสำหรับพระพรที่พวกเขาได้รับและเชื่อฟังพระเจ้าด้วยใจ           ยินดี ความเชื่อและการนมัสการ  ชาวยิวปฏิเสธพระเจ้าและผู้สื่อสารของพระองค์ และตอนนี้พระบุตรของพระเจ้า    พระเจ้าทรงอดทนและส่งพวกเขาคนงานมาแล้ว          คนเล่า  ศาสดาพยากรณ์ต่างๆกันแต่พวกเขาปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง

Finally, God sent His Son and they would crucify Him.

ในที่สุด พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์และพวกเขาจะจับพระองค์ตรึง   กางเขน

In this parable, Jesus predicts His death. 

ในอุปมานี้ พระเยซูทรงทำนายการสิ้นพระชนม์ของพระองค์

The tenants who were renting the vineyard while the owner was gone thought if they killed the son, then they could claim the vineyard as their own.

ผู้เช่าที่กำลังเช่าไร่องุ่นในขณะที่เจ้าของไม่อยู่นั้นคิดว่า   ถ้าพวกเขาฆ่าลูกชาย        แล้วพวกเขาสามารถยึดสวนองุ่นเป็นของตัวเอง

Jesus quoted Psalm 118:22

พระเยซูทรงยกข้อพระคัมภีร์จากบทเพลงสดุดี118:22 “The stone that the builders rejected has become the cornerstone”

“ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย   ได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว”    

 

The Jewish religious leaders knew that this was a messianic psalm. 

พวกผู้นำศาสนาชาวยิวรู้ว่านี่เป็นเพลงสดุดีเมสสิยาห์

By applying this verse to Himself, Jesus was clearly claiming to be the Messiah.

โดยการประยุกต์ใช้ข้อพระคัมภีร์นี้  พระเยซูทรงยืนยันอย่างชัดเจนว่าทรงเป็นพระ    เมสสิยาห์

The builders were the Jewish religious leaders.

ผู้สร้างเป็นผู้นำทางศาสนาของชาวยิว

 

Because of the Jews unbelief, they stumbled over Him and were judged.

เพราะชาวยิวไม่เชื่อ  พวกเขาสะดุดพระองค์และได้รับการพิพากษา

Those who trust Jesus as Savior find Him to be the foundation stone and the chief cornerstone of the Church.[2]

พวกเขาผู้ที่ไว้วางใจพระเยซูว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด  พบว่าพระองค์เป็นศิลาพื้นฐานและศิลามุมเอกของคริสตจักร

 

1 Corinthians 3:11 For no one can lay a foundation other than that which is laid, which is Jesus Christ.

1โครินธ์3:11เพราะว่าใครจะมาวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว   นอกจากที่วางไว้แล้วคือ    พระเยซูคริสต์  

  

Ephesians 2:20 built on the foundation of the apostles and prophets, Christ Jesus    himself being the cornerstone,

เอเฟซัส 2:20 ท่านทั้งหลายถูกก่อร่างสร้างขึ้นบนรากฐานของบรรดาอัครทูตและ      บรรดาผู้เผยพระวจนะ   มีพระเยซูคริสต์เป็นศิลาหัวมุม 

  

Lastly in our passage for today, there are some with a question for Jesus about paying taxes.

   สุดท้ายในเนื้อหาที่เราศึกษาวันนี้  มีบางคำถามเกี่ยวกับพระเยซูบ้างข้อเรื่องการ       ชำระภาษี      

 

A question about Caesar

คำถามเกี่ยวกับซีซาร์

 

Luke 20:20-26

20So they watched him and sent spies, who pretended to be sincere, that they might catch him in something he said, so as to deliver him up to the authority and jurisdiction of the governor.

ลูกา 20:20-26

20พวกเขาจึงคอยดูพระองค์   และใช้ให้บางคนแสร้งทำตัวเป็นคนชอบธรรมตามไปสอดแนม   หวังจะจับผิดในคำสอนของพระองค์   เพื่อจะมอบดพระองค์ไว้ใต้สิทธิอำนาจของเจ้าเมือง

21So they asked him, “Teacher, we know that you speak and teach rightly, and show no partiality, but truly teach the way of God.

21พวกเขาจึงทูลถามพระองค์ว่า   “ท่านอาจารย์  เราทราบอยู่ว่า   ท่านกล่าวและสั่งสอนแต่ความจริง   ไม่เคยเห็นแก่หน้าใคร   แต่สั่งสอนทางของพระเจ้าจริงๆ

22Is it lawful for us to give tribute to Caesar, or not?”

22การส่งส่วยให้แก่ซีซาร์นั้นควรหรือไม่”

23But he perceived their craftiness, and said to them,

23 พระองค์ทรงหยั่งรู้อุบายของพวกเขา   จึงตรัสกับเขาว่า

24“Show me a denarius. Whose likeness and inscription does it have?” They said, “Caesar's.”

24“จงเอาเงินเดนาริอันเหรียญหนึ่งมาให้เราดู   รูปและคำจารึกนี้เป็นของใคร”   เขาทูลตอบว่า   “ของซีซาร์”

25He said to them, “Then render to Caesar the things that are Caesar's, and to God the things that are God's.”

25แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า   “ของของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์   และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า”

26And they were not able in the presence of the people to catch him in what he said, but marveling at his answer they became silent.

26พวกเขาจึงจับผิดในคำสอนของพระองค์ต่อหน้าประชาชนไม่ได้   และเขาก็ประหลาดใจในคำตอบของพระองค์ จึงเงียบไป

 

Jesus knew that the men who questioned Him wanted to discuss taxes and Roman authority, hoping to get Jesus to offend either the Jews by saying you must pay the tax or the Romans by saying you shouldn’t pay the tax.

พระเยซูทรงรู้ว่าคนที่สอบถามพระองค์นั้นต้องการที่จะหารือเกี่ยวกับภาษีและสิทธิอำนาจของโรมัน  หวังที่จะให้พระเยซูที่ขัดเคืองใจชาวยิวโดยบอกว่าคุณจะต้องจ่ายภาษีหรือชาวโรมันโดยบอกว่าคุณไม่ควรจ่ายภาษี

But Jesus lifted the discussion to a higher level and forced those questioning Him to think about the relationship between the kingdom of God and the kingdoms of men. 

แต่พระเยซูทรงยกการอภิปรายในระดับที่สูงขึ้นและบังคับให้พวกเขาที่กำลังสอบถามพระองค์ให้คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรของพระเจ้าและอาณาจักรของคน

Government authority is created by God and must be respected. 

สิทธิอำนาจภาครัฐถูกสร้างขึ้นโดยพระเจ้าและเราต้องเคารพ

Yet, our true citizenship is in heaven. 

แต่กระนั้น เป็นพลเมืองที่แท้จริงของเราอยู่ในสวรรค์

 

Philippians 3:20 But our citizenship is in heaven, and from it we await a Savior, the Lord Jesus Christ,

ฟิลิปปี 3:20 แต่เราเป็นพลเมืองแห่งสวรรค์ และเรารอคอยผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้า

 

We live as good citizens in this country and in Heaven when we obey the authorities for the Lord’s sake.

เราอยู่ในฐานะพลเมืองที่ดีในประเทศนี้และในสวรรค์เมื่อเราเชื่อฟังเจ้าหน้าที่เพื่อเห็นแก่พระเจ้า

When obedience to God conflicts with obedience to man, then we must put God first.

เมื่อการเชื่อฟังพระเจ้าขัดแย้งกับการเชื่อฟังมนุษย์  แล้วเราจะต้องยกพระเจ้าไว้ก่อน

Even if we cannot respect the people in office, we must respect the office.

ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถเคารพคนที่ทำหน้าที่การงาน   เราจะต้องเคารพงานนั้น

 

Caesar’s image and name were on the coins, so it was basically his currency.

ภาพและชื่อของซีซาร์อยู่บนเงินเหรียญ ดังนั้นโดยพื้นฐานมันเป็นสกุลเงินของเขา

To pay the tax meant simply to give Caesar back that which belonged to him.

การจ่ายภาษีหมายถึงเพียงเพื่อคืนให้แก่ซีซาร์กลับตามสิ่งที่เป็นของเขา

God’s image is stamped on us; because we are created in His image, therefore, He has the right to command our lives as citizens in His kingdom.[3]  

ภาพของพระเจ้าประทับตราอยู่ในเรา  เพราะเราถูกสร้างขึ้นตามพระฉายของพระองค์   ดังนั้นพระองค์ทรงมีสิทธิที่จะบัญชาการชีวิตของเราเป็นพลเมืองในราชอาณาจักรของพระองค์

 

So, we give the government what is theirs and we honor and obey the government unless obeying the government would disobey God. 

ดังนั้นเราให้รัฐบาลสิ่งของที่เป็นของพวกเขาและเราให้เกียรติและเชื่อฟังรัฐบาลเว้นแต่  ว่าการปฏิบัติตามรัฐบาลจะละเมิดต่อพระเจ้า

For example, if the government told us, “you can no longer be Christians in Thailand everyone must either be a Moslem or a Buddhist, there is to be no worshipping of God.” 

ตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐบาลบอกเราว่า "คุณไม่สามารถเป็นคริสเตียนในประเทศไทยทุก    คนจะต้องเป็นมุสลิมหรือชาวพุทธ   จะไม่มีการบูชาพระเจ้า"

Now I don’t think that will happen, but if it did, then we’d disobey the government and obey God.

ตอนนี้ ผมไม่คิดว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น  แต่ถ้ามันเกิดขึ้นได้  แล้วเราจะฝ่าฝืนรัฐบาล        และเชื่อฟังพระเจ้า

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make. God is the Creator.

การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้        

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง

God loves you. He loves all people. But God is perfect, and we are not.

พระเจ้าทรงรักคุณ  พระองค์ทรงรักทุกคน แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเรา           ไม่ใช่

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have       done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่ที่สองคนแรกทำบาปในสวน  ตั้งแต่เวลานั้นคนทั้งหมดได้ทำผิด, คิดผิด,           และพูดไม่ถูกต้อง

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with Him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อจะอยู่กับพระองค์   ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้าทรงรับโทษเพื่อบาปของเราโดยการตายบน     ไม้กางเขน พระองค์ทรงฟื้นชีวิตอีกครั้งสามวันต่อมา

 

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9 คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่าพระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้         เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะ        รอด

 

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus.

ความบาปของคุณจะได้รับการอภัย  และคุณจะกลายเป็นคริสเตียน  สาวกของพระ    เยซู

If you want to accept Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask   Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this:

ถ้าคุณต้องการจะยอมรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ  และหันจาก           ความบาปของคุณ  คุณสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและ          พระเจ้าโดยอธิษฐานเช่นนี้

Lord Jesus, I believe you are the Son of God.

ข้าแต่พระเยซูเจ้า ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า

Thank You for dying on the cross for my sins.

ขอบพระคุณสำหรับการสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพือรับเอาความบาปของข้าพเจ้า

Please forgive my sins and give me the gift of eternal life.

กรุณาให้อภัยบาปและให้ฉันของขวัญของชีวิตนิรันดร์

I ask you to come into my life and heart to be my Lord and Savior.

ข้าพเจ้าขอทูลให้ทรงเข้ามาในชีวิตของข้าพเจ้าและจิตใจที่จะเป็นพระเจ้าและพระ     ผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า

I want to serve you always.  

ข้าพเจาอยากจะรับใช้พระองค์เสมอ

In Jesus name, amen.

ในพระนามพระเยซูเจ้า อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญา     ใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถ   ดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน        (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์-  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 256.

          [2] ibid. , 256.

[3] ibid., 257..

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top