Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 20 part 2 More Questions for Jesus

ลูกาบทที่ 20 ตอนที่ 2 มีคำถามเพิ่มเติมสำหรับพระเยซู

 

Last time the Jewish leaders questioned Jesus about His authority and Jesus asked them about John the Baptist. 

ครั้งที่แล้วผู้นำชาวยิวสอบถามพระเยซูเกี่ยวกับสิทธิอำนาจของพระองค์และพระเยซูทรงถามพวกเขาเกี่ยวกับยอห์นผู้ให้บัพติศมา

Others asked Him about paying taxes to Caesar, the coins had Caesar’s image on them and we are created in the image of God. 

คนอื่นๆ ทูลถามพระองค์เกี่ยวกับการจ่ายเงินภาษีให้แก่ซีซาร์  เงินเหรียญมีภาพของซีซาร์ในนั้น และเราถูกสร้างขึ้นตามแบบพระฉายของพระเจ้า.

We must obey the government and we must obey God.  

เราต้องเชื่อฟังรัฐบาลและเราต้องเชื่อฟังพระเจ้า

Now then as we continue in the chapter, the Sadducees another group of Jewish religious leaders, did not believe in angels, or in the resurrection, came to Jesus with their question.

ตอนนี้ในขณะที่เรายังคงเรียนในบทนี้ พวกสะดูสี ผู้นำทางศาสนาชาวยิวอีกกลุ่มหนึ่งไม่เชื่อในทูตสวรรค์  หรือเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์   พวกเขามาหาเพื่อซักถามพระเยซู

     

A question about Moses

คำถามเกี่ยวกับโมเสส

 

Luke 20:27-40

27There came to him some Sadducees, those who deny that there is a resurrection,

ลูกา 20:27-40

27มีพวกสะดูสีบางคนมาหาพระองค์   คนพวกนี้บอกว่าการเป็นขึ้นมาจากตายนั้นไม่มี

28and they asked him a question, saying, “Teacher, Moses wrote for us that if a man's brother dies, having a wife but no children, the man must take the widow and raise up offspring for his brother.

28พวกเขาทูลถามพระองค์ว่า   “ท่านอาจารย์   โมเสสเขียนสั่งเราไว้ว่า   ถ้าชายคนไหนตาย  และมีภรรยา   แต่ไม่มีบุตร   ก็ให้น้องชายรับพี่สะใภ้นั้นไว้เป็นภรรยาของตน   เพื่อมีบุตรสืบตระกูลให้พี่ชาย

29Now there were seven brothers. The first took a wife, and died without children.

29ปรากฏว่ามีพี่น้องผู้ชายอยู่เจ็ดคน   พี่คนโตมีภรรยาแล้วก็ตายไม่มีบุตร

30And the second

30น้องคนที่สอง

31and the third took her, and likewise all seven left no children and died.

31และคนที่สามก็รับผู้หญิงคนนั้นมาเป็นภรรยา   ทั้งเจ็ดคนเหมือนกันหมดคือไม่มีบุตรแล้วก็ตาย

32Afterward the woman also died.

32ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ตายด้วย

33In the resurrection, therefore, whose wife will the woman be? For the seven had her as wife.”

33เมื่อเป็นแบบนั้นในวันที่เป็นขึ้นจากตาย   หญิงคนนั้นจะเป็นภรรยาของใคร   เพราะนางตกเป็นภรรยาของชายทั้งเจ็ดคนแล้ว”  

34And Jesus said to them, “The sons of this age marry and are given in marriage,

34พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า   “คนยุคนี้มีการสมรสกัน   และยกให้เป็นสามีภรรยากัน

35but those who are considered worthy to attain to that age and to the resurrection from the dead neither marry nor are given in marriage,

35แต่คนที่นับว่าสมควรกับการอยู่ในยุคหน้า   และการเป็นขึ้นจากความตาย   จะไม่มีการสมรสกันหรือยกให้เป็นสามีภรรยากันอีก

36for they cannot die anymore, because they are equal to angels and are sons of God, being sons of the resurrection.

36อันที่จริงพวกเขาจะตายอีกไม่ได้   เพราะเขาเป็นเหมือนทูตสวรรค์   และเป็นบุตรของพระเจ้า  คือบุตรของการเป็นขึ้นจากตาย

37But that the dead are raised, even Moses showed, in the passage about the bush, where he calls the Lord the God of Abraham and the God of Isaac and the God of Jacob.

37เรื่องที่พระเจ้าทรงทำให้คนที่ตายแล้วนั้นเป็นขึ้นมาใหม่นั้น   โมเสสก็สำแดงไว้ในเรื่องพุ่มไม้   ซึ่งเป็นที่ที่ท่านเรียกองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า พระเจ้าของอับราฮัม  พระเจ้าของอิสอัค  และพระเจ้าของยาโคบ

38Now he is not God of the dead, but of the living, for all live to him.”

38พระองค์ไม่ได้เป็นพระเจ้าของคนตาย   แต่เป็นพระเจ้าของคนเป็น   เพราะว่าจำเพาะพระเจ้าทุกคนยังเป็นอยู่”

39Then some of the scribes answered, “Teacher, you have spoken well.”

39ธรรมาจารย์บางคนจึงทูลพระองค์ว่า   “ท่านอาจารย์  ท่านพูดได้ดีทีเดียว”

40For they no longer dared to ask him any question.

40เนื่องจากพวกเขาไม่กล้าทูลถามพระองค์ต่อไปอีก

 

Next in line for questions were the Sadducees with a hypothetical question based on the Jewish law of marrying your brother’s wife when your brother dies. 

ถัดไปในบรรทัดสำหรับคำถามคือพวกสะดูสีที่ตั้งคำถามที่คาดว่าเป็นไปได้บนพื้นฐานบทบัญญัติของชาวยิว  เรื่องการแต่งงานของคุณกับภรรยาของพี่ชายเมื่อพี่ชายของคุณตาย

 

Deuteronomy 25:5-10

5 “If brothers dwell together, and one of them dies and has no son, the wife of the dead man shall not be married outside the family to a stranger. Her husband's brother shall go in to her and take her as his wife and perform the duty of a husband's brother to her.

เฉลยธรรมบัญญัติ 25:5-10

5 “ถ้าพี่น้องอยู่ด้วยกัน  และคนหนึ่งตายลงโดยไม่มีบุตรชาย   ภรรยาของผู้ที่ตายนั้นจะออกไปเป็นภรรยาของคนนอกไม่ได้   ให้พี่น้องของสามีนางเข้าไปหานางและรับหญิงนั้นมาเป็นภรรยา   และทำหน้าที่พี่น้องของสามีแก่นาง

6 And the first son whom she bears shall succeed to the name of his dead brother, that his name may not be blotted out of Israel.

6 บุตรหัวปีที่เกิดมากับหญิงคนนั้นให้สืบชื่อพี่น้องคนที่ตายไปนั้น   เพื่อชื่อของเขาจะไม่ถูกลบไปจากอิสราเอล

7 And if the man does not wish to take his brother's wife, then his brother's wife shall go up to the gate to the elders and say, ‘My husband's brother refuses to perpetuate his brother's name in Israel; he will not perform the duty of a husband's brother to me.’

7 ถ้าชายคนนั้นไม่ประสงค์จะรับภรรยาของพี่น้องของเขา  ก็ให้ภรรยาของพี่น้องของเขาไปหาพวกผู้ใหญ่ที่ประตูเมืองและกล่าวว่า  'พี่น้องของสามีดิฉันไม่ยอมสืบชื่อของพี่น้องของเขาในอิสราเอล  เขาไม่ยอมรับหน้าที่พี่น้องของสามีของดิฉัน'

8 Then the elders of his city shall call him and speak to him, and if he persists, saying, ‘I do not wish to take her,’

8 แล้วพวกผู้ใหญ่ของเมืองนั้นจะเรียกชายคนนั้นมาพูดกับเขา  ถ้าเขายังยืนยันโดยกล่าวว่า  'ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะรับนาง'

9 then his brother's wife shall go up to him in the presence of the elders and pull his sandal off his foot and spit in his face. And she shall answer and say, ‘So shall it be done to the man who does not build up his brother's house.’

9 แล้วภรรยาของพี่น้องของเขาจะเข้าไปใกล้ชายคนนั้นต่อหน้าพวกผู้ใหญ่   ถอดเอารองเท้าของเขาออกมาจากเท้าของเขาข้างหนึ่ง   และถ่มน้ำลายรดหน้าเขาแล้วกล่าวว่า   'ต้องทำอย่างนี้แหละกับผู้ชายที่ไม่ยอมสร้างครอบครัวของพี่น้องของตน'

10 And the name of his house shall be called in Israel, ‘The house of him who had his sandal pulled off.’

10 ในอิสราเอลชื่อของเขาจะถูกเรียกว่าครอบครัวที่ถูกถอดรองเท้า

 

The Sadducees accepted as Scripture only the Five Books of Moses, and they did not believe in angels, spirits, or the resurrection of the dead.  

พวกสะดูสี ยอมรับข้อพระคัมภีร์เพียงหนังสือห้าเล่มแรกของโมเสส และพวกเขาไม่เชื่อในทูตสวรรค์ วิญญาณ หรือการฟื้นคืนชีวิตของคนตาย

Jesus pointed out that [they] were wrong and that their question revealed [what they believed] limited God’s power and denied God’s Word.

พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า [พวกเขา] ผิดแล้วและว่าคำถามของพวกเขาถูกเปิดเผย [สิ่งที่พวกเขาเชื่อ] จำกัดฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าและปฏิเสธพระวจนะของพระองค์

Resurrection is not healing the old body it is a new body that has similarity with the old body yet is quite different.

การฟื้นคืนชีพไม่ใช่รักษาร่างกายเก่า  มันเป็นร่างกายใหม่ที่มีความคล้ายคลึงกับร่างกายเก่า  แต่กระนั้นมันค่อนข้างแตกต่างกัน.

Paul compared our present body to a planted seed and the future resurrection body to the glorious flower and fruit.[1]

เปาโลเปรียบเทียบกับร่างกายของเราในปัจจุบันที่กับเมล็ดพันธุ์ที่ได้ปลูกและร่างกายที่ฟื้นคืนชีพในอนาคตเหมือนกับดอกไม้และผลไม้ที่รัศมีรุ่งโรจน์

 

1 Corinthians 15:35-53

1โครินธ์15:35-53

35 But someone will ask, “How are the dead raised? With what kind of         body do they come?”

35 แต่จะมีคนถามว่า   “คนตายถูกทำให้เป็นขึ้นมาอย่างไร   และพวกเขาจะมาด้วยร่างกายแบบไหน”

36 You foolish person! What you sow does not come to life unless it dies.

36 โอคนเขลา   สิ่งที่ท่านหว่านนั้น   ถ้าไม่ตายก่อนก็จะไม่งอกขึ้นใหม่

37 And what you sow is not the body that is to be, but a bare kernel, perhaps of wheat or of some other grain.

37 สิ่งที่ท่านหว่านนั้น  จะเป็นข้าวสาลีหรือพืชอื่นๆก็ดี  ท่านไม่ได้หว่านรูปร่างของต้นที่จะงอกขึ้นมานั้น แต่หว่านเมล็ดเปล่าๆ

38 But God gives it a body as he has chosen, and to each kind of seed its own body.

38 พระเจ้าประทานรูปร่างแก่เมล็ดนั้นตามที่พระองค์ทรงประสงค์   และประทานรูปร่างของมันเองแก่เมล็ดแต่ละชนิด

39 For not all flesh is the same, but there is one kind for humans, another for animals, another for birds, and another for fish.

39 เนื้อนั้นไม่เหมือนกันทั้งหมด  เนื้อมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง   เนื้อสัตว์ก็อย่างหนึ่ง   เนื้อนกก็อย่างหนึ่ง   เนื้อปลาก็อย่างหนึ่ง

40 There are heavenly bodies and earthly bodies, but the glory of the heavenly is of one kind, and the glory of the earthly is of another.

40 ร่างกายสำหรับสวรรค์ก็มี   และร่างกายสำหรับโลกก็มี   แต่ว่ารัศมีของร่างกายสำหรับสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง   และรัศมีของร่างกายสำหรับโลกก็อีกอย่างหนึ่ง

41 There is one glory of the sun, and another glory of the moon, and another glory of the stars; for star differs from star in glory.

41รัศมีของดวงอาทิตย์ก็อย่างหนึ่ง   รัศมีของดวงจันทร์ก็อย่างหนึ่ง   รัศมีของดวงดาวก็อย่างหนึ่ง   ที่จริงรัศมีของดาวดวงหนึ่งก็ต่างกันกับรัศมีของดาวดวงอื่นๆ  

42 So is it with the resurrection of the dead. What is sown is perishable; what is raised is imperishable.

42 การเป็นขึ้นมาของคนตายก็เหมือนกัน   ร่างกายที่ถูกหว่านลงนั้นเสื่อมสลายได้   ร่างกายที่เป็นขึ้นมานั้นไม่เสื่อมสลาย

43 It is sown in dishonor; it is raised in glory. It is sown in weakness; it is raised in power.

43 สิ่งที่ถูกหว่านลงนั้นไร้เกียรติ   สิ่งที่เป็นขึ้นมานั้นมีศักดิ์ศรี   สิ่งที่ถูกหว่านลงนั้นอ่อนกำลัง   สิ่งที่เป็นขึ้นมานั้นมีพลัง

44 It is sown a natural body; it is raised a spiritual body. If there is a natural body, there is also a spiritual body.

44 สิ่งที่ถูกหว่านลงนั้นเป็นกายเนื้อหนัง สิ่งที่เป็นขึ้นมานั้นเป็นกายจิตวิญญาณ  ถ้ามีกายเนื้อหนัง  กายจิตวิญญาณก็มีด้วย

45 Thus it is written, “The first man Adam became a living being”; the last Adam became a life-giving spirit.

45 ดังที่เขียนไว้ว่า มนุษย์คนแรกคืออาดัม  จึงเป็นผู้มีชีวิต แต่อาดัมสุดท้ายนั้นเป็นวิญญาณผู้ประทานชีวิต

46 But it is not the spiritual that is first but the natural, and then the spiritual.

46 ร่างกายแรกนั้นไม่ใช่เป็นกายจิตวิญญาณ แต่เป็นกายเนื้อหนัง ร่างกายต่อจากนั้นจึงเป็นกายจิตวิญญาณ

47 The first man was from the earth, a man of dust; the second man is from heaven.

47 มนุษย์คนแรกนั้นมาจากดินและเป็นมนุษย์ดิน มนุษย์คนที่สองนั้นมาจากสวรรค์

48 As was the man of dust, so also are those who are of the dust, and as is the man of heaven, so also are those who are of heaven.

48 มนุษย์ดินคนนั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ดินทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้น มนุษย์สวรรค์คนนั้นเป็นอย่างไร มนุษย์สวรรค์ทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้น

49 Just as we have borne the image of the man of dust, we shall also bear the image of the man of heaven.

49 และเช่นเดียวกันที่เรามีลักษณะของมนุษย์ดิน เราก็จะมีลักษณะของมนุษย์สวรรค์

50 I tell you this, brothers: flesh and blood cannot inherit the kingdom of God, nor does the perishable inherit the imperishable.

50 พี่น้องทั้งหลาย  ข้าพเจ้าหมายความว่า เนื้อและเลือดไม่สามารถมีส่วนในอาณาจักรของพระเจ้า และสิ่งที่เสื่อมสลายไม่มีส่วนในสิ่งที่ไม่เสื่อมสลาย  

51 Behold! I tell you a mystery. We shall not all sleep, but we shall all be changed,

51 นี่แน่ะ ข้าพเจ้ามีความล้ำลึกที่จะบอกกับพวกท่าน คือเราจะไม่ล่วงหลับหมดทุกคน แต่จะถูกเปลี่ยนใหม่ทุกคน  

52 in a moment, in the twinkling of an eye, at the last trumpet. For the trumpet will sound, and the dead will be raised imperishable, and we shall be changed.

52 ในชั่วขณะเดียว ในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีการเป่าแตร และพวกที่ตายแล้วจะถูกทำให้เป็นขึ้น โดยปราศจากความเสื่อมสลาย แล้วเราจะถูกเปลี่ยนใหม่

53 For this perishable body must put on the imperishable, and this mortal body must put on immortality.

53 เพราะว่า สิ่งที่เสื่อมสลายได้นี้ต้องสวมด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายไม่ได้และสภาพที่ต้องตายนี้ต้องสวมด้วยสภาพที่ไม่ตาย

 

Our Lord’s resurrection body was the same as before His death and yet different.

            พระกายของพระเจ้าของเราที่ทรงฟื้นขึ้นเป็นเหมือนกับก่อนที่ พระองค์ทรงพบความตาย แต่มันก็ยังแตกต่างกัน

His friends recognized Him and even felt Him; He could eat food and yet He could also walk through closed doors, change His appearance, and vanish suddenly.

พระสหายของพระองค์จดจำพระองค์ได้และแม้กระทั่งสัมผัสพระองค์; พระองค์ยังคงเสวยได้และพระองค์ยังทรงสามารถดำเนินผ่านประตูที่ปิด อยู่  พระกายของพระองค์ได้เปลี่ยนไปและทรงหายวับไปทันที

 

We will maintain our identities and know each other, but there will be no more death, and no need for marriage and [reproduction]…  

เรายังคงมีเอกลักษณ์ตัวตนของเราและรู้จักกันและกัน แต่จะไม่มีความตายอีกต่อไป และไม่จำเป็นต้องแต่งงานและ[การสืบพันธุ์] ...

If today He can give different bodies to the various things in creation, then He can also give people new types of bodies at the resurrection.

ถ้าวันนี้พระองค์ทรงสามารถให้สิ่งต่างๆ มีรูปกายที่แตกต่างกันตามการทรงสร้างแล้ว   พระองค์ยังทรงสามารถให้ผู้คนมีร่างกายแบบใหม่ในการฟื้นคืนชีวิต

 

Jesus referred them to the Word of God, particularly what happened to Moses in Exodus 3. 

            พระเยซูทรงอ้างถึงพระวจนะของพระเจ้าแก่พวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เกิดขึ้นกับโมเสสในอพยพบทที่3

There God identified Himself with Abraham, Isaac, and Jacob, and indicated that these three patriarchs were alive, even though they had died. 

ในบทนั้น พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์กับอับราฮัม อิสอัคและยาโคบและ         ทรงระบุว่าบรรพบุรุษต้นตระกูลทั้งสามคนมีชีวิตอยู่แม้ว่าพวกเขาจะตายไป

There must be a real world of spirit beings or Moses would not have written these words. [2]

จะต้องมีโลกที่แท้จริงของกายฝ่ายวิญญาณ มิฉะนั้นโมเสสจะไม่ได้เขียนคำ    เหล่านี้

 

Exodus 3:15 God also said to Moses, “Say this to the people of Israel, ‘The LORD, the God of your fathers, the God of Abraham, the God of Isaac, and the God of Jacob, has sent me to you.’ This is my name forever, and thus I am to be remembered throughout all generations.

อพยพ3:15 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอีกว่า   “เจ้าจงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอล ดังนี้ว่า 'พระยาห์เวห์   พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกท่าน   คือพระเจ้าของอับราฮัม   พระเจ้าของอิสอัค   และพระเจ้าของยาโคบ   ทรงใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน'   นี่เป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์  เป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์     

 

A Question about David

คำถามเกี่ยวกับดาวิด

 

Luke 20:41-47

41 But he said to them, “How can they say that the Christ is David's son?

ลูกา 20:41-47

41 พระองค์จึงตรัสถามพวกเขาว่า  “ที่มีคนว่า  พระคริสต์ทรงเป็นเชื้อสายของดาวิดนั้นเป็นไปได้อย่างไร

 42 For David himself says in the Book of Psalms, “‘The Lord said to my Lord, sit at my right hand,

42 เนื่องจากดาวิดเองก็กล่าวไว้ในพระธรรมสดุดีว่า พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า  'จงนั่งด้านขวามือของเรา

 43 until I make your enemies your footstool.’

43 จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของท่าน  เป็นที่รองเท้าของท่าน'  

44 David thus calls him Lord, so how is he his son?”

44 ในเมื่อดาวิดยังเรียกท่านว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า  แล้วท่านจะเป็นเพียงเชื้อสายของดาวิดได้อย่างไร”

45 And in the hearing of all the people he said to his disciples,

45 ขณะประชาชนทั้งหมดกำลังฟังอยู่  พระองค์ตรัสกับบรรดาสาวกของพระองค์ว่า

46 “Beware of the scribes, who like to walk around in long robes, and love greetings in the marketplaces and the best seats in the synagogues and the places of honor at feasts,

46 “จงระวังพวกธรรมาจารย์ให้ดี  พวกที่ชอบสวมเสื้อคลุมยาวเดินไปเดินมา   ชอบให้คนคำนับกลางตลาด  ชอบที่นั่งสำคัญในธรรมศาลาและที่มีเกียรติในงานเลี้ยง

47 who devour widows' houses and for a pretense make long prayers. They will receive the greater condemnation.”

47 พวกเขายึดบ้านของหญิงม่ายและแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว คนพวกนี้จะต้องถูกลงโทษหนักยิ่งขึ้น”

 

While the Pharisees were still gathered together, Jesus asked them a final question: “What do you think about the Christ? Whose Son is He?” 

ในขณะที่พวกฟาริสียังคงรวมตัวกัน พระเยซูตรัสถามพวกเขาคำถามสุดท้าย: " พวกท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับพระคริสต์? พระองค์เป็นบุตรของใคร?

This is the key question for every generation and each individual, for our salvation and eternal destiny are dependent on what we think about Christ. 

นี่คือคำถามสำคัญสำหรับชนทุกรุ่นและแต่ละคน  เพราะว่าความรอดและชีวิตนิรันดร์ของเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราคิดเกี่ยวกับพระคริสต์

Of course, they knew the expected reply: “The Son of David.”

แน่นอน พวกเขารู้คำตอบตามที่คาดไว้ "บุตรดาวิด"

God had [planned] that the Messiah should come from the family of David and be born in David’s city, Bethlehem. 

พระเจ้าได้ทรง [วางแผน] ว่าพระเมสสิยาห์จะมาจากครอบครัวของดาวิด        และเกิดในเมืองดาวิดคือเบธเลเฮม

 

Jesus then referred them to Psalm 110… The Jewish religious leaders in that day identified Psalm 110 as a prophetic psalm and said that David was speaking of the Messiah. But if the Messiah is David’s Lord, how can He be David’s son?  

แล้วพระเยซูทรงสอนพวกเขาจากพระธรรมสดุดีบทที่100 ... ผู้นำทางศาสนาชาวยิวในสมัยนั้นระบุว่าบทเพลงสดุดีบทที่ 110 เป็นเพลงสดุดีคำทำนาย  และกล่าวว่าดาวิดกำลังพูดถึงพระเมสสิยาห์ แต่ถ้าพระเมสสิยาห์เป็นพระเจ้าของดาวิด   พระองค์จะทรงเป็นบุตรดาวิดได้อย่างไร

The only explanation is that Messiah must be both God and man. As eternal God, Messiah is David’s Lord, but as man, He is David’s son.[3]

คำอธิบายเพียงอย่างเดียวคือว่าพระเมสสิยาห์ต้องเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ ในฐานะที่เป็นพระเจ้าองค์นิรันดร์ พระเมสสิยาห์ทรงเป็นพระเจ้าของดาวิด แต่เป็นมนุษย์ทรงเป็นบุตรดาวิด

 

Romans 1:2-3

2which he promised beforehand through his prophets in the holy Scriptures,

2คือข่าวประเสริฐที่ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหน้า   โดยทางพวกผู้เผยพระวจนะของพระองค์ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

โรม1:2

-3concerning his Son, who was descended from David according to the flesh

3ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์  ผู้ทรงบังเกิดมาโดยสืบเชื้อสายจากดาวิดทางฝ่ายเนื้อหนัง

 

Acts 2:32-36

32This Jesus God raised up, and of that we all are witnesses.

กิจการ 2:32-36

32พระเยซูองค์นี้พระเจ้าได้ทรงให้คืนพระชนม์แล้ว   ซึ่งเราทุกคนคือสักขีพยานของเรื่องนี้

33Being therefore exalted at the right hand of God, and having received from the Father the promise of the Holy Spirit, he has poured out this that you yourselves are seeing and hearing.

33เพราะฉะนั้นเมื่อทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นอยู่ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้า   แล้ว  และเมื่อพระองค์ทรงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระบิดาตามพระสัญญาแล้ว   พระองค์ทรงเทลงมาดังที่ท่านทั้งหลายได้ยินและได้เห็น

34For David did not ascend into the heavens, but he himself says,

“‘The Lord said to my Lord, Sit at my right hand,

34เพราะดาวิดไม่ได้ขึ้นไปยังสวรรค์ ท่านกล่าวว่า   'พระเจ้าตรัสกับองค์พระ   ผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า   จงนั่งที่ขวามือของเรา    

35until I make your enemies your footstool.’

35จนกว่าเราจะทำให้ศัตรูของท่านเป็นที่รองเท้าของท่าน'  

36Let all the house of Israel therefore know for certain that God has made him both Lord and Christ, this Jesus whom you crucified.”

36เพราะฉะนั้น   ให้พงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมดทราบแน่นอนว่า   พระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูที่ท่านทั้งหลายตรึงไว้บนกางเขนนั้น   ให้เป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์”  

 

On Palm Sunday, the crowds had praised Jesus calling Him the Son of David, and sometimes when he healed someone He was called the Son of David. By applying Psalm 110:1 to Himself, Jesus was claiming to be Israel’s promised Messiah, the Son of God. 

ในวันอาทิตย์ทางตาลฝูงชนได้สรรเสริญพระเยซูเรียกพระองค์ว่าบุตรดาวิดและ         บางครั้งเมื่อทรงรักษาโรคบางคน  เขาเรียกพระองค์ว่าบุตรดาวิด โดยการนำบท         เพลงสดุดี110:1 มาใช้กับพระองค์เอง พระเยซูทรงยืนยันว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญาของอิสราเอล พระบุตรของพระเจ้า

Then why did the Pharisees not believe in Him?

แล้วทำไมพวกฟาริสีไม่เชื่อในพระองค์?

Because their minds were made up, their hearts were hard, and they were blind to the truth before them.

เพราะจิตใจของพวกเขาถูกสร้างขึ้น, จิตใจของพวกเขาแข็งกระด้าง และพวกเขาก็  มืดบอดไม่เห็นความจริงต่อหน้าพวกเขา.

They went on to ask for Jesus crucifixion and persecuted those who did have faith in Jesus Christ. 

พวกเขายังคงซักถามพระเยซูเรื่องการตรึงกางเขน  และข่มเหงบรรดาคนที่เชื่อใน     พระเยซูคริสต์

They were dangerous, in their actions and in their teachings so Jesus warned the people about them.

พวกเขาเป็นอันตราย  ทั้งการประพฤติของพวกเขาและในคำสอนของพวกเขา          ดังนั้นพระเยซูทรงเตือนประชาชนให้ระวังพวกเขา

 

The religious leaders had turned the temple of God into a den of thieves and religious faith in God into just going through the motions. 

พวกผู้นำทางศาสนาได้เปลี่ยนพระวิหารของพระเจ้าเป็นถ้ำโจร และความเชื่อทาง     ศาสนาในพระเจ้าเป็นเหมือนการทำการเคลื่อนไหว

The public thought that their leaders were godly men, when in reality they were leading people astray and keeping them from true faith.

ประชาชนคิดว่าพวกผู้นำของพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรม   เมื่อความเป็นจริงนั้นพวก      เขากำลังนำคนให้หลงไปและพาพวกเขาออกจากความเชื่อที่แท้จริง

Jesus had given them many opportunities, but they had wasted them. Now it was too late.  This same tragedy happens today.[4]

พระเยซูทรงมอบโอกาสให้พวกเขามากมาย  แต่พวกเขาได้สูญเสียมันไป ตอนนี้ก็     สายเกินไป  เรื่องเศร้าโศกเดียวกันนี้ยังเกิดขึ้นทุกวันนี้

 

Hebrews 4:7 again he appoints a certain day, “Today,” saying through David so long afterward, in the words already quoted, “Today, if you hear his voice, do not harden your hearts.”

ฮีบรู4:7  ดังนั้นพระองค์จึงทรงกำหนดไว้อีกวันหนึ่งคือ “วันนี้”  ตามที่ พระองค์ตรัสทางดาวิดในเวลาหลายปีต่อมา ถึงข้อที่เคยอ้างมาแล้วว่า    วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์   อย่าให้จิตใจของท่าน          ดื้อรั้น  

           

Don’t wait any longer, trust Jesus today as your Lord and Savior.

อย่ารออีกต่อไป  จงไว้วางใจพระเยซูวันนี้  ว่าทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้         รอดของคุณ

The Gospel or Good News is God loves you.

พระกิตติคุณหรือข่าวดีคือว่าพระเจ้าทรงรักคุณ

 

John 3:16 For God so loved the world that he gave his only Son that whoever believes in him should not perish but have eternal life.

ยอห์น3:16 พระเจ้าทรงรักโลกดังนี้  คือได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์   เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ   แต่มีชีวิตนิรันดร์

 

Romans 3:23 For all have sinned and fallen short of the glory of God

โรม 3:23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

 

Romans 6:23 For the wages of sin is death, but the gift of God is eternal life through Jesus Christ our Lord.

โรม6:23 เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย   แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

           

That gift must be received.

ควรต้องได้รับของประทานนั้น

 

John 1:12 But as many as received him to them gave he power to become the children of God, even to them that believe on his name.

ยอห์น 1:12  แต่ทุกคนที่ยอมรับพระองค์   คือคนที่เชื่อในพระนามของพระองค์นั้น   พระองค์ก็จะประทานสิทธิให้เป็นลูกของพระเจ้า

           

Jesus, the perfect Son of God, died for us on the cross and came alive again.

พระเยซู พระบุตรที่สมบูรณ์แบบของพระเจ้า  สิ้นพระชนม์แทนเราบนกางเขนและ      ทรงฟื้นพระชนม์อีกครั้ง.

 

1 Corinthians 15:3-4

3For I delivered to you as of first importance what I also received: that Christ died for our sins in accordance with the Scriptures, _

1โครินธ์ 15:3-4  

3เพราะว่าข้าพเจ้าได้มอบเรื่องสำคัญที่สุดที่ได้รับมานั้นแก่พวกท่าน คือพระคริสต์วายพระชนม์เพราะบาปของเรา   ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

4that he was buried, that he was raised on the third day in accordance with the Scriptures,

4และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมาตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์

           

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament     Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญา     ใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน          (ภาษาอังกฤษเท่านั้น)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®            สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

           

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ  มาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



[1] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 258.

[2] ibid., 258.

[3] ibid., 259.

[4] ibid., 259.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top