Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 21-part 2 Christians are persecuted, Jerusalem Destroyed, and Jesus is Coming Back

ลูกาบทที่21 ตอนที่2 คริสเตียนถูกข่มเหง  กรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย และพระเยซูจะเสด็จกลับมา

          

In the last days there will be religious persecution, both through governments and families. 

ในยุคสุดท้ายจะมีการกดขี่ข่มเหงทางศาสนาทั้งโดยทางรัฐบาลและครอบครัว

 

Luke 21:12-13

ลูกา 21:12-13

12 But before all this they will lay their hands on you and persecute you, delivering you up to the synagogues and prisons, and you will be brought before kings and governors for my name's sake.

12 แต่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น  เขาทั้งหลายจะจับพวกท่านไว้และจะข่มเหง  และจะส่งมอบตัวท่านไปยังธรรมศาลาและคุก   และจะพาท่านไปอยู่ต่อหน้ากษัตริย์และเจ้าเมือง  เพราะพวกท่านเห็นแก่นามของเรา

13This will be your opportunity to bear witness.

13 สิ่งนี้จะเกิดกับพวกท่านเพื่อที่ท่านจะได้เป็นพยาน

 

Of course, there has been religious persecution ever since Cain killed Abel.  

แน่นอนว่ามีการกดขี่ข่มเหงทางศาสนานับตั้งแต่ที่คาอินได้ฆ่าเอเบล

Jesus promised that His people would suffer, just like Jesus suffered, many believers throughout history have suffered because of their faith from those who didn’t believe.  

พระเยซูทรงสัญญาว่าประชากรของพระองค์จะทุกข์ทรมาน  เช่นเดียวกับพระเยซูทรงทนทุกข์บรรดาผู้เชื่อหลายคนตลอดประวัติศาสตร์ได้ทนทุกข์เพราะความเชื่อของเขาจากบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ

 

2 Timothy 3:12 Indeed, all who desire to live a godly life in Christ Jesus will be persecuted,

2 ทิโมธี 3:12 แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า   ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง

 

The persecution in the end times will be more severe with some giving their lives for Christ.

 การกดขี่ข่มเหวในยุคสุดท้ายจะมีความรุนแรงมากขึ้นพร้อมกับที่บางคนสละชีวิตของพวกเขาเพื่อพระคริสต์ 

Jesus gives encouragement to all who suffer persecution.

พระเยซูทรงหนุนกำลังใจแก่ทุกคนที่ประสบการกดขี่ข่มเหง

There is no one greater to suffer for, than for Jesus. 

ไม่มีใครที่จะทุกข์ทรมานมากเกินกว่าที่พระเยซูทรงรับ

When we suffer because we are living for Him it is a high honor.  

เมื่อเราทุกข์ทรมานเพราะเรามีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์ก็นับเป็นเกียรติอย่างสูง

Times of suffering give us opportunity to witness

ช่วงเวลาแห่งความทนทุกข์ให้โอกาสแก่เราในการเป็นสักขีพยาน

Many Christians throughout the history of the world and still today have been put in prison for their faith and there have witnessed for the Lord.

คริสเตียนมากมายตลอดประวัติศาสตร์ของโลกและในทุกวันนี้ถูกขังคุกเพราะความเชื่อของพวกเขาและนั่นทำให้เกิดมีพยานสำหรับพระเจ้า

 

I Peter 3:14-17

14But even if you should suffer for righteousness' sake, you will be blessed. Have no fear of them, nor be troubled,

1 เปโตร3:14-17

14 แต่ถึงแม้ว่าท่านทั้งหลายต้องทนทุกข์   เพราะเหตุประพฤติการชอบธรรม   ท่านก็เป็นสุข   อย่ากลัวเขา และอย่าคิดวิตกไปเลย

15 but in your hearts regard Christ the Lord as holy, always being prepared to make a defense to anyone who asks you for a reason for the hope that is in you;

15แต่ในใจของท่าน  จงเคารพนับถือ   พระคริสต์ว่าเป็น   องค์พระผู้เป็นเจ้า   จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ   เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า   ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด   แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ

16 yet do it with gentleness and respect, having a good conscience, so that, when you are slandered, those who revile your good behavior in Christ may be put to shame.

16 และให้ความสำนึกผิดชอบของท่านไม่เป็นเหตุติท่าน   เพื่อว่าเมื่อท่านถูกใส่ร้าย   คนที่กล่าวร้ายความประพฤติดีของท่านในพระคริสต์   จะต้องได้รับความอับอาย

17 For it is better to suffer for doing good, if that should be God's will, than for doing evil.

17 เพราะว่า   การได้รับความทุกข์เพราะทำความดี   ถ้าเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า   ก็ดีกว่าจะต้องทนอยู่เพราะการประพฤติชั่ว

 

Because of government persecution in some countries at sometimes, God’s witnesses will stand before important people; and when that happens, they must not fear, for God will give them the words to speak.

เพราะว่าการที่รัฐบาลในบางประเทศกดชี่ข่มเหงในบางครั้ง   พยานของพระเจ้าจะยืนหยัดอยู่ต่อหน้าคนสำคัญ และเมื่อเกิดเหตุการณ์พวกเขาต้องไม่กลัวเพราะพระเจ้าจะทรงให้คำพูดแก่พวกเขา

Sometimes there will also be opposition from family and friends.

บางครั้งก็ยังมีการคัดค้านต่อต้านจากครอบครัวและเพื่อนๆ

 

Romans 8:35-39

35 Who shall separate us from the love of Christ? Shall tribulation, or distress, or persecution, or famine, or nakedness, or danger, or sword?

โรม 8:35-39

35 แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า   จะเป็นความทุกข์   หรือความยากลำบาก   หรือการเคี่ยวเข็ญ   หรือการกันดารอาหาร   หรือการเปลือยกาย   หรือการถูกโพยภัย   หรือการถูกคมดาบหรือ

36As it is written, “For your sake we are being killed all the day long; we are regarded as sheep to be slaughtered.”

36 ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่เพราะเห็นแก่พระองค์ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ   และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า  

37No, in all these things we are more than conquerors through him who loved us.

37 แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้   เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย

38 For I am sure that neither death nor life, nor angels nor rulers, nor things present nor things to come, nor powers,

38เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า   แม้ความตาย   หรือชีวิต   หรือบรรดาทูตสวรรค์   หรือเทพเจ้า   หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้   หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า   หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย

39nor height nor depth, nor anything else in all creation, will be able to separate us from the love of God in Christ Jesus our Lord.

39หรือซึ่งสูง   หรือซึ่งลึก   หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น   จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า   ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้

 

Jesus foretells the destruction of Jerusalem

พระเยซูทรงทำนายเรื่องการทำลายกรุงเยรูซาเล็ม

 

Luke 21:20-24

20 “But when you see Jerusalem surrounded by armies, then know that its desolation has come near.

ลูกา21:20-24   

20 “เมื่อพวกท่านเห็นกองทัพมาโอบล้อมกรุงเยรูซาเล็ม   จงรู้ว่าวิบัติของเมืองนั้นใกล้เข้ามาแล้ว

21Then let those who are in Judea flee to the mountains, and let those who are inside the city depart, and let not those who are out in the country enter it,

21 เวลานั้นให้คนที่อยู่ในแคว้นยูเดียหนีไปบนภูเขา   และคนที่อยู่ในเมืองให้ออกจากที่นั่น   และคนที่อยู่นอกเมืองอย่าให้เข้ามาในเมือง

22 for these are days of vengeance, to fulfill all that is written.

22 เพราะว่าเวลานั้นเป็นวันแห่งการลงโทษ   เพื่อจะให้สิ่งสารพัดที่เขียนไว้นั้นสำเร็จ

23Alas for women who are pregnant and for those who are nursing infants in those days! For there will be great distress upon the earth and wrath against this people.

23 ในวันเหล่านั้น วิบัติแก่หญิงที่มีครรภ์หรือมีลูกอ่อนกินนมอยู่   เพราะว่าจะมีความทุกข์ร้อนใหญ่หลวงบนแผ่นดิน   และพระพิโรธจะตกแก่ชนชาตินี้

24They will fall by the edge of the sword and be led captive among all nations, and Jerusalem will be trampled underfoot by the Gentiles, until the times of the Gentiles are fulfilled.

24 พวกเขาจะล้มลงด้วยคมดาบและจะต้องถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยของทุกประชาชาติ   และคนต่างชาติจะเหยียบย่ำกรุงเยรูซาเล็ม   จนกว่าเวลากำหนดของคนต่างชาตินั้นจะครบถ้วน

           

These verses refer to the destruction of Jerusalem by Titus and the Roman army in the year 70, just forty years from that time.

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อ้างถึงการทำลายของเยรูซาเล็มโดยติตัสและกองทัพโรมันในปี70,        เพียง 40ปีจากเวลานั้น

This terrible event is small in comparison to what will happen during the last half of the Tribulation.

เหตุการณ์ที่น่ากลัวนี้เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของความ       ทุกข์ยากลำเค็ญ

 

The Jewish historian Josephus claimed that nearly a million people were killed by the Romans, and over 100,000 taken captive, when Titus captured the city. 

นักประวัติศาสตร์ชาวยิวโจซิฟัสอ้างว่าคนเกือบหนึ่งล้านคนถูกฆ่าตายโดยชาวโรมัน และกว่าหนึ่งแสนคนถูกขัง เมื่อติตัสยึดครองเมือง

This was not the first time Jerusalem was attacked by the Gentiles, the Babylonians had destroyed the city in 586 B.C. [1]

นี้ไม่ได้เป็นครั้งแรกที่กรุงเยรูซาเล็มถูกโจมตีโดยพวกนอกศาสนา  กรุงบาบิโลนถูกทำลายในปี ก.ค.ศ. 586

           

So far in His message, the Lord Jesus has told the disciples when the temple would be destroyed and what signs would point to the end of the age.

เช่นในคำสอนของพระองค์  พระเยซูคริสต์ได้ทรงบอกพวกสาวกเมื่อใดที่พระวิหารถทำลายและหมายสัญญาณจะบอกว่าถึงเวลาสิ้นสุดยุค

Now He tells them about His own coming at the end of the Tribulation period.[2]

ตอนนี้พระองค์ตรัสบอกพวกเขาเรื่องการเด็จมาของพระองค์เองในตอนท้ายของเวลาแห่งความทุกข์ลำเค็ญ

 

The Return of the Lord

การเสด็จกลับมาของพระเจ้า

 

Luke 21:25-28

25“And there will be signs in sun and moon and stars, and on the earth distress of nations in perplexity because of the roaring of the sea and the waves,

ลูกา21:25-28

 25 “จะมีหมายสำคัญที่ดวงอาทิตย์ ที่ดวงจันทร์  และที่ดวงดาวทั้งหลาย   และบนแผ่นดินนั้น  ชาติต่างๆ ก็จะมีความทุกข์ร้อนและความฉงนสนเท่ห์   เพราะเสียงกึกก้องของทะเลและคลื่น

26 people fainting with fear and with foreboding of what is coming on the world. For the powers of the heavens will be shaken.

26มนุษย์จะสลบไสลไปเพราะความกลัว   เนื่องจากสังหรณ์ถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในโลก   เพราะว่าบรรดาสิ่งที่มีฤทธานุภาพในท้องฟ้าจะสะเทือนสะท้าน

27And then they will see the Son of Man coming in a cloud with power and great glory.

27 และเมื่อนั้นพวกเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆ  ด้วยฤทธานุภาพ  และพระรัศมีอันยิ่งใหญ่

28Now when these things begin to take place, straighten up and raise your heads, because your redemption is drawing near.”

28 เมื่อเหตุการณ์เหล่านี้เริ่มจะเกิดขึ้นนั้น   จงลุกขึ้นยืนและผงกศีรษะขึ้น   เพราะว่าการไถ่ตัวพวกท่านใกล้จะมาถึงแล้ว”

 

The tsunami is what drew me to Thailand. 

ภัยสึนามิคือสิ่งที่ชักนำให้ผมไปยังประเทศไทย

After I came to help in Krabi in January 2005, I was reading these verses about the roaring of the sea and wondered is the Lord talking about the tsunami? 

หลังจากที่ผมมาเพื่อช่วยในงานที่จังหวัดกระบี่ในเดือนมกราคม ปี 2005 ผมกำลังอ่านข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เกี่ยวกับทะเลคำรามและสงสัยว่ามันเป็นสิ่งที่พระเจ้าพูดถึงสึนามิหรือ?

People then were definitely trembling and there was dismay among nations about the roaring of the sea and the waves. 

แล้วก็แน่นอนว่าประชาชนตกใจสั่นกลัวและหมดหวังในหมู่ชนชาติทั้งหลายเกี่ยวกับทะเลคำรามและคลื่นในทะเล

I don’t know for sure, but to me it seemed a clear message that I needed to come here to share the Gospel because the tsunami may have been a sign that the Lord’s return is near. 

ผมไม่ทราบแน่ชัด  แต่กับผมมันดูเหมือนว่าเป็นคำประกาศว่าผมต้องมาที่นี่เพื่อแบ่งปันพระกิตติคุณ   เพราะสึนามิอาจเป็นหมายสัญญาณบอกว่าการเสด็จกลับมาของพระเจ้ามาใกล้แล้ว

The tsunami affected Southern Thailand, many Thais were killed and property destroyed, plus foreigners from around the world were killed as well.   

ภัยสึนามิส่งผลผลกระทบต่อภาคใต้ของประเทศไทย,  คนไทยมากมายหลายคนถูกฆ่าและทรัพย์สินถูกทำลาย  รวมทั้งชาวต่างชาติจากทั่วโลกได้ถูกฆ่าตายเช่นกัน

And other countries besides Thailand were also affected by the Tsunami. 

นอกจากนี้ประเทศอื่นๆ ประเทศไทยยังได้รับผลกระทบจากการเกิดสึนามิ

Indonesia suffered great loss not only in the tsunami of December 2004 but in other tsunamis as well. 

อินโดนีเซียได้รับความสูญเสียมากมายไม่เพียงโดยภัยในสึนามิในเดือนธันวาคม ปี2004  แต่ในสึนามิ อื่นๆ  ด้วย

It seems to me that God is allowing these to happen to get our attention. 

สำหรับผมดูเหมือนว่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อเรียกความสนใจจากเรา

Many were lost in the tsunami but also many were miraculously spared.

คนมากมายหลายคนได้สูญหายไปในภัยสึนามิแต่หลายคนรอดอย่างปาฏิหาริย์

 

When the tsunami struck Indonesia's Aceh province, Ari was swept out to sea.

เมื่อคลื่นสึนามิกระทบจังหวัดอะเจะห์ของอินโดนีเซีย  อารีย์ถูกกวาดลงไปในทะเล

Grabbing a wooden plank to save himself from the waves, Ari prayed fervently. "I prayed and prayed," he said. "I told God I didn't want to die ... I worried about my elderly parents and asked for a chance to take care of them."

เขาฉวยไม้กระดานเพื่อช่วยชีวิตตัวเองให้รอดจากคลื่นยักษ์   อารีย์อธิษฐานอ้อนวอน "ผมอธิษฐานแล้วอธิษฐานอีก" "ผมทูลต่อพระเจ้าว่าผมไม่อยากตาย ... ผมเป็นห่วงพ่อแม่ผู้สูงอายุและขอโอกาสที่จะดูแลพวกเขา"

"As if in answer to my prayer," he says, he found a small boat -- then a raft with a gallon of water onboard! He ate coconuts that floated by, until he was rescued after 15 days alone on the ocean.[3]

ราวกับว่าเป็นคำตอบของคำอธิษฐานของผใ "เขากล่าวว่าเขาพบเรือขนาดเล็ก—แล้วแพที่มีน้ำเต็มหนึ่งแกลลอนบนนั้น  เขากินมะพร้าวที่ลอยมาข้างๆ จนกระทั่งเขาได้รับการช่วยชีวิตหลังจาก15วันที่ลอยคอในมหาสมุทร

In Sri Lanka a man named Dayalan sank everything he had into the Samaritan Children's Home, where he lived with his wife, daughter, and 28 orphans.

ในประเทศศรีลังกาชายคนหนึ่งชื่อดายาลันทิ้งทุกสิ่งที่เขามีไว้ที่บ้านของเด็กชาวสะมาเรีย ที่เขาอาศัยอยู่กับภรรยาและลูกสาว และเด็กกำพร้าอีก28 คน

When he saw the water heading toward the home, he hurried everyone into the orphanage's boat and put out into the lagoon in an effort to reach a safe haven.

เมื่อเขาเห็นน้ำมุ่งหน้าไปทางบ้านเขา เขารีบพาทุกคนเข้าไปในเรือของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กและแล่นออกไปในทะเลสาบโดยพยายามที่ยังท่าเรือที่ปลอดภัย

They watched helplessly as the orphanage was hit hard by the waves.

พวกเขาเฝ้ามองดูบ้านสงเคราะห์เด็กถูกคลื่นตีอย่างหนักด้วยความหมดหวัง

At one point, facing a gigantic wave, Sanders raised his hand and shouted, "I command you in the name of Jesus -- stop!"

ที่จุดหนึ่ง  ตอนเผชิญกับคลื่นขนาดมหึมา  แซนเดอร์ส ยกมือของเขาขึ้นและตะโกนบอก ว่า "ผมขอสั่งในพระนามแห่งพระเยซู--จงหยุด"

The water seemed to "stall, momentarily," he said, allowing the boat to reach its destination with everyone alive.

ดูเหมือนว่าน้ำ"นิ่งไปชั่วครู่" เขากล่าว   ยอมให้ไปถึงปลายทางพร้อมกับทุกคนที่มีชีวิตอยู่

Although the orphanage was completely destroyed, Sanders realizes how blessed he and his family have been.

แม้ว่าบ้านสงเคราะห์เด็กถูกทำลายอย่างราบคาบ  แซนเดอร์สก็ตระหนักว่าพวกเขาและครอบครัวของเขาได้รับพระพรมากเพียงไร

"If there was anyone who should have got swept away by this tidal wave, it should have been us," he said.

"ถ้ามีใครสักคนผู้ที่ควรจะถูกคลื่นทะเลนี้กวาดออกไป มันควรจะเป็นพวกเรา" เขากล่าว

"We were eyeball to eyeball with the wave."

"เราได้ประจันหน้ากับคลื่น "

 

Selladurai is a Christian fisherman from Nagapattinam, India, who lost his family and everything he owned -- including his treasured Bible -- in the Dec. 26 tsunami.

เซลลาดูรัยเป็นชาวประมงคริสเตียนจากนากาปัตตินาม  ประเทศอินเดีย ผู้ที่สูญเสียครอบครัวของเขาและทุกอย่างที่เขาครอบครอง--รวมถึงพระคัมภีร์ที่มีค่าของเขา—วันที่ 26 เดือนธันวาคม ที่เกิดสึนามิ.

"I wish I had a Bible now," he told an International Bible Society worker who was traveling in the area.

"ฉันหวังว่าฉันมีพระคัมภีร์ในขณะนี้" เขาบอกคนงานสมาคมพระคัมภีร์นานาชาติที่กำลังเดินทางเข้าในพื้นที่

"I have all the time in the world to read it.  Instead of questioning God, I could have looked for answers from God."

"ฉันมีเวลาตลอดในโลกที่จะอ่านมัน แทนที่จะตั้งคำถามพระเจ้า ฉันควรได้มองหาคำตอบจากพระเจ้า "

The worker offered to send him a Bible when he returned home and asked for the man's address.

จ้าหน้าที่เสนอจะส่งพระคัมภีร์ให้เขาเมื่อเขากลับบ้านและขอที่อยู่ของเขาไป

"What address?" replied Selladurai. "I do not have any address. All I have is sand and rubbish."

"ที่อยู่ใดหรือ?" เซลลาดูรัยตอบกลับ  "ฉันไม่มีที่อยู่เลย  ทั้งหมดที่ฉันมีเป็นทรายและขยะ"

In the end, Selladurai accompanied the worker on a 15-hour bus ride, to a city a thousand miles away, to receive the promised Bible and has asked for more to give to his neighbors who lost their homes as well.[4]

ในท้ายที่สุด  เซลลาดูรัยพร้อมกับผู้ปฏิบัติงานนั่งรถบัสไปราว15ชั่วโมงไปยังเมืองที่อยู่ไกลหนึ่งพันไมล์ออกไป   เพื่อที่จะได้รับพระคัมภีร์ตามสัญญา—และได้อีกหลายเล่มเพื่อจะให้แก่เพื่อนบ้านของเขาที่สูญเสียบ้านเช่นกัน

 

In the Andaman Islands, off the coast of India, David and Esther, who have a ministry for workers among the tribal people there, went to their church building to celebrate Christmas.

ในหมู่เกาะอันดามัน นอกชายฝั่งของอินเดีย  ดาวิดและเอสเธอร์  ผู้ทำงานพันธกิจเพื่อหมู่คนงานชาวเขาที่นั่น  ไปที่ตัวอาคารคริสตจักรของพวกเขาเพื่อจะเฉลิมฉลองคริสตมาส

They were there when the tsunami waves began to rush in.

พวกเขาอยู่ที่นั่นขณะที่คลื่นสึนามิเริ่มจะเข้ามา

Esther was torn from her husband by the pounding waves and pulled out to sea.

เอสเธอร์ ถูกน้ำพัดพาไปจากสามีของเธอโดยคลื่นกระแทกใส่และพัดเธอออกไปในทะเล

The grieving widower finds comfort in the Lord's word: "The promise that the Lord gave us for the coming new year was Isaiah 12:2: ‘Behold, God is my salvation; I will trust, and not be afraid: for the Lord Jehovah is my strength and my song; he also is become my salvation.’

พ่อม่ายที่เศร้าโศก ค้นพบคำปลอบใจในพระวจนะของพระเจ้า: " พระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้แก่เราสำหรับปีใหม่ อยู่ในพระธรรมอิสยาห์ 12:2: ' ดูสิ พระเจ้าเป็นความรอดของ   ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะวางใจและไม่กลัว เพราะพระยาห์เวห์ คือพระยาห์เวห์เองทรงเป็นกำลัง        และบทเพลงของข้าพเจ้า และพระองค์ทรงเป็นความรอดของข้าพเจ้าแล้ว”

My wife used to say that this verse was a great source of strength to her."

ภรรยาของผมเคยบอกว่าข้อพระคัมภีร์นี้เป็นแหล่งกำลังสำคัญของเธอ"

 

In Krabi members of the Baptist church there assembled coffins outside their church building.

ในจังหวัดกระบี่สมาชิกคริสตจักรแบบติสท์ที่นั่นกำลังรวบรวมหีบศพภายนอกอาคารคริสตจักรของพวกเขา

“We are doing what we can," the pastor said.

"เรากำลังทำสิ่งที่เราสามารถทำได้" ศิษยาภิบาลกล่าว

"As Christians, we need to let every opportunity be one to show the love of God for those affected.

"ในฐานะคริสเตียน เราจำเป็นต้องให้ทุกโอกาสเป็นหนึ่งเดียวเพื่อแสดงความรักของพระเจ้าต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ

I feel so thankful and grateful for those who share this concern.

ผมรู้สึกขอบคุณและสำนึกในบุญคุณสำหรับบรรดาคนที่ร่วมความห่วงใยนี้

There are only a few churches here.

มีเพียงไม่กี่คริสตจักรที่นี่

Practically, we have very limited resources.

จริงๆ เรามีทรัพยากรที่จำกัดมาก

But when we all come together, we can become much more powerful and effective.[5]

แต่เมื่อเราทุกคนมารวมกัน  เราจะกลายเป็นพวกที่มีพลังและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

It was at that church that I received several copies of the New Testament part of the Bible in both Thai and English to give to my host, the school principal, and his family. 

มันเป็นคริสตจักรนั้นเองที่ผมได้รับพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษหลายเล่ม   เพื่อแจกให้กับเจ้าบ้านของผม อาจารย์ใหญ่โรงเรียน และครอบครัวของเขา

Because of the tsunami a group called the Gideons had donated Bibles to the church. 

เพราะเกิดสึนามิ  กลุ่มคนที่เรียกว่า กิเดียนได้ถวายเงินบริจาคพระคัมภีร์ให้แก่โบสถ์

Before I found those Bibles, I was greatly troubled that when I went to many bookstores there were no Bibles to buy. 

ก่อนที่ผมพบพระคัมภีร์เหล่านั้น  ผมเป็นทุกข์ใจมากที่เมื่อผมไปร้านหนังสือหลายแห่งและไม่มีพระคัมภีร์ที่จะซื้อได้

I thought how can Thai people ever come to know the Lord if there are no Bibles here?   

ผมคิดว่าคนไทยจะมารู้จักพระเจ้าได้อย่างไรถ้าไม่มีคัมภีร์ที่นี่?

 

Romans 10:13-17  

13 For “everyone who calls on the name of the Lord will be saved.”

โรม 10:13-17

13 เพราะว่า   ผู้ที่ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด 

14But how are they to call on him in whom they have not believed? And how are they to believe in him of whom they have never heard? And how are they to hear without someone preaching?

14 แต่พวกที่ยังไม่เชื่อในพระองค์ จะทูลขอต่อพระองค์ได้อย่างไร? และพวกที่ยังไม่ได้ยินถึงพระองค์ จะเชื่อในพระองค์ได้อย่างไร? และเมื่อไม่มีผู้ประกาศ เขาจะได้ยินถึงพระองค์อย่างไร?

15And how are they to preach unless they are sent? As it is written, “How beautiful are the feet of those who preach the good news!”

15 และถ้าไม่มีใครใช้พวกเขาไป เขาจะไปประกาศได้อย่างไร? ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า “เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ”

16But they have not all obeyed the gospel. For Isaiah says, “Lord, who has believed what he has heard from us?”

16 แต่ไม่ใช่ทุกคนได้เชื่อฟังข่าวประเสริฐนั้น อิสยาห์ได้กล่าวไว้ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ใครเล่าได้เชื่อสิ่งที่เขาได้ยินจากเรา?” 

17So faith comes from hearing, and hearing through the word of Christ.

17 ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์

           

People all over the world responded with caring hearts to the needs of those whose lives were wrecked by the tsunami.   

ผู้คนทั่วโลกตอบสนองโดยมีจิตใจห่วงใยความต้องการของผู้ที่มีชีวิตอยู่ ผู้ที่ชีวิตพังทลาย     โดยสึนามิ

As you know much has been done to help the survivors rebuild their homes.  

อย่างที่คุณก็รู้ว่ามีการกระทำหลายอย่างเพื่อช่วยให้ผู้รอดชีวิตสร้างบ้านของพวกเขาใหม่

But more than just money, food, houses, and volunteers, the Gospel has been given also and many have responded and believed in Jesus. 

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าเงินทอง อาหาร บ้าน และอาสาสมัคร พระกิตติคุณได้แพร่กระจายไป และ หลายคนได้ตอบรับและเชื่อในพระเยซู

Yet there is still much more to do, before the Lord returns. 

ยังมีอีกมากมายที่ยังคงทำก่อนที่พระเจ้าจะเสด็จกลับมา

 

God's hand was clearly at work in the horrible aftermath of the tsunami, giving believers in the stricken countries opportunities to share Christ with people who usually wouldn’t listen or would even persecute them. 

เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงทำพระหัตถกิจภายหลังเกิดภัยสึนามิที่น่ากลัว ทำให้ผู้เชื่อในประเทศที่รับผลกระทบมีโอกาสที่จะแบ่งปันพระคริสต์แก่คนที่มักจะไม่ฟังหรือแม้กระทั่งข่มเหงพวกเขา

 

A Christian leader in Sri Lanka tells of the experience of one pastor who assisted a Buddhist man who once had assaulted him.

ผู้นำคริสเตียนในศรีลังกาบอกเล่าประสบการณ์ของศิษยาภิบาลคนหนึ่งที่ช่วยชาวพุทธที่เคยโจมตีเขา

"This opened the door for this man, who was once the enemy, [to] open his heart to Jesus Christ," he said. "In our pain we hear God, loud and clear, speaking to us -- and I think that's what's happening." [6]

"สิ่งนี้เปิดประตูสำหรับชายคนนี้  ผู้ที่เคยเป็นศัตรู, [เพื่อ] เปิดหัวใจของเขาต้อนรับพระเยซูคริสต์," เขากล่าว "ในความเจ็บปวดของเรา เราได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าดังและชัดเจนกำลังตรัสกับเรา--และผมคิดว่านั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น"

 

Revelation 15-19 describes the frightening judgment signs that God will send on the earth during the last half of the Tribulation. 

วิวรณ์15-19 อธิบายหมายสำคัญการพิพากษาอันน่ากลัวที่พระเจ้าจะส่งมายังโลกในช่วงครึ่ง            หลังของความทุกข์ยากลำเค็ญ

When these things occur, it will be evidence that the Lord’s coming is drawing near. But             still there will be some who will not repent of their sins and turn to God by faith.

เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น  มันจะเป็นหลักฐานว่าการเสด็จมาของพระเจ้าใกล้จะถึงแล้ว แต่ยังจะ   มีบางคนที่จะไม่กลับใจหันจากความบาปของตน  และหันไปหาพระเจ้าโดยความเชื่อ

 

Matthew 24:29-31

29“Immediately after the tribulation of those days the sun will be darkened, and the moon will not give its light, and the stars will fall from heaven, and the powers of the heavens will be shaken.

มัทธิว 24:29-31

29“แต่พอความทุกข์ลำบากในวันเหล่านั้นหมดแล้ว   ดวงอาทิตย์จะมืดไป   และดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง   ดวงดาวทั้งหลายจะตกจากฟ้าสวรรค์   และบรรดาสิ่งที่มีอำนาจในฟ้าสวรรค์จะถูกทำให้หวั่นไหว

30Then will appear in heaven the sign of the Son of Man, and then all the tribes of the earth will mourn, and they will see the Son of Man coming on the clouds of heaven with power and great glory.

30เมื่อนั้นหมายสำคัญแห่งบุตรมนุษย์จะปรากฏขึ้นในท้องฟ้า   มนุษย์ทุกชาติทั่วโลกจะทุกข์โศกแล้วจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้า   ทรงฤทธานุภาพและทรงพระรัศมีอย่างยิ่ง

31And he will send out his angels with a loud trumpet call, and they will gather his elect from the four winds, from one end of heaven to the other.

31แล้วพระองค์จะทรงส่งทูตสวรรค์ทั้งหลายของพระองค์มาด้วยเสียงแตรที่ดังมาก และให้รวบรวมคนทั้งหมดที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว   จากทั้งสี่ทิศ  ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น

 

These awesome signs will bring terror to the lost people of the world, but hope to those who have trusted the Lord during the Tribulation period, there will be a great number of           people from every nation,

หมายสำคัญที่น่ากลัวเหล่านี้จะนำความหวาดกลัวไปยังผู้คนที่หลงหายในโลก แต่มี   ความหวังแก่บรรดาผู้ที่ไว้วางใจพระเจ้าในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำเค็ญ  จะมีคน   จำนวนมากมายมาจากทุกชาติ

 

Revelation 7:9-17

9After this I looked, and behold, a great multitude that no one could number, from every nation, from all tribes and peoples and languages, standing before the throne and before the Lamb, clothed in white robes, with palm branches in their hands,

วิวรณ์ 7:9-17

 9 หลังจากนั้นมาข้าพเจ้าเห็น   และนี่แน่ะ   มหาชนที่ไม่มีใครนับจำนวนได้ที่มาจากทุกประชาชาติ ทุกเผ่า ทุกชนชาติและทุกภาษา   ยืนอยู่หน้าพระที่นั่งและเฉพาะพระพักตร์พระเมษโปดก  พวกเขาสวมเสื้อผ้าสีขาว   และถือใบตาลอยู่ในมือ

10and crying out with a loud voice, “Salvation belongs to our God who sits on the throne, and to the Lamb!”

10 พวกเขาร้องเสียงดังว่า   “ ความรอดขึ้นอยู่กับพระเจ้าของเราผู้ประทับบนพระที่นั่ง   และขึ้นอยู่กับพระเมษโปดก”

11 And all the angels were standing around the throne and around the elders and the four living creatures, and they fell on their faces before the throne and worshiped God,

11 และทูตสวรรค์ทั้งหมดที่ยืนอยู่รอบพระที่นั่ง   รอบผู้อาวุโส   และรอบสิ่งมีชีวิตทั้งสี่นั้น   ก็ทรุดตัวลงหน้าพระที่นั่งและนมัสการพระเจ้า

12 saying, “Amen! Blessing and glory and wisdom and thanksgiving and honor and power and might be to our God forever and ever! Amen.”

12 และกล่าวว่า   “อาเมน  คำสดุดี   พระสิริ   พระปัญญา   คำขอบพระคุณ   พระเกียรติ   ฤทธานุภาพและพระกำลัง   จงมีแด่พระเจ้าของเราตลอดไปเป็นนิตย์   อาเมน”  

13Then one of the elders addressed me, saying, “Who are these, clothed in white robes, and from where have they come?”

13 แล้วคนหนึ่งในพวกผู้อาวุโสนั้นถามข้าพเจ้าว่า   “คนที่สวมเสื้อผ้าสีขาวเหล่านี้คือใครและมาจากไหน”

14 I said to him, “Sir, you know.” And he said to me, “These are the ones coming out of the great tribulation. They have washed their robes and made them white in the blood of the Lamb.

14 ข้าพเจ้าตอบท่านว่า   “ท่านเจ้าข้า ท่านเองก็ทราบอยู่แล้ว”   ท่านจึงบอกข้าพเจ้าว่า   “คนเหล่านี้เป็นคนที่มาจากความยากลำบากครั้งยิ่งใหญ่   พวกเขาชำระล้างเสื้อผ้าของเขาด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดกจนขาวสะอาด 

15 “Therefore they are before the throne of God, and serve him day and night in his temple; and he who sits on the throne will shelter them with his presence.

15 เพราะเหตุนี้ เขาทั้งหลายจึงได้อยู่หน้าพระที่นั่งของพระเจ้า    และปรนนิบัติพระองค์ในพระวิหารของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน   และพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งจะทรงคุ้มครองพวกเขา  

16 They shall hunger no more, neither thirst anymore; the sun shall not strike them,

nor any scorching heat.

16พวกเขาจะไม่หิวหรือกระหายอีกเลย    ดวงอาทิตย์และความร้อนจะไม่แผดเผาเขาอีกต่อไป  

17For the Lamb in the midst of the throne will be their shepherd, and he will guide them to             springs of living water, and God will wipe away every tear from their eyes.”

17เพราะว่าพระเมษโปดกผู้ทรงอยู่กลางพระที่นั่งนั้นจะทรงเลี้ยงดูพวกเขา    และจะทรงนำเขาไปยังน้ำพุแห่งชีวิต  และพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของเขาทั้งหลาย

 

There are those who don’t believe Jesus is coming again. 

มีบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง

The Church has been waiting for the Lord for 2,000 years, and He has not returned yet, but He will.   

คริสตจักรได้เฝ้ารอพระเจ้ามาเป็นเวลา 2,000 ปี และพระองค์ยังไม่ได้เสด็จกลับมาแต่           พระองค์จะเสด็จมาแน่

 

2 Peter 3:9-10

9The Lord is not slow to fulfill his promise as some count slowness, but is patient toward you, not wishing that any should perish, but that all should reach repentance.

2 เปโตร 3:9-10 

9องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญาของพระองค์   ตามที่บางคนคิดนั้น   แต่ทรงอดทนกับพวกท่าน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ใครพินาศเลย แต่ประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่

10But the day of the Lord will come like a thief, and then the heavens will pass away with a roar, and the heavenly bodies will be burned up and dissolved, and the earth and the works that are done on it will be exposed.

10 แต่วันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมย และในวันนั้น ฟ้าจะหายลับไปด้วยเสียงดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่บนนั้นจะถูกเผาจนหมดสิ้น

 

The responsibilities of the believers

หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้เชื่อ

 

Luke 21:29-38

29 And he told them a parable: “Look at the fig tree, and all the trees.

ลูกา 21:29-38 

29 พระองค์ตรัสอุปมาแก่พวกเขาว่า   “จงดูต้นมะเดื่อและต้นไม้ทั้งหลายเถิด

30 As soon as they come out in leaf, you see for yourselves and know that the summer is already near.

30 เมื่อผลิใบพวกท่านก็เห็นด้วยตัวเองและรู้อยู่ว่า   ฤดูร้อนใกล้จะมาถึงแล้ว

31So also, when you see these things taking place, you know that the kingdom of God is near.

31 เช่นนั้นแหละ   เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น   ก็ให้รู้ว่าแผ่นดินของพระเจ้าใกล้จะมาถึงแล้ว

32 Truly, I say to you, this generation will not pass away until all has taken place.

32 เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า   คนในยุคนี้จะไม่ล่วงลับไปจนกว่าทุกสิ่งจะเกิดขึ้น

33 Heaven and earth will pass away, but my words will not pass away.

33 ฟ้าและดินจะล่วงไป   แต่บรรดาถ้อยคำของเราจะไม่สูญหายเลย

34 “But watch yourselves lest your hearts be weighed down with dissipation and drunkenness and cares of this life, and that day come upon you suddenly like a trap.

34 “จงระวังตัวให้ดี   เกรงว่าใจของท่านจะเต็มล้นไปด้วยการเสเพล การเมาเหล้า   และการห่วงกังวลถึงชีวิตนี้   แล้วเวลานั้นจะมาถึงท่านโดยไม่คาดเหมือนอย่างกับดัก

 35 For it will come upon all who dwell on the face of the whole earth.

35 เพราะว่าวันนั้นจะมาถึงทุกคนที่อยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก

36 But stay awake at all times, praying that you may have strength to escape all these things that are going to take place, and to stand before the Son of Man.”

36 แต่จงเฝ้าระวังอยู่ทุกเวลา   จงอธิษฐานเพื่อพวกท่านจะมีกำลังรอดพ้นเหตุการณ์ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นนั้น   และจะยืนอยู่ต่อหน้าบุตรมนุษย์ได้”   

37And every day he was teaching in the temple, but at night he went out and lodged on the mount called Olivet.

37พระองค์ทรงสั่งสอนในบริเวณพระวิหารในเวลากลางวัน   และในเวลากลางคืนพระองค์เสด็จออกไปประทับบนภูเขาที่ชื่อมะกอกเทศ

38And early in the morning all the people came to him in the temple to hear him.

38 ประชาชนทุกคนก็มาหาพระองค์ในบริเวณพระวิหารแต่เช้าตรู่เพื่อจะฟังพระองค์

 

The basic idea here is to pay attention to what is going on.

แนวคิดพื้นฐานที่นี่คือการให้ความสนใจกับสิ่งที่กำลังดำเนินไป

As the budding of the trees indicates that summer is near, so the occurring of these signs indicates that the Lord’s return is near.

เหมือนต้นไม้แตกหน่อที่บ่งชี้ว่าฤดูร้อนมาใกล้แล้ว  ดังนั้นการเกิดขึ้นของสัญญาณเหล่านี้     บ่งชี้ว่าการเสด็จกลับมาของพระเจ้ามาใกล้แล้ว

The important thing is that the believer knows that God is keeping His promises and that His Word will not fail. 

สิ่งที่สำคัญคือว่าผู้เชื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงกำลังรักษาพระสัญญาของพระองค์และพระวจนะของ พระองค์จะไม่ผิดพลาด

Jesus says to know and to watch.  

พระเยซูตรัสว่าจงรู้ไว้และจงเฝ้าดู

We need to know the Lord and His ways better. 

เราจำเป็นต้องรู้จักพระเจ้าและทางของพระองค์ยิ่งกว่านี้

We must be awake and alert to not be caught unprepared.   

เราจะต้องตื่นตัวและเฝ้าระวังเพื่อไม่ให้ตกในสภาพไม่ได้เตรียมตัวก่อน

It is so easy for us to get caught up in the things of life, just thinking about our day to day activities, needs and desires and not recognizing that it is urgent that we live pure lives for Christ and tell others about Him. 

มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับเราที่จะติดกับหลายสิ่งในชีวิต  เพียงคิดถึงกิจกรรมของเราวันต่อวัน ความต้องการและความปรารถนา  และไม่ได้ตระหนักว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะ      ดำรงชีวิตที่บริสุทธิ์เพื่อพระคริสต์และบอกคนอื่นๆเกี่ยวกับพระองค์

During challenging times, it is easy to give up and start living like the non-Christians around us. 

ในยามยากลำบากมันง่ายที่จะล้มเลิกและเริ่มต้นการใช้ชีวิตเหมือนคนที่ไม่ใช่คริส      เตียน    รอบตัวเรา

We must watch and pray to be ready for the return of the Lord.

เราต้องเฝ้าดูและอธิษฐานเพื่อเตรียมให้พร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเจ้า

 

Jesus lived a perfect life, never sinning, and yet the Jewish religious leaders asked the Roman government to crucify Him. 

พระเยซูทรงมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบไม่เคยทรงทำบาป แต่พวกผู้นำศาสนาชาวยิวขอร้องให้       รัฐบาลโรมันตัดสินตรึงพระองค์เสียที่กางเขน

He died on the cross to take the punishment for your sin and for mine. 

พระองค์สิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อที่จะไถ่โทษความบาปของคุณและของผม

On the third day, He rose from the dead. 

ในวันที่สามพระองค์ทรงฟื้นจากความตาย

After He arose He showed Himself alive to many people over a period of 40 days and then He ascended into Heaven. 

หลังจากที่พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์สำแดงให้เห็นพระองค์เองประทับอยู่กับ        คนจำนวนมากในช่วงเวลา 40วัน แล้วพระองค์จึงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

When He left angels said to the disciples, “Men of Galilee, why do you stand looking into heaven? This Jesus, who was taken up from you into heaven, will come in the same way as you saw Him go into heaven.”  

เมื่อพระองค์เสด็จไปแล้ว ทูตสวรรค์พูดกับพวกสาวก  " ชาวเมืองกาลิลี  ทำไมพวกท่าน          แหงนมองฟ้าสวรรค์? พระเยซูผู้ที่ทรงถูกรับขึ้นไปจากพวกท่านเสด็จเข้าสู่สวรรค์   จะเสด็จ           กลับมาในลักษณะเดียวกับที่พวกท่านเห็นพระองค์เสด็จไปสู่สวรรค์ "

We are waiting for that return. 

เรากำลังรอคอยที่พระองค์จะเสด็จกลับมา

The first step in getting ready is trusting Jesus now as your Lord and Savior.     

ขั้นตอนแรกในการเตรียมความพร้อมคือการไว้วางใจพระเยซูขณะนี้ว่าทรงเป็น         พระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament     Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton            available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

 คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญา     ใหม่ ชุดที่ 5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถ         ดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน        (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard             Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News       Publishers. Used by permission. All rights reserved 

 ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®            สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าว          ประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

 

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011             Copyright © 2011 Thailand Bible Society

 ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับ  มาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



               [1] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 262.

     [2] Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), 262.

  [5] Tsunami 2004 news articles are from Baptist Press www.bpnews.net

  [6] Tsunami 2004 news article from Baptist Press www.bpnews.net

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top