Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 22 The First Lord’s Supper and Humble Service

ลูกาบทที่ 22 พิธีมหาสนิทครั้งแรกและการรับใช้ที่ถ่อมตน

           

The Passover has been celebrated by the people of Israel since they were delivered from 400 years of slavery in Egypt under the leadership of Moses. 

ชนชาติอิสราเอลจัดการเฉลิมฉลองพิธีปัสกา  ตั้งแต่พวกเขาถูกปลดปล่อยจากการเป็นทาสในอียิปต์เป็นเวลา 400 ปี ภายใต้การนำของโมเสส

Just before the 10th plague that came upon Egypt, God instructed Moses to have the people kill a lamb and put its blood on the door posts in each home. 

ก่อนที่จะเกิดโรคระบาด10ชนิด ในประเทศอียิปต์  พระเจ้าทรงสอนโมเสสให้สั่งประชาชนฆ่าลูกแกะและทาเลือดแกะที่ไม้วงกบประตูทุกบ้าน

When the angel of death came, he would Passover each house with the blood of the lamb on door. 

เมื่อทูตมรณะมาถึง  เขาจะผ่านทุกบ้านที่มีเลือดของลูกแกะทาที่ไม้วงกบประตู

In any home where there was no blood the first-born son in that home died.  

ในบ้านใดๆที่ไม่มีรอยเลือดทาไว้  บุตรแรกเกิดในบ้านนั้นก็เสียชีวิต

After this happened the pharaoh of Egypt finally let the people go. 

หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นในที่สุดฟาโรห์แห่งอียิปต์ทรงยอมปล่อยชนชาตินี้ไป

The people were told to prepare unleavened bread as they prepared to leave Egypt, probably for two reasons. 

ชนชาตินี้ได้รับการบอกให้เตรียมขนมปังไร้เชื้อไว้เมื่อพวกเขาเตรียมที่จะออกจากอียิปต์  อาจเป็นเพราะเหตุผลสองข้อ

First because they needed to be ready to leave quickly without waiting for bread to rise and second because leaven in the Bible often represents sin, so it was a picture of leaving the sins of Egypt behind and now entering the Promised Land.  

ข้อแรก เพราะพวกเขาจำเป็นต้องพร้อมที่จะออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอให้ขนมปังฟูขึ้น  และข้อที่สองเพราะเชื้อในพระคัมภีร์เล็งถึงความบาป  ดังนั้นจึงมันเป็นภาพของการออกจากบาปในอียิปต์ไว้เบื้องหลัง   และตอนนี้เข้าสู่ดินแดนที่ทรงสัญญาไว้

The Israelites were to eat the roasted lamb with bitter herbs to symbolize their slavery, unleavened bread and wine and sweet mixture of chopped apples, honey, nuts, and wine that signifies the sweet taste of the promised freedom. 

ชาวอิสราเอลต้องกินเนื้อแกะย่างกับผักสมุนไพรรสขม  เป็นสัญลักษณ์ความเป็นทาสของพวกเขา ขนมปังไร้เชื้อและเหล้าองุ่นและส่วนผสมของแอปเปิ้ลที่สับ  น้ำผึ้ง เมล็ดถั่ว และเหล้าองุ่น ที่หมายถึงรสชาติหวานของเสรีภาพตามพระสัญญา

Jesus and His disciples were preparing to celebrate this annual holiday. 

พระเยซูและพวกสาวกของพระองค์กำลังเตรียมที่จะเฉลิมฉลองวันหยุดประจำปีนี้

He gave them instructions to find a man carrying a pitcher of water who would lead them to an upper room where they could prepare the Passover meal.

ทรงให้คำแนะนำแก่พวกเขาให้ไปพบชายคนหนึ่งแบกหม้อน้ำ   ผู้ที่จะนำพวกเขาไปยังห้องชั้นบนที่พวกเขาจะได้เตรียมงานเลี้ยงปัสกา

 

Luke 22: 1-13

1 Now the Feast of Unleavened Bread drew near, which is called the Passover.

ลูกา 22: 1-13

1 เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อที่เรียกว่าปัสกามาใกล้แล้ว

2 And the chief priests and the scribes were seeking how to put him to death, for they feared the people.

2 พวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกธรรมาจารย์กำลังหาช่องทางว่าจะฆ่าเยซูอย่างไร เพราะพวกเขากลัวประชาชน

3 Then Satan entered into Judas called Iscariot, who was of the number of the twelve.

3 ซาตานเข้าดลใจยูดาสที่เรียกว่าอิสคาริโอทซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกสิบสองคน

4 He went away and conferred with the chief priests and officers how he might betray him to them.

4 ยูดาสไปปรึกษากับพวกหัวหน้าปุโรหิตและพวกนายทหารรักษาพระวิหารว่าจะมอบพระองค์ให้กับพวกเขาด้วยวิธีใด

5 And they were glad, and agreed to give him money.

5 พวกเขาดีใจและสัญญากับยูดาสว่าจะให้เงิน

6 So he consented and sought an opportunity to betray him to them in the absence of a crowd.

6 ยูดาสจึงยอมตก และคอยหาโอกาสเหมาะที่จะมอบพระองค์ให้กับเขาทั้งหลายเมื่อปลอดคน

7 Then came the day of Unleavened Bread, on which the Passover lamb had to be sacrificed.

7  พอถึงวันกินขนมปังไร้เชื้อ   เมื่อเขาต้องฆ่าลูกแกะสำหรับปัสกา

8 So Jesus sent Peter and John, saying, “Go and prepare the Passover for us, that we may eat it.”

8 พระองค์ทรงใช้เปโตรและยอห์นไป   สั่งเขาว่า   “จงไปจัดเตรียมปัสกาให้พวกเรารับประทาน”

9 They said to him, “Where will you have us prepare it?”

9 พวกเขาทูลถามพระองค์ว่า   “จะให้พวกข้าพระองค์จัดเตรียมที่ไหน”

10 He said to them, “Behold, when you have entered the city, a man carrying a jar of water will meet you. Follow him into the house that he enters

10 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า   “ดูเถิด   เมื่อท่านจะเข้าไปในกรุงแล้ว   จะมีชายคนหนึ่งทูนหม้อน้ำมาพบ   คนนั้นจะเข้าไปในบ้านไหน   ก็จงตามเข้าไปในบ้านนั้น

11 and tell the master of the house, ‘The Teacher says to you, Where is the guest room, where I may eat the Passover with my disciples?’

11 และจงพูดกับเจ้าของบ้านว่า ‘พระอาจารย์ให้ถามท่านว่า “ห้องที่เราจะรับประทานปัสกากับพวกสาวกของเรานั้นอยู่ที่ไหน?”'

12 And he will show you a large upper room furnished; prepare it there.”

12 เจ้าของบ้านจะชี้ให้เห็นห้องใหญ่ชั้นบนที่ตกแต่งไว้แล้ว ที่นั่นแหละจงจัดเตรียมไว้เถิด”

13 And they went and found it just as he had told them, and they prepared the Passover.

13 เขาทั้งสองจึงไปและพบเหมือนอย่างที่พระองค์ตรัสกับเขา แล้วก็จัดเตรียมปัสกาไว้พร้อม

 

God wants us to leave our old sins behind and enter into new life with Him.  

พระเจ้าทรงต้องการให้เราละทิ้งบาปเก่าของเราไว้เบื้องหลังและเข้าสู่ชีวิตใหม่กับ     พระองค์

Back when I was 17 and 18 I used to drink alcohol and to steal and did many wrong things. 

ย้อนกลับไปเมื่อผมอายุ17และ18ปี ผมเคยดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และขโมยและทำหลายสิ่งที่ผิดบาป

But I began to believe in Jesus and follow His teachings. 

แต่ผมเริ่มเชื่อในพระเยซูและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์

I left my old life behind, free from the sin that bound me and have had new life in the Lord Jesus. 

ผมละทิ้งชีวิตเก่าของผมไว้เบื้องหลัง  หลุดจากความบาปที่ติดตัวผมและมีชีวิตใหม่ในพระเยซูคริสต์

God wanted to give the people of Israel freedom in a new land. 

พระเจ้าทรงต้องการให้ชนชาติอิสราเอลมีเสรีภาพในดินแดนใหม่

God did do that and so from then on the people of Israel have celebrated this freedom.

พระเจ้าทรงทำอย่างนั้นและจากนั้นมาชนชาติอิสราเอลได้เฉลิมฉลองเสรีภาพนี้

 

Jesus gave His disciples instructions to find a man carrying a pitcher of water who would lead them to an upper room where they could prepare the Passover meal. 

พระเยซูทรงให้คำแนะนำพวกสาวกของพระองค์  ให้ไปพบคนแบกหม้อน้ำ ผู้ที่จะนำพวกเขาไปยังห้องบนที่พวกเขาสามารถเตรียมงานเลี้ยงปัสกา

While this was happening, our Enemy, the Devil entered Judas and he decided to turn Jesus over to the Jewish religious leaders for 30 pieces of silver. 

ในขณะเกิดเหตุการณ์นี้ ศัตรูของเรา มารเข้าสิงยูดาสและเขาตัดสินใจที่จะมอบพระเยซู        ไว้กับพวกผู้นำทางศาสนาของชาวยิวโดยแลกกับเงิน 30 เหรียญ

Judas knew Jesus favorite place to pray was the Garden of Gethsemane. 

ยูดาสรู้ว่าพระเยซูประทับ ณ สถานที่ทรงชอบไปอธิษฐานในสวนเกทเสมะนี

He knew that following the meal Jesus would go there with the other disciples to pray.  

เขารู้ว่าหลังพระเยซูเสวยเสร็จแล้ว จะเสด็จไปที่นั่นกับพวกสาวกอื่นๆ เพื่อที่จะทรง     อธิษฐาน

Later Judas excused himself after supper and went to do his evil deed, to betray the Lord Jesus. 

ต่อมายูดาสขอตัวออกไปหลังจากมื้ออาหารค่ำและไปทำสิ่งชั่วร้าย  คือเขาทรยศต่อ   พระเยซูเจ้า

         

The first Lord’s Supper

พิธีมหาสนิทครั้งแรกของพระเยซูเจ้า

 

Luke 22:14-23

14And when the hour came, he reclined at table, and the apostles with him.

ลูกา22:14-23

14 เมื่อถึงเวลา พระองค์ประทับลงและเสวยพร้อมกับพวกอัครทูต 

15And he said to them, “I have earnestly desired to eat this Passover with you before I suffer.

15 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “เรามีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะรับประทานปัสกานี้กับท่านก่อนที่เราจะต้องทนทุกข์

16For I tell you I will not eat it until it is fulfilled in the kingdom of God.”

16 เราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่รับประทานปัสกานี้อีกจนกว่าจะสำเร็จความหมายของปัสกานั้นในแผ่นดินของพระเจ้า” 

17And he took a cup, and when he had given thanks he said, “Take this, and divide it among yourselves.

17 พระองค์ทรงหยิบถ้วย เมื่อขอบพระคุณแล้วตรัสว่า “จงรับถ้วยนี้ไปแบ่งกันดื่ม

18For I tell you that from now on I will not drink of the fruit of the vine until the kingdom of God comes.”

18 เราบอกท่านทั้งหลายว่า เราจะไม่ดื่มจากผลของเถาองุ่นอีกต่อไปจนกว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะมา”

19And he took bread, and when he had given thanks, he broke it and gave it to them, saying, “This is my body, which is given for you. Do this in remembrance of me.”

19 พระองค์ทรงหยิบขนมปัง เมื่อขอบพระคุณแล้วก็ทรงหักส่งให้พวกเขา ตรัสว่า “นี่เป็นกายของเรา [ซึ่งให้ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย จงทำอย่างนี้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงเรา ”

20And likewise the cup after they had eaten, saying, “This cup that is poured out for you is the new covenant in my blood.

20 เมื่อรับประทานแล้ว จึงทรงหยิบถ้วยและทรงทำเหมือนกันตรัสว่า “ถ้วยนี้ที่เทออกเพื่อท่านทั้งหลาย เป็นพันธสัญญาใหม่โดยโลหิตของเรา]

21But behold, the hand of him who betrays me is with me on the table.

21 แต่มือของผู้ที่จะทรยศเราก็อยู่กับเราบนโต๊ะนี้

22For the Son of Man goes as it has been determined, but woe to that man by whom he is betrayed!”

22 เพราะบุตรมนุษย์จะเสด็จไปเหมือนที่ทรงดำริไว้แต่ก่อนแล้ว แต่วิบัติแก่คนนั้นที่ทรยศท่าน ”

23And they began to question one another, which of them it could be who was going to do this.

23 พวกเขาจึงเริ่มถามกันและกันว่าคนไหนในพวกเขาที่จะทำสิ่งนี้

 

Jesus wanted to warn His disciples that one of them would betray Him.  

พระเยซูทรงอยากเตือนพวกสาวกของพระองค์ว่าในพวกเขาคนหนึ่งจะทรยศต่อพระองค์

Notice that Jesus said the cup of juice representing His blood, also represents a new covenant, that is an agreement or promise between God and man.

ขอให้สังเกตว่าพระเยซูตรัสว่าถ้วยน้ำองุ่นนี้มีความหมายแทนพระโลหิตของพระองค์  และยังหมายถึงพันธสัญญาใหม่ที่เป็นข้อตกลงหรือสัญญาระหว่างพระเจ้าและมนุษย์

In this new promise that we have with God, we can have joy and peace.  

ในพันธสัญญาใหม่นี้ที่เรามีกับพระเจ้า  เราสามารถมีความสุขและสันติ

We can have the forgiveness of sin and relationship with God. 

เราสามารถรับการให้อภัยบาปและมีความสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า

The old covenant was made when Israel accepted the terms of the Ten      Commandments and laws of God.

พันธสัญญาเดิมถูกกระทำขึ้นเมื่อชนอิสราเอลยอมรับข้อกำหนดของพระบัญญัติสิบประการและบทบัญญัติของพระเจ้า

The new covenant is accepted and agreed to when a person accepts Christ's sacrifice   on the cross and commits their life to God in faith. 

พันธสัญญาใหม่เป็นที่ยอมรับและตกลง  เมื่อคนยอมรับการสละพระชนม์ของพระ       คริสต์บนกางเขนและพวกเขาถวายชีวิตแด่พระเจ้าโดยความเชื่อ

The new covenant is eternal and gives us eternal life. 

พันธสัญญาใหม่ดำรงนิรันดร์และทำให้เรามีชีวิตนิรันดร์

Jeremiah said that God would make a new covenant. 

เยเรมีย์กล่าวว่าพระเจ้าจะทรงทำพันธสัญญาใหม่

 

Jeremiah 31:31- 34

31“Behold, the days are coming, declares the LORD, when I will make a new covenant with the house of Israel and the house of Judah,

เยเรมีย์ 31:31-34

31“พระยาห์เวห์ตรัสว่า “นี่แน่ะ วันเวลาจะมาถึง ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับเชื้อสายของอิสราเอลและเชื้อสายของยูดาห์

32not like the covenant that I made with their fathers on the day when I took them by the hand to bring them out of the land of Egypt, my covenant that they broke, though I was their husband, declares the LORD.

32 ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้ทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาฝ่าฝืน ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ

33 But this is the covenant that I will make with the house of Israel after those days, declares the LORD: I will put my law within them, and I will write it on their hearts. And I will be their God, and they shall be my people.

33 แต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะทำกับเชื้อสายของอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เราจะบรรจุธรรมบัญญัติไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา

34And no longer shall each one teach his neighbor and each his brother, saying, ‘Know the LORD,’ for they shall all know me, from the least of them to the greatest, declares the LORD. For I will forgive their iniquity, and I will remember their sin no more.”

34 และทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านและพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า ‘จงรู้จักพระยาห์เวห์’ เพราะเขาทุกคนจะรู้จักเราตั้งแต่คนเล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ “เพราะเราจะให้อภัยความผิดบาปของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขาอีกต่อไป”  

 

The writer of Hebrews in chapter 8 quotes from Jeremiah to teach that Jesus fulfills that prophecy and is the mediator.  Like the lawyer who makes sure the covenant is kept. 

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูในบทที่ 8 ยกคำพูดจากเยเรมีย์มาเพื่อสอนว่าพระเยซูได้ทรงทำให้คำพยากรณ์สำเร็จและทรงเป็นคนกลาง  เช่นเดียวกับทนายความที่ทำให้แน่ใจว่าจะรักษาสัญญาไว้

 

Hebrews 8:6-13

6 But as it is, Christ has obtained a ministry that is as much more excellent than the old as the covenant he mediates is better, since it is enacted on better promises.

ฮีบรู8:6-13

6 แต่บัดนี้พระเยซูทรงได้รับพันธกิจที่สูงส่งกว่าของพวกเขา เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาอันประเสริฐกว่า ซึ่งตั้งอยู่บนพระสัญญาที่ประเสริฐกว่า 

7 For if that first covenant had been faultless, there would have been no occasion to look for a second. _

7 เพราะว่าถ้าพันธสัญญาเดิมนั้นไม่มีข้อบกพร่องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องมีพันธสัญญาที่สองอีก

8 For he finds fault with them when he says: “Behold, the days are coming, declares the Lord, when I will establish a new covenant with the house of Israel

and with the house of Judah,

8 เพราะพระเจ้าทรงติเตียนพวกเขาว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่านี่แน่ะ วันเวลาจะมาถึง  เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับชนชาติ     อิสราเอลและกับชนชาติยูดาห์

9 not like the covenant that I made with their fathers on the day when I took them by the hand to bring them out of the land of Egypt.  For they did not continue in my covenant, and so I showed no concern for them, declares the Lord.

9 ที่ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราเคยทำกับบรรพบุรุษของเขาทั้งหลายในวันที่เราจูง           มือพวกเขาเพื่อพาออกจากแผ่นดินอียิปต์เพราะพวกเขาไม่ได้ดำรงอยู่ในพันธสัญญา      ของเรา เราจึงละทิ้งพวกเขาไว้ องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้แหละ                                    

10 For this is the covenant that I will make with the house of Israel after those days, declares the Lord: I will put my laws into their minds, and write them on their hearts, and I will be their God, and they shall be my people.

10 นี่คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับชนชาติอิสราเอล ภายหลังจากสมัยนั้น องค์พระผู้เป็น          เจ้าตรัส เราจะบรรจุธรรมบัญญัติของเราไว้ในจิตใจของพวกเขา และเราจะจารึกมันไว้    ในดวงใจของพวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขาและพวกเขาจะเป็นประชากร    ของเรา                                                                                                                                                                                                                                           11 And they shall not teach, each one his neighbor and each one his brother, saying, ‘Know the Lord,’ for they shall all know me,  from the least of them to the greatest.

11 และพวกเขาจะไม่สอนเพื่อนบ้านและพี่น้องของตนแต่ละคนว่า ‘จงรู้จักองค์พระผู้   เป็นเจ้า’เพราะเขาทุกคนจะรู้จักเราตั้งแต่คนต่ำต้อยที่สุดจนถึงคนใหญ่โตที่สุด

12 For I will be merciful toward their iniquities, and I will remember their sins no more.”

12เพราะเราจะเมตตาต่อการอธรรมของพวกเขาและจะไม่จดจำบรรดาบาปของพวก13เขาไว้เลย”                                                                                                                                                                                                                                      13 13 In speaking of a new covenant, he makes the first one obsolete. And what is becoming obsolete and growing old is ready to vanish away. _

13 เมื่อพระองค์ตรัสถึงพันธสัญญาใหม่ พระองค์ก็ทรงถือว่าพันธสัญญาเดิมนั้นล้าสมัยแล้ว สิ่งที่กำลังล้าสมัยและเก่าไปนั้นก็ใกล้จะเสื่อมสูญ

 

Hebrews 9:13-22

11 But when Christ appeared as a high priest of the good things that have come, then through the greater and more perfect tent (not made with hands, that is, not of this creation)

ฮีบรู9:13-22

11 แต่เมื่อพระคริสต์เสด็จมาในฐานะมหาปุโรหิตแห่งบรรดาสิ่งประเสริฐซึ่งมาถึงแล้ว พระองค์ก็เสด็จเข้าไปสู่พลับพลาที่ใหญ่และสมบูรณ์ยิ่งกว่าแต่ก่อน (ที่ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ คือไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างของโลกนี้)

12 he entered once for all into the holy places, not by means of the blood of goats and calves but by means of his own blood, thus securing an eternal redemption.

12 คือเสด็จเข้าไปในสถานศักดิ์สิทธิ์ครั้งเดียวเป็นพอ และพระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป จึงได้มาซึ่งการไถ่บาปชั่วนิรันดร์

13 For if the sprinkling of defiled persons with the blood of goats and bulls and with the ashes of a heifer sanctifies for the purification of the flesh,

13 เพราะว่าถ้าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้และเถ้าของลูกวัวตัวเมีย ที่ประพรมลงบนคนที่มีมลทิน สามารถชำระเนื้อตัวให้บริสุทธิ์ได้

14 how much more will the blood of Christ, who through the eternal Spirit offered himself without blemish to God, purify our conscience from dead works to serve the living God.

14 มากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด พระโลหิตของพระคริสต์ ผู้ทรงถวายพระองค์เองที่ปราศจากตำหนิแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ก็จะทรงชำระมโนธรรมของเราจากการประพฤติที่เปล่าประโยชน์ เพื่อเราจะปรนนิบัติพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่

15 Therefore he is the mediator of a new covenant, so that those who are called may receive the promised eternal inheritance, since a death has occurred that redeems them from the transgressions committed under the first covenant.

15 เพราะเหตุนี้ พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ เพื่อให้คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกมาได้รับมรดกนิรันดร์ตามพระสัญญา เพราะความตายที่เกิดขึ้นนั้นไถ่พวกเขาให้พ้นจากบรรดาการล่วงละเมิดที่เกิดภายใต้พันธสัญญาเดิมแล้ว

16 For where a will is involved, the death of the one who made it must be established.

16 เพราะว่าในกรณีที่เกี่ยวกับหนังสือพินัยกรรม ก็จะต้องพิสูจน์ว่าผู้ทำหนังสือนั้นตายแล้ว

17 For a will takes effect only at death, since it is not in force as long as the one who made it is alive. __

17 คนนั้นต้องตายเสียก่อน หนังสือพินัยกรรมจึงจะมีผล แต่ถ้าผู้ทำยังมีชีวิตอยู่ พินัยกรรมนั้นก็ใช้ไม่ได้ 

18 Therefore not even the first covenant was inaugurated without blood.

18 เหตุฉะนั้นแม้แต่พันธสัญญาเดิมก็ไม่ได้ทรงตั้งขึ้นโดยปราศจากเลือด

19 For when every commandment of the law had been declared by Moses to all the people, he took the blood of calves and goats, with water and scarlet wool and hyssop, and sprinkled both the book itself and all the people,

19 เพราะเมื่อโมเสสประกาศบัญญัติทุกข้อในธรรมบัญญัติแก่บรรดาประชาชนแล้ว ท่านก็เอาเลือดลูกวัวเลือดแพะกับน้ำ และเอาขนแกะสีแดงและต้นหุสบมาประพรมหนังสือม้วนนั้นรวมทั้งประชาชนทั้งปวงด้วย

20 saying, “This is the blood of the covenant that God commanded for you.”

20 ท่านกล่าวว่า “นี่คือโลหิตแห่งพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าทรงบัญญัติไว้แก่เจ้าทั้งหลาย””

21 And in the same way he sprinkled with the blood both the tent and all the vessels used in worship.

21 แล้วท่านก็เอาเลือดประพรมพลับพลากับเครื่องใช้ทุกชนิดในพิธีนมัสการนั้นเช่น

เดียวกัน

22 Indeed, under the law almost everything is purified with blood, and without the shedding of blood there is no forgiveness of sins.

22 แท้จริงตามธรรมบัญญัตินั้นถือว่าเกือบทุกสิ่งได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ได้ด้วยเลือด และถ้าไม่มีโลหิตไหลออกแล้ว ก็จะไม่มีการยกโทษบาปเลย

 

Hebrews 12:24 and to Jesus, the mediator of a new covenant, and to the sprinkled blood that speaks a better word than the blood of Abel.

ฮีบรู12:24 และมาถึงพระเยซูคนกลางแห่งพันธสัญญาใหม่ และมาถึงพระโลหิตประพรมที่กล่าวถึงสิ่งที่ดีกว่าเสียงโลหิตของอาเบล

 

In the new covenant God promises to put His laws into the mind and write them on the heart. 

ในพันธสัญญาใหม่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะนำบทบัญญัติของพระองค์เจ้าสู่จิตใจและจารึกมันไว้ในหัวใจ

The shedding of Jesus blood on the cross, His death, burial, and resurrection.

โดยการหลั่งพระโลหิตของพระเยซูบนกางเขน  การสิ้นพระชนม์  การฝังพระศพ       และการฟื้นคืนพระชนม์

The book of John gives us more details on this first Lord’s Supper. 

พระธรรมยอห์นให้รายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องพิธีมหาสนิทครั้งแรกของพระองค์เจ้า

 

John 13:1-30

1Now before the Feast of the Passover, when Jesus knew that his hour had come to depart out of this world to the Father, having loved his own who were in the world, he loved them to the end.

ยอห์น13:1-30

1ก่อนถึงงานเทศกาลปัสกา พระเยซูทรงทราบว่าถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะทรงจากโลกนี้ไปหาพระบิดา พระองค์ทรงรักบรรดาคนของพระองค์ที่อยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงรักเขาทั้งหลายจนถึงที่สุด 

2During supper, when the devil had already put it into the heart of Judas Iscariot, Simon's son, to betray him,

2ขณะเมื่อรับประทานอาหารเย็นอยู่นั้น (มารได้ดลใจยูดาสบุตรของซีโมนอิสคาริโอทให้ทรยศพระองค์แล้ว) 

3Jesus, knowing that the Father had given all things into his hands, and that he had come from God and was going back to God,

3 พระเยซูทรงทราบว่าพระบิดาประทานทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และทรงทราบว่าพระองค์มาจากพระเจ้าและจะไปหาพระเจ้า 

4rose from supper. He laid aside his outer garments, and taking a towel, tied it around his waist.

4 พระองค์ทรงลุกจากการเสวยอาหาร ทรงถอดฉลองพระองค์ออกวางไว้ และทรงเอาผ้าเช็ดตัวคาดเอวของพระองค์ 

5Then he poured water into a basin and began to wash the disciples' feet and to wipe them with the towel that was wrapped around him.

5 แล้วทรงเทน้ำลงในอ่างและทรงเอาน้ำล้างเท้าของพวกสาวก และทรงเช็ดด้วยผ้าที่ทรงคาดเอวไว้นั้น

6He came to Simon Peter, who said to him, “Lord, do you wash my feet?”

6 เมื่อพระองค์ทรงมาถึงซีโมนเปโตร เขาทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์หรือ?

7Jesus answered him, “What I am doing you do not understand now, but afterward you will understand.”

7 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “สิ่งที่เราทำในขณะนี้ท่านยังไม่รู้เรื่อง แต่ภายหลังท่านจะเข้าใจ”

8 Peter said to him, “You shall never wash my feet.” Jesus answered him, “If I do not wash you, you have no share with me.”

8” เปโตรทูลพระองค์ว่า “พระองค์จะทรงล้างเท้าของข้าพระองค์ไม่ได้เด็ดขาด” พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “ถ้าเราไม่ล้างท่านแล้ว ท่านจะมีส่วนในเราไม่ได้” 

9 Simon Peter said to him, “Lord, not my feet only but also my hands and my head!”

9 ซีโมนเปโตรทูลพระองค์ว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่เพียงแต่เท้าของข้าพระองค์เท่านั้น แต่ขอโปรดล้างทั้งมือและศีรษะด้วย”

10Jesus said to him, “The one who has bathed does not need to wash, except for his feet, but is completely clean. And you are clean, but not every one of you.”

10 พระเยซูตรัสกับเขาว่า “คนที่อาบน้ำแล้วไม่จำเป็นต้องชำระกายอีก ล้างแต่เท้าเท่านั้น เพราะสะอาดหมดทั้งตัวแล้ว พวกท่านก็สะอาดแล้วแต่ไม่ใช่ทุกคน” 

11For he knew who was to betray him; that was why he said, “Not all of you are clean.”

11 เพราะพระองค์ทรงทราบว่าใครจะทรยศพระองค์ เพราะเหตุนี้พระองค์จึงตรัสว่า “ไม่ใช่ทุกคนในพวกท่านสะอาด”

12When he had washed their feet and put on his outer garments and resumed his place, he said to them, “Do you understand what I have done to you?

12เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าของพวกเขาแล้ว พระองค์ก็ทรงฉลองพระองค์แล้วประทับลงตรัสกับเขาว่า “พวกท่านเข้าใจสิ่งที่เราทำกับท่านหรือไม่?

13You call me Teacher and Lord, and you are right, for so I am.

13 พวกท่านเรียกเราว่าพระอาจารย์และองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านเรียกถูกแล้ว เพราะเราเป็นอย่างนั้น

14If I then, your Lord and Teacher, have washed your feet, you also ought to wash one another's feet.

14 เพราะฉะนั้นถ้าเราผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระอาจารย์ยังล้างเท้าของพวกท่าน ท่านก็ควรจะล้างเท้าของกันและกันด้วย

15For I have given you an example, that you also should do just as I have done to you.

15เพราะว่าเราวางแบบอย่างแก่พวกท่านแล้ว เพื่อให้ท่านทำเหมือนอย่างที่เราทำกับท่านด้วย

16Truly, truly, I say to you, a servant is not greater than his master, nor is a messenger greater than the one who sent him.

16 เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า บ่าวจะเป็นใหญ่กว่านายไม่ได้ และทูตจะเป็นใหญ่กว่าคนที่ใช้เขาไปก็ไม่ได้

17 If you know these things, blessed are you if you do them.

17 เมื่อพวกท่านรู้อย่างนี้แล้วและประพฤติตาม ท่านก็เป็นสุข

18 I am not speaking of all of you; I know whom I have chosen. But the Scripture will be fulfilled, ‘He who ate my bread has lifted his heel against me.’

18 เราไม่ได้พูดถึงพวกท่านทุกคน เรารู้จักคนที่เราเลือกไว้แล้ว แต่จะต้องเป็นจริงตามข้อพระคัมภีร์ที่ว่า ‘คนที่รับประทานอาหารของเรายกส้นเท้าใส่เรา’

19I am telling you this now, before it takes place, that when it does take place you may believe that I am he.

19เราบอกพวกท่านตอนนี้ก่อนที่เรื่องนี้จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วท่านจะได้เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น

20Truly, truly, I say to you, whoever receives the one I send receives me, and whoever receives me receives the one who sent me.”

20 เราบอกความจริงกับพวกท่านว่า ใครรับคนที่เราใช้ไป คนนั้นก็รับเราด้วย และใครรับเรา คนนั้นก็รับพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา”

21 After saying these things, Jesus was troubled in his spirit, and testified, “Truly, truly, I say to you, one of you will betray me.”

21 เมื่อพระเยซูตรัสอย่างนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงเป็นทุกข์ในพระทัย และตรัสเป็นพยานว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า คนหนึ่งในพวกท่านจะทรยศเรา”

22The disciples looked at one another, uncertain of whom he spoke.

22 พวกสาวกจึงมองหน้ากันและสงสัยว่าคนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือใคร 

23One of his disciples, whom Jesus loved, was reclining at table close to Jesus,

23 สาวกที่พระเยซูทรงรักเอนกายอยู่ใกล้พระองค์

24 so Simon Peter motioned to him to ask Jesus of whom he was speaking.

24 ซีโมนเปโตรจึงพยักหน้าให้เขาทูลถามพระองค์ว่า คนที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือใคร

25 So that disciple, leaning back against Jesus, said to him, “Lord, who is it?”

25 ขณะที่ยังเอนกายอยู่ใกล้พระเยซู   สาวกคนนั้นก็ทูลถามพระองค์ว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า  คนนั้นเป็นใคร”

26Jesus answered, “It is he to whom I will give this morsel of bread when I have dipped it.” So when he had dipped the morsel, he gave it to Judas, the son of Simon Iscariot.

26 พระองค์ตรัสตอบว่า   “เป็นคนที่เราจะเอาขนมปังนี้จิ้มส่งให้”   เมื่อพระองค์ทรงเอาขนมปังนั้นจิ้มแล้วก็ทรงยื่นให้กับยูดาสบุตรของซีโมนอิสคาริโอท

27Then after he had taken the morsel, Satan entered into him. Jesus said to him, “What you are going to do, do quickly.”

27 เมื่อยูดาสกินขนมปังนั้นแล้ว   ซาตานก็เข้าไปสิงในตัวเขา   พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ท่านจะทำอะไรก็จงทำเร็วๆ”

28 Now no one at the table knew why he said this to him.

28 ไม่มีใครในบรรดาคนที่เอนกายร่วมโต๊ะอาหารที่รู้ว่าทำไมพระองค์ถึงตรัสกับเขาอย่างนั้น

29 Some thought that, because Judas had the moneybag, Jesus was telling him, “Buy what we need for the feast,” or that he should give something to the poor.

29 บางคนคิดว่าเพราะยูดาสถือกระเป๋าเก็บเงิน พระองค์จึงตรัสบอกเขาว่า “จงไปซื้อสิ่งที่เราต้องการสำหรับงานเทศกาลนี้” หรือตรัสบอกเขาว่า เขาควรจะให้อะไรแก่คนจน

30 So, after receiving the morsel of bread, he immediately went out. And it was night.

30 เพราะฉะนั้นหลังจากยูดาสรับขนมปังชิ้นนั้นแล้วเขาก็ออกไปทันที ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน

 

So, we notice that John’s account includes foot washing at the Last Supper. 

ดังนั้น เราสังเกตเห็นว่าเรื่องที่ยอห์นบอกรวมถึงการล้างเท้าที่พิธีมหาสนิทด้วย

This tradition is practiced at Grace Brethren churches but is not generally a part of communion or the Lord’s Supper at most other churches. 

มีการถือปฏิบัติตามประเพณีนี้โบสถ์เกรซเบรธเธรนด้วย  แต่โดยทั่วไปไม่ได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีมหาสนิทที่โบสถ์อื่นๆส่วนใหญ่

It is a good practice to humble oneself, become a servant and wash other peoples’feet. 

มันเป็นการปฏิบัติที่ดีที่คนจะอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้รับใช้และล้างเท้าของคนอื่นๆ

It was customary to have the household servant wash the dust off the feet of the inhabitants’ and guests’ feet.

มันเป็นประเพณีที่คนใช้ในในครัวเรือนล้างเท้าของผู้อยู่อาศัยและเท้าของแขก

Paul tells of the Lord’s Supper in 1 Corinthians 11. 

เปาโลสอนเรื่องพิธีมหาสนิทในพระธรรม1โครินธ์บทที่11

 

The Lord's Supper Abused

การถือพิธีมหาสนิทที่ไม่สมควร

 

1 Corinthians 11:17-22

17But in the following instructions I do not commend you, because when you come together it is not for the better but for the worse.

1โครินธ์11:17-22

17 ในการกำชับต่อไปนี้ ข้าพเจ้าชมพวกท่านไม่ได้ คือว่าการชุมนุมกันของท่านมักจะได้ผลเสียมากกว่าผลดี

18For, in the first place, when you come together as a church, I hear that there are divisions among you. And I believe it in part,

18 ประการแรก ข้าพเจ้าได้ยินว่า เมื่อมาชุมนุมกันในคริสตจักร พวกท่านมีการแตกแยกกัน และข้าพเจ้าเชื่อว่าคงมีส่วนที่เป็นจริง

19for there must be factions among you in order that those who are genuine among you may be recognized.

19 เพราะจะต้องมีการขัดแย้งกันในพวกท่าน   เพื่อฝ่ายถูกในพวกท่านจะปรากฏ

20When you come together, it is not the Lord's supper that you eat.

20เมื่อท่านทั้งหลายมาชุมนุมพร้อมกันนั้น   จึงไม่ใช่การกินในงานเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้า

21For in eating, each one goes ahead with his own Meal. One goes hungry, another gets drunk.

21เพราะว่าในการกินอาหารนั้น    แต่ละคนต่างกินอาหารของตนก่อน   บ้างก็ยังหิวอยู่   และบ้างก็เมา

22What! Do you not have houses to eat and drink in? Or do you despise the church of God and humiliate those who have nothing? What shall I say to you? Shall I commend you in this?  No, I will not.

22อะไรกันนี่   พวกท่านไม่มีบ้านที่จะกินและดื่มหรือ   หรือว่าท่านดูหมิ่นคริสตจักรของพระเจ้า   และสร้างความอับอายให้กับคนที่ขัดสน   จะให้ข้าพเจ้าพูดอย่างไร   จะให้ชมพวกท่านหรือ   ข้าพเจ้าไม่ขอชมท่านในเรื่องนี้เลย

           

In the early church they had a beautiful fellowship every week. 

ในคริสตจักรยุคแรกพวกเขาร่วมสามัคคีธรรมกันอย่างชื่นมื่นทุกสัปดาห์

They had what they called the agape feast. Today, we call it a potluck.  

พวกเขามีสิ่งที่เรียกว่างานเลี้ยงฉลองความรัก ทุกวันนี้เราเรียกว่าอาหารว่างที่บ้าน

In these love feasts, which were like a potluck, everybody would bring their dishes and they'd pool it all together and all would eat.

ในการเลี้ยงฉลองความรักเหล่านี้ ซึ่งเป็นเหมือนอาหารว่างที่บ้าน  ทุกคนจะนำอาหาร            มาเอง  และพวกเขานำมากองรวมกันและทุกคนจะกินด้วยกัน

But there were some who would make their way to the front of the line and they    would take more than their share.

แต่ก็มีบางคนหาทางไปนั่งอยู่แถวหน้า   และพวกเขาจะได้กินมากกว่าที่ควรได้รับ

So often there would not be enough food to go around. And so some people were left hungry, while others had more than they could handle.

ดังนั้นบ่อยครั้งที่ไม่มีอาหารเหลือพอที่จะเลี้ยงทั่วถึง   และดังนั้นจะเหลือบางคนที่หิว  ขณะที่คนอื่นกินมากเกินกว่าที่พวกเขาสามารถจัดการได้

 It seemed that the wealthier people were pushing their way ahead.

ดูเหมือนว่าคนที่ร่ำรวยกว่าพยายามผลักดันตนเองไปอยู่ข้างหน้า

And the poor people who really were needing it were being left out, some of them were slaves. 

และคนยากจนจริงๆ ที่ต้องการอาหาร กลับถูกปล่อยทิ้งไว้  หลายคนเป็นพวกทาส

They seldom had a decent meal, except for the agape feast.

พวกเขาแทบไม่ค่อยจะมีอาหารดีๆ  ยกเว้นสำหรับงานฉลองแห่งความรัก

Some rich people were not sensitive to the needs of the poor and they were going in and filling their plates and the poor were being left hungry. 

บางคนที่ร่ำรวยไม่รู้สึกถึงความต้องการของคนยากจน    และพวกเขาตักใส่จานจนเต็มและทอดทิ้งคนยากจนไว้ให้หิว

This agape feast was followed by the Lord’s Supper and some of the people not only were overeating, but some were getting drunk. 

งานฉลองแห่งความรักมาทีหลังพิธีมหาสนิทขององค์พระเจ้า    และบางคนไม่เพียงแต่กินมากเกินไป แต่บางคนยังเมาด้วย

So, Paul said, "That is not good." 

ดังนั้นเปาโลกล่าวว่า "นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี"

Then he gave them instructions on proper celebration of the Lord’s Supper.  

แล้วท่านก็ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองที่เหมาะสมของพิธีมหาสนิทขององค์   พระเจ้า

 

The Lord's Supper Celebrated Properly

การถือพิธีมหาสนิทต้องทำอย่างสมควร

 

23 For I received from the Lord what I also delivered to you, that the Lord Jesus on the night when He was betrayed took bread,

23 เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้ามอบไว้กับพวกท่านนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาทรยศพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงหยิบขนมปัง 

24 and when he had given thanks, He broke it, and said, “This is My body which is for you. Do this in remembrance of me.”

24 เมื่อขอบพระคุณแล้วจึงทรงหัก และตรัสว่า “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงทำอย่างนี้เพื่อระลึกถึงเรา”

25 In the same way also He took the cup, after supper, saying, “This cup is the new covenant in My blood. Do this, as often as you drink it, in remembrance of Me.”

25 หลังจากรับประทานอาหารแล้ว พระองค์ทรงหยิบถ้วยด้วยอากัปกิริยาเดียวกัน ตรัสว่า “ถ้วยนี้คือพันธสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา จงทำอย่างนี้ คือเมื่อใดที่พวกท่านดื่มจากถ้วยนี้ จงดื่มเพื่อระลึกถึงเรา” 

26 For as often as you eat this bread and drink the cup, you proclaim the Lord's death until He comes.

26 เพราะว่าเมื่อใดที่พวกท่านกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้ ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา

27Whoever, therefore, eats the bread or drinks the cup of the Lord in an unworthy manner will be guilty of profaning the body and blood of the Lord.

27 ฉะนั้นถ้าใครกินขนมปัง หรือดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่เหมาะสม เขาก็ทำผิดต่อพระกายและพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า 

28 Let a person examine himself, then, and so eat of the bread and drink of the cup.

28 ทุกคนจงสำรวจตัวเอง แล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้

29 For anyone who eats and drinks without discerning the body eats and drinks judgment on himself.

29 เพราะว่าคนที่กินและดื่มโดยไม่ได้ตระหนักถึงพระกายขององค์พระผู้เป็นเจ้า ก็กินและดื่มเป็นเหตุให้ตนเองถูกลงโทษ

30 That is why many of you are weak and ill, and some have died.

30 เพราะเหตุนี้พวกท่านหลายคนจึงอ่อนแอและเจ็บป่วย และบ้างก็ล่วงหลับไป

31 But if we judged ourselves truly, we would not be judged.

31 แต่ถ้าเราวินิจฉัยตัวเอง   เราคงไม่ต้องถูกพิพากษา

32 But when we are judged by the Lord, we are disciplined so that we may not be condemned along with the world.

32เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพิพากษาเรานั้น   พระองค์ทรงตีสอนเรา   เพื่อไม่ให้เราถูกพิพากษาด้วยกันกับโลก  

33 So then, my brothers, when you come together to eat, wait for one another—

33 ฉะนั้นพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายมาชุมนุมกันเพื่อรับประทานอาหารนั้น จงรอกันและกัน

34 if anyone is hungry, let him eat at home—so that when you come together it will

not be for judgment. About the other things I will give directions when I come.

34 ถ้ามีใครหิว ก็ให้กินที่บ้านก่อน เพื่อว่าเมื่อมาชุมนุมกัน พวกท่านจะไม่ถูกลงโทษ ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้น ข้าพเจ้าจะสั่งสอนเมื่อข้าพเจ้ามา

 

If we are to participate in a worthy manner, we must examine our own hearts, judge our sins, and confess them to the Lord.

ถ้าเราต้องมาร่วมโต๊ะในลักษณะท่าทีอันไม่สมควรนั้น  เราต้องสำรวจจิตใจของเราเอง วินิจฉัยความบาปที่เราทำ แล้วสารภาพบาปต่อพระเจ้า

To come to the table with unconfessed sin in our lives is to be guilty of Christ’s body and blood, for it was sin that nailed Him to the cross.

การที่จะมาถึงโต๊ะโดยยังไม่ได้สารภาพบาปในชีวิตของเรา นับการเป็นผิดต่อพระกายและพระโลหิตของพระคริสต์  เพราะความบาปนั้นที่ตรึงพระองค์บนกางเขน

If we will not judge our own sins, then God will judge us and discipline us until we do confess and forsake our sins.

ถ้าเราจะไม่วินิจฉัยความผิดบาปของเราเอง   แล้วพระเจ้าจะทรงพิพากษาเราและตีสอน        เราจนเราต้องสารภาพและยอมละทิ้งบาปของเรา

We should not look around in order to criticize other believers, but in order to        discern the Lord’s body.  

เราไม่ควรมองไปรอบ ๆ เพื่อที่จะวิพากษ์วิจารณ์ผู้เชื่ออื่น ๆ   แต่เพื่อมองทะลุเห็นพระกายของพระเจ้า

This seems to have a dual meaning, we remember and seriously consider how much Jesus suffered in His body for us. 

นี้ดูเหมือนว่าจะมีความหมายสองแบบ   เราจดจำและพิจารณาอย่างจริงจังว่าพระเยซูทรงรับความเจ็บปวดพระกายเพื่อเรามากเท่าใด

Jesus was whipped nearly to death, had a crown of thorns thrust onto His head, He had large nails driven through His arms and His legs. 

พระเยซูทรงถูกโบยตีจนสิ้นพระชนม์  มีมงกุฎหนามแทงลงบนศีรษะ  ทรงถูกตอก      ตะปูขนาดใหญ่ผ่านพระกรและพระบาทของพระองค์

But secondly now the church is the body of Christ.   So, we must consider the needs of other church members and extend or seek forgiveness if there is some offense between us.  

แต่ประการที่สองตอนนี้คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์  ดังนั้นเราจะต้องคิดถึงความต้องการของสมาชิกคริสตจักรคนอื่น ๆ และขยายหรือหาทางยกโทษให้หากมี       ความบาดหมางระหว่างพวกเรา

The Lord’s Supper is a family meal, and the Lord of the family desires that His children love one another and care for one another.

พิธีมหาสนิทเป็นการทานอาหารกันในครอบครัว    และพระเจ้าแห่งครอบครัวทรงต้องการให้ลูก ๆ ของพระองค์รักซึ่งกันและกันและดูแลซึ่งกันและกัน

 

The disciples argue about who is the greatest  

พวกสาวกถกเถียงกันว่าใครจะเป็นใหญ่ที่สุด

 

Luke 22:24-30

24A dispute also arose among them, as to which of them was to be regarded as the greatest.

ลูกา 22:24-30

24 มีการโต้เถียงกันในพวกสาวกว่าใครในพวกเขาที่นับว่าเป็นใหญ่

25And he said to them, “The kings of the Gentiles exercise lordship over them, and those in authority over them are called benefactors.

25 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า   “กษัตริย์ของคนต่างชาติย่อมเป็นเจ้านายเหนือเขาทั้งหลาย   และผู้ที่มีอำนาจเหนือเขานั้นเรียกตัวเองว่าเจ้าบุญนายคุณ

26But not so with you. Rather, let the greatest among you become as the youngest, and the leader as one who serves.

26 แต่พวกท่านจะไม่เป็นอย่างนั้น   ในพวกท่านคนที่เป็นใหญ่ต้องเป็นเหมือนเด็ก   และคนที่เป็นนายต้องเป็นเหมือนผู้ปรนนิบัติ

27For who is the greater, one who reclines at table or one who serves? Is it not the one who reclines at table? But I am among you as the one who serves.

27 ใครเป็นใหญ่กว่ากัน ผู้ที่นั่งรับประทานหรือผู้ปรนนิบัติ  ผู้ที่นั่งรับประทานไม่ใช่หรือ   แต่ว่าเราอยู่ท่ามกลางพวกท่านเหมือนกับผู้ปรนนิบัติ

28“You are those who have stayed with me in my trials,

28 “ท่านทั้งหลายเป็นคนที่อยู่กับเราในเวลาที่เราถูกทดลอง

29and I assign to you, as my Father assigned to me, a kingdom,

29 พระบิดาทรงจัดเตรียมและทรงมอบอาณาจักรให้แก่เราอย่างไร   เราก็จัดเตรียมและมอบให้แก่ท่านเหมือนกัน

30that you may eat and drink at my table in my kingdom and sit on thrones judging the twelve tribes of Israel.

30 เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้กินและดื่มที่โต๊ะของเราในอาณาจักรของเรา   และท่านจะได้นั่งบนบัลลังก์พิพากษาอิสราเอลสิบสองเผ่า

 

The disciples are arguing over who is the greatest. 

พวกสาวกกำลังโต้เถียงกันว่าใครจะเป็นใหญ่ที่สุด

They were being prideful and seeking more power. 

พวกเขาลำพองใจและกำลังแสวงหาอำนาจมากขึ้น

This is often a problem that people have, the desire to be more powerful, more important, more respected. 

บ่อยครั้งสิ่งนี้มักจะเป็นปัญหาของคนเรา  ความปรารถนาที่จะมีอำนาจมากขึ้น สำคัญมากขึ้น ให้คนเคารพมากขึ้น

But that is the way of the world, not the way it is supposed to be among Christians. 

แต่นั่นคือวิถีทางของโลก  ไม่ใช่วิธีที่มันควรจะเป็นในท่ามกลางพวกคริสเตียน

Jesus is our example. 

พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างของเรา

True greatness means to be like Jesus, and that means being a servant to others.

ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงหมายถึงการเป็นเหมือนพระเยซูและนั่นหมายความว่าเป็นผู้รับ  ใช้คนอื่นๆ

A servant does not argue over who is the greatest, because he knows that he is the least, and he accepts this from the hand of God.

ผู้รับใช้ไม่โต้เถียงว่าใครจะเป็นใหญ่ที่สุดเพราะเขารู้ว่าเขาเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดและเขายอมรับอย่างนี้จากพระหัตถ์ของพระเจ้า

Since all Christians are to be servants, there is no reason for us to compete with one another for honors and recognition.

เนื่องจากคริสเตียนทุกคนต้องเป็นผู้รับใช้   ไม่มีเหตุผลที่เราจะแข่งขันกันและกัน       เพื่อให้มีเกียรติและการยอมรับนับถือ

It is too bad that this competitive spirit is so strong in the church today as people promote themselves and their ministries.

มันแย่มากที่วิญญาณแห่งการแข่งขันนี้รุนแรงมากในคริสตจักรทุกวันนี้  เพราะ         ประชาชนส่งเสริมยกย่องตัวเองและพันธกิจของพวกเขา

 

Jesus demonstrated humility at the Lord’s Supper when He washed the disciples’ feet. 

พระเยซูทรงสำแดงความถ่อมพระทัยในพิธีมหาสนิท  เมื่อพระองค์ทรงล้างเท้าของ    พวกสาวก

Jesus example of servanthood and humility is described in Philippians.

พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างของการเป็นผู้รับใช้และความอ่อนน้อมถ่อมตน ดังที่ได้        อธิบายไว้ในพระธรรมฟิลิปปี

 

Philippians 2:3-10

3 Do nothing from rivalry or conceit, but in humility count others more significant than yourselves.

ฟิลิปปี 2:3-10

3 อย่าทำสิ่งใดด้วยการชิงดีหรือถือดี   แต่จงถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวด้วยใจถ่อม 

4 Let each of you look not only to his own interests, but also to the interests of others.

4อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนเอง   แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย

5 Have this mind among yourselves, which is yours in Christ Jesus,

5 จงมีจิตใจเช่นนี้ในพวกท่านเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์

6 who, though he was in the form of God, did not count equality with God a thing to be grasped,

6 ผู้ทรงสภาพเป็นพระเจ้า   ไม่ทรงถือว่าความทัดเทียมกับพระเจ้าเป็นสิ่งที่จะต้องยึดไว้

7 but made himself nothing, taking the form of a servant, being born in the likeness of men.

7 แต่ทรงสละพระองค์เอง   และทรงรับสภาพทาส   ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และทรงปรากฏอยู่ในสภาพมนุษย์

8And being found in human form, he hum bled himself by becoming obedient to the point of death, even death on a cross.

8 พระองค์ทรงถ่อมตัวลง ทรงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งมรณาบนกางเขน

9Therefore God has highly exalted him and bestowed on him the name that is above every name,

9 เพราะฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงยกพระองค์ขึ้นสูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งหมดแก่พระองค์ 

10 so that at the name of Jesus every knee should bow, in heaven and on earth and under the earth,

10 เพื่อที่ว่าเพราะพระนามของพระเยซูนั้น ทุกชีวิตในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก และใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกเข่าลงกราบพระองค์

 

Jesus closed this lesson on servanthood by reminding them of their future reward in the kingdom.

พระเยซูทรงจบบทเรียนนี้เรื่องการเป็นผู้รับใช้ โดยทรงเตือนว่าพวกเขาจะได้รับ        บำเหน็จรางวัลในอนาคตในราชอาณาจักร

In spite of their weaknesses and failures, the disciples had stood by Jesus during His earthly ministry, and God would honor them for their faithfulness.  

แม้ว่าพวกเขามีจุดอ่อนและความล้มเหลว    พวกสาวกได้ยืนเคียงข้างพระเยซูในขณะที่         ทำพระราชกิจต่างๆ  และพระเจ้าจะทรงให้เกียรติพวกเขาในความซื่อสัตย์ของพวกเขา

God will honor you too for faithfulness, but meanwhile will you be His humble        servant?

พระเจ้าจะทรงให้เกียรติคุณสำหรับความซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน  แต่ในขณะนี้คุณจะเป็นผู้รับใช้ที่อ่อนน้อมถ่อมตนของพระองค์ไหม?

The people of Israel thousands of years ago, when they were slaves in Egypt, had to      put the blood of a lamb on their door posts. 

ชนอิสราเอลนับเป็นพันๆปีที่ผ่านมา  เมื่อพวกเขาเป็นทาสในอียิปต์  พวกเขาต้องทา   เลือดของลูกแกะที่วงกบประตูบ้านของพวกเขา

The angel of death passed over the houses with the blood. 

ทูตมรณะผ่านบ้านเหล่านั้นที่มีเลือดทาไว้

In the New Testament, a man called John the Baptist said this about Jesus. 

ในพันธสัญญาใหม่ ชายคนหนึ่งที่เรียกว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมากล่าวเรื่องนี้เกี่ยวกับพระ          เยซู

“Behold the lamb of God who takes away the sin of the world.” 

“จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับบาปของโลกไป"

When a person believes in Jesus, then it is like His blood is on the door of their heart and God’s judgment passes over him. 

เมื่อคนรับเชื่อในพระเยซู   แล้วมันก็เหมือนพระโลหิตของพระองค์ทาที่ประตูใจ          ของพวกเขาและการพิพากษาของพระเจ้าจะผ่านเขาไป

He then has all his sins forgiven, he has eternal life with God. 

แล้วพระองค์จะทรงชำระบาปของเขาทั้งสิ้น  เขาก็จะมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้า

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at       Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่5 พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถ  ดู          ได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน          (ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

           

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

           

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top