Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

 Luke 24 The Resurrection

ลูกาบทที่ 24 การฟื้นคืนพระชนม์

 

Last time we talked about how that Jesus died on the cross to pay for our sins, a man named Joseph asked to bury His body. 

ครั้งที่แล้วเราพูดเรื่องเกี่ยวกับพระเยซูสิ้นพระชนม์บนกางเขนอย่างไร  เพื่อทรงชดใช้ความบาปแทนเรา  ชายคนที่ชื่อโยเซฟขอพระศพของพระองค์ไปฝัง

A large stone was rolled in front of the tomb. 

หินก้อนมหึมาถูกกลิ้งมาปิดอยู่ปากทางเข้าอุโมงค์

Early Sunday morning a group of ladies went to the tomb to finish the burial preparation but they received a big surprise when they arrived there.  

เช้าตรู่วันอาทิตย์กลุ่มผู้หญิงไปที่อุโมงค์เพื่อเตรียมการฝังพระศพให้เสร็จสิ้น  แต่พวกเขาพบความประหลาดใจใหญ่หลวงเมื่อพวกเขามาถึงที่นั่น

 

Christianity is a resurrection religion; the resurrection of Jesus is the very heart of Christianity.

ศาสนาคริสต์เป็นศาสตร์เรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย   การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นหัวใจสำคัญของศาสนาคริสต์

The resurrection of Jesus Christ proves to us that He is indeed the Son of God, just as He claimed to be. 

การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ได้พิสูจน์ให้เราทราบว่าแท้จริงพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าดังเช่นที่พระองค์ทรงตรัสไว้

It also proves that His sacrifice for sin has been accepted and that the work of salvation is completed.

นอกจากนี้ยังพิสูจน์ว่าการสละพระชนม์ของพระองค์เพื่อชดใช้บาปแทนเราได้รับการยอมรับเพื่อให้แผนการแห่งความรอดเสร็จสมบูรณ์

 

Since the death, burial, and resurrection of Jesus Christ are so important to the Christian faith, it is no surprise that Satan has attacked the truth of the Resurrection. 

เพราะการสิ้นพระชนม์  การฝังพระศพและการฟื้นคืนพระชนม์  พระเยซูคริสต์จึงมีความสำคัญต่อความเชื่อของคริสเตียน  จึงไม่น่าแปลกใจว่าซาตานได้โจมตีความจริงเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์

The first lie that he had some believe was that the disciples came and stole Lord’s body, but it is difficult to imagine how they could have done this.  

คำโกหกครั้งแรกของมัน มีบางคนเชื่อว่าพวกสาวกมาขโมยพระศพของพระเยซูเจ้า  แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่าพวกเขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร

To begin with, the tomb was carefully guarded, and it would have been impossible for the frightened disciples to overpower the soldiers, open the tomb, and take the body.  

โดยเริ่มต้นด้วย หลุมฝังศพถูกเฝ้าอย่างระมัดระวัง และมันจะเป็นไปไม่ได้สำหรับพวกสาวกที่ตกใจกลัวที่จะเอาชนะทหาร  เปิดอุโมงค์  และเอาพระศพไป

Besides the disciples themselves did not believe or understand that Jesus would be resurrected.  

นอกจากนี้พวกสาวกเองก็ไม่เชื่อหรือเข้าใจว่าพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์อีกครั้ง

So why would they try to take His body away, to pretend He had been resurrected?  

ดังนั้นทำไมพวกเขาจึงพยายามที่จะนำพระศพของพระองค์ไป   เพื่อหลอกว่าพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาใช่ไหม?

A second lie of Satan is that Jesus did not really die on the cross but only fainted, and when He was put into the cool tomb, He revived.  

คำโกหกครั้งที่สองของซาตานคือ  พระเยซูไม่ได้สิ้นพระชนม์บนกางเขน แต่เพียงเป็นลมสลบไปและเมื่อพระศพถูกนำไปเข้าในอุโมงค์ที่เย็นสบายพระองค์ก็ทรงฟื้น

But Pilate carefully checked with the centurion to see whether Jesus was dead.  

แต่ปิลาตกำลังการตรวจสอบอย่างละเอียดกับกองทหารเพื่อจะรู้ว่าพระเยซูสิ้นพระชนม์หรือไม่

The Roman soldiers who broke the legs of the two thieves knew that Jesus had died.  

ทหารโรมันผู้ทุบขาของโจรทั้งสองคนรู้ว่าพระเยซูได้สิ้นพระชนม์แล้ว

Furthermore, how could a “cool tomb” transform Christ’s body so that He could appear and disappear and walk through closed doors?

นอกจากนี้   “อุโมงค์” จะสามารถแปลงพระศพของพระคริสต์เพื่อให้พระองค์สามารถปรากฏและหายไปและเดินผ่านประตูที่ปิดได้อย่างไร?

When the believers discovered that Jesus was alive, it made a tremendous difference in their lives. [1]

เมื่อผู้เชื่อพบว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่   ก็ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างมากใน       ชีวิตของพวกเขา

 

Grieving women find the empty tomb  

พวกผู้หญิงเสียใจที่พบอุโมงค์ว่างเปล่า

 

Luke 24:1-12

1 But on the first day of the week, at early dawn, they went to the tomb, taking the spices they had prepared.

ลูกา24:1-12

1 ตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ พวกผู้หญิงก็นำเครื่องหอมที่จัดเตรียมไว้มาถึงอุโมงค์

2 And they found the stone rolled away from the tomb,

2 พวกนางพบว่าก้อนหินกลิ้งออกจากปากอุโมงค์แล้ว

3 but when they went in they did not find the body of the Lord Jesus.

3 และเมื่อเข้าไปหาก็ไม่พบพระศพของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า

4 While they were perplexed about this, behold, two men stood by them in dazzling apparel.

4 ขณะกำลังฉงนสนเท่ห์เพราะเหตุการณ์นั้น นี่แน่ะ มีชายสองคนยืนอยู่ใกล้พวกนาง เครื่องนุ่งห่มแพรวพราวจนพร่าตา

5 And as they were frightened and bowed their faces to the ground, the men said to them, “Why do you seek the living among the dead?

5 ผู้หญิงเหล่านั้นก็หวาดกลัวและซบหน้าลงถึงดิน ชายสองคนนั้นจึงพูดกับพวกนางว่า “พวกท่านแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไม?

6 He is not here, but has risen. Remember how he told you, while he was still in Galilee,

6 [พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ทรงเป็นขึ้นมาแล้ว] จงระลึกถึงคำที่พระองค์ตรัสกับพวกท่านขณะที่พระองค์ยังอยู่ในแคว้นกาลิลี

7 that the Son of Man must be delivered into the hands of sinful men and be crucified and on the third day rise.”

7 ว่า   'บุตรมนุษย์จะต้องถูกมอบไว้ในมือของพวกคนบาป และจะต้องถูกตรึงที่กางเขน และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่'”

8 And they remembered his words,

8 พวกนางจึงระลึกถึงพระดำรัสของพระองค์

9 and returning from the tomb they told all these things to the eleven and to all the rest.

9 เมื่อกลับจากอุโมงค์แล้ว พวกนางก็เล่าเหตุการณ์นี้ทั้งหมดแก่สาวกสิบเอ็ดคนและคนอื่นๆ ด้วย

10 Now it was Mary Magdalene and Joanna and Mary the mother of James and the other women with them who told these things to the apostles,

10 คนที่เล่าเหตุการณ์เหล่านั้นแก่พวกอัครทูตคือ มารีย์ชาวมักดาลา โยอันนา มารีย์มารดาของยากอบ และผู้หญิงคนอื่นๆที่อยู่กับพวกนาง

11 but these words seemed to them an idle tale, and they did not believe them.

11 แต่พวกอัครทูตไม่เชื่อ  เห็นว่าเป็นคำเหลวไหล

12 But Peter rose and ran to the tomb; stooping and looking in, he saw the linen cloths by themselves; and he went home marveling at what had happened.

12 [แต่เปโตรลุกขึ้น วิ่งไปที่อุโมงค์ เมื่อก้มลงมองดูก็เห็นแต่ผ้าป่านเท่านั้น จึงกลับไปด้วยความประหลาดใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น]

 

We do not know at what time Jesus arose from the dead on the first day of the week, but it must have been very early on a Sunday morning.

เราไม่ทราบว่าเวลาใดที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตายในวันแรกของสัปดาห์ แต่มันจะต้องเป็นช่วงเช้าตรู่วันอาทิตย์

The earthquake and the angel opened the tomb, not to let Jesus out but to let the witnesses in.  

แผ่นดินไหวและทูตสวรรค์เปิดปากอุโมงค์   ไม่ให้พระเยซูออกไป  แต่เพื่อให้พยานเข้ามาข้างใน

“Come and see, go and tell!” is the message the Church has to tell those who haven’t heard yet.

"จงมาดูกัน  จงไปบอกกล่าว" นี่เป็นข่าวประเสริฐที่คริสตจักรจะบอกผู้ที่ยังไม่เคยได้ยิน

Mary Magdalene had been especially helped by Jesus and was devoted to Him

She was at the cross and then she was first at the tomb.   

มารีย์ แม็กดาลาได้รับการช่วยเป็นพิเศษโดยพระเยซูและอุทิศชีวิตเพื่อพระองค์ นางยืนอยู่ที่ไม้กางเขนแล้วนางเป็นคนแรกที่ไปถึงอุโมงค์

With Mary Magdalene, was Mary the mother of James; Joanna; and other devout women came to the tomb hoping to finish preparing their Lord’s body for burial.

ที่ไปกับนางมารีย์ แม็กดาลา เป็นมารีย์ มารดาของยากอบ  โยอันนา  และผู้หญิงที่เสียสละคนอื่นๆมาถึงอุโมงค์  หวังที่จะทำการเตรียมฝังพระศพของพระเยซูเจ้าให้เสร็จสิ้น

It was a sad labor of love that was changed into gladness when they discovered that Jesus was alive.

มันเป็นความเศร้าของความรักที่ถูกเปลี่ยนเป็นความยินดีเมื่อพวกเขาได้พบว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่

“Who will roll the stone away for us?” the women wondered.

"ใครจะกลิ้งหินออกไปให้เรา?" พวกผู้หญิงสงสัย

The Roman soldiers would not break the Roman seal, especially for a group of mourning Jewish women.

ทหารโรมันจะไม่ทำลายตราประทับโรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อกลุ่มผู้หญิงชาวยิว

But God had solved the problem for them; the tomb was open already and there was no body to prepare!

แต่พระเจ้าได้ทรงแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขา  อุโมงค์ได้ถูกเปิดแล้วและไม่มีพระศพให้ทำการเตรียมพร้อมที่จะฝัง!

Two angels appeared. 

ทูตสวรรค์สององค์ปรากฏ 

One spoke and said, “why do you look for the living among the dead, He has risen just as He said, come see the place where the Lord lay.”

องค์หนึ่งพูดและกล่าวว่า " พวกท่านแสวงหาคนเป็นในพวกคนตายทำไมพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาแล้วดังที่ทรงตรัส จงมาดูที่ซึ่งพระกายของพระองค์ทรงถูกวางไว้

Several times, Jesus had told His followers that He would suffer and die and be raised from the dead. 

หลายครั้ง พระเยซูได้ตรัสบอกลูกศิษย์ของพระองค์ว่าพระองค์จะทนทุกข์และตายและจะเป็นขึ้นจากความตาย

They were then told to go and tell. 

พระองค์ทรงสั่งให้พวกเขาออกไปบอกข่าว

The women ran to tell the disciples the good news, but the men did not believe them! 

พวกผู้หญิงวิ่งไปเพื่อจะบอกข่าวดีแก่พวกสาวก แต่พวกเขาไม่ได้เชื่อพวกนาง

You would think the apostles would be greatly impressed by what the women told them, but notice their reaction:

คุณจะคิดว่าอัครสาวกจะประทับใจอย่างมากจากสิ่งที่พวกผู้หญิงได้บอกพวกเขา แต่สังเกตดูปฏิกิริยาของพวกเขา:

 

Luke 24:11And their words seemed to them as idle tales, and they believed them not.

ลูกา24:11 แต่พวกอัครทูตไม่เชื่อ เห็นว่าเป็นคำเหลวไหล

                 

It is surprising that the disciples didn’t consider the women to be credible witnesses. 

เป็นที่น่าแปลกใจว่าพวกสาวกไม่ได้คิดว่าพวกผู้หญิงจะมาเป็นพยานที่น่าเชื่อถือ

The first one to refuse to believe the story of the resurrection were the disciples. 

พวกแรกที่ปฏิเสธไม่เชื่อในเรื่องราวของการฟื้นคืนพระชนม์คือพวกสาวก

Even though Jesus had told them about His death and resurrection.

แม้ว่าพระเยซูได้ตรัสบอกพวกเขาเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์

So, if Jesus own disciples didn’t believe in the resurrection of Jesus at first, no wonder some people today, don’t believe when we tell them.  But it is true! 

ดังนั้นถ้าพวกสาวกของพระเยซูเองไม่เชื่อในการฟื้นคืนพระชนม์ในตอนแรก  ไม่น่าแปลกใจที่ทุกวันนี้ บางคนไม่เชื่อเมื่อเราบอกพวกเขา แต่มันเป็นความจริง

We might need to tell them more than once. 

เราอาจจำเป็นต้องบอกพวกเขามากกว่าหนึ่งครั้ง

Later that day two of Jesus followers were walking to a small village. 

ตอนสายวันนั้นสาวกสองคนของพระเยซูกำลังเดินไปยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง

They met a man on the road and at first didn’t recognize who He was.

พวกเขาได้พบกับชายคนหนึ่งบนท้องถนนและตอนแรกพวกเขาไม่รู้ว่าพระองค์เป็นใคร

 

Discouraged hearts and disbelieving disciples meet the risen Lord  

พวกสาวกที่จิตใจท้อแท้และไม่เชื่อได้พบกับพระเจ้าผู้ทรงฟื้นพระชนม์

 

Luke 24:13-35

13 That very day two of them were going to a village named Emmaus, about seven miles from Jerusalem,

ลูกา 24:13-35

13 ในวันนั้นเองมีสาวกสองคนเดินทางไปหมู่บ้านชื่อเอมมาอูส ห่างจากกรุงเยรูซาเล็มประมาณสิบเอ็ดกิโลเมตร

14 and they were talking with each other about all these things that had happened.

14 เขาสนทนากันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

15 While they were talking and discussing together, Jesus himself drew near and went with them. _

15 ขณะที่กำลังสนทนาซักถามกันอยู่ พระเยซูก็เสด็จเข้ามาใกล้ดำเนินด้วยกัน

16 But their eyes were kept from recognizing him.

16 แต่ตาของเขาทั้งสองถูกปิดกั้นทำให้จำพระองค์ไม่ได้

17 And he said to them, “What is this conversation that you are holding with each other as you walk?” And they stood still, looking sad.

17 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งสองว่า “ระหว่างทางที่เดินมานี่ท่านโต้ตอบกันเรื่องอะไร?” เขาก็หยุดยืน หน้าตาโศกเศร้า

18 Then one of them, named Cleopas, answered him, “Are you the only visitor to Jerusalem who does not know the things that have happened there in these days?”

18 คนที่ชื่อเคลโอปัสทูลถามพระองค์ว่า “ท่านเป็นแขกเมืองในกรุงเยรูซาเล็มเพียงคนเดียวหรือที่ไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้?”

19 And he said to them, “What things?” And they said to him, “Concerning Jesus of Nazareth, a man who was a prophet mighty in deed and word before God and all the people,

19 พระองค์ตรัสถามพวกเขาว่า “เหตุการณ์อะไร?” เขาจึงตอบพระองค์ว่า “เหตุการณ์เรื่องเยซูชาวนาซาเร็ธผู้เผยพระวจนะที่มีฤทธิ์เดชในกิจการและถ้อยคำต่อพระพักตร์พระเจ้าและต่อหน้าประชาชน

20 and how our chief priests and rulers delivered him up to be condemned to death, and crucified him.

20 พวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกผู้นำของเรามอบตัวท่านไว้ให้ถูกลงโทษถึงตาย และตรึงท่านที่กางเขน

21 But we had hoped that he was the one to redeem Israel. Yes, and besides all this, it is now the third day since these things happened.

21 แต่เรามีความหวังว่าท่านจะเป็นผู้นั้นที่มาไถ่ชนชาติอิสราเอล ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้เป็นวันที่สามแล้วตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น

22 Moreover, some women of our company amazed us. They were at the tomb early in the morning,

22 มีผู้หญิงบางคนในพวกเราที่ทำให้เราประหลาดใจ พวกนางไปที่อุโมงค์เมื่อเวลาเช้ามืด

23 and when they did not find his body, they came back saying that they had even seen a vision of angels, who said that he was alive.

23 แต่ไม่พบศพของท่าน จึงมาเล่าว่าเห็นนิมิตเป็นทูตสวรรค์ และทูตสวรรค์นั้นบอกว่าท่านผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่

24 Some of those who were with us went to the tomb and found it just as the women had said, but him they did not see.”

24 บางคนในเราจึงไปที่อุโมงค์ และพบเหมือนที่ผู้หญิงเหล่านั้นบอก แต่เขาไม่เห็นท่านเยซู”

25 And he said to them, “O foolish ones, and slow of heart to believe all that the prophets have spoken!

25 พระองค์จึงตรัสกับสองคนนั้นว่า “โอ คนโง่เขลาและมีใจเฉื่อยช้าในการเชื่อถ้อยคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้นั้น

26 Was it not necessary that the Christ should suffer these things and enter into his glory?”

26 พระคริสต์จำเป็นต้องทนทุกข์อย่างนั้นแล้วจึงเข้าในพระสิริของพระองค์ไม่ใช่หรือ?”

27 And beginning with Moses and all the Prophets, he interpreted to them in all the Scriptures the things concerning himself.

27 แล้วพระองค์ทรงอธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง เริ่มต้นตั้งแต่โมเสสและบรรดาผู้เผยพระวจนะทั้งหมด

28 So they drew near to the village to which they were going. He acted as if he were going farther,

28 เมื่อมาใกล้หมู่บ้านที่จะไปนั้น พระองค์ทรงทำทีว่าจะเสด็จเลยไป

29 but they urged him strongly, saying, “Stay with us, for it is toward evening and the day is now far spent.” So he went in to stay with them.

29 เขาทั้งสองจึงคะยั้นคะยอพระองค์ว่า “เชิญท่านมาพักด้วยกันเถิด เพราะจวนจะค่ำและใกล้จะหมดวันอยู่แล้ว” พระองค์จึงเสด็จเข้าไปพักอยู่กับเขา

30 When he was at table with them, he took the bread and blessed and broke it and gave it to them.

30 เมื่อประทับที่โต๊ะอาหารกับพวกเขา พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ขอพระพร แล้วทรงหักส่งให้เขา

31 And their eyes were opened, and they recognized him. And he vanished from their sight.

31 ตาของเขาทั้งสองก็เปิดออกและเขาก็จำพระองค์ได้ แล้วพระองค์ก็อันตรธานไปจากเขา

32 They said to each other, “Did not our hearts burn within us while he talked to us on the road, while he opened to us the Scriptures?”

32 เขาจึงพูดกันว่า “ใจเรารุ่มร้อนภายในเมื่อพระองค์ตรัสตามทาง และเมื่อทรงอธิบายพระคัมภีร์ให้เราฟังไม่ใช่หรือ?”

33 And they rose that same hour and returned to Jerusalem. And they found the eleven and those who were with them gathered together, _

33 เขาทั้งสองก็ลุกขึ้นในเวลานั้น แล้วกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม และพบว่าพวกสาวกสิบเอ็ดคนชุมนุมกันอยู่พร้อมกับพรรคพวก

34 saying, “The Lord has risen indeed, and has appeared to Simon!”

34 กำลังพูดกันว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นขึ้นมาแล้วจริงๆ และทรงปรากฏแก่ซีโมน”

35 Then they told what had happened on the road, and how he was known to them in the breaking of the bread.

35 สองคนนั้นจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตามทาง และเรื่องที่เขารู้จักพระองค์โดยการหักขนมปังนั้น

           

            Emmaus was a small village eight miles northwest of Jerusalem.

            เอ็มมาอูสเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ห่างทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเยรูซาเล็มราว 8กิโลเมตร

The two men walking from Jerusalem to Emmaus were discouraged disciples who had no reason to be discouraged.

ชายทั้งสองคนเดินจากกรุงเยรูซาเล็มไปเอ็มมาอูสเป็นสาวกที่ท้อแท้ ผู้ที่ท้อแท้ใจโดยไม่มีเหตุผล

They had heard the reports of the women that the tomb was empty, and that Jesus was alive, but they did not believe them.

พวกเขาได้ยินรายงานจากพวกผู้หญิงว่าอุโมงค์นั้นว่างเปล่าและพระเยซูทรงพระชนม์อยู่แต่พวกเขาไม่เชื่อพวกนาง

They had hoped that Jesus would redeem Israel, that He would be a strong King who would lead Israel in taking over Rome, but they were disappointed. 

พวกเขาหวังว่าพระเยซูจะทรงไถ่ชนอิสราเอล   ว่าพระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็ง  ผู้ที่จะนำอิสราเอลในการเอาชนะกรุงโรม  แต่พวกเขาผิดหวัง

Jesus had not come for that reason, but to save mankind.  

พระเยซูไม่ได้เสด็จมาด้วยเหตุผลนั้นแต่เพื่อทรงช่วยมนุษยชาติให้รอด

So, they didn’t know why Jesus came, lived and died, and they didn’t believe that He had been resurrected.  

ดังนั้น พวกเขาไม่ทราบว่าทำไมพระเยซูเสด็จมา  ทรงพระชนม์อยู่และสิ้นพระชนม์ และพวกเขาไม่เชื่อว่าพระองค์ได้ทรงฟื้นขึ้นมา

 

            Jesus graciously walked with them and listened to their … conversation. 

            พระเยซูทรงดำเนินอย่างมีสง่าราศีไปกับพวกเขาและฟังการสนทนาของพวกเขา

They were grieving over Jesus death and perhaps talking about some of His teachings and some prophecies of the Old Testament.

พวกเขาเสียใจที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ และอาจจะกำลังพูดถึงคำสอนบางส่วนของพระองค์และคำพยากรณ์บางเรื่องในพันธสัญญาเดิม

But they were unable to put it all together and come up with an explanation that made sense. [2]

แต่พวกเขาไม่สามารถที่จะนำทั้งหมดมารวมเป็นคำอธิบายที่ทำให้สมเหตุสมผล

 

   Some of the questions they had were: Why did Jesus have to die? Was there a future for the nation of Israel? 

   บางคำถามที่พวกเขาถาม: ทำไมพระเยซูจึงต้องตาย? มีอนาคตสำหรับประเทศอิสราเอลหรือไม่?

There is a bit of humor in Luke 24:19 when Jesus asked, “What things?” 

มีเรื่องขำขันเล็กน้อยในพระธรรมลูกา 24:19 เมื่อพระเยซูทรงถามว่า "สิ่งเหล่านั้นคืออะไร?" 

He had been at the heart of all that had happened in Jerusalem, and now He was asking them to tell Him what happened. 

พระองค์ทรงสถิตในจิตใจของทุกคนตอนที่เกิดเรื่องขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม  และตอนนี้พระองค์ก็ทรงขอให้พวกเขาบอกพระองค์ว่าเกิดอะไรขึ้น

How patient our Lord is with us as He listens to us tell Him what He already knows. 

พระเจ้าของเราทรงอดทนอย่างมากที่ทรงอยู่กับเราในขณะที่พระองค์ทรงฟังเราทูลบอกพระองค์สิ่งที่พระองค์ทรงทราบอยู่แล้ว

We may come boldly to Him in prayer, and He will help us. 

เราอาจจะมาหาพระองค์อย่างกล้าหาญโดยการอธิษฐานและพระองค์จะทรงช่วยเราได้

The two disciples were built up in faith as they heard the words of Jesus.

สาวกทั้งสองคนเกิดความเชื่อเมื่อพวกเขาได้ยินคำตรัสของพระเยซู

 

Romans10:17 “Faith comes by hearing, and hearing by the word of God”, 

โรม10:17 ฉะนั้นความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยิน และการได้ยินเกิดขึ้นได้ก็เพราะการประกาศพระคริสต์

 

         That’s why I preach and teach, that’s why I had a radio program, God’s Word for Today, in Thailand, with podcasts on my website www.wdbydana.com  to continue to reach people with the Word of God.

         นั่นคือเหตุผลที่ผมประกาศและสั่งสอน, นั่นคือเหตุผลที่ผมจัดรายการวิทยุ, พระคำของพระเจ้าสำหรับวันนี้  ในประเทศไทย กับสิ่งที่ผมโพสต์ในเว็บไซต์ของผม www.wdbydana.com  เพื่อให้ไปถึงผู้คนโดยใช้พระคำของพระเจ้า

This explains why Jesus opened the Word to these two men as the three of them walked to Emmaus.  

ข้อนี้อธิบายว่าทำไมพระเยซูทรงเปิดพระคำแก่ชายสองคนนี้เมื่อพวกเขาทั้งสามเดินไปยังเอ็มมาอูส

The Lord, in speaking about His resurrection, did not show them the prints of the nails in His hands to prove it.

ในการพูดเรื่องการคืนพระชนม์ของพระองค์  พระเจ้าไม่ได้ทรงสำแดงให้พวกเขาเห็นรอยแผลจากตะปูที่พระหัตถ์ของพระองค์เพื่อจะพิสูจน์มัน

He referred them to the Scriptures rather than to the nail prints.

พระองค์ทรงยกเอาข้อพระคัมภีร์มากกว่ารอยแผลจากตะปู

He told them, "You should have believed what the prophets said.” He began with Moses and the prophets. Moses and the prophets had spoken of Him. His death and resurrection had fulfilled their prophecies.

พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า " พวกเจ้าควรจะเชื่อสิ่งที่ศาสดาพยากรณ์กล่าว" พระองค์เริ่มต้นด้วยโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์ โมเสสและศาสดาพยากรณ์ได้พูดถึงพระองค์  การสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ได้ทำให้คำพยากรณ์ทั้งหลายสำเร็จ

 

Sometimes people say, they don’t believe the Bible, but they have never read it, so how do they know?  

บางครั้งผู้คนบอกว่า  พวกเขาไม่เชื่อพระคัมภีร์  แต่พวกเขาไม่เคยอ่านมัน  ดังนั้นพวกเขาจะรู้จักมันอย่างไร?

Sometimes when I invite people to church and ask them if they want to know more about God, they say, no thank you I am Buddhist. 

บางครั้งเมื่อผมเชิญคนมายังคริสตจักรและถามพวกเขาว่าพวกเขาต้องการที่จะรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระเจ้าไหม  พวกเขากล่าวว่า ไม่   ขอบคุณ  ฉันเป็นชาวพุทธ

It doesn’t matter that you have been a Buddhist, listen to the Bible, read the Bible and decide for yourself if it is true or not.  

มันไม่สำคัญว่าคุณเป็นชาวพุทธ   จงฟังพระคัมภีร์  อ่านพระคัมภีร์และตัดสินใจด้วยตัวเองว่ามันเป็นความจริงหรือไม่

If you decide it is not true, then remain as you are. 

ถ้าคุณตัดสินใจว่ามันไม่เป็นความจริง  แล้วคุณก็ยังคงเป็นเช่นเดิม

But please you must read and listen first before making your decision. 

แต่ขอความกรุณา  คุณต้องอ่านและฟังก่อนที่คุณจะตัดสินใจ

If you will seek to know truth and seek to know God, you will discover Him. 

ถ้าคุณแสวงหาเพื่อจะรู้จักความจริงและแสวงหาเพื่อจะรู้จักพระเจ้า, คุณจะได้พบพระองค์.

 

Jeremiah 29:11-13

เยเรมีย์ 29:11-13

11 For I know the plans I have for you, declares the LORD, plans for wholeness and not for evil, to give you a future and a hope.

11พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า 

12 Then you will call upon me and come and pray to me, and I will hear you.

12 แล้วเจ้าจะร้องทูลเรา และมาอธิษฐานต่อเรา และเราจะฟังเจ้า

13 You will seek me and find me. When you seek me with all your heart,

13 เจ้าจะแสวงหาเราและพบเราเมื่อเจ้าแสวงหาเราด้วยสิ้นสุดใจของเจ้า’

           

The Holy Spirit of God will have to make it real to you. 

พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะต้องทำให้คุณประจักษ์ความจริง

The Spirit of God will help you to understand the Bible if you will read it.

พระวิญญาณของพระเจ้าจะทรงช่วยให้คุณเข้าใจพระคัมภีร์ถ้าคุณจะอ่านมัน                  

 

1 Corinthians 2:14 But the natural man receives not the things of the Spirit of God: for they are foolishness unto him: neither can he know them, because they are spiritually discerned.

1โครินธ์ 2:14 แต่คนทั่วไปจะไม่รับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นของพระวิญญาณแห่งพระ           เจ้า เพราะว่าเขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ และเขาไม่สามารถเข้าใจ เพราะจะเข้าใจสิ่ง     เหล่านี้ได้ก็ต้องวินิจฉัยโดยพึ่งพระวิญญาณ

 

            Jesus did not teach them only doctrine or prophecy; He taught “the things concerning Himself” (Luke 24:27). 

            พระเยซูไม่ทรงสอนพวกเขาเฉพาะหลักคำสอนหรือคำพยากรณ์ เท่านั้น ทรงสอน "หลายสิ่งที่เกี่ยวกับพระองค์เอง" (ลูกา 24:27)

These men had talked to Jesus and listened to Jesus, and when He made as though He would go on alone, they asked Jesus to come home with them. 

คนเหล่านี้ได้สนทนากับพระเยซูและฟังพระเยซู  และเมื่อพระองค์ทรงสอนเสร็จแล้วพระองค์จะเสด็จไปตามลำพัง   พวกเขาทูลขอให้พระเยซูเสด็จมาบ้านกับพวกเขา 

They did not know who the Stranger was. All they knew was that their hearts were “burning” within them, and they wanted the blessing to last.

พวกเขาไม่ทราบว่าคนแปลกหน้านี้คือใคร  ทั้งหมดที่พวกเขารู้คือจิตใจของพวกเขา "กำลังร้อนรุ่ม" ภายในใจ  และพวกเขาต้องการพระพรให้อยู่สืบไปนาน

 

            Jesus opened the Scriptures to them, and then He opened their eyes so that they recognized Him. 

            พระเยซูทรงเปิดข้อพระคัมภีร์สอนพวกเขาและจากนั้นพระองค์ทรงเปิดตาของเขาเพื่อที่พวกเขาจำพระองค์ได้

Now they knew for themselves that Jesus was alive.

ตอนนี้พวกเขารู้ว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่

They had the evidence of the open tomb, the angels, the witnesses, the Scriptures and now their own personal experience with the Lord.

พวกเขามีหลักฐานของอุโมงค์ที่เปิดออก ทูตสวรรค์  พวกพยาน  ข้อพระคัมภีร์และตอนนี้ประสบการณ์ส่วนตัวของพวกเขาเองกับพระเจ้า

The fact that Jesus vanished did not mean that He abandoned them, for He was with them even though they could not see Him; and they would see Him again.

ความจริงที่ว่าพระเยซูหายวับไปไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงละทิ้งพวกเขา  เพราะพระองค์ทรงอยู่กับพวกเขาแม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นพระองค์; และพวกเขาจะเห็นพระองค์อีกครั้ง

The best evidence that we have understood the Bible and met the living Christ is that we have something exciting to share with others.

หลักฐานที่ดีที่สุดที่เรามีความเข้าใจในพระคัมภีร์และพบกับพระคริสต์ผู้ทรงพระชนม์คือการที่เรามีสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่จะแบ่งปันกับผู้อื่น

The two men immediately left Emmaus and returned to Jerusalem to tell the believers that they had met Jesus.

ทันใดนั้นชายทั้งสองคนออกจากเอ็มมาอูสและกลับไปยังกรุงเยรูซาเลมเพื่อบอกผู้เชื่อทั้งหลายว่าพวกเขาได้พบกับพระเยซูแล้ว

But when they arrived, the apostles and the others told them that Jesus was alive and had appeared to Peter.[3]

แต่เมื่อพวกเขามาถึง อัครสาวกและคนอื่นๆบอกพวกเขาว่าพระเยซูทรงพระชนม์อยู่และได้ทรงปรากฏต่อเปโตร

  

Have you believed in Jesus? 

คุณเชื่อในพระเยซูไหม?

Do you believe that He is the Son of God? 

คุณเชื่อว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าหรือไม่

Do you believe that He died on the cross for you? 

คุณเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อคุณไหม?

Do you believe that He came alive from the dead on the third day?  

คุณเชื่อว่าพระองค์ทรงฟื้นพระชนม์หลังจากความตายในวันที่สามไหม?

Have you asked Him to be your savior?  

คุณได้ทูลขอให้พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณหรือไม่

If you have already believed are you telling others? 

ถ้าคุณเชื่อแล้วคุณจะบอกผู้อื่นหรือไม่?

Just as the women did, we must run and tell the Good News!

เช่นเดียวกับพวกผู้หญิงได้กระทำ  เราต้องวิ่งไปบอกข่าวดี

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 5 Luke 14-24 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำชี้แจงพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 5พระธรรมลูกา 14-24 ลิขสิทธิ์© 2018 โดย Dana Bratton สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในหนังสือ เครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน(ภาษาอังกฤษ

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 

 



[1] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Courageous (Luke 14-24), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 277.

[2] Wiersbe, Bible Exposition Commentary - Be Courageous (Luke 14-24), 278.

[3] Wiersbe, Bible Exposition Commentary - Be Courageous (Luke 14-24), 279.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top