Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 3 John the Baptist Prepares the Way

ลูกา 3  ยอห์นผู้ให้บัพติสมาเตรียมทางนั้น

    

Luke places the emphasis upon John's message of repentance as the condition for the coming of the Messiah.

ลูกาเน้นความสำคัญข่าวประเสริฐเรื่องการกลับใจใหม่ของยอห์นว่าเป็นเงื่อนไขในการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์

From the Mosaic system of washing in water, which was a common custom of immersion in that day, John baptized those who came to him as merely a preparation (a moral reformation) for the coming of Christ.

จากกฏของโมเสสเรื่องการล้างเท้าด้วยน้ำ ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมปกติของการจุ่มลงในน้ำในสมัยนั้น ยอห์นได้ให้บัพติสมาแก่บรรดาผู้ที่มาหาเขาเพียงเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม (การปฏิรูปทางศีลธรรม) เพื่อการที่พระคริสต์จะเสด็จมา

Christ would baptize by the Holy Spirit -- a real transformation. [1]

พระคริสต์ทรงรับบัพติสมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

 

1 In the fifteenth year of the reign of Tiberius Caesar, Pontius Pilate being governor of Judea, and Herod being tetrarch of Galilee, and his brother Philip tetrarch of the region of Ituraea and Trachonitis, and Lysanias tetrarch of Abilene,

ในปีที่สิบห้าแห่งรัชกาลของจักรพรรดิทิเบริอัส   ปอนทิอัสปีลาตเป็นเจ้าเมืองยูเดีย    เฮโรดเป็นเจ้าเมืองกาลิลี   ฟีลิปน้องชายของเฮโรดเป็นเจ้าเมืองอิทูเรียกับเมืองตราโคนิติส   ลีซาเนียสเป็นเจ้าเมืองอาบีเลน

           

            Tetrarch means ruler of a 4th part.[2]  So an area was divided in four parts with a leader over each. 

            เทตตราหมายถึงผู้ปกครองส่วนที่ 4   ดังนั้นพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วนโดยมีผู้นำแต่ละส่วน

 

2 during the high priesthood of Annas and Caiaphas, the word of God came to John the son of Zechariah in the wilderness.

2 และอันนาสกับคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิต ช่วงเวลานี้เองที่พระวจนะของพระเจ้ามาถึงยอห์นบุตรเศคาริยาห์ในถิ่นทุรกันดาร    

 

Annas was the father in law of Caiphas.  They were still high priests at time of

Jesus crucifixion.

                อันนาสเป็นบิดาตามกฎหมายของคายาฟัส พวกเขายังคงเป็นมหาปุโรหิตใน

เวลาที่พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน

 

3 And he went into all the region around the Jordan, proclaiming a baptism of repentance for the forgiveness of sins.

3 ยอห์นจึงไปทั่วลุ่มแม่น้ำจอร์แดน ประกาศให้คนกลับใจใจใหม่และรับบัพติศมาเพื่อให้พระเจ้าทรงยกโทษความผิดบาป    

    

            John was a priest, a prophet, and a preacher.

            ยอห์นเป็นปุโรหิต  ผู้พยากรณ์และนักเทศน์

He was a priest by birth because he was the son of Zacharias, but he was    called by God to be a prophet. 

เขาเป็นปุโรหิตโดยกำเนิด  เพราะเขาเป็นบุตรของเศคาริยาห์ แต่เขาได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้เป็นผู้พยากรณ์

John’s baptism represented a public commitment to repent of sin and follow God. 

การรับบัพติศมาของยอห์นเป็นการแสดงความเชื่อของตนต่อสาธารณะว่าได้กลับใจจากบาปและติดตามพระเจ้า

Except Jesus who had no need of repentance.      

ยกเว้นพระเยซูที่ไม่จำเป็นต้องกลับใจ

           

4As it is written in the book of the words of Isaiah the prophet,

“The voice of one crying in the wilderness: ‘Prepare the way of the Lord make his paths straight.

4ตามที่มีเขียนไว้ในหนังสือที่เป็นถ้อยคำของอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะว่า “มีเสียงของผู้หนึ่งป่าวร้องในถิ่นทุรกันดารว่า        จงเตรียมมรรคา แห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า หมายถึง พระเจ้าจงทำหนทางของพระองค์ให้ตรงไป

5Every valley shall be filled, and every mountain and hill shall be made low, and the crooked shall become straight, and the rough places shall become level ways,

5หุบเขาทุกแห่งจะถมให้เต็ม   ภูเขาและเนินทุกแห่งจะให้ต่ำลง   ทางคดจะกลายเป็นทางตรง   และทางที่สูงๆต่ำๆจะเป็นทางราบ    

6and all flesh shall see the salvation of God.’”

6และมนุษย์ทั้งหลายจะได้เห็นความรอดของพระเจ้า”  

7He said therefore to the crowds that came out to be baptized by him, “You brood of vipers! Who warned you to flee from the wrath to come?

7 ยอห์นกล่าวกับฝูงชนที่ออกมารับบัพติสมาจากท่านว่า  “พวกชาติงูร้าย   ใครเตือนพวกท่านให้หนีจากพระพิโรธที่จะมานั้น

 8Bear fruits in keeping with repentance. And do not begin to say to yourselves, ‘We have Abraham as our father.’ For I tell you, God is able from these stones to raise up children for Abraham.

8จงพิสูจน์การกลับใจด้วยผลที่เกิดขึ้น อย่านึกว่าตนมีอับราฮัมเป็นบิดา เพราะข้าพเจ้าจะบอกพวกท่านว่า พระเจ้าทรงสามารถทำให้ก้อนหินเหล่านี้กำเนิดบุตรแก่อับราฮัมได้ 

 

 Some people were confident in their relationship with God, simply because of their race and nationality, being descendants of Abraham. 

            บางคนมีความมั่นใจในความสัมพันธ์ของตนกับพระเจ้า  เพียงเพราะเชื้อชาติและสัญชาติของพวกเขา  ในการเป็นลูกหลานของอับราฮัม

But John calls them to repentance.

แต่ยอห์นเรียกพวกเขาให้กลับใจใหม่

 

9 Even now the axe is laid to the root of the trees. Every tree therefore that does not bear good fruit is cut down and thrown into the fire.”

9 บัดนี้ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้ว และทุกต้นที่ไม่เกิดผลดีจะต้องถูกตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ”  

10 And the crowds asked him, “What then shall we do?”

10 ฝูงชนจึงถามท่านว่า   “เราจะต้องทำอย่างไร”

11 And he answered them, “Whoever has two tunics is to share with him who has none, and whoever has food is to do likewise.”

11 ท่านจึงตอบพวกเขาว่า   “ใครมีเสื้อสองตัวจงแบ่งปันให้แก่คนที่ไม่มี   และใครมีอาหารก็จงทำเหมือนกัน”

 12 Tax collectors also came to be baptized and said to him, “Teacher, what shall we do?”

12 พวกคนเก็บภาษีต่างก็มาขอรับบัพติสมาด้วย   และถามท่านว่า   “อาจารย์ เราต้องทำอย่างไร”

13 And he said to them, “Collect no more than you are authorized to do.”

13 ท่านจึงตอบพวกเขาว่า   “อย่าเก็บภาษีเกินพิกัด”

14 Soldiers also asked him, “And we, what shall we do?” And he said to them, “Do not extort money from anyone by threats or by false accusation, and be content with your wages.”

14 พวกทหารก็ถามท่านด้วยว่า   “แล้วเราล่ะ  จะต้องทำอย่างไร”   ท่านตอบเขาว่า   “อย่ากรรโชก   อย่าใส่ความเพื่อเอาเงิน   แต่จงพอใจในค่าจ้างของตัวเอง”  

 

John gave specific instructions to those who asked based on their job. 

            ยอห์นได้สั่งสอนเป็นพิเศษแก่ผู้ที่ขอตามพื้นฐานอาชีพของพวกเขา

To the soldiers he said don’t take bribes be content with your wages. 

เขากล่าวกับทหารว่า จงอย่ารับสินบน  จงพอใจกับค่าจ้างของท่าน

To the tax collectors he said don’t over charge. 

กับคนเก็บภาษี  เขาบอกว่าจงอย่าเก็บภาษีเกินอัตรา

What about us, what things should we do or not do?   

แล้วพวกเราล่ะ  สิ่งใดบ้างที่เราควรทำหรือไม่ควรทำ

 

Micah มีคาห์ 6:8 8 He has told you, O man, what is good; and what does the LORD require of you but to do justice, and to love kindness, and to walk humbly with your God?

8 มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี  และพระยาห์เวห์ทรงประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้ทำความยุติธรรมและให้รักความเมตตา และให้ดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าของเจ้าด้วยความถ่อมใจ

Colossians โคโลสี 3:23 23 Whatever you do, work heartily, as for the Lord and not for men,

23 ไม่ว่าพวกท่านจะทำสิ่งใด ก็จงทำด้วยความเต็มใจเหมือนทำถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า  ไม่ใช่เหมือนทำต่อมนุษย์ 

           

If we do our work unto the Lord, we will not go to work late, we won’t be lazy, we won’t cheat, we won’t steal, we will do extra, and with a good attitude without complaining.

                ถ้าเราทำงานของเราถวายแด่พระเจ้า  เราจะไม่ไปทำงานสาย เราจะไม่ขี้เกียจ เราจะไม่โกง  เราจะไม่ขโมย  เราจะทำงานพิเศษให้ และมีทัศนคติที่ดี  โดยไม่บ่นว่าเลย

 

15 As the people were in expectation, and all were questioning in their hearts concerning John, whether he might be the Christ,

15 ส่วนคนทั้งหลายนั้นกำลังคอย และครุ่นคิดเรื่องยอห์นว่า   ท่านเป็นพระคริสต์ผู้นั้นหรือไม่

16 John answered them all, saying, “I baptize you with water, but he who is mightier than I is coming, the strap of whose sandals I am not worthy to untie. He will baptize you with the Holy Spirit and with fire.

16 ยอห์นตอบพวกเขาว่า   “ข้าพเจ้าให้พวกท่านรับบัพติศมาด้วยน้ำ   แต่จะมีพระองค์หนึ่งเสด็จมา ทรงยิ่งใหญ่กว่าข้าพเจ้า   ซึ่งข้าพเจ้าไม่คู่ควรแม้แต่จะแก้สายฉลองพระบาทของพระองค์   พระองค์จะทรงให้พวกท่านรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ

17 His winnowing fork is in His hand, to clear His threshing floor and to gather the wheat into His barn, but the chaff He will burn with unquenchable fire.”

17พระองค์ทรงถือพลั่วอยู่ในพระหัตถ์แล้วเพื่อจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว   และเพื่อจะรวบรวมข้าวของพระองค์ไว้ในยุ้งฉาง  แต่พระองค์จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่ไม่มีวันดับ”  

18 So with many other exhortations he preached good news to the people.

18 ยอห์นยังตักเตือนประชาชนอีกหลายเรื่อง   และประกาศข่าวดีแก่พวกเขา

19 But Herod the tetrarch, who had been reproved by him for Herodias, his brother's wife, and for all the evil things that Herod had done,

19 ส่วนเฮโรดเจ้าเมืองเมื่อถูกยอห์นว่าติเตียน   เพราะเรื่องนางเฮโรเดียสภรรยาของน้องชาย   และเพราะการชั่วทั้งหมดที่เฮโรดได้กระทำนั้น

ส่วนเฮโรดเจ้าเมืองเมื่อถูกยอห์นติเตียนเพราะเรื่องนางเฮโรเดียสภรรยาของน้องชาย และเพราะเรื่องความชั่วทั้งหมดที่ท่านทำ 

20 added this to them all, that he locked up John in prison.

20 ท่านก็ยิ่งทำความชั่วเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยทำมาแล้ว   คือจับยอห์นขังไว้ในคุก

 

            Herod Antipas, one of the sons of Herod the Great, his brother Philip ruled in the northern part of the province.

            เฮโรด อันติปัส บุตรคนหนึ่งของเฮโรดมหาราช พี่ชายของเขาคือฟิลิป ได้ปกครองจังหวัดในภาคเหนือ

He had another brother who lived in Rome.

เขามีพี่ชายอีกคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกรุงโรม

Herod the Great had many wives, many children.

เฮโรดมหาราชมีมเหสีหลายคน  มีบุตรหลายคน

And one of his sons had a daughter named Herodias.

บุตรชายคนหนึ่งของเขามีบุตรสาวชื่อว่าเฮโรเดีย

The Herod who lived in Rome married his half niece Herodias, but when Herod Antipas, the man that we are dealing with in our text, went to Rome, he seduced her into marrying him, leaving his brother, marrying him, and returning with him to reign in Galilee.  

เฮโรดที่อาศัยอยู่ในกรุงโรมได้แต่งงานกับหลานสาวคนหนึ่งของนางเฮโรเดีย แต่เมื่อ เฮโรดอันติปัส  คนที่เรากำลังกล่าวถึงในเนื้อหาของเรา  ได้ไปที่กรุงโรม  เขาเกี้ยวพาราศีให้เธอแต่งงานกับเขา  ละทิ้งพี่ชายของเขา   แต่งงานกับเขา และกลับไปกับเขา เพื่อปกครองแคว้นกาลิลี

So John the Baptist dared to speak up against their sin.

ดังนั้นยอห์นผู้ให้รับบัพติสมาจึงกล้าต่อว่าเรื่องความบาปกับพวกเขา

“You have no right having Herodias as your wife, that's wrong.

"คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะรับนางเฮโรเดียเป็นภรรยาของคุณ  มันไม่ถูกต้อง

What you did was wrong.”

สิ่งที่คุณทำนั้นผิด "

As a result, Herod imprisoned John. .[3]

ผลลัพธ์คือ เฮโรดจึงขังยอห์นในคุก

 

The daughter of Herodias asked for John’s head on a platter after dancing for Herod, which he granted.  

            ลูกสาวของนางเฮโรเดีย ร้องขอให้ได้ศีรษะของยอห์นใส่ถาดมาให้  หลังจากเต้นรำให้เฮโรดชม  ซึ่งเขายอมทำตาม

But before that happened, Jesus was also baptized by John the Baptist.

แต่ก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์นั้น  พระเยซูทรงรับบัพติสมาจากยอห์นผู้ให้บัพติ สมา

 

21 Now when all the people were baptized, and when Jesus also had been baptized and was praying, the heavens were opened,

21 เมื่อคนทั้งหลายรับบัพติสมา   พระเยซูก็ทรงรับบัพติสมาด้วย   ขณะที่พระองค์ทรงอธิษฐานอยู่   ท้องฟ้าก็แหวกออก

22 and the Holy Spirit descended on him in bodily form, like a dove; and a voice came from heaven, “You are my beloved Son; with you I am well pleased.”

22และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรูปสัณฐานเหมือนนกพิราบเสด็จลงมาอยู่กับพระองค์   และพระมีพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า   “ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา   เราชอบใจท่านมาก”

 

We find the trinity of God the Father, the Son, and the Spirit.

            เราพบคำว่าตรีเอกานุภาพคือ พระเจ้าพระบิดา  พระบุตรและพระวิญญาณ

Jesus, the Son of God, being baptized; the Holy Spirit descending upon Him; and the voice of the Father declaring, "You are my beloved Son, in you I am well pleased."

พระเยซูพระบุตรของพระเจ้า  ทรงรับบัพติสมา  พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาประทับที่พระองค์ และพระสุรเสียงของพระบิดาตรัสว่า "เจ้าเป็นบุตรที่รักของเรา  เรายินดีเป็นอย่างยิ่ง"

The normal thing for John would have been to serve in the temple as his     father had; instead he went into the wilderness and became a prophet.

ตามธรรมดายอห์นน่าจะได้รับใช้ในพระวิหารเหมือนบิดาของเขาได้ทำ  แต่เขาออกไปในถิ่นทุรกันดารและกลายเป็นผู้พยากรณ์แทน

He reminded the people of Elijah because he was a prophet with a strong direct message, he lived outside, he ate locusts and honey and was unshaven, and shaggy, wearing camel's hair clothes.

เขาเตือนผู้คนให้นึกถึงเอลียาห์  เพราะท่านเป็นผู้เผยพระวจนะที่กล่าวถ้อยคำตรงไปตรงมาที่เข้มแข็ง   ท่านอาศัยอยู่นอกเมือง  ท่านกินฝูงตั๊กแตนและน้ำผึ้งและไม่โกนหนวดและมีขนดก สวมเสื้อผ้าขนอูฐ

John preached the baptism of repentance.

ยอห์นได้เทศนาเรื่องบัพติสมาโดยการกลับใจ

He was the last of the prophets.

เขาเป็นผู้พยากรณ์คนสุดท้าย

Many prophets of God before him were mistreated and killed and that is how        his life ended also.  

ผู้พยากรณ์หลายคนของพระเจ้าก่อนหน้าเขาถูกทำร้ายทารุณและถูกสังหารและ       นั่นแหละคือวิธีที่ชีวิตของเขาจบลงด้วย

A true prophet of God will often speak against people’s behavior and this   makes them unpopular.  

ผู้เผยพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้ามักพูดต่อว่าพฤติกรรมของผู้คน  และสิ่ง นี้         ทำให้พวกเขาไม่เป็นที่ชื่นชอบ

This sometimes happens with pastors too. 

นี้บางครั้งเกิดขึ้นกับศิษยาภิบาลด้วย

The world does not want to hear the voice of God, especially when that voice speaks of judgment.

ชาวโลกไม่ต้องการได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเสียงนั้นพูดถึงการตัดสินพิพากษา

John's message was very strong.  

ถ้อยคำกล่าวของยอห์นเข้มแข็งจริงจังมาก

He said people were like snakes. 

เขากล่าวว่าคนเราเป็นเหมือนงู
           

John described himself as a farmer, chopping down a fruitless tree and watching snakes fleeing a burning field.

ยอห์นเล่าว่าตัวเขาเองเป็นชาวสวน  ตัดต้นไม้ที่ไร้ผลและเฝ้าดูงูหนีจากสนามหญ้าที่ไฟเผา

John got to the root of things and called the people to repentance.

อห์นเจาะลึกถึงรากเหง้าของสิ่งต่างๆ   และเรียกให้ผู้คนกลับใจใหม่

There is a wrath to come, and the only way to prepare for judgment is to turn from sin and trust the Savior. [4]  

พระพิโรธจะมาถึงและทางเดียวที่จะเตรียมพร้อมรับการพิพากษาคือการหันเหจากบาปและวางใจในพระผู้ช่วยให้รอด

 

John came just before Jesus because the preaching of judgment for sin must always come before the preaching of God’s saving grace, first the conviction         of sin, then the free gift of salvation. 

            ยอห์นมาก่อนพระเยซู  เพราะคำเทศนาเรื่องการพิพากษาเพราะความบาปจะต้องมาก่อนการ            ประกาศพระคุณแห่งความรอดของพระเจ้า   เริ่มต้น      ด้วยการสำนึกในความผิดบาป  จากนั้นการรับของประทานแห่งความรอด

John's message was one of repentance.

เนื้อหาคำสอนของยอห์นเป็นเรื่องการกลับใจใหม่

When you turn to God, you turn from sin -- and that is repentance.

เมื่อคุณหันไปหาพระเจ้า   คุณหันจากบาป--และนั่นคือการกลับใจใหม่

When you accept Christ as your Savior, you are going to turn from the things of the world.

เมื่อคุณยอมรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคุณ คุณกำลังหันจาก สิ่งต่างๆฝ่ายโลก

Perhaps you have heard about the love of God, but you have not been moved         by it and you have wondered why.

บางทีคุณเคยได้ยินเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า  แต่คุณไม่ได้รับเปลี่ยนแปลง และคุณอาจสงสัยว่าเพราะอะไร

Probably because you didn’t realize you are a sinner. 

อาจเป็นเพราะคุณไม่ได้ตระหนักแท้จริงว่าคุณเป็นคนบาป

When you know how bad you are, then you are so thankful for how good God      is. 

เมื่อคุณรู้ว่าคุณไม่ดียังไง  แล้วคุณก็จะรู้สึกขอบคุณพระเจ้าที่ทรงแสนดีเพียงไร

Christians today are baptized in water following Jesus example, also showing that we have committed to following Jesus Christ. 

            คริสเตียนทุกวันนี้ได้รับบัพติสมาในน้ำตามแบบอย่างพระเยซู  และแสดงให้เห็นว่าเรายอมรับว่าจะติดตามพระเยซูคริสต์

Baptism for us is symbolic of being buried with Jesus in His death and then coming up out of the water, coming alive with Him, because now we have   new spiritual life in Him. 

บัพติสมาสำหรับเราเป็นสัญลักษณ์ของการถูกฝังไว้ในความตายกับพระเยซู คริสต์  และจากนั้นก็ขึ้นมาจากน้ำ   มีชีวิตอยู่กับพระองค์   เพราะตอนนี้เรามี ชีวิตฝ่ายวิญญาณใหม่ในพระองค์

At the baptism of Jesus, the Trinity was revealed.

เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงบัพติสมา  ก็ปรากฏตรีเอกานุภาพ

The Holy Spirit descended upon Jesus, who is also a member of the Trinity,           and the heavenly Father spoke from heaven.

พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาประทับกับพระเยซู  ซึ่งเป็นพระภาคหนึ่งของตรีเอกานุภาพ  และพระบิดาบนสวรรค์ได้ทรงตรัสจากสวรรค์

John brought them the good news of the Messiah Jesus and His kingdom.

            ยอห์นนำข่าวประเสริฐเรื่องพระเยซูพระมาซีฮาและราชอาณาจักรของพระองค์

John was not only a prophet but there was also prophecy about him

ยอห์นไม่ใช่แค่ศาสดาพยากรณ์ แต่ก็มีคำพยากรณ์เกี่ยวกับเขาด้วย

 

Isaiah 40:3-5 3 A voice cries: “In the wilderness prepare the way of the LORD;

make straight in the desert a highway for our God.

อิสยาห์40:3-5 3เสียงหนึ่งร้องว่า “จงเตรียมมรรคาของพระยาเวห์ในถิ่นทุรกันดาร   จงทำทางหลวงในที่ราบแห้งแล้งให้ตรงสำหรับพระเจ้าของเรา

4 Every valley shall be lifted up, and every mountain and hill be made low; the uneven ground shall become level, and the rough places a plain.

4 หุบเขาทุกแห่งจะถูกยกสูงขึ้น   ภูเขาและเนินเขาทุกลุกจะปรับให้ต่ำลง   ที่ลุ่มๆดอนๆ จะทำให้เสมอ   และที่สูงๆต่ำๆ จะให้ราบเรียบ  

5 And the glory of the LORD shall be revealed, and all flesh shall see it together, for the mouth of the LORD has spoken.”

5 และพระสิริของพระยาเวห์จะปรากฏ   แล้วมนุษย์ทุกคนจะมองเห็นด้วยกัน  
 เพราะพระโอษฐ์ของพระยาเวห์ตรัสไว้แล้ว” 

 Verses 4-5 describe the work of a road-builder who gets everything ready for the arrival of the king.  

            ข้อ 4-5 อธิบายการทำงานของผู้สร้างทาง  ผู้ที่ทำทุกอย่างพร้อมสำหรับการเสด็จ     มาของกษัตริย์

Jesus is the King of Kings and Lord of Lords.

พระเยซูทรงเป็นจอมกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งปวงและจอมเจ้านายแห่งเจ้านายทั้งปวง

            Caesar Augustus was emperor when the Lord Jesus Christ was born, but when John began his ministry Tiberius Caesar was emperor. 

            จักรพรรดิออกัสตัสเป็นจักรพรรดิเมื่อพระเยซูคริสต์ประสูติ   แต่เมื่อยอห์นเริ่มทำพันธกิจของเขา  จักรพรรดิไทเบอเรียสขึ้นเป็นจักรพรรดิ

Annas and Caiaphas were the high priests.

อันนาสและคายาฟาสเป็นมหาปุโรหิต

John was telling Israel that if they did not bring forth fruit, the axe would   come down on the root of the tree.

ยอห์นกำลังบอกอิสราเอลว่า  ถ้าพวกเขาไม่เกิดผลแล้ว  จะมีขวานมาตัดราก ของต้นไม้เสีย

In other words, turn to God before His judgment comes.

กล่าวอีกนัยหนึ่งจงหันกลับไปหาพระเจ้าก่อนที่การพิพากษาของพระองค์จะ มาถึง

            John also told the people to be generous and share what they have.

            ยอห์นยังบอกให้คนทั่วไปมีใจกว้างและแบ่งปันสิ่งที่พวกเขามี

He told the tax collectors to be honest and the soldiers and police to be fair, to       do their jobs honestly and not to hurt people. 

เขาบอกเจ้าหน้าที่เก็บภาษีให้เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต   และให้ทหารและตำรวจให้ความยุติธรรม  ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างซื่อสัตย์และไม่ทำร้ายผู้คน

He spoke against selfishness and encouraged people to serve others and serve God.  

เขาพูดต่อว่าการเห็นแก่ตัวและสนับสนุนให้ผู้คนรับใช้ผู้อื่นและรับใช้พระเจ้า

            John did not come to talk about himself but about the Son of God. 

             ยอห์นไม่ได้มาเพื่อพูดเกี่ยวกับตัวเอง  แต่เกี่ยวกับพระบุตรของพระเจ้า

When people believed John’s message and repented other their sin, he then baptized them. 

เมื่อผู้คนเชื่อคำสอนของยอห์นและกลับใจเสียจากบาปของตนแล้ว  เขาจึงให้           บัพติสมาแก่พวกเขา

This made their commitment public.   

เป็นการประกาศยอมรับเชื่อต่อสาธารณะ

John also baptized Jesus not because Jesus was a repentant sinner, but in order      to present Him to the people.

ยอห์นได้ให้บัพติสมาแก่พระเยซู   ไม่ใช่เพราะพระเยซูทรงเป็นคนบาปที่กลับ         ใจ  แต่เพื่อที่จะแนะนำพระองค์ต่อผู้คน

 

John 1:29-34 29 The next day he saw Jesus coming toward him, and said, “Behold, the Lamb of God, who takes away the sin of the world!

ยอห์น 1:29-34 29วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาหาท่าน   ท่านจึงกล่าวว่า   “จงดูพระเมษโปดก (คำศัพท์แปลว่า   ลูกแกะ) ของพระเจ้า   ผู้ทรงรับบาปของโลกไป

30 This is he of whom I said, ‘After me comes a man who ranks before me, because he was before me.’

30 พระองค์นี้แหละที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า   'ภายหลังข้าพเจ้าจะมีผู้หนึ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าข้าพเจ้า เสด็จมา เพราะว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนข้าพเจ้า'

31 I myself did not know him, but for this purpose I came baptizing with water, that he might be revealed to Israel.”

31 ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์   แต่เพื่อให้พระองค์เป็นที่ประจักษ์แก่อิสราเอล   ข้าพเจ้าจึงให้บัพติสมาด้วยน้ำ”

32And John bore witness: “I saw the Spirit descend from heaven like a dove, and it remained on him.

32และยอห์นกล่าวเป็นพยานว่า “ข้าพเจ้าเห็นพระวิญญาณ เสด็จมาจากสวรรค์เหมือนดังนกพิราบ   และสถิตกับพระองค์

33I myself did not know him, but he who sent me to baptize with water said to me, ‘He on whom you see the Spirit descend and remain, this is he who baptizes with the Holy Spirit.’

33ข้าพเจ้าเองไม่รู้จักพระองค์   แต่พระองค์ผู้ทรงใช้ข้าพเจ้ามา ให้บัพติสมาด้วยน้ำ   ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า   'เมื่อเห็นพระวิญญาณเสด็จลงมาสถิตอยู่กับคนใด   คนนั้นแหละจะเป็นคนให้บัพติสมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์'

34 And I have seen and have borne witness that this is the Son of God.”

34และข้าพเจ้าก็เห็นแล้วและเป็นพยานว่า   พระองค์นี้แหละเป็นพระบุตรของพระเจ้า”

 

            The Genealogy of Jesus Christ

            ลำดับวงศ์ตระกูลของพระเยซูคริสต์

The genealogy in this chapter is Mary's, which reveals two facts.

            ลำดับการลำดับวงศ์ตระกูลในบทนี้เป็นของนางมารีย์  ซึ่งแสดงข้อเท็จจริงสองประการ

First, it goes back to Adam, the father of the human family.

ประการแรก  มันย้อนกลับไปหาอาดัม  ผู้เป็นบิดาแห่งครอบครัวมนุษย์

Jesus was truly human.

พระเยซูทรงเป็นมนุษย์จริงๆ

Matthew, in presenting Jesus as king, traces the genealogy back only as far as Abraham.

ในการนำเสนอพระเยซูว่าทรงเป็นกษัตริย์   มัทธิวย้อนรอยวงศ์ตระกูลกลับไปไกลถึงอับราฮัม

Luke, in presenting Jesus as man, goes back to Adam.

ในการนำเสนอว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์  ลูกาตามรอยกลับไปถึงอาดัม

In the second place, Mary was descended from David through another man other than Solomon, David's son Nathan, as we will see in verse. 31. [5]

ในตำแหน่งที่สอง นางมารีย์สืบเชื้อสายมาจากดาวิดผ่านชายอื่นที่ไม่ใช่ซาโลมอน  คือโอรสของดาวิดที่ชื่อนาธัน ตามที่เราจะเห็นในข้อที่ 31

 

23 Jesus, when he began his ministry, was about thirty years of age, being the son (as was supposed) of Joseph, the son of Heli,

23 เมื่อพระเยซูทรงเริ่มพระราชกิจนั้น  พระองค์มีพระชนมายุประมาณสามสิบพรรษา   ในความคิดของคนทั่วไป  เข้าใจว่าพระองค์เป็นบุตรของโยเซฟ   ซึ่งเป็นบุตรของเฮลี

24 the son of Matthat, the son of Levi, the son of Melchi, the son of Jannai, the son of Joseph,

24 เฮลีเป็นบุตรของมัทธัต มัทธัตเป็นบุตรของเลวี เลวีเป็นบุตรของเมลคี เมลคีเป็นบุตรยันนาย ยันนายเป็นบุตรของโยเซฟ 

25 the son of Mattathias, the son of Amos, the son of Nahum, the son of Esli, the son of Naggai,

25 โยเซฟเป็นบุตรของมัทธาธีอัส   มัทธาธีอัสเป็นบุตรอาโมส   อาโมสเป็นบุตรของนาฮูม  นาฮูมเป็นบุตรของเอสลี   เอสลีเป็นบุตรของนักกาย

26 the son of Maath, the son of Mattathias, the son of Semein, the son of Josech, the son of Joda,

26 นักกายเป็นบุตรของมาอาท   มาอาทเป็นบุตรมัทธาธีอัส  มัทธาธีอัสเป็นบุตรของเสเมอิน   เสเมอินเป็นบุตรของโยเสค   โยเสคเป็นบุตรของโยดา

27 the son of Joanan, the son of Rhesa, the son of Zerubbabel, the son of Shealtiel, the son of Neri,

27 โยดาเป็นบุตรของโยอานัน   โยอานัน เป็นบุตรของเรซา   เรซาเป็นบุตรของ เศรุบบาเบล  เศรุบบาเบ เป็นบุตรของเชอัลทิเอล     เชอัลทิเอลเป็นบุตรของเนรี

28 the son of Melchi, the son of Addi, the son of Cosam, the son of Elmadam, the son of Er,

28 เนรีเป็นบุตรของเมลคี   เมลคีเป็นบุตรของอัดดี   อัดดีเป็นบุตรของโคสัม   โคสัมเป็นบุตรของเอลมาดัม   เอลมาดัมเป็นบุตรของเอร์

29 the son of Joshua, the son of Eliezer, the son of Jorim, the son of Matthat, the son of Levi,

29 เอร์เป็นบุตรของโยชูวา  โยชูวาเป็นบุตรของเอลีเยเซอร์   เอลีเยเซอร์ เป็นบุตรของโยริม   โยริมเป็นบุตรของมัทธัต   มัทธัตเป็นบุตรของเลวี

30 the son of Simeon, the son of Judah, the son of Joseph, the son of Jonam, the son of Eliakim,

30 เลวีเป็นบุตรของสิเมโอน   สิเมโอนเป็นบุตรของยูดาห์   ยูดาห์เป็นบุตรของโยเซฟ   โยเซฟเป็นบุตรของโยนาม   โยนามเป็นบุตรของเอลียาคิม

31 the son of Melea, the son of Menna, the son of Mattatha, the son of Nathan, the son of David,

31 เอลียาคิมเป็นบุตรของเมเลอา   เมเลอาเป็นบุตรของเมนนา   เมนนาเป็นบุตรของมัทตะธา   มัทตะธาเป็นบุตรของนาธัน   นาธันเป็นบุตรของดาวิด

32 the son of Jesse, the son of Obed, the son of Boaz, the son of Sala, the son of Nahshon,

32 ดาวิดเป็นบุตรของเจสซี  เจสซี เป็นบุตรของโอเบด   โอเบดเป็นบุตรของโบอาส   โบอาสเป็นบุตรของสัลโมน  สัลโมน เป็นบุตรของนาโชน

 33 the son of Amminadab, the son of Admin, the son of Arni, the son of Hezron, the son of Perez, the son of Judah,

33 นาโชนเป็นบุตรของอัมมีนาดับ   อัมมีนาดับเป็นบุตรของอัดมิน   อัดมิน   เป็นบุตรของอารนี   อารนีเป็นบุตรของเฮสโรน   เฮสโรน   เป็นบุตรของเปเรศ   เปเรศ  เป็นบุตรของยูดาห์

34 the son of Jacob, the son of Isaac, the son of Abraham, the son of Terah, the son of Nahor,

34 ยูดาห์เป็นบุตรของยาโคบ   ยาโคบเป็นบุตรของอิสอัค  อิสอัคเป็นบุตรของอับราฮัม   อับราฮัมเป็นบุตรของเท-ราห์   เท-ราห์เป็นบุตรของนาโฮร์

35 the son of Serug, the son of Reu, the son of Peleg, the son of Eber, the son of Shelah,

35 นาโฮร์เป็นบุตรของเสรุก   เสรุกเป็นบุตรของเรอู  เรอูเป็นบุตรของเปเลก   เปเลกเป็นบุตรของเอเบอร์   เอเบอร์เป็นบุตรของเช-ลาห์

36 the son of Cainan, the son of Arphaxad, the son of Shem, the son of Noah, the son of Lamech,

36 เช-ลาห์เป็นบุตรของไคนาน   ไคนานเป็นบุตรของอารฟาซัด   อารฟาซัดเป็นบุตรของเชม   เชมเป็นบุตรของโนอาห์   โยอาห์เป็นบุตรของลาเมค

37 the son of Methuselah, the son of Enoch, the son of Jared, the son of Mahalaleel, the son of Cainan,

37 ลาเมคเป็นบุตรของเมธูเสลาห์   เมธูเสลาห์เป็นบุตรของเอโนค   เอโนคเป็นบุตรของยาเรด   ยาเรดเป็นบุตรของมาหะลาเลเอล   มาหะลาเลเอลเป็นบุตรของไคนาน

38 the son of Enos, the son of Seth, the son of Adam, the son of God.

38 ไคนานเป็นบุตรของเอโนส   เอโนสเป็นบุตรของเสท   เสธเป็นบุตรของอาดัม   อาดัมเป็นบุตรของพระเจ้า

 

The genealogy in Matthew is that of Joseph, the foster father of Jesus, and traces his legal right to the throne of David.

ลำดับการสืบวงศ์ตระกูลในหนังสือมัทธิว  คือเรื่องของโยเซฟซึ่งเป็นบิดาอุปถัมภ์พระเยซู   และสืบสิทธิ์ทางกฎหมายตามเชื้อสายของดาวิด

Luke gives us the genealogy of Mary, which proves Jesus’ natural rights to the throne.

ลูกาได้บอกเรากำเนิดวงศ์วานของมารีย์  ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงสิทธิตามธรรมชาติของพระเยซูคริสต์ในการครองราชย์

Heli (Eli) was Mary’s father. Luke takes the genealogy all the way back to Adam. [6]

เฮลี (เอลี) เป็นพ่อของนางมารีย์   ลูกาติดตามวงศ์วานโดยย้อนกลับไปถึงอาดัม

 

 Luke makes it clear that Joseph was not the father of the Lord Jesus Christ. 

ลูกาชี้แจงชัดเจนว่าโยเซฟไม่ได้เป็นบิดาของพระเยซูคริสต์

 

Luke reveals Jesus Christ as the Son of Man and the Savior of the world.

ลูกาเผยให้เห็นพระเยซูคริสต์ทรงเป็นบุตรมนุษย์และพระผู้ช่วยให้รอดของโลก

His line does not stop with Abraham but goes all the way back to Adam who was the first "son" of God -- the created son of God.

วงศ์วานของพระองค์ไม่ได้หยุดที่อับราฮัม แต่สืบสายไปถึงอาดัม ผู้ซึ่งเป็น "บุตร" คนแรกของพระเจ้า – บุตรที่พระเจ้าทรงสร้าง

But he fell from that position when he sinned. Jesus Christ, the last Adam and the Son of God, is come to bring mankind back into that relationship with God which Adam formerly had and lost.

แต่เขาหลุดจากตำแหน่งเมื่อเขาได้ทำบาป พระเยซูคริสต์ อาดัมคนสุดท้ายและบุตรของพระเจ้า   เสด็จมาเพื่อนำมนุษยชาติกลับเข้ามาในความสัมพันธ์กับพระเจ้าซึ่งอาดัมเคยทำและได้เสียสิทธิไปแล้ว

This relationship is accomplished through faith in the Lord Jesus Christ.[7]

            ความสัมพันธ์นี้กระทำสำเร็จได้ผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์เจ้า

 

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

            การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง  พระเจ้าทรงรักคุณ พระเจ้าทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงดีพร้อมและเราก็ไม่เป็นเช่นนั้น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่สองคนแรกที่ได้ทำบาปในสวน    ตั้งแต่นั้นมาทุกคนได้ทำผิด   คิดผิดและพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์ได้ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าได้รับแบกการลงโทษเพื่อบาปของเราโดยการตายบนไม้กางเขน

He came alive again three days later.

พระองค์ทรงกลับฟื้นพระชนม์ในอีกสามวันต่อมา

Romans โรม 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในใจว่า   พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด

 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ พระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาเดิมและใหม่ ฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



                [2] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa,             1986), Luke 3

                 [3] Smith, Through the Bible C-2000 Series, Luke 3.

      [4] Warren W. Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines – Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, (Colorado Springs, CO: Victor, 1992), WORDsearch CROSS e-book, 153.

                [ 5] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 3. 

      [6] Wiersbe, Wiersbe's Expository Outlines – Wiersbe's Expository Outlines on the New Testament, 155.

       [7] McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, Luke 3.

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top