Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 4-part 2 Jesus Begins His Ministry

ลูกา บทที่ 4 ตอน 2 พระเยซูทรงเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์

 

We learned last time, Jesus is a sympathetic Savior, knowing from His own experience the pressures of temptation and that the Word of God is our best defense against Satan’s temptations. 

เราได้เรียนเมื่อครั้งที่แล้วว่า  พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดที่ทรงเมตตาสงสาร  จากประสบการณ์ของพระองค์เองถึงความกดดันจากการทดลอง  และที่พระวจนะของพระเจ้าคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่เราใช้ต่อสู้เมื่อถูกมารทดลอง

The better we know His Word, the easier it will be to claim victory over our daily struggles.

ที่จะรู้จักพระวจนะของพระองค์ก็ดีกว่า   ช่วยให้ง่ายขึ้นมากที่เราประกาศชัยชนะเหนือการต่อสู้ทุกวัน

 

Psalm เพลงสดุดี119:11 11 I have stored up your word in my heart, that I might not sin against you.

11 ข้าพระองค์ได้เก็บรักษาพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจ   เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์ 

 We continue our study in Luke today at verse 14.

วันนี้เราจะศึกษาพระธรรมลูกาข้อที่ 14 ต่อ

14 And Jesus returned in the power of the Spirit to Galilee, and a report about Him went out through all the surrounding country.

14 พระเยซูเสด็จกลับที่แคว้นกาลิลีด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ และกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปทั่วทุกแว่นแคว้นโดยรอบ

15 And He taught in their synagogues, being glorified by all.

15 พระองค์ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของพวกเขา และได้รับการสรรเสริญจากคนทั้งหลาย

Jesus rejected at Nazareth

ชาวนาซาเร็ธไม่ยอมรับพระเยซู

16 And he came to Nazareth, where he had been brought up. And as was his custom, he went to the synagogue on the Sabbath day, and he stood up to read.

16 แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ   ที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น   พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตเช่นเคย   และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม

17 And the scroll of the prophet Isaiah was given to him. He unrolled the scroll and found the place where it was written,

17 เขาจึงส่งคัมภีร์อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์   เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก   ก็ทรงพบข้อที่เขียนไว้ว่า

18 “The Spirit of the Lord is upon me, because he has anointed me to proclaim good news to the poor.  He has sent Me to proclaim liberty to the captives and recovering of sight to the blind, to set at liberty those who are oppressed,

18 พระวิญญาณขององค์พระเป็นเจ้าสถิตกับข้าพเจ้า   เพราะว่าพระองค์ทรงเจิมตั้ง
ข้าพเจ้าไว้     เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน   พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่พวกเชลย   ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก   ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ    

19 to proclaim the year of the Lord's favor.”

19 และประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า  

 

This is a quote of Isaiah 61:1-2

นี่เป็นคำอ้างอิงจากพระธรรมอิสยาห์ 61: 1-2

 

20 And he rolled up the scroll and gave it back to the attendant and sat down. And the eyes of all in the synagogue were fixed on Him.

20 แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่   แล้วประทับลง   และตาของทุกคนที่อยู่ในธรรมศาลาก็จ้องดูพระองค์

21 And he began to say to them, “Today this Scripture has been fulfilled in your hearing.”

21 พระองค์จึงเริ่มต้นตรัสกับเขาทั้งหลายว่า   “พระคัมภีร์ตอนนี้ที่พวกท่านได้ยินกับหู ก็สำเร็จแล้วในวันนี้”      

The Jewish rabbis interpreted this passage to refer to the Messiah, and the people in the synagogue knew it.

            พวกรับบีชาวยิวตีความพระธรรมตอนนี้เพื่อเล็งถึงพระเมสสิยาห์และคนในธรรมศาลาก็ได้รู้

You can imagine how shocked they were when Jesus boldly said that it was written about Him and that He had come to usher in the "acceptable year of the Lord." [1]

คุณพอจะนึกออกว่าพวกเขารู้สึกตกใจแค่ไหน  เมื่อพระเยซูทรงกล้าตรัสว่ามีคำเขียนเกี่ยวกับพระองค์และว่าพระองค์ได้เสด็จมาเพื่อนำทาง "ปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า"

 

22 And all spoke well of him and marveled at the gracious words that were coming from his mouth. And they said, “Is not this Joseph's son?”

22 ทุกคนก็กล่าวชมเชยพระองค์   และประหลาดใจในถ้อยคำที่ประกอบด้วยพระคุณ   ซึ่งพระองค์ตรัส   และกล่าวว่า   “คนนี้เป็นลูกของโยเซฟไม่ใช่หรือ”

23 And he said to them, “Doubtless you will quote to Me this proverb, ‘Physician, heal yourself.’ What we have heard You did at Capernaum, do here in your hometown as well.”

23 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า   “พวกท่านคงอยากจะกล่าวภาษิตข้อนี้แก่เราเป็นแน่   คือ   'หมอจงรักษาตัวเองเถิด   และพวกท่านคงอยากจะพูดว่า   สิ่งต่างๆ ที่เราได้ยินว่าท่านทำในเมืองคาเปอรนาอุม  จงทำในเมืองของตัวเองที่นี่ด้วยซิ' ”

24 And he said, “Truly, I say to you, no prophet is acceptable in his hometown.

24 พระองค์ตรัสต่อไปว่า   “เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า   ไม่มีผู้เผยพระวจนะคนใดได้รับการยอมรับในบ้านเกิดของตัวเอง

25 But in truth, I tell you, there were many widows in Israel in the days of Elijah, when the heavens were shut up three years and six months, and a great famine came over all the land,

25 แต่เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า   มีหญิงม่ายอยู่มากมายท่ามกลางพวกอิสราเอล   ในสมัยของเอลียาห์ เมื่อท้องฟ้าปิดถึงสามปีหกเดือน   จนเกิดการกันดารอาหารอย่างมากทั่วทั้งแผ่นดิน

26 and Elijah was sent to none of them but only to Zarephath, in the land of Sidon, to a woman who was a widow.

26 พระเจ้าไม่ทรงใช้เอลียาห์ให้ไปหาหญิงม่ายคนใดในพวกนั้นเลย   เว้นแต่หญิงม่ายในบ้านศาเรฟัทแขวงเมืองไซดอน

27 And there were many lepers in Israel in the time of the prophet Elisha, and none of them was cleansed, but only Naaman the Syrian.”

27 และมีคนโรคเรื้อนอยู่มากมายท่ามกลางพวกอิสราเอลในสมัยของเอลีชาผู้เผยพระวจนะด้วย   แต่ไม่มีใครได้รับการรักษาให้หายโรค  เว้นแต่นาอามานชาวซีเรีย”

28 When they heard these things, all in the synagogue were filled with wrath.

28 เมื่อทุกคนในธรรมศาลาได้ยินอย่างนั้นก็ฉุนเฉียวอย่างยิ่ง

29 And they rose up and drove Him out of the town and brought Him to the brow of the hill on which their town was built, so that they could throw Him down the cliff.

29 จึงลุกขึ้นผลักไสพระองค์ออกจากเมือง   และพาพระองค์ไปยัที่หน้าผาของเนินเขาที่เมืองนั้นตั้งอยู่ ตั้งใจจะผลักพระองค์ให้ตกลงไป

30 But passing through their midst, He went away.

30 แต่พระองค์ทรงฝ่าพ้นพวกเขาและเสด็จจากไป

           

Jesus told them how that Elijah and Elisha prophets of Israel from centuries earlier during the rule of the kings of Israel had to go to some outsiders, some foreigners in their ministry because the people of Israel were not receptive

            พระเยซูทรงบอกพวกเขาว่า  ศาสดาพยากรณ์เอลียาห์และเอลีชาของอิสราเอลตั้งแต่หลายศตวรรษก่อนหน้าในรัชสมัยที่กษัตริย์ของอิสราเอลต้องไปหาคนภายนอกบ้าง คนต่างชาติบ้างในพันธกิจของพวกเขาเพราะคนอิสราเอลไม่ยอมรับ

Jesus was rejected by the people in His hometown of Nazareth, much like the prophets Elijah and Elisha had been. Jesus mentioned two Gentiles who lived outside of the land of Israel, the widow of Zarepath and Naaman of Syria, for whom God did miracles. 

ชาวนาซาเร็ธบ้านเกิดของพระองค์ปฏิเสธพระองค์   เหมือนอย่างศาสดาพยากรณ์เอลียาห์และเอลีชา พระเยซูตรัสถึงคนต่างชาติสองคนที่อาศัยอยู่นอกดินแดนอิสราเอล คือหญิงม่ายแห่งเศราฟัทและนาอามานแห่งซีเรีย   ซึ่งพระเจ้าทรงสำแดงการอัศจรรย์

You remember the widows oil did not run out and she had plenty for she and her son, and that Naaman was healed of his leprosy. 

คุณจำเรื่องน้ำมันของแม่ม่ายที่ไม่หมดไป   และเธอก็มีมากมายพอสำหรับเธอและลูกชายของเธอ และที่นามานได้รับการรักษาให้หายจากโรคเรื้อน

Jesus was trying to show them that they, His own people, were going to miss a great blessing because they would not accept who He was.

พระเยซูทรงพยายามที่จะแสดงให้พวกเขาเห็นว่า  พวกเขาเป็นชนชาติของพระองค์เอง  กำลังจะพลาดพระพรอันยิ่งใหญ่  เพราะพวกเขาไม่ยอมรับว่าพระองค์เป็นใคร

They would be like the many widows and the many lepers of Israel who were not healed during the time of Elijah and Elisha.  

พวกเขาจะเป็นเหมือนหญิงม่ายและคนโรคเรื้อนมากมายของอิสราเอล ที่ไม่ได้รับการรักษาในช่วงเวลาของเอลียาห์และเอลีชา

Let me share a bit of the details of the two stories Jesus refers to.  The first story Jesus mentions about Elijah is found in

ผมจะเล่ารายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องราวที่พระเยซูทรงตรัสถึงสองเรื่อง  เรื่องแรกพระเยซูทรงกล่าวเกี่ยวกับเอลียาห์ซึ่งเราพบอยู่ใน

 

I Kings 17:1-16 1 Now Elijah the Tishbite, of Tishbe in Gilead, said to Ahab, “As the LORD the God of Israel lives, before whom I stand, there shall be neither dew nor rain these years, except by my word.”

1พงศ์กษัตริย์ 17:1-16 1 เอลียาห์ชาวทิชบีอาศัยอยู่ในกิเลอาด   ได้ทูลอาหับว่า   “พระยาห์เวห์พระเจ้าแห่งอิสราเอล   ผู้ซึ่งข้าพระบาทปรนนิบัติทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   จะไม่มีน้ำค้างหรือฝนในปีเหล่านี้ฉันนั้น   นอกจากตามคำของข้าพระบาท”

2 And the word of the LORD came to him,

2 แล้วพระวจนะของพระยาห์เวห์มายังท่านว่า

3 “Depart from here and turn eastward and hide yourself by the brook Cherith, which is east of the Jordan.

3 “จงออกจากที่นี่ไปทางตะวันออก   และซ่อนตัวข้างลำธารเครีท   ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน

4 You shall drink from the brook, and I have commanded the ravens to feed you there.”

4 เจ้าจะดื่มน้ำจากลำธาร   และเราได้สั่งฝูงกาให้เลี้ยงเจ้าที่นั่น”

5 So he went and did according to the word of the LORD. He went and lived by the brook Cherith that is east of the Jordan.

5 ท่านจึงไปและทำตามพระวจนะของพระยาห์เวห์  ท่านไปอาศัยอยู่ที่ข้างลำธารเครีท   ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน

6 And the ravens brought him bread and meat in the morning, and bread and meat in the evening, and he drank from the brook.

6 ฝูงกาก็นำขนมปังและเนื้อมาให้ท่านในเวลาเช้า   และนำขนมปังและเนื้อมาในเวลาเย็น และท่านก็ดื่มน้ำจากลำธาร

7 And after a while the brook dried up, because there was no rain in the land.

7 และต่อมาอีกหลายวันลำธารก็แห้ง   เพราะไม่มีฝนในแผ่นดิน

8 Then the word of the LORD came to him,

8 และพระวจนะของพระยาห์เวห์มายังเอลียาห์ว่า

9 “Arise, go to Zarephath, which belongs to Sidon, and dwell there. Behold, I have commanded a widow there to feed you.”

9 “จงลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัท  ซึ่งขึ้นกับเมืองไซดอน   และอาศัยอยู่ที่นั่น   นี่แน่ะ   เราได้สั่งหญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นให้เลี้ยงเจ้า”

10 So he arose and went to Zarephath. And when he came to the gate of the city, behold, a widow was there gathering sticks. And he called to her and said, “Bring me a little water in a vessel, that I may drink.”

10 ท่านจึงลุกขึ้นไปยังเมืองศาเรฟัท   และเมื่อมาถึงประตูเมือง   นี่แน่ะ  หญิงม่ายคนหนึ่งที่นั่นกำลังเก็บฟืน   ท่านจึงเรียกนางว่า   “ขอเอาน้ำใส่ภาชนะมาให้ฉันสักหน่อย   เพื่อฉันจะได้ดื่ม”

11 And as she was going to bring it, he called to her and said, “Bring me a morsel of bread in your hand.”

11 ขณะเมื่อนางจะไปเอาน้ำมา   ท่านก็เรียกนางแล้วบอกว่า   “ขอนำขนมปังใส่มือมาให้ฉันสักหน่อยหนึ่ง”

12 And she said, “As the LORD your God lives, I have nothing baked, only a handful of flour in a jar and a little oil in a jug. And now I am gathering a couple of sticks that I may go in and prepare it for myself and my son, that we may eat it and die.”

12 และนางตอบว่า   “พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด   ดิฉันไม่มีขนมปังเลย  มีแต่แป้งสักกำมือหนึ่งในหม้อ   และน้ำมันเล็กน้อยในไห   ดูสิดิฉันกำลังเก็บฟืนสองสามอัน   เพื่อจะเข้าไปทำขนมสำหรับตัวเอง  และลูกชาย   เพื่อเราจะได้กินแล้วก็ตาย”

13 And Elijah said to her, “Do not fear; go and do as you have said. But first make me a little cake of it and bring it to me, and afterward make something for yourself and your son.

13 แต่เอลียาห์บอกนางว่า  “อย่ากลัวเลย   จงไปทำตามที่เธอพูด  แต่จงทำขนมก้อนเล็กให้ฉันก่อน   แล้วเอามาให้ฉัน   ภายหลังจึงทำสำหรับตัวเธอและลูกของเธอ

14 For thus says the LORD the God of Israel, ‘The jar of flour shall not be spent, and the jug of oil shall not be empty, until the day that the LORD sends rain upon the earth.’”

14 เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า  'แป้งในหม้อนั้นจะไม่ขาด และน้ำมันในไหนั้นจะไม่หมด   จนกว่าจะถึงวันที่พระยาห์เวห์ทรงส่งฝนลงมายังพื้นดิน' ”

15 And she went and did as Elijah said. And she and he and her household ate for many days.

15 นางก็ไปทำตามคำของเอลียาห์   แล้วนาง และครอบครัวกับเอลียาห์ก็รับประทานอยู่หลายวัน

16 The jar of flour was not spent, neither did the jug of oil become empty, according to the word of the LORD that he spoke by Elijah.

16 แป้งในหม้อก็ไม่ขาด   และน้ำมันในไหก็ไม่หมด   ตามพระวจนะของพระยาห์เวห์ซึ่งตรัสทางเอลียาห์ 

           

Then the second story about Elisha, who was used of God to heal Naaman from leprosy is found in 2 Kings

แล้วก็เรื่องที่สองเกี่ยวกับเอลีชา   ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงใช้ให้รักษานาอามานจากโรคเรื้อนพบใน 2 พงศ์กษัตริย์

 

2 Kings 5:1-14 1 Naaman, commander of the army of the king of Syria, was a great man with his master and in high favor, because by him the LORD had given victory to Syria. He was a mighty man of valor, but he was a leper.

2พงศ์กษัตริย์ 5:1-14 1 นาอามานผู้บัญชาการกองทัพของพระราชาแห่งซีเรีย   เป็นคนสำคัญมากของพระราชา   เป็นคนมีเกียรติ   เพราะว่าพระยาห์เวห์ประทานชัยชนะแก่ซีเรียโดยท่านนี้   ท่านเป็นนักรบกล้าหาญด้วย แต่ท่านเป็นโรคเรื้อน

2 Now the Syrians on one of their raids had carried off a little girl from the land of Israel, and she worked in the service of Naaman's wife.

2 กองโจมตีของคนซีเรียได้ออกไป   และได้จับเด็กหญิงคนหนึ่งจากแผ่นดินอิสราเอล   และเธอมารับใช้ภรรยาของนาอามาน

3 She said to her mistress, “Would that my lord were with the prophet who is in Samaria! He would cure him of his leprosy.”

3 เธอได้เรียนนายผู้หญิงของเธอว่า   “เพียงแค่นายผู้ชายไปอยู่กับผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งอยู่ในสะมาเรีย   แล้วท่านจะได้รักษาโรคเรื้อนของเจ้านายเสียให้หาย”

4 So Naaman went in and told his lord, “Thus and so spoke the girl from the land of Israel.”

4 นาอามานจึงไปทูลเจ้านายของท่านว่า   สาวใช้จากแผ่นดินอิสราเอลพูดว่าอย่างนั้น

5 And the king of Syria said, “Go now, and I will send a letter to the king of Israel.”

So he went, taking with him ten talents of silver, six thousand shekels of gold, and ten changes of clothes.

5 พระราชาแห่งซีเรียตรัสว่า   “จงไปเถิด  เราจะส่งสารไปยังพระราชาแห่งอิสราเอล”   แล้วท่านก็ไป  นำเงินสิบตะลันต์   ทองคำหกพันเชเขล   และเสื้อเที่ยวงานสิบชุดไปด้วย

6 And he brought the letter to the king of Israel, which read, “When this letter reaches you, know that I have sent to you Naaman my servant, that you may cure him of his leprosy.”

6 และท่านก็นำสารไปยังพระราชาแห่งอิสราเอลมีใจความว่า   “เมื่อสารนี้มาถึงท่าน  ขอท่านทราบด้วยว่า   เราส่งนาอามานข้าราชการของเรามายังท่าน   เพื่อให้ท่านรักษาเขาให้หายจากโรคเรื้อน”

7 And when the king of Israel read the letter, he tore his clothes and said, “Am I God, to kill and to make alive, that this man sends word to me to cure a man of his leprosy? Only consider, and see how he is seeking a quarrel with me.”

7 เมื่อพระราชาแห่งอิสราเอลทรงอ่านสารนั้นแล้ว   ก็ทรงฉีกฉลองพระองค์ตรัสว่า   “เราเป็นพระเจ้าซึ่งจะให้ตายและให้มีชีวิตหรือ   ชายคนนี้จึงส่งสารมาให้เรารักษาคนหนึ่งให้หายจากโรคเรื้อน   คิดดูสิว่า  เขาหาเรื่องทะเลาะกับเราอย่างไร”  

8 But when Elisha the man of God heard that the king of Israel had torn his clothes, he sent to the king, saying, “Why have you torn your clothes? Let him come now to me, that he may know that there is a prophet in Israel.”

8 แต่เมื่อเอลีชาคนของพระเจ้าได้ยินว่า   พระราชาแห่งอิสราเอลฉีกฉลองพระองค์   จึงใช้คนไปทูลพระราชาว่า   “ทำไมฝ่าบาทจึงทรงฉีกฉลองพระองค์  ให้เขามาหาข้าพระบาทเถิด   แล้วเขาจะรู้ว่า   มีผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งในอิสราเอล”

9 So Naaman came with his horses and chariots and stood at the door of Elisha's house.

9 นาอามานจึงมาพร้อมกับบรรดาม้าและรถรบของท่าน   มาหยุดอยู่ที่ประตูบ้านของเอลีชา

10 And Elisha sent a messenger to him, saying, “Go and wash in the Jordan seven times, and your flesh shall be restored, and you shall be clean.”

10 เอลีชาก็ส่งผู้สื่อสารมาเรียนท่านว่า   “จงไปชำระตัวในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง   และเนื้อของท่านจะกลับคืนอย่างเดิม  และท่านจะสะอาด”

11 But Naaman was angry and went away, saying, “Behold, I thought that he would surely come out to me and stand and call upon the name of the LORD his God, and wave his hand over the place and cure the leper.

11 แต่นาอามานโกรธและไปเสีย  บ่นว่า   “ดูซิ   ข้าคิดว่าเขาจะออกมาหาข้าแน่ๆ และมายืนอยู่   และออกพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเขา   แล้วโบกมือเหนือที่นั้นให้โรคเรื้อนหาย

12 Are not Abana and Pharpar, the rivers of Damascus, better than all the waters of Israel? Could I not wash in them and be clean?” So he turned and went away in a rage.

12 อาบานาและฟารปาร์แม่น้ำเมืองดามัสกัส   ไม่ดีกว่าบรรดาลำน้ำแห่งอิสราเอลหรือ   ข้าจะชำระตัวในแม่น้ำเหล่านั้นและจะสะอาดไม่ได้หรือ”   ท่านจึงหันหลังไปเสียด้วยความเดือดดาล

13 But his servants came near and said to him, “My father, it is a great word the prophet has spoken to you; will you not do it? Has he actually said to you, ‘Wash, and be clean’?”

13 แต่พวกข้าราชการของท่านเข้ามาใกล้และทัดทานท่านว่า   “บิดาของข้าพเจ้า   ถ้าผู้เผยพระวจนะจะสั่งให้ท่านทำสิ่ง ใหญ่อย่างหนึ่งท่านจะไม่ทำหรือ   ถ้าเช่นนั้นเมื่อผู้เผยพระวจนะสั่งท่านว่า   'จงไปล้างและสะอาดเถิด'   ท่านยิ่งควรจะทำสักเท่าใด”

14 So he went down and dipped himself seven times in the Jordan, according to the word of the man of God, and his flesh was restored like the flesh of a little child, and he was clean.

14 ท่านจึงลงไปจุ่มตัวเจ็ดครั้งในแม่น้ำจอร์แดน   ตามถ้อยคำของคนของพระเจ้า   และเนื้อของท่านก็กลับคืนเป็นอย่างเนื้อของเด็กเล็ก   และท่านก็สะอาด  

           

The people of Nazareth were angry with Jesus’ teaching.  

            ชาวเมืองนาซาเร็ธรู้สึกโกรธคำสอนของพระเยซู

Some thought "we are God’s people. God only cares for us, and no one else", they were angry even to the point of wanting to kill Him. 

บางคนคิดว่า "เราเป็นคนของพระเจ้า  พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงดูแลเราและไม่ใช่คนอื่น" พวกเขาโกรธถึงขนาดที่อยากจะฆ่าพระองค์

This isn’t true, God doesn’t love just the Jews, or just the Christians. 

นี่ไม่เป็นความจริง   พระเจ้าไม่ได้ทรงรักแต่เพียงพวกยิว  หรือเพียงแต่คริสเตียนเท่านั้น

He loves all people, and wants each person to believe in Him, follow and obey Him. 

พระองค์ทรงรักทุกคน   และทรงต้องการให้แต่ละคนเชื่อในพระองค์  ปฏิบัติตามและเชื่อฟังพระองค์

This group of Jews in Nazareth, attempted to kill Jesus, but it wasn’t the time yet for Him to die, He would die later on the cross for all people, “so that whoever would believe in Him would not perish but have eternal life.”

ชาวยิวเมืองนาซาเร็ธกลุ่มนี้พยายามจะฆ่าพระเยซู  แต่ยังไม่ใช่เวลาที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์พระองค์จะสิ้นพระชนม์บนกางเขนเพื่อคนทั้งปวงในภายหลัง  "เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ  แต่มีชีวิตนิรันดร์ "

    

Jesus heals a man with an unclean demon

พระเยซูทรงรักษาชายที่มีผีโสโครก

31 And he went down to Capernaum, a city of Galilee. And He was teaching them on the Sabbath,

31 แล้วพระองค์เสด็จไปถึงเมืองคาเปอรนาอุมแคว้นกาลิลี   และทรงสั่งสอนพวกเขาในวันสะบาโต

32 and they were astonished at His teaching, for His word possessed authority.

32 เขาก็อัศจรรย์ใจด้วยคำสอนของพระองค์   เพราะพระดำรัสของพระองค์ประกอบด้วยสิทธิอำนาจ  

33 And in the synagogue there was a man who had the spirit of an unclean demon, and he cried out with a loud voice,

33 มีคนหนึ่งในธรรมศาลาที่มีผีโสโครกเข้าสิง   ร้องเสียงดังว่า

34 “Ha! What have you to do with us, Jesus of Nazareth? Have you come to destroy us? I know who you are—the Holy One of God.”

34 “พระเยซูชาวนาซาเร็ธ   พระองค์มายุ่งกับเราทำไม   พระองค์มาทำลายเราหรือ   ข้ารู้ว่าพระองค์เป็นใคร   พระองค์คือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า”

35 But Jesus rebuked him, saying, “Be silent and come out of him!” And when the demon had thrown him down in their midst, he came out of him, having done him no harm.

35 พระเยซูจึงตรัสห้ามมันว่า   “นิ่งเสีย   จงออกมาจากตัวเขา”   ผีนั้นก็ทำให้เขาล้มลงท่ามกลางฝูงชน   แล้วก็ออกจากตัวเขาแต่ไม่ได้ทำอันตรายเขาเลย

36 And they were all amazed and said to one another, “What is this word? For with authority and power he commands the unclean spirits, and they come out!”

36 ทุกคนก็ประหลาดใจพูดกันว่า   “ถ้อยคำของคนนี้มีอะไรพิเศษนะ   เพราะท่านสั่งผีโสโครกด้วยสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดช   และพวกมันก็ออก”

37 And reports about Him went out into every place in the surrounding region.

37 กิตติศัพท์ของพระองค์จึงเลื่องลือไปทุกตำบลที่อยู่รอบนั้น

           

Jesus then went to Capernaum. 

            แล้วพระเยซูจึงเสด็จไปยังเมืองคาเปอรนาอุม

From what we can tell Jesus and His disciples lived mainly in Capernaum for a few years but they traveled and taught in other parts of Israel as well. 

จากที่เราสามารถเล่าว่าพระเยซูและสาวกของพระองค์อาศัยอยู่ส่วนใหญ่ในเมืองคาเปอรนาอุมไม่กี่ปี  แต่พวกเขาเดินทางไปสั่งสอนในส่วนอื่น ๆ ของอิสราเอลด้วย

 

What else does the Bible say about demons?  What are their activities today? 

พระคัมภีร์พูดอะไรเกี่ยวกับผีอีกบ้าง? วันนี้พวกมันกระทำอะไรบ้าง

Evil spirits, or demons, can actually possess people who are not Christians, dwelling within them and controlling them. 

            วิญญาณชั่วหรือผีร้ายสามารถครอบงำผู้คนที่ไม่ใช่คริสเตียน  มันสิงอยู่ภายในและบังคับพวกเขา

The four Gospels and the Book of Acts record several instances of demon possession and of good angels appearing to and aiding believers. 

กิตติคุณทั้งสี่เล่มและหนังสือกิจการ  บันทึกตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับการที่ผีสิง และทูตของพระเจ้าที่ดีมาปรากฏและช่วยเหลือผู้เชื่อ

Jesus, the disciples and Paul were able to cast out the demons. 

พระเยซู  พวกสาวกและเปาโลสามารถขับผีออกได้      

Scripture shows that demons know things of which people are unaware.  They know who Jesus is, they know some of the future.[2]

ข้อพระคัมภีร์แสดงให้เห็นว่าผีมารรู้หลายสิ่งที่ผู้คนไม่รู้จัก   พวกมันรู้ว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใดพวกมันรู้บางอย่างในอนาคต

 

James 2:19 You believe that God is one; you do well. Even the demons believe—and shudder!

ยากอบ 2:19  ท่านเชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียว   นั่นก็ดี   แม้พวกผีก็เชื่อและกลัวจนตัวสั่น

Acts 16:16-18 16 As we were going to the place of prayer, we were met by a slave girl who had a spirit of divination and brought her owners much gain by fortune-telling.

กิจการ16:16-18 16 เมื่อเรากำลังออกไปยังที่สำหรับอธิษฐาน   มีทาสสาวคนหนึ่งที่มีผีหมอดูเข้าสิงมาพบกับเรา(นางหาเงินให้กับเจ้านายทั้งหลายของนางได้เป็นเป็นอันมากโดยวิธีการทำนายทายทัก)

17 She followed Paul and us, crying out, “These men are servants of the Most High God, who proclaim to you the way of salvation.”

17 นางเดินตามเปาโลกับเราไป   ร้องว่า   “คนเหล่านี้เป็นทาสของพระเจ้าสูงสุด   มากล่าวประกาศทางรอดกับพวกท่าน”

18 And this she kept doing for many days. Paul, having become greatly annoyed, turned and said to the spirit, “I command you in the name of Jesus Christ to come out of her.” And it came out that very hour.

18 และนางทำแบบนี้อยู่หลายวัน   แต่เปาโลรำคาญใจ   หันมาสั่งผีนั้นว่า   “ในพระนามของพระเยซูคริสต์   จงออกมาจากตัวเขา”   ผีนั้นก็ออกทันที  

19 But when her owners saw that their hope of gain was gone, they seized Paul and Silas and dragged them into the marketplace before the rulers.

19 ส่วนพวกเจ้านายของนางเมื่อเห็นว่าหมดหวังจะได้เงินแล้ว   พวกเขาจึงจับเปาโลและสิลาส   ลากมาหาพวกเจ้าพนักงานยังที่ว่าการเมือง

 Luke 4:41 And demons also came out of many, crying, “You are the Son of God!” But He rebuked them and would not allow them to speak, because they knew that He was the Christ.

ลูกา 4:41  ผีก็ออกจากตัวของหลายคนแลร้องว่า   “ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า”   แต่พระองค์ทรงห้ามพวกมันพูด   เพราะมันรู้ว่าพระองค์เป็นพระคริสต์

 

Because these evil angels have been around a long time, they would naturally know things that those living limited life spans would not. 

            เพราะเหล่าภูตผีเหล่านี้ได้วนเวียนอยู่รอบเรามานานแล้ว  โดยปกติพวกมันรู้หลายสิ่งที่บรรดาคนที่มีชีวิตจะไม่รู้ช่วงอายุของชีวิต

What do we do about demons and demonic activity? 

เราจะทำอย่างไรกับผีมารและกิจการของมาร

God commands us to have nothing to do with the occult, devil worship, or the unclean spirit world.

พระเจ้าทรงสั่งเราอย่าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเวทย์มนต์ การกราบไหว้ภูตผี หรือโลกฝ่ายวิญญาณที่โสโครก

This would include the use of mediums, séances, Ouija board, horoscopes, fortune telling, and tarot cards. [3] 

            ข้อนี้จะรวมถึงการใช้สื่อกลางระหว่างวิญญาณับมนุษย์ กระดานชนวนและสัญลักษณ์การเข้าทรงผี   การดูดวง   การทำนายโชคลาภ  และการเล่นไพ่ทาโร่

 

We must avoid idolatry and should not participate in the vegetarian festival. 

            เราต้องหลีกเลี่ยงรูปเคารพและไม่ควรเข้าร่วมงานเทศกาลกินเจ

(This is an annual festival of Chinese origin celebrated in Phuket, Thailand where participants dress in white, then fast and only eat vegetables with the purpose of be possessed by a spirit so that the participant can have power to pierce their body and walk on hot coals. 

นี่เป็นเทศกาลประจำปีต้นกำเนิตจากจีนที่จัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตของประเทศไทย  ซึ่งผู้เข้าร่วมงานแต่งกายชุดขาว  จากนั้นอดอาหาร  แล้วก็รับประทานอาหารโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผีเข้าสิงจิตวิญญาณ   เพื่อว่าผู้เข้าร่วมมีพลังในการทิ่มแทงร่างกายและเดินบนถ่านไฟร้อนๆ ได้

Many Thais, including Christians will participate in some way wearing the white clothes and eating vegetables and many people from around the world come as spectators when there should be no support for this festival, but some would say the same thing about the American Halloween.)

คนไทยรวมถึงคริสเตียนมากมายจะเข้าร่วมในบางรูปแบบ  สวมเสื้อผ้าสีขาวและรับประทานอาหารเจ  และผู้คนมากมายจากทั่วโลกมาร่วมชม   ไม่ควรมีการสนับสนุนเทศกาลนี้  แต่บางคนก็จะพูดว่าเป็นแบบเดียวกับเทศกาลฮาโลวีนในอเมริกา

 

1 Corinthians โครินธ์ 10:19-21 19 What do I imply then? That food offered to idols is anything, or that an idol is anything?

19 ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าหมายความว่าอย่างไร   เครื่องบูชาที่ถวายแก่รูปเคารพนั้น   เป็นของศักดิ์สิทธิ์หรือ   รูปเคารพนั้นศักดิ์สิทธิ์หรือ

20 No, I imply that what pagans sacrifice they offer to demons and not to God. I do not want you to be participants with demons.

20 ไม่ใช่ข้าพเจ้าหมายความว่าเครื่องบูชาที่พวกเขาถวายนั้น   เขาถวายบูชาแก่พวกผี   ไม่ใช่ถวายแด่พระเจ้า   ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้พวกท่านมีส่วนร่วมกับพวกผี

21 You cannot drink the cup of the Lord and the cup of demons. You cannot partake of the table of the Lord and the table of demons.

21 ท่านจะดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าและจากถ้วยของพวกผีด้วยไม่ได้   จะรับประทานที่โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า   และที่โต๊ะของพวกผีด้วยก็ไม่ได้

           

God considers these practices an abomination. 

            พระเจ้าทรงพิจารณาว่าการปฏิบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ

 

Deuteronomy 18:10-12 10 There shall not be found among you anyone who burns his son or his daughter as an offering, anyone who practices divination or tells fortunes or interprets omens, or a sorcerer

พระราชบัญญัติ 18:10-12 10 ห้ามใครในพวกท่านยอมให้บุตรชายหรือบุตรหญิงของตนลุยไฟ   เป็นคนทำนาย  เป็นหมอดู   เป็นโหรหรือเป็นนักวิทยาคม

11 or a charmer or a medium or a wizard or a necromancer,

11 เป็นหมอผี   เป็นคนทรง  เป็นพ่อมด  แม่มด  หรือเป็นหมอพราย

12 for whoever does these things is an abomination to the LORD. And because of these abominations the LORD your God is driving them out before you.

12 ทุกคนที่ทำสิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นที่รังเกียจแด่พระยาห์เวห์   และเพราะสิ่งพึงรังเกียจเหล่านี้   พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน จึงทรงขับไล่พวกเขาไปพ้นหน้าท่าน

 Acts 19:13-16 13 Then some of the itinerant Jewish exorcists undertook to invoke the name of the Lord Jesus over those who had evil spirits, saying, “I adjure you by the Jesus, whom Paul proclaims.”

 กิจการ 19:13-16 13 แต่พวกยิวบางคน   ที่เที่ยวเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า   กับพวกที่มีผีเข้าว่า   “ข้าสั่งเจ้าโดยพระเยซูผู้ที่เปาโลประกาศนั้น”

14 Seven sons of a Jewish high priest named Sceva were doing this.

14 บุตรชายเจ็ดคนของเสวาซึ่งเป็นหัวหน้าปุโรหิตคนหนึ่งของชาวยิวก็ทำอย่างนั้น

15 But the evil spirit answered them, “Jesus I know, and Paul I recognize, but who are you?”

15 ผีร้ายจึงพูดกับพวกเขาว่า   “พระเยซูนั้นข้าก็คุ้นเคย   และเปาโลนั้นข้าก็รู้จัก   แต่พวกเจ้าเป็นใครกัน”

16 And the man in whom was the evil spirit leaped on them, mastered all of them and overpowered them, so that they fled out of that house naked and wounded.

16 แล้วคนที่มีผีสิงนั้นก็กระโดดใส่คนเหล่านั้น  และต่อสู้เอาชนะพวกเขา  จนเขาต้องหนีออกไปบ้านนั้นในสภาพเปลือยกายและบาดเจ็บ

 

The Ephesian believers set an example in dealing with occult items (books, music, jewelry, games, etc.).

            ผู้เชื่อเมืองเอเฟซัสเป็นตัวอย่างในการจัดการกับสิ่งต่างๆที่ใช้เวทย์มนต์คาถา (หนังสือ เพลง  เครื่องประดับ   การเล่นเกม ฯลฯ )

They confessed their involvement with such as sin and burned the items publicly. 

พวกเขาสารภาพว่าการมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นเป็นบาป  และเผาสิ่งของเหล่านี้ต่อหน้าสาธารณชน

 

Acts 19:17-20 17 And this became known to all the residents of Ephesus, both Jews and Greeks. And fear fell upon them all, and the name of the Lord Jesus was extolled.

กิจการ19:17-20 17 เมื่อทุกคนที่อยู่ในเมืองเอเฟซัส   ทั้งพวกยิวกับพวกกรีก   รู้เรื่องนี้พวกเขาต่างมีความเกรงกลัว   และพระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ

18 Also many of those who were now believers came, confessing and divulging their practices.

18 มีหลายคนที่เชื่อแล้วมาสารภาพและเปิดเผยพฤติกรรมของพวกเขา

19 And a number of those who had practiced magic arts brought their books together and burned them in the sight of all. And they counted the value of them and found it came to fifty thousand pieces of silver.

19 และหลายคนที่ใช้เวทมนตร์คาถา   เอาตำราของพวกตนมาเผาไฟเสียต่อหน้าคนทั้งปวง   ตำราเหล่านั้น   คิดเป็นเงินมีราคาถึงห้าหมื่นเหรียญเงิน

20 So the word of the Lord continued to increase and prevail mightily.

20 พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าก็เกิดผลเจริญและมีอานุภาพยิ่ง    

 

Jesus was teaching in the synagogues and wasn't quoting the rabbis, He just said, "I say unto you, now you've heard that it has been said, you've heard that this is what was said, but I say unto you," and He spoke with authority.

            พระเยซูทรงสอนอยู่ในธรรมศาลาและไม่ได้พูดถึงพวกรับบี  พระองค์ทรงตรัสว่า "เราบอกพวกท่าน  ตอนนี้พวกท่านได้ยินสิ่งที่ได้กล่าวแล้ว    ท่านได้ยินมาว่านี่คือสิ่งที่ได้กล่าวไว้  แต่เราจะบอกพวกท่าน " และพระองค์ตรัสด้วยสิทธิอำนาจ

And they weren't used to that, they were amazed at the fact that He spoke with such authority.

พวกเขาไม่เคยชินอย่างนั้น  ก็ประหลาดใจในความจริงที่ว่าพระองค์ตรัสด้วยทรงมีสิทธิอำนาจนั้น

And in the synagogue there was a man, which had a spirit of a demon, and he cried out with a loud voice, saying, Let us alone. 

และในธรรมศาลามีชายคนหนึ่ง  เขามีผีสิงอยู่  และเขาร้องเสียงดังว่า "ปล่อยเราอยู่ลำพังเถิด"

The demons recognized who Jesus is, the perfect Son of God, the King of Kings and Lord of Lords.  

ผีนั้นจำได้ว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด  พระบุตรที่สมบูรณ์ของพระเจ้า จอมกษัตริย์แห่งกษัตริย์ทั้งปวง และจอมเจ้านายแห่งเจ้านายทั้งปวง

So here in the synagogue in Capernaum, the demon possessed man cries out.  Jesus told the spirit to come out the man. 

เพราะฉะนั้นที่นี่ในธรรมศาลาในเมืองคาเปอรนาอุม  ชายคนที่มีผีสิงร้องเสียงดังออกมา   พระเยซูทรงสั่งผีให้ออกมาจากชายคนนั้น

The spirit obeyed and came out. [4]

ผีนั้นก็เชื่อฟังและออกมา

 

This reminds me of the very dangerous practice here in Phuket of inviting the spirits into people to get special power, this is very dangerous.  

นี่เป็นการเตือนสอนผมเกี่ยวกับการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่งในภูเก็ต  ในการเชิญผีทั้งหลายเข้ามาสิงในคน   เพื่อให้ได้รับพลังพิเศษซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก

 

People were amazed when they saw the spirit come out of the man. 

            ผู้คนต่างประหลาดใจเมื่อเห็นผีออกมาจากชายคนนั้น

They said, what kind of word is this! for with authority and power He commands the unclean spirit, and they come out” (verse 36).

พวกเขากล่าวว่า  ถ้อยคำแบบนี้มีอะไรพิเศษนะ! ด้วยสิทธิอำนาจและฤทธิ์เดชพระองค์ทรงสั่งขับผีโสโครกและพวกมันก็ออกมา "(ข้อ 36)

Demons or evil spirits in people was common in those days, and there often efforts made to cast out the spirits. 

            ผีหรือวิญญาณชั่วในคนเป็นเรื่องปกติในสมัยนั้น  และมักมีความพยายามที่จะขับผีออก

Usually they were unsuccessful and the person was not them self, sometimes acting strangely, sometimes speaking with different voices, sometimes hurting themselves or others. 

ปกติพวกเขามักไม่ประสบความสำเร็จ และบุคคลนั้นไม่เป็นตัวของตัวเอง  บางครั้งก็ทำอะไรแปลกๆ บางครั้งก็พูดด้วยเสียงที่แตกต่างกันไป  บางครั้งก็ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น ๆ

But Jesus is just speaking to them, and commanding them, and they are coming out.

แต่พระเยซูกำลังตรัสสั่งสอนพวกมันและทรงสั่งพวกมันและพวกมันจะออกมา

And they are saying, "Hey, wait a minute. What is going on here? What kind of word of authority is this that He can just speak to them and they are obedient to Him?"[5]

และพวกมันกล่าวว่า " รอสักเดี๋ยวก่อน   เกิดอะไรขึ้นที่นี่    ถ้อยคำที่มีสิทธิอำนาจแบบนี้คืออะไร   นี่คือที่พระองค์สามารถตรัสกับพวกมันและพวกมันเชื่อฟังพระองค์หรือ?"

           

Jesus healed Peter’s mother in law and others

พระเยซูทรงรักษาแม่ยายของเปโตรและคนอื่น ๆ

38 And he arose and left the synagogue and entered Simon's house. Now Simon's mother-in-law was ill with a high fever, and they appealed to him on her behalf.

38  เมื่อพระองค์ทรงลุกออกจากธรรมศาลา   ก็เสด็จเข้าไปในบ้านของซีโมน   แม่ยายของซีโมนกำลังป่วยมีไข้สูง  พวกเขาจึงอ้อนวอนขอให้พระองค์ช่วยนาง

39 And he stood over her and rebuked the fever, and it left her, and immediately she rose and began to serve them.

39 พระองค์ทรงยืนอยู่ข้างคนป่วย   ตรัสสั่งไข้ให้ออกจากนางแล้วไข้ก็หาย   และในทันใดนั้นแม่ยายของซีโมนก็ลุกขึ้นมาปรนนิบัติพระองค์กับพวกของพระองค์  

40 Now when the sun was setting, all those who had any who were sick with various diseases brought them to him, and he laid his hands on every one of them and healed them.

40 พอตะวันยอแสง   ใครที่มีคนเจ็บเป็นโรคต่างๆ   ก็พามาหาพระองค์   พระองค์วางพระหัตถ์ถูกต้องเขาทุกคนให้หายโรค

41 And demons also came out of many, crying, “You are the Son of God!” But he rebuked them and would not allow them to speak, because they knew that he was the Christ.

41 ผีก็ออกมาจากตัวของหลายคนและร้องว่า “ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า”   แต่พระองค์ทรงห้ามพวกมันพูด   เพราะมันรู้ว่าพระองค์เป็นพระคริสต์

           

We would not even know that Peter was married for sure, except that his wife's mother was sick and was taken with a great fever.

เราไม่รู้แน่นอนว่าเปโตรแต่งงานแล้ว  เว้นแต่แม่ของภรรยาของท่านกำลังป่วยและมีไข้สูง

 And they came to Jesus that He might help her.  Jesus healed Peter’s mother in law, and many others. 

พวกเขามาหาพระเยซูขอให้ทรงช่วยนาง  พระเยซูทรงรักษาแม่ยายของเปโตรและอีกหลายๆ คน

He also cast out more evil spirits.  

พระองค์ทรงขับวิญญาณชั่วออกไปด้วย

After Simon Peter’s mother in law was healed she got up right away and prepared them a meal. 

หลังจากแม่ยายของเปโตรรับการรักษาแล้ว   นางก็ลุกขึ้นทีนทีและจัดเตรียมอาหาร

 

Jesus preaches in synagogues

พระเยซูทรงสั่งสอนในธรรมศาลา

42 And when it was day, he departed and went into a desolate place. And the people sought him and came to him, and would have kept him from leaving them,

42 พอถึงรุ่งเช้า   พระองค์เสด็จออกไปยังที่เงียบสงัด   ฝูงชนก็เที่ยวเสาะหาพระองค์   เมื่อพบแล้วก็หน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้   ไม่ให้จากพวกเขาไป

43 but he said to them, “I must preach the good news of the kingdom of God to the other towns as well; for I was sent for this purpose.”

43 แต่พระองค์ตรัสกับเขาว่า   “เราต้องไปประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าแก่เมืองอื่นๆด้วย   พระองค์ทรงใช้เรามาก็เพราะเหตุนี้”

44 And he was preaching in the synagogues of Judea.

44 พระองค์จึงทรงเทศนาสั่งสอนต่อไปในธรรมศาลาต่างๆ ทั่วยูเดีย

           

I don’t know about you, but I often think of Jesus teaching from a boat, from a hillside, in a house, in the market place, in or near the temple, but note here He is speaking in the synagogues. 

            ผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพวกคุณ แต่ผมมักจะถึงพระเยซูทรงสั่งสอนจากในเรือ  จากเนินเขาในบ้าน   ในย่านตลาด  ในหรือใกล้วัด   แต่สังเกตที่นี่ทรงสั่งสอนในธรรมศาลา

Most of His teaching ministry was in other places than the synagogues. 

ส่วนใหญ่พระองค์ทรงสั่งสอนในสถานที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ในธรรมศาลา

We have it the other way around. 

เราได้ทราบในอีกรูปแบบอื่น

We have nearly all the preaching and teaching in the church but must also teach in the work place, the market place, the home, in businesses, and where ever people the people are. 

เรามีการเทศนาสั่งสอนในโบสถ์เกือบทั้งหมด แต่ต้องสอนในสถานที่ทำงาน  ในย่านตลาดที่บ้าน  สถานประกอบธุรกิจและสถานที่ที่ผู้คนอยู่

When we first came to Thailand, Cindy and I taught English in an outreach center where we also shared the gospel as we had opportunity. 

            เมื่อเรามาเมืองไทยครั้งแรก ซินดี้กับผมได้สอนภาษาอังกฤษในศูนย์บริการนอกสถานที่ซึ่งเราได้แบ่งปันพระกิตติคุณในขณะที่เรามีโอกาส

But I observed many more people were in the open-air market across the street from us, than ever entered our building. 

แต่ผมสังเกตเห็นผู้คนมากมายอยู่กันมากมายในตลาดกลางแจ้งอีกฟากถนนจากเรา   มากกว่าที่เคยเข้าไปในย่านอาคาร

So, I went outside to them. 

ดังนั้นผมจึงออกไปพบพวกเขาข้างนอก

I was able to rent a booth in the market place and from there shared the Jesus video, tracts and Bible in Thai.    

ผมสามารถเช่าบู้ธในย่านตลาดได้  และจากที่นั่นก็ได้แบ่งปันโดยฉายวิดีโอพระเยซูคริสต์ใบปลิวและพระคัมภีร์ภาษาไทย

Avoid activities that might give Satan and his demons an opening in your life. 

            หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจทำให้ซาตานและสมุนของเขามีโอกาสเข้ามาในชีวิตของคุณ

Jesus can deliver us and Jesus can heal us. 

พระเยซูทรงสามารถช่วยปลดปล่อยเราได้และพระเยซูทรงสามารถรักษาได้

 Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.                    

การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator. God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง  พระเจ้าทรงรักคุณพระเจ้าทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์และเราก็ไม่ใช่เช่นนั้น

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

ตั้งแต่สองคนแรกที่ทำบาปในสวน   ตั้งแต่เวลานั้นทุกคนได้ทำผิด  คิดผิด  และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า  เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่ออยู่กับพระองค์ได้ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross.

แต่พระเยซูพระบุตรของพระเจ้าได้รับการลงโทษเพื่อบาปของเราโดยการตายบนไม้กางเขน

He came alive again three days later.

พระองค์ทรงกลับฟื้นพระชนม์ในอีกสามวันต่อมา

 

Romans โรม 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในจิตใจว่า   พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด

 

If you want to receive Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this: Lord Jesus, I believe you are the Son of God. Thank you for dying on the cross for my sins. Please forgive my sins and give me the gift of eternal life. I ask you into my life and heart to be my Lord and Savior. I want to serve you always. In Jesus name I pray, Amen.

            ถ้าคุณต้องการที่จะรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและหันกลับจากบาปของคุณ  คุณสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าของคุณโดยการอธิษฐานเช่นนี้  ข้าแต่พระเยซูเจ้า ฉันเชื่อว่าคุณคือพระบุตรของพระเจ้า ขอบคุณสำหรับความตายบนไม้กางเขนเพื่อความบาปของฉัน โปรดทรงให้อภัยบาปของฉันและมอบของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ให้ฉัน  ฉันทูลขอให้พระองค์เสด็จเข้ามาในชีวิตและในหัวใจของฉัน  เพื่อเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของฉัน ฉันต้องการที่จะรับใช้พระองค์เสมอ ฉันขออธิษฐานในพระนามพระเยซู อาเมน

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai scripture quotations are from the Thai Holy Bible 2011 Version Copyright © Thailand Bible Society.

​ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระ​คัมภีร์ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคม​พระ​คริสต​ธรรม​ไทย

 



[1] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Compassionate (Luke 1-13), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 184.

[2] “Is there activity of demonic spirits in the world today?” Gotquestions.org

http://www.gotquestions.org/demonic-activity.html

[3] ibid.

[5] ibid.

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top