Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 6 Jesus is Lord of the Sabbath, the Twelve Apostles, the Beatitudes, and the Woes

ลูกาบทที่ 6 พระเยซูทรงเป็นเจ้านายแห่งวันสะบาโต   อัครสาวกสิบสองคน  พรและวิบัติและความเศร้าโศก

 

Last time we talked about Jesus healing a man with leprosy. 

            ครั้งที่แล้วเราพูดถึงพระเยซูทรงรักษาชายคนที่เป็นโรคเรื้อน

We also talked about how four men brought their paralyzed friend to Jesus even letting him down in a hole through the roof.  

เรายังได้พูดเกี่ยวกับวิธีการที่ชายสี่คนนำเพื่อนของพวกเขาที่เป็นง่อยไปพบพระเยซู  แม้จะหย่อนให้เขาลงผ่านช่องหลังคา

Jesus called Matthew, who had been a tax collector, to be one of His disciples. 

พระเยซูทรงเรียกมัทธิว ผู้ที่เคยเป็นคนเก็บภาษี  เพื่อเป็นหนึ่งในสาวกของพระองค์

The word Sabbath means seventh day, and is the fourth of the Ten Commandments.  

            คำว่าสะบาโต หมายถึงวันที่เจ็ด  และเป็นพระบัญญัติสิบประการข้อที่สี่

Jews to this day are very strict in observing the Sabbath day of rest.  It begins on Friday at 6:00 p.m. and ends Saturday at 6:00 p.m. 

ชาวยิวทุกวันนี้เคร่งครัดมากในการรักษาวันสะบาโตเป็นวันพักผ่อน  เริ่มต้นวันศุกร์เวลา 6:00 น. และสิ้นสุดวันเสาร์เวลา 18:00 น.

It comes from God creating the earth and all that is in it, in six days and then resting on the Sabbath day, the seventh day. 

มันเริ่มจากที่พระเจ้าทรงสร้างโลกและทุกสิ่งที่อยู่ในโลก   ใช้เวลาหกวันแล้วพักผ่อนในวันสะบาโต วันที่เจ็ด

God wants people to have a day of rest.  It was a bit funny to me when I worked with the Rabbi at Mt. Sinai hospital, the chaplain there, in New York. 

พระเจ้าทรงต้องการให้ผู้คนมีวันหยุดพักผ่อน  มันเป็นสิ่งที่น่าขบขันเล็กน้อยสำหรับผม เมื่อผมทำงานเป็นอนุศาสกกับรับบีที่โรงพยาบาลเมานท์ไซนาย อยู่ในนิวยอร์ก

At about 4:00 p.m. on Friday, he became very nervous. 

เวลาประมาณ 16:00 น. เย็นวันศุกร์ เขามีอาการหวั่นวิตก

Wondering if he could accomplish the remaining visits and other work and board the subway train home before 6:00 p.m. otherwise he would have to sleep in his office. 

เขาสงสัยว่าเขาจะสามารถทำงานเยี่ยมคนไข้เสร็จ และไปทำธุระอื่นต่อ และจะขึ้นรถไฟใต้ดินกลับบ้านทันก่อนเวลา 18:00 น หรือไม่  มิฉะนั้นเขาจะต้องนอนค้างคืนที่ออฟฟิศของเขา

He could not travel or do anything after 6:00 p.m.

เขาไม่สามารถเดินทางหรือทำอะไรหลังจากเวลา 18:00 น.

He rushed around and was able to leave before 6:00 p.m. to be able to join his family.  So that is how serious a devout rabbi today is about keeping the Sabbath.

เขารีบเร่งทำโน่นนี่และก็สามารถออกจากที่ทำงานทันก่อนเวลา 18:00 น. เพื่อจะกลับไปร่วมกับครอบครัวของเขา    นั่นแหละคือที่รับบีผู้เคร่งครัดในทุกวันนี้จริงจังเรื่องการรักษาวันสะบาโต

 

1 On a Sabbath, while he was going through the grain fields, his disciples plucked and ate some heads of grain, rubbing them in their hands.

1 ต่อมาในวันสะบาโตหนึ่ง   ขณะที่พระองค์เสด็จไปตามทุ่งนา   พวกสาวกของพระองค์เด็ดรวงข้าวขยี้ด้วยมือแล้วกิน

2 But some of the Pharisees said, “Why are you doing what is not lawful to do on the Sabbath?

2 พวกฟาริสีบางคนจึงกล่าวว่า   “ทำไมพวกท่านทำสิ่งที่ต้องห้ามในวันสะบาโต”

3 And Jesus answered them, “Have you not read what David did when he was hungry, he and those who were with him:

3 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า   “พวกท่านไม่ได้อ่านเรื่องที่ดาวิดทำเมื่อหิวหรือ   ทั้งตัวท่านและพรรคพวกด้วย

4 how he entered the house of God and took and ate the bread of the Presence, which is not lawful for any but the priests to eat, and also gave it to those with him?”

4 ท่านเข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า   และรับประทานขนมปังเฉพาะพระพักตร์   ทั้งให้พรรคพวกด้วย   ซึ่งบัญญัติห้ามใครรับประทานนอกจากพวกปุโรหิตเท่านั้น”

5 And he said to them, “The Son of Man is lord of the Sabbath.”

5 แล้วพระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า   “บุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นนายเหนือวันสะบาโต”

 

When God created the Heavens and the earth in six days, He rested on the seventh day. 

            เมื่อพระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกในหกวัน พระองค์ได้ทรงหยุดพักผ่อนในวันที่เจ็ด

The fourth of the Ten Commandments says to remember the Sabbath.

พระบัญญัติสิบประการข้อที่สี่กล่าวว่า จงระลึกถึงวันสะบาโต

 

 Exodus 20:8-11 8“Remember the Sabbath day, to keep it holy.

8 “จงระลึกถึงวันสะบาโต (คือวันหยุดพักผ่อน) ถือเป็นวันบริสุทธิ์

9 Six days you shall labor, and do all your work,

9<จงทำงานทั้งสิ้นของเจ้าหกวัน

10but the seventh day is a Sabbath to the LORD your God. On it you shall not do any work, you, or your son, or your daughter, your male servant, or your female servant, or your livestock, or the sojourner who is within your gates.

10 แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นสะบาโตแด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า   ในวันนั้นห้ามทำงาน ใดๆ ไม่ว่าเจ้าเอง   หรือบุตรชายบุตรหญิงของเจ้า   หรือทาสทาสีของเจ้า   หรือสัตว์ใช้งานของเจ้า   หรือคนต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประตูเมืองของเจ้า

11 For in six days the LORD made heaven and earth, the sea, and all that is in them, and rested the seventh day. Therefore the LORD blessed the Sabbath day and made it holy.

11 เพราะในหกวันพระยาห์เวห์ทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน   ทะเล   และสรรพสิ่งซึ่งมีอยู่ในที่เหล่านั้น   แต่ในวันที่เจ็ดทรงพัก   เพราะฉะนั้นพระยาห์เวห์ทรงอวยพรวันสะบาโต   และทรงตั้งวันนั้นไว้เป็นวันบริสุทธิ์  

           

God’s design is for us to have a day of rest, just like He did when He created the Heavens and the Earth, mankind, and all the creatures. 

            พระเจ้าทรงกำหนดให้เรามีวันหยุดพักผ่อน  เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงทำเมื่อพระองค์ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก มนุษยชาติ และสิ่งมีชีวิตทั้งหมด

He also wants us to have a day of worship, that is not like every other day, where we are busy working. 

พระองค์ยังทรงต้องการให้เรามีวันแห่งการนมัสการ  ที่ไม่เหมือนอย่างทุกวันอื่น ที่ซึ่งเรายุ่งวุ่นวายในการทำงาน

We should worship God every day of the week, but have a special day set aside to gather with others to worship. 

เราควรนมัสการพระเจ้าทุกวันในสัปดาห์    แต่มีวันพิเศษอีกวันที่ต่างหาก เพื่อร่วมนมัสการกับคนอื่นๆ

 

Mark 2:27 And he said to them, “The Sabbath was made for man, not man for the Sabbath.

มาระโก 2:27 พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า   “วันสะบาโตนั้นทรงตั้งไว้เพื่อมนุษย์   ไม่ได้ทรงสร้างมนุษย์ไว้เพื่อวันสะบาโต

 

            God has ordained for the body's sake, one day of rest for the purpose of recuperation.

            พระเจ้าทรงสั่งเป็นทางการเพื่อเห็นแก่ร่างกายของเรา  หนึ่งวันแห่งการพักผ่อนเพื่อวัตถุประสงค์การฟื้นคืนสู่สภาพปกติ

But this particular law was a special law to the people of Israel.

แต่กฎหมายเฉพาะนี้เป็นกฎหมายพิเศษของชนชาติอิสราเอล

 

Exodus 31:16-17   16 Therefore the people of Israel shall keep the Sabbath, observing the Sabbath throughout their generations, as a covenant forever.

อพยพ 31:16-17 16 ดังนั้น   ชนชาติอิสราเอลจึงรักษาวันสะบาโตตลอดชั่วชาติพันธุ์ของพวกเขาเป็นพันธสัญญาเนืองนิตย์

17It is a sign forever between me and the people of Israel that in six days the LORD made heaven and earth, and on the seventh day he rested and was refreshed.’”

17 เป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับชนชาติอิสราเอลเป็นนิตย์ว่า   ในหกวันพระยาเวห์ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก   แต่ในวันที่เจ็ดทรงหยุดพักไว้   และหย่อนพระทัย' ”  

So God declares that it's a sign between Him and the children of Israel. 

            ดังนั้นพระเจ้าทรงประกาศว่ามันเป็นหมายสำคัญระหว่างพระองค์และชนชาติอิสราเอล

The Rabbis through the years kept adding to the law, making it so that you couldn’t do anything on a Saturday. 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกรับบีเพิ่มเติมข้อกฎหมาย ทำมันเพื่อว่าคุณไม่สามารถทำอะไรได้ในวันเสาร์

It is interesting that the one law that Jesus was constantly being accused of violating was the law of the Sabbath. 

มันน่าสนใจที่กฎหมายข้อหนึ่งที่พระเยซูทรงถูกกล่าวหาว่าทรงล่วงละเมิดประจำ เป็นกฎแห่งวันสะบาโต

If they had been cutting it with a sickle, they would have been harvesting.

ถ้าพวกเขากำลังตัดมันด้วยเคียว   พวกเขาคงกำลังทำการเก็บเกี่ยว

But the Pharisees had their own interpretation, and therefore they interpret the action as breaking the Law.

แต่พวกฟาริสีได้จัดการตีความเข้าข้างตนเอง  ดังนั้นพวกเขาจึงตีความการกระทำเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

            The Lord did not insist that they had not broken the Sabbath; He refused to argue the issue with them.

            พระเจ้าไม่ได้ทรงยืนกรานว่าพวกเขาไม่ได้ฝ่าฝืนกฎของสะบาโต ทรงปฏิเสธที่จะถกเถียงเรื่องนี้กับพวกเขา

He cited an incident in the life of David where he had definitely broken the Mosaic Law and was justified.

พระองค์ทรงอ้างอิงเหตุการณ์ในชีวิตของดาวิด   ที่ซึ่งท่านตั้งใจฝ่าฝืนกฎของโมเสสและถูกนับว่าชอบธรรม

His point was that the letter of the Law was not to be imposed when it brought hardship upon one of God's servants.

ประเด็นของพระองค์คือว่าตัวอักษรของกฎหมายต้องไม่ถูกนำมาใช้กำหนดโทษเมื่อมันสร้างความลำบากต่อผู้รับใช้ของพระเจ้าคนหนึ่ง

Obviously the disciples were hungry. It cost them something to follow Jesus.

เห็นได้ชัดว่าพวกสาวกนั้นหิวอาหาร   พวกเขาสูญเสียบางสิ่งไปเพื่อติดตามพระเยซู

 

A man with a withered hand

ผู้ชายคนหนึ่งที่มือลีบ

6 On another Sabbath, he entered the synagogue and was teaching, and a man was there whose right hand was withered.

6 ในวันสะบาโตอีกวันหนึ่ง   ขณะพระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาและสั่งสอน   ที่นั่นมีชายคนหนึ่งมือขวาลีบ

7 And the scribes and the Pharisees watched him, to see whether he would heal on the Sabbath, so that they might find a reason to accuse him.

7 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีก็คอยดูอยู่ว่า   พระองค์จะทรงรักษาเขาในวันสะบาโตหรือไม่   เพื่อจะหาเหตุฟ้องพระองค์

8 But he knew their thoughts, and he said to the man with the withered hand, “Come and stand here.” And he rose and stood there.

8 แต่พระองค์ทรงทราบความคิดของพวกเขา   จึงตรัสกับคนมือลีบนั้นว่า   “จงลุกขึ้นออกมายืนข้างหน้า”   เขาก็ลุกขึ้นยืน

9 And Jesus said to them, “I ask you, is it lawful on the Sabbath to do good or to do harm, to save life or to destroy it?

9 แล้วพระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า   “เราจะถามพวกท่านว่า   ในวันสะบาโตนั้นควรจะทำการดีหรือการร้าย   ควรจะช่วยชีวิตหรือทำลายชีวิต”

10 And after looking around at them all He said to him, “Stretch out your hand.” And he did so, and his hand was restored.

10 พระองค์ทอดพระเนตรดูทุกคนโดยรอบ   แล้วตรัสกับชายมือลีบคนนั้นว่า   “จงเหยียดมือออก”   เขาก็ทำตาม   แล้วมือของเขาก็หายเป็นปกติ

11 But they were filled with fury and discussed with one another what they might do to Jesus.

11 แต่คนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเดือดดาล   และปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรกับพระเยซู

 

It was probably no coincidence that this man was in the synagogue. 

            มันอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ชายคนนี้อยู่ในธรรมศาลา

The Scribes and Pharisees believed that Jesus would heal the man. 

พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีเชื่อว่าพระเยซูจะทรงรักษาชายคนนั้น

They wanted to test Him to see if He would do it on the Sabbath. 

พวกเขาต้องการที่จะทดลองพระองค์เพื่อดูว่าพระองค์จะทรงรักษาในสะบาโตหรือไม่

They were correct, He had compassion on the man and healed him.   

พวกเขาถูกต้อง พระองค์ทรงเมตตาสงสารต่อคนนั้นและทรงรักษาเขาให้หาย

They obviously had no compassion. 

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่มีความเมตตาสงสาร

No rejoicing that the man was healed. 

ไม่มีความชื่นชมยินดีที่ชายคนนั้นหายแล้ว

Matthew tells us that they plotted Jesus death from that moment on. [1]

มัทธิวบอกเราว่าพวกเขาได้วางอุบายฆ่าพระเยซูหลังจากช่วงนั้นไป

him, "Stretch forth your hand."

พระเยซูตรัสกับเขาว่า "จงเหยียดมือของเจ้าออก"          

The man can do one of two things: he can either argue with Jesus and tell him that he can't and tell him why he can't, and tell him how many times he's tried and failed, and tell him of all his past failures, rehearse his life story of failure.

ชายคนนั้นสามารถทำได้หนึ่งในสองอย่าง: เขาสามารถโต้แย้งกับพระเยซูและทูลพระองค์ว่าเขาทำไม่ได้   และทูลพระองค์ว่าทำไมเขาทำไม่ได้  และทูลพระองค์ว่าหลายครั้งที่เขาได้พยายามและล้มเหลว    และทูลพระองค์ถึงความล้มเหลวที่ผ่านมาทั้งหมด   เล่าซ้ำเรื่องราวชีวิตที่ล้มเหลวของเขา

Or he can obey Jesus and stretch forth his hand.

หรือเขาสามารถเชื่อฟังพระเยซูและเหยียดมือออก

He has a choice.

เขามีทางเลือก

He chose to stretch forth his hand, and immediately, as he did, it was made whole just like the other…the moment you choose… to obey the command of Christ, in that very moment He will give you everything necessary for you to obey. [2]

เขาได้เลือกที่จะเหยียดมือออก และทันทีทันใด เมื่อเขาทำ  มือเขาก็หายเป็นปกติเหมือนคนอื่น ... วินาทีที่คุณตัดสินใจ ... เพื่อเชื่อฟังคำสั่งของพระคริสต์  ในช่วงวินาทีนั้น พระองค์จะทรงประทานทุกอย่างที่จำเป็นแก่คุณเพราะคุณตัดสินใจที่จะเชื่อฟัง

Jesus went to pray and called his twelve disciples to follow Him

พระเยซูเสด็จไปอธิษฐานและเรียกสาวกสิบสองคนให้ติดตามพระองค์ไป

 

12 In these days he went out to the mountain to pray, and all night he continued in prayer to God.

12 ในเวลาต่อมาพระเยซูเสด็จไปที่ภูเขาเพื่อจะอธิษฐาน   พระองค์ทรงอธิษฐานต่อพระเจ้าตลอดทั้งคืน

13 And when day came, he called his disciples and chose from them twelve, whom he named apostles:

13 พอถึงรุ่งเช้า   พระองค์ทรงเรียกพวกสาวกมา   แล้วทรงเลือกสาวกสิบสองคนผู้ซึ่งพระองค์ทรงให้ชื่อว่าอัครทูต

14 Simon, whom he named Peter, and Andrew his brother, and James and John, and Philip, and Bartholomew,

14 ได้แก่ ซีโมนที่พระองค์ทรงให้ชื่อว่า   เปโตร   อันดรูว์น้องชายของเปโตร   ยากอบและยอห์น   ฟีลิปและบารโธโลมิว

15 and Matthew, and Thomas, and James the son of Alphaeus, and Simon who was called the Zealot,

15 มัทธิวและโธมัส   ยากอบบุตรอัลเฟอัส   ซีโมนที่เรียกกันว่าเศโลเท

16 and Judas the son of James, and Judas Iscariot, who became a traitor.

16 ยูดาสบุตรของยากอบ   และยูดาส   อิสคาริโอท ผู้ซึ่งต่อมาทรยศพระองค์

           

Jesus spent all night in prayer before choosing these twelve men according to Luke 6:12.

            พระเยซูทรงใช้เวลาทั้งคืนในการอธิษฐานก่อนที่ทรงเลือกคนเหล่านี้สิบสองคน  ตามพระธรรมลูกา 6:12

When He selected them, He had three purposes in mind:

เมื่อพระองค์ได้ทรงเลือกพวกเขา  พระองค์ทรงมีพระประสงค์สามข้อในพระทัย

(1) training them by personal example and teaching,

(1) ฝึกฝนพวกเขาโดยเป็นแบบอย่างส่วนตัวและคำสั่งสอน

(2) sending them out to preach the Gospel, and

(2) ส่งพวกเขาออกไปประกาศพระกิตติคุณ และ

(3) giving them authority to heal and cast out demons.

(3) ประทานให้พวกเขามีอำนาจในการรักษาโรคและขับผีออกได้

These twelve men would be able to continue His work when He returned to the Father, and they would also be able to train others to carry on the ministry after them.[3]  

พวกสาวกสิบสองคนจะสามารถที่จะสานต่อพระราชกิจของพระองค์ เมื่อทรงเสด็จกลับไปหาพระบิดา   และพวกเขายังจะสามารถฝึกฝนคนอื่นๆให้รับใช้พันธกิจต่อไปหลังจากพวกเขา

 

We have the same responsibility to disciple others

            เรามีความรับผิดชอบเดียวกันกับพวกสาวกคนอื่น

 

 2 Timothy ทิโมธี 2:2 and what you have heard from me in the presence of many witnesses entrust to faithful men who will be able to teach others also.

จงมอบคำสอนเหล่านั้น   ซึ่งท่านได้ยินจากข้าพเจ้าต่อหน้าพยานหลายๆ คน   ไว้กับบรรดาคนซื่อสัตย์ที่สามารถสอนคนอื่นได้ด้วย

            Jesus ministers to a great multitude

                พระเยซูทรงปรนนิบัติมวลชน

17 And he came down with them and stood on a level place, with a great crowd of his disciples and a great multitude of people from all Judea and Jerusalem and the seacoast of Tyre and Sidon,

17 แล้วพระองค์กับอัครทูตสิบสองคนนั้นก็ลงมายืนอยู่บนที่ราบแห่งหนึ่ง   พร้อมกับสาวกคนอื่นๆ  และมหาชนที่มาจากทั่วแคว้นยูเดีย   กรุงเยรูซาเล็ม รวมทั้งเมืองไทระและเมืองไซดอนซึ่ง เป็นเมืองชายฝั่งทะเล  เพื่อจะฟังพระองค์   และให้พระองค์ทรงรักษาโรคของเขา

18 who came to hear him and to be healed of their diseases. And those who were troubled with unclean spirits were cured.

18 บรรดาคนที่ต้องทนทุกข์เพราะผีโสโครก   ก็ได้รับการรักษาให้หายด้วย

19 And all the crowd sought to touch Him, for power came out from Him and healed them all.

19 ฝูงชนทั้งหมดต่างพยายามที่จะสัมผัสพระองค์   เพราะว่ามีฤทธิ์เดชซ่านออกจากพระองค์   และรักษาพวกเขาให้หายได้ทุกคน

 

 Jesus was a teacher who did miraculous works.

            พระเยซูทรงเป็นครูผู้ทำการอัศจรรย์หลายอย่าง

The emphasis was always on His teaching ministry, both to the inner circle of His disciples and to the multitudes that would listen to Him. 

มีการเน้นย้ำเสมอเรื่องพันธกิจการสอนของพระองค์  ทั้งในรอบวงภายในของพวกสาวกของพระองค์   และต่อมวลชนที่จะฟังพระองค์

Jesus' ability to heal those with all different kinds of diseases demonstrates that He has authentic power over the damage done by the fall of man.

พระปรีชาสามารถในการรักษาคนที่ป่วยด้วยโรคต่างชนิดกัน แสดงให้เห็นว่าทรงมีสิทธิอำนาจแท้จริงเหนือการบาดเจ็บที่เกิดจากมนุษย์ที่ล้มลงในบาป

His authority over demons (and those who were demon-possessed) shows He has authentic power over all creation. 

สิทธิอำนาจแท้จริงของเพระองค์เหนือมารร้าย (และบรรดาผู้ที่ถูกผีสิง) แสดงให้เห็นว่าทรงมีสิทธิอำนาจแท้จริงเหนือสรรพสิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมด

Jesus had a purpose for allowing such dramatic miracles to attract great multitudes.

พระเยซูทรงมีพระประสงค์ให้เกิดการอัศจรรย์ดังกล่าวเพื่อดึงดูดมวลชน

He wanted to teach the multitudes, not simply to impress them with miracles. [4]

พระองค์ทรงต้องการที่จะสั่งสอนมวลชน ไม่เพียงให้พวกเขาเกิดความประทับ

ใจในเรื่องการอัศจรรย์

 

In the Beatitudes Jesus says we are blessed or happy under the following circumstances

                        ในตอนพรและวิบัติ พระเยซูตรัสว่าเราได้รับพระพรหรือมีความสุข   ภายใต้สถานการณ์ต่อไปนี้

You will be surprised about what He says. 

            คุณจะประหลาดใจเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์ทรงตรัส

When do you feel happy or blessed by God? 

เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกมีความสุขหรือได้รับพรจากพระเจ้า

Maybe you feel happy when you have lots of money, when you have some good food, when you don’t have to work too hard, when you are having fun, when you are in love.  

บางทีคุณอาจจะรู้สึกมีความสุขเมื่อคุณมีเงินมากมาย   เมื่อคุณมีอาหารดีๆ  เมื่อคุณไม่ต้องทำงานหนักเกินไป  เมื่อคุณสนุกสนาน, เมื่อคุณกำลังมีความรัก

The term Beatitude comes from the Latin adjective beatus which means happy, fortunate, or blissful.

            คำว่าพรและวิบัติมาจากคำคุณศัพท์ภาษาลาติน บิทุส  ซึ่งหมายความว่ามีความสุข โชคดี หรือสุขใจ     

The teachings are expressed as eight blessings in the Sermon on the Mount in Matthew.

คำสอนเหล่านี้สำแดงพรแปดประการในคำเทศนาบนภูเขาในพระธรรมมัทธิว

Four similar blessings appear in the Sermon on the Plain in Luke and are followed by four woes. 

พรสี่ประการคล้ายๆ กันปรากฏในคำเทศนาบนภูเขาในพระธรรมลูกาและตามด้วยความเศร้าโศกสี่ประการ

Each Beatitude consists of two phrases: the condition and the result.

พรและวิบัติแต่ละอย่างประกอบด้วยวลีสองตอน: ตอนเป็นเงื่อนไขและตอนมีผลลัพธ์

In almost all cases the phrases used are familiar from an Old Testament context, but in this sermon, Jesus elevates them to new teachings, giving great detail or a strong requirement.

ในเกือบทุกกรณี วลีต่างๆ ที่ใช้ก็คุ้นเคยกับบริบทในพันธสัญญาเดิม  แต่ในคำสั่งสอนตอนนี้ พระเยซูทรงปรับระดับคำสอนใหม่แก่พวกเขา  ให้รายละเอียดดีมากหรือข้อกำหนดที่เข้มงวด

Together, the Beatitudes present a new set of Christian ideals that focus on love and humility rather than force, giving the highest ideals of the teachings of Jesus on mercy; spirituality and compassion.[5]

พรและวิบัติ ก็ได้นำเสนอแนวคิดแบบคริสเตียนชุดใหม่ ที่มุ่งเน้นความรักและความถ่อมใจมากกว่าการบังคับ  ให้อุดมคติสูงสุดหลักคำสอนของพระเยซูเรื่องความเมตตา  การมีจิตวิญญาณ และความเห็นอกเห็นใจ

 

 20 And he lifted up his eyes on his disciples, and said: “Blessed are you who are poor, for yours is the kingdom of God.

20 พระองค์ทอดพระเนตรดูพวกสาวกของพระองค์แล้วตรัสว่า    “ท่านทั้งหลายที่ยากจนก็เป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน  

           

This can mean physically poor, having few possessions you have something far greater, which is your faith in Christ making you a member of the kingdom of God and a joint heir with Jesus.  

นี่อาจหมายถึงยากจนฝ่ายร่างกาย  มีทรัพย์สินน้อย  แต่คุณมีบางสิ่งที่สำคัญกว่า  ซึ่งเป็นความเชื่อของคุณในพระคริสต์   ที่ทำให้คุณเป็นสมาชิกในราชอาณาจักรของพระเจ้าและเป็นทายาทร่วมกับพระเยซู

It also could mean humbly recognizing your spiritual poverty and need which are supplied in Christ.

นอกจากนี้ยังอาจหมายถึงถ่อมใจยอมรับว่ายากจนและขัดสนฝ่ายจิตวิญญาณ  ซึ่งพระคริสต์จะทรงประทานให้

 

21 “Blessed are you who are hungry now, for you shall be satisfied. “Blessed are you who weep now, for you shall laugh.

21 “ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้อิ่มท้อง    “ท่านทั้งหลายที่ร้องไห้เวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้หัวเราะ  

 

            You may be hungry now, but you will be satisfied in heaven.  You may weep now but you will laugh in heaven. 

ขณะนี้คุณอาจรู้สึกหิว   แต่คุณจะพอใจในสวรรค์   คุณอาจร้องไห้ตอนนี้แต่คุณจะหัวเราะในสวรรค์

22 “Blessed are you when people hate you and when they exclude you and revile you and spurn your name as evil, on account of the Son of Man!

22 “ท่านทั้งหลายเป็นสุขแม้มีคนเกลียดชังท่าน   ไล่ท่านออกจากพวกเขา   ประณามท่าน   และเหยียดหยามท่านว่าเป็นคนชั่วช้า   เนื่องจากท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์

 

            When you and I live for Christ following His commands, living as He would have us live, some people will not like it and will reject us and hate us.  

            เมื่อคุณและผมอยู่เพื่อพระคริสต์ตามพระบัญชาของพระองค์  มีชีวิตอยู่ตามแบบที่พระองค์ทรงอยากให้เราอยู่   บางคนจะไม่ชอบมันและจะปฏิเสธเราและเกลียดชังเรา

But we can still be happy because we are living primarily to please God not to please people.

แต่เรายังคงมีความสุข  เพราะแรกเริ่มเรามีชีวิตอยู่เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าไม่ใช่เพื่อผู้คน

 

23 Rejoice in that day, and leap for joy, for behold, your reward is great in heaven; for so their fathers did to the prophets.

23 ในวันนั้นท่านทั้งหลายจงชื่นชมยินดีและโลดเต้น   เพราะบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์   บรรพบุรุษของเขาก็ทำอย่างนั้นกับพวกผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน  

 

            Jesus speaks about believers who are poor, hungry and weak, who are hated, reproached, considered outcasts, and called evil.

            พระเยซูตรัสเกี่ยวกับผู้เชื่อที่ยากจน หิวและอ่อนแอ  ผู้ที่ถูกเกลียดชัง ด่าว่า หาว่าเรานอกคอก และเรียกว่าความชั่ว

The man who believes in Jesus and preaches the Word of God is going to have a rough time.

ชายคนที่เชื่อในพระเยซูและสอนพระคำของพระเจ้ากำลังจะมีเวลาที่ยากลำบาก

Sometimes those who are teaching in false religions appear to be doing better. 

บางครั้งบรรดาผู้ที่กำลังสอนศาสนาเท็จดูเหมือนประพฤติได้ดีกว่า

So Jesus has talked about blessings from God and now woes. 

ดังนั้นพระเยซูได้พูดคุยเกี่ยวกับพระพรจากพระผู้เป็นเจ้าและตอนนี้เป็นวิบัติ

This is probably the same or similar sermon as Matthew chapters 5-7, but possibly at a different time and a different place.

นี้อาจจะเป็นคำสอนเดียวกันหรือคล้ายกันกับมัทธิวบทที่ 5-7  แต่อาจจะอยู่ในเวลาที่แตกต่างกันและสถานที่ที่แตกต่างกัน

Jesus pronounces woes

พระเยซู ทรงกล่าวว่าวิบัติ

24 “But woe to you who are rich, for you have received your consolation.

24 “แต่วิบัติแก่พวกท่านที่ร่ำรวย   เพราะว่าท่านได้รับความสะดวกสบายแล้ว  

25 “Woe to you who are full now, for you shall be hungry. “Woe to you who laugh now, for you shall mourn and weep.

25 “วิบัติแก่พวกท่านที่อิ่มท้องในเวลานี้   เพราะว่าท่านจะอดอยาก   วิบัติแก่พวกที่หัวเราะในเวลานี้   เพราะว่าท่านจะเป็นทุกข์และร้องไห้  

26 “Woe to you, when all people speak well of you, for so their fathers did to the false prophets.

26 “วิบัติเมื่อทุกคนบอกว่าท่านดี   เพราะบรรพบุรุษของเขาก็ทำอย่างนั้นกับพวกผู้เผยพระวจนะเท็จเหมือนกัน

           

This life is not all there is, many rich people trust in themselves and not in the Lord, so they have the “good life” now but not eternal life.  

            ชีวิตนี้ไม่ใช่ทั้งหมดที่มี   มีคนรวยหลายคนที่ไว้วางใจในตัวเองและไม่ใช่ในพระเจ้า  ดังนั้นพวกเขามี "ชีวิตดี" ในขณะนี้แต่ไม่มีชีวิตนิรันดร์

The Bible has a lot to say about being poor. In many places, Scripture portrays poor people as having been blessed, while many who are rich are seen in a negative way.

พระคัมภีร์มีมากที่จะพูดเกี่ยวกับการยากจน ในหลายสถานที่  พระคัมภีร์แสดงให้เห็นภาพคนยากจนได้รับพระพร ในขณะที่เราเห็นภาพหลายคนที่มั่งคั่งไปในทางลบ

The disciples and most of Jesus’ followers were poor but rich in spiritual wealth.

สาวกและผู้ติดตามส่วนใหญ่ของของพระเยซูก็ยากจน  แต่อุดมไปด้วยความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณ

The disciples even left all they had to follow Him, giving up all they owned, placing their full trust in Him to provide what they needed. ละทิ้งทั้งหมดที่พวกเขาเป็นเจ้าของ มอบความไว้วางใจทั้งหมดของพวกเขาในพระองค์ เพื่อที่จะทรงประทานให้สิ่งที่พวกเขาต้องการ

Jesus said the poor will always be with us (Matthew 26:11).

พระเยซูตรัสว่าคนยากจนจะอยู่กับเราเสมอ (มัทธิว 26:11)

There is no shame in being poor.

ไม่มีความละอายในการที่ต้องยากจน

Our attitude should be that of the writer in Proverbs who said: “Give me neither poverty nor riches but give me only my daily bread” (Proverbs 30:8). 

ทัศนคติของเราควรจะเป็นดังที่ของผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตที่กล่าวว่า "ขออย่าประทานความยากจนหรือความมั่งคั่งแก่ข้าพระองค์ ขอทรงเลี้ยงข้าพระองค์ด้วยอาหารที่จำเป็นแก่ข้าพระองค์" (สุภาษิต 30:8)

The rich, on the other hand, are generally portrayed negatively in the Bible.

ในทางกลับกันโดยทั่วไปคนมั่งคั่งจะมีภาพในเชิงลบในพระคัมภีร์

Wealth itself is seen as a detriment to those who desire to enter the kingdom of God.

ความมั่งคั่งเองถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่ปรารถนาที่จะเข้ามาในราชอาณาจักรของพระเจ้า

Jesus talks a lot about the woes of being rich and the blessings of being poor.

พระเยซูตรัสมากมายเกี่ยวกับวิบัติต่างๆของการเป็นคนมั่งคั่งและพระพรของการเป็นคนยากจน

For example, in the scene where Jesus interacted with the rich young ruler, He declares: [6]

ตัวอย่างเช่นในฉากที่พระเยซูสนทนากับนักปกครองที่ยังหนุ่มและมั่งคั่ง พระองค์ประกาศว่า:

 

Mark 10:23 23 And Jesus looked around and said to His disciples, “How difficult it will be for those who have wealth to enter the kingdom of God!

มาระโก 10:23 23 พระเยซูจึงทอดพระเนตรรอบๆ   แล้วตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า   “คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยากจริงๆ”

 

 This is because the rich tend to trust in their “riches” more than in God.

            นี้เป็นเพราะคนมั่งคั่งมีแนวโน้มที่จะเชื่อมั่นใน "ความมั่งคั่ง" ของพวกเขามากกว่าในพระเจ้า.

Wealth tends to pull us away from God. 

ความมั่งคั่งมีแนวโน้มที่จะดึงเราออกจากพระเจ้า

The story of the rich man and Lazarus displays clearly the temporary nature of riches.

เรื่องราวของคนรวยและลาซารัสแสดงให้เห็นชัดเจนถึงลักษณะความมั่งคั่งไม่ถาวร

The rich man enjoyed great luxury in life but spent eternity in hell because of his greed and covetousness.

คนรวยเพลิดเพลินกับความหรูหรามากในชีวิต   แต่ตกนรกนิรันดร์เพราะความโลภและความอยากได้ไม่สิ้นสุดของเขา

Lazarus suffered extreme poverty but was comforted in heaven forever.

ลาซารัสเดือดร้อนสาหัสมากแต่ถูกปลอบประโลในสวรรค์ตลอดไป

Jesus Himself left His throne in heaven in order to take on the lowly form of a poor man.[7]

พระเยซูเองทรงสละพระบัลลังก์ของพระองค์ในสวรรค์   เพื่อที่จะลงมารับสภาพต่ำต้อยของคนยากจน

2 Corinthians โครินธ์ 8:9 For you know the grace of our Lord Jesus Christ, that though He was rich, yet for your sake He became poor, so that you by His poverty might become rich.

2 โครินธ์ 8:9 เพราะว่าท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราแล้วว่า   แม้พระองค์ทรงมั่งคั่ง   ก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจน   เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย   เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งคั่ง   เนื่องจากความยากจนของพระองค์

 

At some point, as Christians we must ask ourselves: What are we really doing here in this temporary place? Where is our heart? Are we really denying ourselves?

            ในบางประเด็น ในฐานะเป็นคริสเตียนเราต้องถามตัวเอง: เราทำอะไรจริงๆในสถานที่ชั่วคราวนี้   จิตใจของเราอยู่ที่ไหน   เราจริงปฏิเสธตัวเองไหม

Are we really giving sacrificially as did the poor widow?

เราจริงๆเสียสละให้คนอื่นเหมือนแม่ม่ายยากจนทำไหม

To follow Jesus is to take up our cross.

การติดตามพระเยซูคือการแบกกางเขน

This means to literally give our total lives to Him, not weighed down by the riches of this world. As Jesus put it in the parable of the sower. [8]

นี่หมายความว่าแท้จริงเราสละชีวิตทั้งหมดของเราให้พระองค์  ไม่ได้ชั่งน้ำหนักดู โดยความมั่งคั่งฝ่ายโลกนี้ ดังที่พระเยซูสอนคำอุปมาเรื่องผู้หว่าน

 

Matthew 13:22 As for what was sown among thorns, this is the one who hears the word, but the cares of the world and the deceitfulness of riches choke the word, and it proves unfruitful.

มัทธิว 13:22  และเมล็ดซึ่งหว่านกลางหนามนั้น   ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ   แต่ความกังวลของโลก   และการล่อลวงของทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย   จึงไม่เกิดผล

It is those thorns, “the worries of this life” and the “deceitfulness of wealth,” can lure us away from God and His Word.  

            มันเป็นหนามเหล่านี้  "ความกังวลในชีวิตนี้" และ "การล่อลวงของความมั่งคั่ง" สามารถล่อเราออกจากพระเจ้าและพระคำของพระองค์

The Scriptures give a contrast between those who are poor yet rich in Christ and those who are rich yet without God.[9]

ข้อพระคัมภีร์หลายข้อทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้ยากจนแต่มั่งคั่งในพระคริสต์และคนที่ร่ำรวยแต่ไม่มีพระ เจ้า

 

Remember Jesus says,

จงจำที่พระเยซูตรัสว่า

Luke 6:20-22 20 And he lifted up his eyes on his disciples, and said: “Blessed are you who are poor, for yours is the kingdom of God.

ลูกา 6:20-22  20 พระองค์ทอดพระเนตรดูพวกสาวกของพระองค์แล้วตรัสว่า  

 “ท่านทั้งหลายที่ยากจนก็เป็นสุข   เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นของท่าน  

21 “Blessed are you who are hungry now, for you shall be satisfied. “Blessed are you who weep now, for you shall laugh.

21 “ท่านทั้งหลายที่อดอยากเวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้อิ่มท้อง    “ท่านทั้งหลายที่ร้องไห้เวลานี้ก็เป็นสุข   เพราะว่าท่านจะได้หัวเราะ  

22 “Blessed are you when people hate you and when they exclude you and revile you and spurn your name as evil, on account of the Son of Man!

22 “ท่านทั้งหลายเป็นสุขแม้มีคนเกลียดชังท่าน   ไล่ท่านออกจากพวกเขา   ประณามท่าน   และเหยียดหยามท่านว่าเป็นคนชั่วช้า   เนื่องจากท่านเห็นแก่บุตรมนุษย์

Jesus called twelve disciples to follow Him.  He is still calling disciples to follow Him today.

            พระเยซูทรงเรียกว่าสาวกสิบสองคนมาเพื่อติดตามพระองค์   ทั้งยังทรงเรียกพวกสาวกให้ติดตามพระองค์ทุกวันนี้

Is He calling you?  Will you choose to follow and obey Him?

พระองค์กำลังทรงเรียกคุณรึเปล่า    คุณจะตัดสินใจติดตามและเชื่อฟังพระองค์ไหม

 

Joshua 24:15 “…choose this day whom you will serve, …But as for me and my house, we will serve the LORD.”

โยชูวา 24:15 ...และถ้าพวกท่านไม่เห็นด้วยที่จะปรนนิบัติพระยาเวห์ ...แต่ส่วนข้าพเจ้าและครอบครัวของข้าพเจ้า   เราจะปรนนิบัติพระยาเวห์”  

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า คำชี้แจงพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 3พระธรรมลูกา 1-14 ลิขสิทธิ์© 2018 โดย Dana Bratton สามารถดูได้ที่ Amazon.com ในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน(ภาษาอังกฤษเท่านั้น) 

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย



                [1] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 6.

                 [2] Chuck Smith, Through the Bible C-2000 Series, (Costa Mesa, CA: Calvary Chapel Costa Mesa, 1986), The Word Bible study software, Luke 6.

                 [3] Warren Wiersbe, Bible Exposition Commentary – Be Diligent (Mark), (Colorado Springs, CO: Victor, 2003), WORDsearch CROSS e-book, 119.

                 [4] David Guzik, “David Guzik Study Guide Matthew 4,” Blue Letter Bible,  http://web.ccbce.com/multimedia/BLB/Comm/david_guzik/sg/Mat_4.html (accessed Apr. 23, 2012).

       [5] Wikipedia contributors. Beatitudes. In Wikipedia, The Free Encyclopedia. https://en.wikipedia.org/w/index.php?title=Beatitudes&oldid=828443253  (accessed May 15, 2012).

      [7] ibid.

                [8] ibid.

                [9] “ibid.

 

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top