Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 7 Jesus Heals a Centurion's Servant, Raises a Widow’s Son, Messengers from John the Baptist, and Jesus Forgives a Sinful Woman

ลูกาบทที่ 7 พระเยซูทรงรักษาทาสของนายร้อย   ทรงให้บุตรชายแม่ม่ายเป็นขึ้นจากตาย ผู้ส่งข่าวของยอห์นผู้ให้บัพติศมา  และพระเยซูทรงให้อภัยหญิงที่เคยทำบาป

 

The centurion in our story today knew that his 100 soldiers had to obey his orders and believed that in the same way sickness must obey the orders of Jesus and leave the body.

นายร้อยในเรื่องของเราวันนี้รู้ว่าทหาร 100 คนของเขาต้องเชื่อฟังคำสั่งของเขาและเชื่อว่าในทำนองเดียวกันคนเจ็บป่วยต้องเชื่อฟังคำสั่งของพระเยซูและออกจากร่างกาย.

1 After he had finished all his sayings in the hearing of the people, he entered Capernaum.

1 เมื่อพระองค์ตรัสคำเหล่านั้นให้คนประชาชนฟังเสร็จแล้ว   พระองค์จึงเสด็จเข้าไปในเมืองคาเปอรนาอุม

2 Now a centurion had a servant who was sick and at the point of death, who was highly valued by him.

2 มีทาสของนายร้อยคนหนึ่งที่นายรักมาก ป่วยเกือบจะตายแล้ว

3 When the centurion heard about Jesus, he sent to him elders of the Jews, asking him to come and heal his servant.

3 เมื่อนายร้อยได้ยินเรื่องพระเยซู   จึงส่งผู้ใหญ่บางคนของพวกยิวไปอ้อนวอน   เชิญพระเยซูเสด็จมารักษาทาสของเขา

4 And when they came to Jesus, they pleaded with Him earnestly, saying, “He is worthy to have you do this for him,

4 พวกเขาจึงไปหาพระเยซูแล้วก็อ้อนวอนพระองค์ด้วยใจกระตือรือร้นว่า   “นายร้อยคนนั้นเป็นคนที่พระองค์สมควรจะทำสิ่งนี้ให้

5 for he loves our nation, and he is the one who built us our synagogue.”

5 เพราะว่าท่านรักชนชาติของเรา   และสร้างธรรมศาลาให้เรา”

6 And Jesus went with them. When he was not far from the house, the centurion sent friends, saying to him, “Lord, do not trouble yourself, for I am not worthy to have you come under my roof.

6 พระเยซูจึงเสด็จไปกับพวกเขา   เมื่อไปเกือบจะถึงบ้านอยู่แล้ว   นายร้อยก็ให้เพื่อนๆ ไปหาพระองค์ทูลว่า   “องค์พระผู้เป็นเจ้า   ขออย่าได้ลำบากเลย   เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนที่ไม่สมควรจะรับพระองค์เข้าใต้ชายคาบ้านของข้าพระองค์

7 Therefore I did not presume to come to you. But say the word, and let my servant be healed.

7 เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงเห็นว่า   เป็นการไม่สมควรด้วยที่จะไปหาพระองค์   ขอเพียงแต่รับสั่ง   ทาสของข้าพระองค์ก็จะหายโรค

8 For I too am a man set under authority, with soldiers under me: and I say to one, ‘Go,’ and he goes; and to another, ‘Come,’ and he comes; and to my servant, ‘Do this,’ and he does it.”

8 เพราะว่าข้าพระองค์เองก็อยู่ใต้อำนาจทหาร   และมีทหารที่อยู่ใต้อำนาจ   ถ้าพระองค์บอกคนนี้ว่า   'ไป'   เขาก็จะไป   ถ้าบอกคนนั้นว่า   'มา'   เขาก็จะมา   ถ้าบอกทาสของข้าพระองค์ว่า   'ทำสิ่งนี้'   เขาก็จะทำ”

9 When Jesus heard these things, he marveled at him, and turning to the crowd that followed him, said, “I tell you, not even in Israel have I found such faith.”

9 เมื่อพระเยซูทรงได้ยินคำเหล่านั้นแล้วก็ประหลาดพระทัย  จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับฝูงชนที่ตามพระองค์มาว่า   “เราบอกพวกท่านว่า   เราไม่เคยพบความเชื่อมากเท่านี้แม้แต่ในอิสราเอล  ”

10 And when those who had been sent returned to the house, they found the servant well.

10 เมื่อพวกที่นายร้อยส่งมานั้นกลับถึงบ้าน  ก็เห็นทาสคนนั้นหายเป็นปกติแล้ว

There were many Roman soldiers in this city.

มีทหารโรมันจำนวนมากในเมืองนี้

A centurion was a Roman officer who commanded one hundred men.

นายร้อยคนหนึ่งเป็นนายทหารชาวโรมันที่บังคับบัญชาทหาร100 คน

Apparently, this officer was a man of faith.

เห็นได้ชัดว่านายทหารคนนี้เป็นบุรุษแห่งความเชื่อ

His love for the Jewish nation was evidenced by his building a synagogue for them at Capernaum.

ความรักของเขาที่มีต่อชนชาติยิวปรากฏหลักฐานโดยการสร้างธรรมศาลาสำหรับพลเมืองในเมืองคาเปอรนาอุม

In his position he was an officer with authority.

ในตำแหน่งของเขา  เขาเป็นนายทหารที่มีอำนาจ.

He could say to a soldier, "Do this," or "Go there," and the soldier would obey.

เขาสามารถสั่งทหารว่า  "จงทำเช่นนี้" หรือ "จงไปที่นั่น" และทหารจะเชื่อฟัง

He recognized that Jesus had that kind of power and that He had only to speak the word in order that his servant might be healed.

เขาได้ยอมรับว่าพระเยซูทรงมีอำนาจนั้น  และว่ามีเพียงพระองค์ผู้เดียวที่ตรัสพระคำเพื่อทาสของเขาอาจจะหายโรคได้

Jesus marveled at the faith of this man.   

พระเยซูทรงประหลาดพระทัยในความเชื่อของชายคนนี้

Jesus was pleased with the centurion’s faith and healed his servant.

พระเยซูทรงพอพระทัยในความเชื่อของนายร้อยและทาสของเขา

Jesus Raises a Widow's Son

            พระเยซูทรงให้บุตรชายของแม่ม่ายเป็นขึ้นจากตาย

When the Lord saw the poor widow following her son to the grave, he had compassion on her. 

เมื่อพระเจ้าทรงเห็นแม่ม่ายที่ยากจนเดินตามศพบุตรชายของเธอไปที่หลุมฝังศพ  ทรงมีความเมตตาสงสารนาง

Jesus is called the Man of Sorrows because He took the pain of people into His own heart.

พระเยซูทรงพระนามว่า ผู้มีความเศร้าโศก เพราะพระองค์ทรงรับเอาความเจ็บปวดของผู้คนเข้าในพระทัยของพระองค์เอง

11 Soon afterward he went to a town called Nain, and his disciples and a great crowd went with him.

11 หลังจากนั้นไม่นาน พระองค์เสด็จไปยังเมืองหนึ่งชื่อนาอิน   พวกสาวกของพระองค์พร้อมกับมหาชนก็ตามพระองค์ไป

12As he drew near to the gate of the town, behold, a man who had died was being carried out, the only son of his mother, and she was a widow, and a considerable crowd from the town was with her.

12 ขณะที่มาใกล้ประตูเมืองนั้น   นี่แน่ะ   มีคนหามศพชายหนุ่มคนหนึ่งมา   เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของมารดา   ซึ่งเป็นหญิงม่าย   ชาวเมืองจำนวนมากเดินมาพร้อมกับนาง

13 And when the Lord saw her, he had compassion on her and said to her, “Do not weep.”

13 เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นมารดาคนนั้น   พระองค์ทรงสงสารนางและตรัสว่า  “อย่าร้องไห้”

14 Then he came up and touched the bier, and the bearers stood still. And He said, “Young man, I say to you, arise.”

14 แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ แตะต้องโลง   พวกคนหามศพก็หยุดยืนอยู่   พระองค์จึงตรัสว่า   “ชายหนุ่มเอ๋ย   เราสั่งท่านให้ลุกขึ้น”

15 And the dead man sat up and began to speak, and Jesus gave him to his mother.

15 คนที่ตายนั้นก็ลุกขึ้นนั่งแล้วเริ่มพูด   พระองค์จึงทรงมอบชายหนุ่มให้แก่มารดาของเขา

16 Fear seized them all, and they glorified God, saying, “A great prophet has arisen among us!” and “God has visited His people!”

16 ทุกคนก็เกิดความเกรงกลัวและสรรเสริญพระเจ้าว่า   “ผู้เผยพระวจนะยิ่งใหญ่มาเกิดท่ามกลางเราแล้วา   พระเจ้าเสด็จมาเยี่ยมเยียนชนชาติของพระองค์”

17 And this report about him spread through the whole of Judea and all the surrounding country.

17 แล้วกิตติศัพท์ของพระองค์ก็เลื่องลือไปตลอดทั่วยูเดีย   และทั่วแว่นแคว้นโดยรอบ

 

While passing through the village of Nain, the Lord met the funeral procession.

ในขณะที่ผ่านหมู่บ้านนาอิน พระองค์ได้ทรงพบกับขบวนแห่งานศพ.

Jesus may have raised from the dead more than the three people, but three are recorded.

พระเยซูอาจทรงให้คนตายเป็นขึ้นมามากกว่าสามคน   แต่ทั้งสามคนถูกบันทึกไว้

They are from three age groups: a child, Jairus’ daughter, this young man, and an adult man, Lazarus.

พวกเขามาจากกลุ่มอายุคนสามวัย  เด็กคนหนึ่งเป็นลูกสาวของไยรัส   ชายหนุ่มคนนี้ และคนที่เป็นผู้ใหญ่ชื่อ ลาซารัส

Jesus raised this young man from the dead for the sake of his lonely mother.

พระเยซูได้ทรงให้ชายหนุ่มคนนี้ฟื้นจากความตายเพื่อทรงเห็นแก่มารดาที่โดดเดี่ยวของเขา

He had compassion for this woman and her situation.

ทรงมีความเมตตาสงสารต่อผู้หญิงคนนี้และสถานภาพของนาง

He touched the casket in which the young man lay and spoke to him.

ทรงสัมผัสโลงศพที่ชายหนุ่มนอนอยู่และตรัสกับเขา

He always used the same method in raising people from the dead. He spoke directly to them.[1]

พระองค์มักใช้วิธีการเดียวกันในการให้คนฟื้นขึ้นจากความตาย   ทรงตรัสโดยตรงกับพวกเขา

Jesus has the power to raise the dead.  

            พระเยซูทรงมีอำนาจที่จะให้คนฟื้นจากตาย

There are many people who have testified to coming back alive from the dead in our day. 

มีหลายคนที่ได้รับเป็นพยานว่ากลับมามีชีวิตอยู่จากความตายในสมัยของเรา.

Some claim to have had an out of body experience or near-death experience and have been revived after all hope was lost.

บางคนอ้างสิทธิ์บางอย่างนอกเหนือประสบการณ์ฝ่ายร่างกาย   หรือมีประสบการณ์ใกล้ความตาย  และได้รับการฟื้นชีวิตหลังจากสูญสิ้นความหวังทั้งหมด

But most of the time, people die and the family needs comfort and strength from the Lord.

แต่ส่วนใหญ่แล้ว  คนที่ตายและครอบครัวต้องการการปลอบประโลมและกำลังจากพระเจ้า

 

Matthew มัทธิว 5:4 4“Blessed are those who mourn, for they shall be comforted.

4 “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า   ผู้นั้นเป็นสุข   เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม  

           

Certainly, the widow was greatly comforted when Jesus raised her son back to life. 

            แน่นอน แม่ม่ายได้รับการปลอบประโลมอย่างมาก  เมื่อพระเยซูทรงให้บุตรชายของนางกลับมีชีวิตอีก

But what if He hadn’t, could she still be comforted by Him?   

แต่จะเป็นยังไงถ้าพระองค์ไม่ทรงกระทำ   นางยังจะได้รับการปลอบโยนโดยพระองค์ไหม

We are comforted with the presence of Jesus. 

เราได้รับการปลอบประโลมเมื่ออยู่ต่อพระพักตร์พระเยซู

With knowing if our loved one is a Christian, they have gone into the presence of the Lord and we will see them again. 

โดยที่เรารู้ว่าคนที่เรารักเป็นคริสเตียน, พวกเขาได้จากไปอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้าและเราจะได้พบพวกเขาอีกครั้ง

 

One of the keys of happiness is to allow sorrow to penetrate your heart.  Eastern mysticism totally rejects this viewpoint.

            หนึ่งในเคล็ดลับแห่งความสุขคือยอมให้ความเสียใจเจาะในใจของคุณ   การมีเวทย์มนต์แบบตะวันออกปฏิเสธแนวคิดเช่นนี้ทั้งหมด

A foundational principle of Buddha’s teaching was to avoid pain and sorrow, for if mankind would enter into the state of detached feeling, of nirvana, there would be no more jealousy or envy, no more wars and fighting.  

หลักพื้นฐานคำสอนของพระพุทธเจ้าคือการหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดและความเศร้าโศก    เพราะถ้ามนุษยชาติจะเข้าสู่สถานะของความรู้สึกที่ถูกแยกออกมา   ของนิพพาน จะไม่มีความหึงหวงหรืออิจฉา  ไม่มีสงครามและการต่อสู้ต่อไปอีก

Jesus says, happy is the man not who detaches himself, but who mourns, who is heartbroken, for he is the one who will be comforted.” 

พระเยซูตรัสว่า ความสุขไม่เป็นของคนที่แยกตัวเองออกมา  แต่เป็นผู้ที่เศร้าเสียใจ  ผู้ที่หัวใจปวดร้าว  เพราะเขาเป็นผู้นั้นที่จะได้รับการหนุนใจ”

Jesus said that the one who is mourning will be fortified or strengthened. [2]

            พระเยซูตรัสว่าผู้ที่กำลังเศร้าโศกจะได้รับการคุ้มกันหรือเสริมความเข้มแข็ง

 

Messengers from John the Baptist

ผู้ส่งข่าวจากยอห์นผู้ให้บัพติศมา

18 The disciples of John reported all these things to him. And John,

18 พวกศิษย์ของยอห์นก็เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ยอห์นฟัง

19 calling two of his disciples to him, sent them to the Lord, saying, “Are you the one who is to come, or shall we look for another”

19 ท่านจึงเรียกศิษย์ของท่านสองคนมา แล้วใช้เขาไปหาองค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อถามว่า   “ท่านเป็นคนที่จะมานั้นหรือ   หรือว่าเราต้องรอคอยอีกคนหนึ่ง”

 

When John baptized Jesus, he had no doubt who He was. 

            เมื่อยอห์นให้บัพติศมาแก่พระเยซู  เขาไม่มีข้อสงสัยว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด

When Jesus walked by with His disciples, John told his disciples, “behold the Lamb of God who takes away the sin of he world.” 

เมื่อพระเยซูทรงดำเนินกับพวกสาวกของพระองค์   ยอห์นบอกสาวกของพระองค์ว่า "จงดูลูกแกะของพระผู้เป็นเจ้า  ผู้ที่จะยกเอาความบาปของโลกนี้ไป"

But now John was imprisoned by Herod and he began to have some doubts.

แต่ตอนนี้ยอห์นถูกขังในคุกอยู่โดยเฮโรด  และเขาเริ่มที่จะมีข้อสงสัยบางอย่าง.

            John did not fully understand the mission of Christ in His first coming, but was anticipating the immediate establishment of the kingdom of God as was promised in the Old Testament scriptures.

            ยอห์นไม่เข้าใจครบถ้วนถึงภารกิจของพระคริสต์ในการเสด็จมาครั้งแรกของพระองค์  แต่เขาคาดการณ์ว่าจะทรงจัดตั้งราชอาณาจักรของพระเจ้าทันทีตามที่มีสัญญาไว้ในข้อพระคัมภีร์เดิม

And so the fact that Jesus had not yet proclaimed His power, and overthrown the Roman government while ruled over the Jews, and John was still in prison, he was getting impatient.

            และดังนั้นความจริงที่ว่าพระเยซูยังไม่ได้ทรงประกาศฤทธิ์อำนาจของพระองค์  และคว่ำรัฐบาลโรมันที่ปกครองชาวยิว   และยอห์นยังอยู่ในคุก  เขากำลังหมดความอดทน

He sends his disciples to Jesus asking, "Are you the one, or shall we start looking for someone else?"

เขาส่งพวกสาวกไปหาพระองค์  ทูลถามว่า "ท่านเป็นคนนั้นหรือ  หรือเราจะต้องคอยคนอื่นอีก"

 

20 And when the men had come to him, they said, “John the Baptist has sent us to you, saying, ‘Are you the one who is to come, or shall we look for another?’”

20 เมื่อสองคนนั้นไปหาพระองค์แล้ว   เขาก็ทูลว่า   “ยอห์นผู้ให้บัพติศมาใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านเพื่อถามว่า   'ท่านเป็นคนที่จะมานั้นหรือ   หรือว่าเราจะต้องคอยอีกคนหนึ่ง' ”

 

John had announced the Kingdom and denounced the nation.

            ยอห์นได้ประกาศราชอาณาจักรและประณามชนชาติ.

He had pronounced the coming of the King.

เขาได้ประกาศการเสด็จมาของกษัตริย์

He was a highway builder for the King, he had prepared the way for Jesus. 

เขาเป็นผู้สร้างทางหลวงสำหรับกษัตริย์   เขาได้เตรียมทางไว้สำหรับพระเยซู

John identified the Messiah and said, "He shall baptize you with the Holy Spirit and with fire. 

ยอห์นกล่าวถึงพระมาซีฮาห์ว่า "พระองค์จะทรงให้บัพติศมาพวกท่านโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ.

John was expecting Christ to establish the Kingdom in all of its glory and power.

ยอห์นกำลังคาดหวังว่าพระคริสต์จะทรงสร้างราชอาณาจักรด้วยของความรุ่งโรจน์และฤทธิ์อำนาจ

Since this had not happened, John sent some of his disciples to ask if Christ was the One they were looking for, or were they to look for another?

เพราะว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้น  ยอห์นส่งสาวกของเขาบางคน เพื่อที่จะถามว่าพระคริสต์เป็นผู้นั้นที่พวกเขากำลังรอคอยหรือว่าพวกเขาต้องรอคอยคนอื่นอีก?

 

21 In that hour he healed many people of diseases and plagues and evil spirits, and on many who were blind he bestowed sight.

21 ในเวลานั้น   พระเยซูทรงรักษาคนจำนวนมากให้หายจากโรคภัยต่างๆ  และพ้นจากพวกวิญญาณชั่ว   และทรงรักษาคนตาบอดหลายคนให้เห็นได้

22 And he answered them, “Go and tell John what you have seen and heard: the blind receive their sight, the lame walk, lepers are cleansed, and the deaf hear, the dead are raised up, the poor have good news preached to them.

22 แล้วพระองค์ตรัสตอบสองคนนั้นว่า   “ไปบอกยอห์นในสิ่งที่ท่านได้เห็นและได้ยิน   คือว่าคนตาบอดเห็นได้   คนง่อยเดินได้   คนโรคเรื้อนหายสะอาด   คนหูหนวกได้ยิน   คนตายเป็นขึ้นมา   และพวกคนยากจนก็ได้รับฟังข่าวดี

23 And blessed is the one who is not offended by me.”

23 ใครไม่มีเหตุสะดุดในตัวเรา     คนนั้นก็เป็นสุข”  

 

Jesus was pointing to the works as the evidence of His commission, of His person, and of His authority, pointing to the works.  

ชระเยซูทรงมุ่งไปที่การงานต่างๆ ที่เป็นหลักฐานของการทำพระราชกิจของพระองค์  ของคนของพระองค์   และสิทธิอำนาจของพระองค์   ทรงชี้ไปที่พระราชกิจต่างๆ

 

John 10:25 25Jesus answered them, “I told you, and you do not believe. The works that I do in My Father's name bear witness about me,

ยอห์น 10:25 25พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า   “เราบอกพวกท่านแล้วแต่ท่านไม่เชื่อ   สิ่งที่เราทำในพระนามพระบิดาของเรา   ก็เป็นพยานให้กับเรา

 

 The works Jesus did were the evidence.

            พระราชกิจที่พระเยซูทรงทำนั้นเป็นหลักฐาน

He was fulfilling the promises of the kingdom in the Old Testament, as far as the lame walking, the blind seeing, the dumb speaking, the deaf hearing, He was fulfilling.

พระองค์ทรงทำให้พระสัญญาเรื่องราชอาณาจักรในพันธสัญญาเดิมสำเร็จ   ตราบเท่าที่คนง่อยเดินได้  คนตาบอดเห็นได้  คนใบ้พูดได้  คนหูหนวกได้ยิน  พระองค์ทรงกระทำให้สำเร็จ

The dead were being raised, the poor had the gospel preached, and He was fulfilling those aspects of the kingdom.

คนตายถูกยกให้ฟื้นขึ้น  คนยากจนได้รับพระกิตติคุณที่เทศนา   และพระองค์ได้ทรงกระทำด้านต่างๆของราชอาณาจักรให้สำเร็จ

His works were a witness and a testimony.

พระราชกิจของพระองค์เป็นพยานและประจักษ์พยาน

All He did was heal a few of the sick that were around there, open the eyes of the blind, and He said, now you just go back and tell John what you see.

ทั้งหมดที่ทรงได้ทำคือการรักษาผู้ป่วยไม่กี่คนที่แถวๆ นั้น  เปิดตาของคนตาบอด และทรงตรัสว่าตอนนี้เจ้าเพียงแต่กลับไปและบอกยอห์นใน สิ่งที่เจ้าเห็น.

 

24 When John's messengers had gone, Jesus began to speak to the crowds concerning John: “What did you go out into the wilderness to see? A reed shaken by the wind?

24 เมื่อผู้ส่งข่าวของยอห์นไปแล้ว   พระองค์จึงตรัสกับฝูงชนถึงยอห์นว่า   “ท่านทั้งหลายออกไปยังถิ่นทุรกันดารเพื่อดูอะไร   คงไม่ใช่ดูต้นอ้อไหวเมื่อถูกลมพัดหรอกนะ

25 What then did you go out to see? A man dressed in soft clothing? Behold, those who are dressed in splendid clothing and live in luxury are in kings' courts.

25 ถ้าไม่ใช่แล้ว พวกท่านไปดูอะไร   ไปดูคนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าเนื้อดีหรือ   นี่แน่ะ   คนที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้างดงามและอยู่อย่างฟุ่มเฟือยย่อมอยู่ในพระราชวัง

26 What then did you go out to see? A prophet? Yes, I tell you, and more than a prophet.

26 แล้วพวกท่านออกไปดูอะไร   ดูผู้เผยพระวจนะหรือ   แน่ทีเดียว   เราบอกว่า   ยอห์นเป็นยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะ

27 This is he of whom it is written,“‘Behold, I send my messenger before your face,

who will prepare your way before you.’

27 คือท่านผู้นี้ที่พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า    เราใช้ทูตของเรานำหน้าท่าน   ผู้นั้นจะเตรียมมรรคาของท่านไว้ข้างหน้าท่าน  

28 I tell you, among those born of women none is greater than John. Yet the one who is least in the kingdom of God is greater than he.”

28 เราบอกท่านว่า   ในบรรดาคนที่เกิดจากผู้หญิงมานั้น   ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่ายอห์น   แต่คนที่ต่ำต้อยที่สุดในแผ่นดินของพระเจ้าก็ยังใหญ่กว่ายอห์น”

29 (When all the people heard this, and the tax collectors too, they declared God just, having been baptized with the baptism of John,

29 (ทุกคนรวมทั้งบรรดาคนเก็บภาษี  เมื่อได้ยินก็ยอมรับว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม   โดยเขาได้รับบัพติศมาจากยอห์นแล้ว

30 but the Pharisees and the lawyers rejected the purpose of God for themselves, not having been baptized by him.)

30แต่พวกฟาริสีและพวกผู้เชียวชาญบัญญัติไม่ยอมรับพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อพวกเขา   โดยเขาไม่รับบัพติศมาจากยอห์น)  

 

John was the greatest of all prophets.

            ยอห์นนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาศาสดาพยากรณ์ทั้งหมด

And yet guess who is greater than John? You are.

และยังทายสิว่าใครจะยิ่งใหญ่กว่ายอห์น?  คุณนั่นเอง

Everyone who is a born-again believer, who is part of the kingdom, is greater than John. Why? 

ทุกคนที่เป็นผู้เชื่อที่เกิดใหม่อีกครั้ง ที่เป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร นั้นยิ่งใหญ่กว่ายอห์น.  เพราะอะไรหรือ

John the Baptist was a type of Old Testament prophet.

ยอห์นผู้ให้บัพติศมาเป็นแบบผู้เผยพระวจนะในพันธสัญญาเดิม

You are a New Testament believer. 

คุณเป็นผู้เชื่อในพันธสัญญาใหม่

You have a deeper relationship with God through the Holy Spirit, a loving relationship with God. 

คุณมีความสัมพันธ์ล้ำลึกกับพระเจ้าผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ ความสัมพันธ์ที่เปี่ยมด้วยรักกับพระเจ้า

As a person, perhaps you are not greater than this bold and fearless prophet.

ในฐานะคนหนึ่ง บางทีคุณอาจจะไม่ยิ่งใหญ่กว่าศาสดาพยากรณ์คนนี้ที่กล้าหาญและไม่เกรงกลัวอะไร

But because of your position in Christ, you are greater as you are in Jesus[3].

แต่เพราะตำแหน่งของคุณในพระคริสต์  คุณยื่งใหญ่กว่าในขณะที่คุณอยู่ในพระเยซู

 

31 “To what then shall I compare the people of this generation, and what are they like?

31 “เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะเปรียบคนในยุคนี้กับอะไรดี

32 They are like children sitting in the marketplace and calling to one another,

“‘We played the flute for you, and you did not dance; we sang a dirge, and you did not weep.’

32 ก็เปรียบเหมือนเด็กๆ ที่นั่งอยู่กลางตลาด   ร้องแก่กันว่า   พวกฉันเป่าปี่ให้พวกเธอ   แต่พวกเธอไม่เต้น  พวกฉันคร่ำครวญ   แต่พวกเธอไม่ร้องไห้'  

33 For John the Baptist has come eating no bread and drinking no wine, and you say, ‘He has a demon.’

33 เพราะว่ายอห์นผู้ให้บัพติศมา  ไม่ได้กินขนมปังหรือดื่มเหล้าองุ่น   พวกท่านก็ว่า “ เขามีผีเข้าสิง'

34 The Son of Man has come eating and drinking, and you say, ‘Look at him! A glutton and a drunkard, a friend of tax collectors and sinners!’

34 ส่วนบุตรมนุษย์มาทั้งกินและดื่ม   และพวกท่านก็ว่า   “นี่ไง คนตะกละ คนขี้เมา   เพื่อนของคนเก็บภาษีและคนบาป'

35 Yet wisdom is justified by all her children.”

35 แต่พระปัญญาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้ว   โดยบรรดาคนที่ทำตามพระปัญญานั้น”

 

A sinful woman forgiven and anointed the feet of Jesus while He had dinner with a Pharisee named Simon

ผู้หญิงที่เคยทำบาปได้รับการอภัย  และได้ชโลมพระบาทของพระเยซูในขณะที่พระองค์ทรงเสวยพระกระยาหารค่ำกับ คนฟาริสีที่ชื่อซีโมน

 

36 One of the Pharisees asked him to eat with him, and He went into the Pharisee's house and took His place at the table.

36 มีคนหนึ่งในพวกฟาริสีเชิญพระองค์ไปรับประทานอาหารกับเขา   พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในบ้านของคนฟาริสีคนนั้น   แล้วเอนพระกายที่โต๊ะอาหาร

37 And behold, a woman of the city, who was a sinner, when she learned that he was reclining at table in the Pharisee's house, brought an alabaster flask of ointment,

37 นี่แน่ะ   มีหญิงคนหนึ่งในเมืองนั้นซึ่งเป็นคนบาป   เมื่อรู้ว่าพระองค์กำลังเสวยอาหารอยู่ในบ้านของฟาริสีคนนั้น   นางจึงถือผอบน้ำมันหอมมา

38 and standing behind Him at His feet, weeping, she began to wet His feet with her tears and wiped them with the hair of her head and kissed his feet and anointed them with the ointment.

38 ยืนอยู่ข้างหลังใกล้พระบาทของพระองค์   แล้วร้องไห้น้ำตานองเปียกพระบาท   นางจึงใช้ผมเช็ด   จุบพระบาทของพระองค์   แล้วเอาน้ำมันนั้นชโลม

39 Now when the Pharisee who had invited Him saw this, he said to himself, “If this man were a prophet, he would have known who and what sort of woman this is who is touching him, for she is a sinner.”

39 คนฟาริสีที่เชิญพระองค์มา   เมื่อเห็นแล้วก็นึกในใจว่า   “ถ้าท่านนี้เป็นผู้เผยพระวจนะก็น่าจะรู้ว่า   ผู้หญิงที่แตะต้องตัวของท่านเป็นใครและเป็นคนอย่างไร   เพราะนางเป็นคนบาป”

40 And Jesus answering said to him, “Simon, I have something to say to you.” And he answered, “Say it, Teacher.”

40 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า   “ซีโมน   เรามีอะไรจะบอกท่าน”   เขาทูลว่า   “ท่านอาจารย์ เชิญพูดไปเถิด”

41 “A certain moneylender had two debtors. One owed five hundred denarii, and the other fifty.

41 พระองค์จึงตรัสว่า   “เจ้าหนี้คนหนึ่งมีลูกหนี้สองคน   คนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าร้อยเหรียญเดนาริอัน   อีกคนหนึ่งเป็นหนี้ห้าสิบ

42 When they could not pay, he cancelled the debt of both. Now which of them will love him more?”

42 เมื่อเขาไม่สามารถใช้หนี้ได้   ท่านจึงยกหนี้ให้เขาทั้งสองคน   ในสองคนนั้น   คนไหนจะรักนายมากกว่า”

43 Simon answered, “The one, I suppose, for whom he cancelled the larger debt.” And he said to him, “You have judged rightly.”

43 ซีโมนจึงทูลว่า   “ข้าพเจ้าคิดว่าคนที่น่าจะเป็นคนที่นายยกหนี้ให้มาก      พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า   “ท่านตัดสินได้ถูกต้อง”

44 Then turning toward the woman he said to Simon, “Do you see this woman? I entered your house; you gave me no water for my feet, but she has wet my feet with her tears and wiped them with her hair.

44 พระองค์จึงทรงเหลียวหลังดูผู้หญิงคนนั้น   แล้วตรัสกับซีโมนว่า   “ท่านเห็นหญิงคนนี้ใช่ไหม   เมื่อเราเข้ามาในบ้านของท่าน   ท่านไม่ได้เอาน้ำมาล้างเท้าให้เรา   แต่นางเอาน้ำตาล้างเท้าของเรา  และเอาผมของนางเช็ด

45 You gave me no kiss, but from the time I came in she has not ceased to kiss my feet.

45 ท่านไม่ได้จูบเรา   แต่หญิงคนนี้ไม่ได้หยุดจุบเท้าของเราเลยนับตั้งแต่เราเข้ามา

46 You did not anoint my head with oil, but she has anointed my feet with ointment.

46 ท่านไม่ได้เอาน้ำมันชโลมศีรษะของเรา   แต่นางเอาน้ำมันหอมชโลมเท้าของเรา

47 Therefore I tell you, her sins, which are many, are forgiven—for she loved much. But he who is forgiven little, loves little.”

47 เพราะฉะนั้นเราบอกท่านว่า   บาปต่างๆ ของนางซึ่งมีมากมายนั้นได้โปรดยกโทษแล้ว   เพราะนางรักมาก   แต่คนที่ได้รับการยกโทษน้อยก็รักน้อย”

48 And he said to her, “Your sins are forgiven.”

48 พระองค์จึงตรัสกับนางว่า   “บาปของเธอได้รับการยกโทษแล้ว”

49 Then those who were at table with Him began to say among themselves, “Who is this, who even forgives sins?”

49 บรรดาคนที่ร่วมเอนกายที่โต๊ะอาหารด้วยก็พูดกันว่า   “คนนี้เป็นใครกันถึงยกโทษบาปได้”

50 And he said to the woman, “Your faith has saved you; go in peace.”

50 พระองค์จึงตรัสกับหญิงคนนั้นว่า   “ความเชื่อของเธอทำให้เธอรอด   จงไปเป็นสุขเถิด”

 

As we live here in Thailand we find that when we come back to our home after being away a few hours, our neighbors come over and ask us “where did you go?”  “What did you buy?” 

            ในขณะที่เราอยู่ที่นี่ในประเทศไทย  เราพบว่าเมื่อเรากลับมาที่บ้านของเราหลังจากที่ออกจากบ้านไม่กี่ชั่วโมง  เพื่อนบ้านของเรามาเยี่ยมและถามเราว่า "คุณไปไหนมา" "คุณซื้ออะไรมา"

When we have guests you ask about them.

เมื่อเรามีแขกมาหา  คุณถามไถ่เกี่ยวกับพวกเขา

You often come over without an invitation. 

คุณมักจะมาเยี่ยมโดยไม่มีการเชิญ

During New Testament times when a guest came over, neighbors might join in. 

ในสมัยพันธสัญญาใหม่   เมื่อมีแขกมาเยี่ยม  เพื่อนบ้านอาจเข้ามาร่วม

Such was the case when Jesus was visiting with Simon, a Pharisee. 

เช่นกรณีที่เวลาพระเยซูทรงเยี่ยมซีโมนก็มีชาวฟาริสีมาร่วม

A lady, who happened to be a prostitute, joined them to watch.  

ผู้หญิงคนหนึ่ง  ผู้ที่ตอนนั้นเป็นหญิงโสเภณี  เข้ามาร่วมกับพวกเขาเพื่อเฝ้าดู

In those days they didn't sit on chairs at the table; nor did they sit on the floor like we often do here, they reclined on couches.

ในสมัยนั้นพวกเขาไม่ได้นั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะ พวกเขานั่งอยู่บนพื้นเหมือนเรามักจะทำที่นี่ พวกเขาเอนกายพิงโซฟา

So, Jesus was reclining on a couch, with His feet sticking out in back, He probably took His sandals off at the door, like we do here. 

ดังนั้น พระเยซูทรงเอนพระกายที่โซฟา พระบาทของพระองค์ยื่นออกในทางกลับกัน  ทรงอาจถอดรองพระบาทไว้ที่ประตู  เหมือนที่พวกเราทำที่นี่

Jesus was probably leaning on His arm, as He talked across the table to Simon. She stood by the feet of the Lord Jesus.

บางทีพระเยซูอาจจะพิงพระกรของพระองค์  ในขณะทรงตรัสข้ามโต๊ะสนทนากับซีโมน นางยืนอยู่ที่พระบาทของพระเยซูคริสต์

She seemed to understand who Jesus is and began to worship Him by wetting His feet with her tears, kissing His feet, anointing His feet with an ointment and anointing His head with oil. 

            ดูเหมือนนางจะเข้าใจว่าพระเยซูคือผู้ใด  และเริ่มที่จะกราบไหว้พระองค์โดยให้น้ำตานองเปียกพระบาทของพระองค์  นางจูบพระบาทของพระองค์  ชโลมพระบาทของพระองค์ด้วยน้ำมัน

She knew full well that she was a sinner, who needed and loved the Savior.  

นางดีว่านางเป็นคนบาป  ผู้ที่ต้องการพระองค์และรักพระผู้ช่วยให้รอด

Simon on the other hand had made no offer to wash Jesus feet or have a servant do it, as was the custom.  

อีกนัยหนึ่ง ซีโมนไม่เสนอล้างพระบาทของพระเยซูหรือมีให้คนใช้มาทำ  ตามที่เป็นประเพณี

Nor did he make any attempt to ask for his sins to be forgiven, probably thinking he had none to forgive.

และเขาไม่ได้พยายามใดๆที่จะขอให้ความบาปของเขาได้รับการอภัย อาจจะคิดว่าเขาไม่มีอะไรที่จะให้ทรงอภัย

Simon suggested that Jesus must not be a prophet because He allowed the woman to touch him, supposedly not knowing what kind of woman she was. 

            ซีโมนชี้แนะพระเยซูต้องไม่เป็นศาสดาพยากรณ์เพราะพระองค์ได้ทรงยอมให้ผู้หญิงสัมผัสพระองค์    โดยไม่รู้ว่านางเป็นผู้หญิงแบบใด

Jesus of course knew all about her and knew she was a sinner, but one who came to Him in faith for the forgiveness of her sin. If you know you are sinner, you can have forgiveness of your sin, and a relationship with Jesus based on faith in Him.

แน่นอนว่าพระเยซูทรงรู้เกี่ยวกับนาง  และรู้ว่านางเป็นคนบาป  แต่เป็นผู้ที่มาหาพระองค์โดยความเชื่อขอให้ทรงอภัยบาปของนาง  ถ้าคุณรู้ว่าคุณเป็นคนบาป คุณสามารถขอให้ทรงอภัยบาปของคุณ และความสัมพันธ์กับพระเยซูอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อในพระองค์

 

Romans โรม 10:9 9 because, if you confess with your mouth that Jesus is Lord and believe in your heart that God raised him from the dead, you will be saved.

9 คือว่าถ้าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า   และเชื่อในใจว่า   พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย   ท่านจะรอด

           

If you are already a believer commit to grow in your faith, trusting Him more and ask Him to help you to be compassionate toward others.

            หากคุณเป็นผู้เชื่อแล้วที่อุทิศตัวว่าจะเติบโตในความเชื่อ   จงไว้วางใจพระองค์มากขึ้นและทูลขอให้พระองค์ทรงช่วยให้คุณรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น

 

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Scripture quotations are from The Holy Bible – Thai Standard Version 2011 Copyright © 2011 Thailand Bible Society

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์  พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาไทยฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์ 2011 โดยสมาคมพระคริสตธรรมไทย

 



[1] J. Vernon McGee, Thru the Bible with J. Vernon McGee, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 1983), WORDsearch CROSS e-book, Luke 7.

[2] Jon Courson, Jon Courson’s Application Commentary, (Nashville, TN: Thomas Nelson, 2004), 333-334.

            [3] ibid..

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top