Search the site

Twelve Basics for Living and Growing as a Christian
YWAM Discipleship by Dana Bratton
Legacy and Minstry Adventures of Dana Bratton
Peffect Storm: A Christian's Struggle with Depression
New Testament Expository Sermons vol. 1 Matthew 1-14
New Testament Expository Sermons vol. 2 Matthew 15-28
New Testament Expository Sermons vol. 3 Mark
New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13
New Testament Expository Sermons vol 5 Luke 14-24
New Testament Expository Sermons vol. 6 John
Living Boldly: Acknowledging and Overcoming Fear

Luke 8 The parable of the sower and Jesus calms the storm

ลูกาบทที่ 8 อุปมาเรื่องผู้หว่านพืชและพระเยซูทรงห้ามพายุ<

 

   Women accompanying Jesus

พวกผู้หญิงไปกับพระเยซู

We talked about a woman who recognized her sin, and in gratitude wiped Jesus feet with her tears. 

เราได้พูดเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งที่สำนึกบาปของตน  และด้วยความกตัญญูนางใช้น้ำตาของนางเช็ดพระบาทพระเยซู

That woman also used some very expensive perfume oil to anoint Jesus feet. 

ผู้หญิงคนนั้นยังใช้น้ำมันหอมแพงมากเพื่อชโลมพระบาทของพระเยซู

Women normally do not serve as pastors of churches, that is because the Bible says let the pastor be the husband of one wife (I Timothy 3:2).  

            โดยทั่วไปผู้หญิงจะไม่รับใช้เป็นศิษยาภิบาลในคริสตจักร  นั่นเป็นเพราะพระคัมภีร์กล่าวว่าให้ศิษยาภิบาลเป็นสามีของภรรยาหนึ่งคน (1ทิโมธี 3:2)

Women, however are very active in Christian ministry. 

อย่างไรก็ตามพวกผู้หญิงร้อนรนมากในพันธกิจคริสเตียน<

Many women serve in local churches, serve as missionaries, are helpers with their husbands, lead in ministry to other women and to children.   

ผู้หญิงหลายคนที่รับใช้ในคริสตจักรท้องถิ่นรับใช้เป็นมิชชันนารีบ้าง  เป็นผู้ช่วยสามีของพวกนาง นำพันธกิจรับใช้พวกผู้หญิงและเด็กๆ

Also we will see in this chapter that they are very important to Jesus.  

เราจะเห็นในบทนี้ด้วยว่าพวกเขาสำคัญมากต่อพระเยซู

Some women were healed by Him and followed Him, some women helped support the ministry of Jesus and His disciples financially and with hospitality. 

ผู้หญิงบางคนที่พระองค์ทรงรักษาให้หายโรคและติดตามพระองค์ ผู้หญิงบางคนช่วยสนับสนุนพันธกิจของพระเยซูและสาวกของพระองค์ด้านการเงินและโดยการต้อนรับด้วยความยินดี

1 Soon afterward he went on through cities and villages, proclaiming and bringing the good news of the kingdom of God. And the twelve were with Him,

1 ในเวลาต่อมาพระองค์เสด็จผ่านหมู่บ้านและเมืองต่างๆ  ทรงประกาศและเผยแพร่ข่าวดีเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า   สาวกสิบสองคนนั้นก็อยู่กับพระองค์

2 and also some women who had been healed of evil spirits and infirmities: Mary, called Magdalene, from whom seven demons had gone out,

2 พร้อมกับผู้หญิงบางคนที่ได้รับการรักษาให้พ้นจากวิญญาณชั่วและโรคภัยต่างๆ   ได้แก่มารีย์ที่เรียกกันว่าชาวมักดาลา   คนที่มีผีเจ็ดตนออกจากตัว

3 and Joanna, the wife of Chuza, Herod's household manager, and Susanna, and many others, who provided for them out of their means.

3 โยอันนาภรรยาของคูซา   ซึ่งเป็นหัวหน้ากรมวังของเฮโรด   สูสันนาและหญิงคนอื่นๆ   อีกหลายคนที่เคยปรนนิบัติพระองค์และสาวกด้วยทรัพย์สิ่งของของพวกนาง

 

The Parable of the Sower

            อุปมาเรื่องผู้หว่านพืช

The word parable means to set alongside.

คำว่าอุปมาหมายถึงอยู่เคียงข้าง

As Jesus used parables, it means to set a spiritual truth alongside a daily truth of living. 

เมื่อพระเยซูทรงใช้อุปมา  มันหมายถึงให้ความจริงฝ่ายจิตวิญญาณอยู่เคียงข้างกับความจริงในชีวิตประจำวัน<

Jesus often taught His disciple and others using teaching stories called parables. 

บ่อยครั้งพระเยซูทรงสอนพวกสาวกของพระองค์และคนอื่นๆโดยการสอนเรื่องราวที่เรียกว่า อุปมา

A parable takes something that people know about already and lays it along side of some new thing they don’t know or understand. 

อุปมาเอาบางสิ่งที่ผู้คนรู้แล้วและตั้งไว้เคียงข้างกับสิ่งใหม่บางอย่างที่พวกเขาไม่ทราบหรือเข้าใจ

4 And when a great crowd was gathering and people from town after town came to him, he said in a parable:

4 เมื่อมหาชนมาอยู่พร้อมกัน   และเมื่อผู้คนเมืองนี้เมืองโน้นมาหาพระองค์ พระองค์ก็ตรัสเป็นคำอุปมาว่า

5 “A sower went out to sow his seed. And as he sowed, some fell along the path and was trampled underfoot, and the birds of the air devoured it.

5 “มีคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช  เมื่อเขาหว่าน   เมล็ดก็ตกตามหนทาง  จึงถูกเหยียบย่ำ   และนกในอากาศก็มากินเสีย

6 And some fell on the rock, and as it grew up, it withered away, because it had no moisture.

6 บ้างตกที่หิน   เมื่องอกขึ้นแล้วก็เหี่ยวแห้งไปเพราะที่ไม่ชื้น

7 And some fell among thorns, and the thorns grew up with it and choked it.

7 บ้างตกที่กลางต้นหนาม   ต้นหนามก็งอกขึ้นมาปกคลุม

8 And some fell into good soil and grew and yielded a hundredfold.” As He said these things, he called out, “He who has ears to hear, let him hear.”

8 บ้างตกที่ดินดี   จึงงอกขึ้นเกิดผลร้อยเท่า”   เมื่อพระองค์ตรัสอย่างนั้นแล้ว   จึงทรงร้องบอกว่า   “ใครมีหู   จงฟังเถิด” <

The purpose of the parables

จุดประสงค์ของอุปมา

9 And when his disciples asked him what this parable meant,

9 พวกสาวกจึงทูลถามพระองค์ว่า   อุปมานั้นหมายความว่าอย่างไร

10 He said, “To you it has been given to know the secrets of the kingdom of God, but for others they are in parables, so that ‘seeing they may not see, and hearing they may not understand

10 พระองค์ตรัสว่า   “ข้อความลึกลับเรื่องแผ่นดินของพระเจ้านั้น  ทรงให้พวกท่านรู้ได้   แต่ทรงให้เป็นอุปมาสำหรับคนอื่น   เพื่อว่าเมื่อพวกเขาดูก็จะไม่เห็น   และเมื่อพวกเขาฟังก็จะไม่เข้าใจ

11 Now the parable is this: The seed is the word of God.

11  “อุปมานั้นหมายถึงอย่างนี้   เมล็ดพืชหมายถึงพระวจนะของพระเจ้า

12 The ones along the path are those who have heard. Then the devil comes and takes away the word from their hearts, so that they may not believe and be saved.

12 ที่ตกตามหนทาง หมายถึง คนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว มารมาชิงเอาพระวจนะไปจากใจของเขา   เพื่อไม่ให้เขาเชื่อและรับความรอด

13 And the ones on the rock are those who, when they hear the word, receive it with joy. But these have no root; they believe for a while, and in time of testing fall away.

13 ที่ตกบนหินนั้หมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว   ก็รับพระวจนะนั้นด้วยความยินดี   แต่ไม่มีราก   เชื่อได้เพียงชั่วคราว   เมื่อถูกทดลองก็หลงไป

14 And as for what fell among the thorns, they are those who hear, but as they go on their way they are choked by the cares and riches and pleasures of life, and their fruit does not mature.

14 ที่ตกกลางหนามหมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินแล้ว ป   และจณะที่ดำเนินชีวิตอยู่   ความกังวล ทรัพย์สมบัติ   และความสนุกสนานของชีวิตนี้ก็รัดพวกเขา  จนทำให้ ผลไม่เติบโต

15 As for that in the good soil, they are those who, hearing the word, hold it fast in an honest and good heart, and bear fruit with patience.

15 ที่ตกในดินดี หมายถึงคนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะแล้วจดจำด้วยใจที่ซื่อสัตย์ดีงาม    จึงเกิดผลโดยความทรหดอดทน<

The Sower is Jesus.

            ผู้หว่านพืชคือพระเยซู

The seed is His Word.

เมล็ดคือพระคำของพระองค์

The soil is the hearts of people. 

ดินคือจิตใจของผู้คน

The birds are a symbol of the Devil.

พวกนกคือสัญลักษณ์ของมาร

The "rocky places" are those who receive the Word of God but their hearts are hard.

"พื้นที่เป็นหิน" คือบรรดาคนที่ได้รับคำของพระเจ้าแต่จิตใจของพวกเขายังแข็งกระด้างอยู่

Trouble and persecution lessen the interest of those who hear the Gospel. 

ปัญหาและการกดขี่ข่มเหงลดความสนใจของบรรดาคนที่ฟังพระกิตติคุณ

For a time, some hearers of the Word show great interest, but a little trouble shows their lack of true faith.

ชั่วระยะหนึ่ง  บางคนที่ได้ยินพระคำแสดงความสนใจมาก  แต่ปัญหาเล็กน้อยทำให้เห็นว่าขาดความเชื่อที่แท้จริง<

Only some of the seeds falls on good ground and brings forth a full harvest. These are the hearers who are truly saved by the Word of God when they in faith believe in Jesus. 

เฉพาะบางเมล็ดเท่านั้นที่ตกอยู่ในดินดีและให้ผลเก็บเกี่ยวสมบูรณ์   เหล่านี้เป็นคนที่ได้ยินที่รอดได้อย่างแท้จริงโดยพระวจนะของพระเจ้า  เมื่อพวกเขาเชื่อศรัทธาในพระเยซู<

The sower here is one who is scattering seed, which speaks of the Scriptures.

 ผู้หว่านที่นี่เป็นบุคคลผู้ที่หว่านเมล็ดพืช  ซึ่งหมายถึงข้อพระคัมภีร์

 

1 Peter 1:23 since you have been born again, not of perishable seed but of imperishable, through the living and abiding word of God;

1 ปโตร1:23 ท่านทั้งหลายได้บังเกิดใหม่แล้ว   ไม่ใช่จากเมล็ดพันธุ์ที่เสื่อมสลายได้   แต่จากเมล็ดพันธุ์ที่ไม่เสื่อมสลาย   คือจากพระวจนะของพระเจ้าที่มีชีวิตและดำรงอยู่

 

A lamp under a jar

ตะเกียงที่ภาชนะครอบไว้

16“No one after lighting a lamp covers it with a jar or puts it under a bed, but puts it on a stand, so that those who enter may see the light.

16 “ไม่มีใครจุดตะเกียงแล้วจะเอาภาชนะครอบไว้   หรือวางไว้ใต้เตียง  มีแต่จะตั้งไว้ที่เชิงตะเกียง   เพื่อให้คนที่เข้ามาได้เห็นแสงสว่างนั้น

17 For nothing is hidden that will not be made manifest, nor is anything secret that will not be known and come to light.

17 เพราะว่าไม่มีอะไรที่ซ่อนไว้แล้วจะไม่ปรากฏให้เห็น   และไม่มีอะไรที่ปิดบังแล้วจะไม่ถูกล่วงรู้หรือเผยให้ประจักษ์

18 Take care then how you hear, for to the one who has, more will be given, and from the one who has not, even what he thinks that he has will be taken away.”

18 เพราะฉะนั้น จงเอาใจจดจ่อ ต่อสิ่งที่พวกท่านได้ยินได้ฟัง คนที่มีอยู่แล้ว   จะทรงเพิ่มเติมให้แก่คนนั้น   แต่คนที่ไม่มี   แม้แต่สิ่งที่เขาคิดว่ามีอยู่นั้น   ก็จะทรงเอาไปจากเขา”

This is another short parable and shows the need for action.

            นี่เป็นคำอุปมาย่ออีกอย่าง  และแสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องปฏิบัติ

Before you become a Christian, whether you know it or not, you are living in darkness. 

ก่อนที่คุณมาเป็นคริสเตียน  ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่  คุณมีชีวิตอยู่ในความมืด.

When you come to have faith in Jesus, you have light. 

เมื่อคุณมาเชื่อในพระเยซู   คุณก็ได้พบความสว่าง<

That light brings responsibility, you must share the light, the good news with others.

ความสว่างนั้นทำให้เกิดความรับผิดชอบ  คุณต้องฉายแสง  แบ่งปันข่าวดีกับคนอื่นๆ

A man who receives the truth must act.

คนที่ได้รับความจริงจะต้องประพฤติ

We come into this world lost, and if we do not accept the Light, who is Christ, we remain lost in darkness.

เราเข้ามาในโลกนี้แล้วหลงหายไป   และถ้าเราไม่ยอมรับความสว่าง  ผู้เป็นพระคริสต์  เรายังคงหลงหายไปในความมืด<

We are held responsible for the light we have received.

เราต้องรับผิดชอบต่อความสว่างที่เราได้รับ

 

Jesus' mother and brothers

มารดาและน้องชายของพระเยซู

19 Then his mother and his brothers came to him, but they could not reach him because of the crowd.

19 มารดาและพวกน้องชายของพระเยซูมาหาพระองค์   แต่ไม่สามารถเข้าถึงตัวพระองค์ได้เพราะคนมาก

20 And he was told, “Your mother and your brothers are standing outside, desiring to see you.”

20 มีคนทูลพระองค์ว่า   “มารดาและบรรดาน้องชายของท่านยืนอยู่ข้างนอก   ต้องการจะพบท่าน”

21 But he answered them, “My mother and my brothers are those who hear the word of God and do it.”

21 แต่พระองค์ตรัสกับพวกที่ชุมนุมกันในบ้านว่า   “มารดาของเราและพี่น้องของเรา   คือคนเหล่านั้นที่ได้ฟังพระวจนะของพระเจ้าและทำตาม”

The Lord Jesus is declaring a new relationship in this passage.

พระเยซูเจ้าทรงประกาศความสัมพันธ์ใหม่ในพระธรรมตอนนี้

He was not denying His family relationship but was telling people that we can each be a part of the family of God. 

พระองค์ไม่ได้ทรงปฏิเสธความสัมพันธ์ในครอบครัวของพระองค์   แต่บอกประชาชนว่าเราแต่ละคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า<

When you trust Jesus as your Lord and Savior you become a child of God and then you become my brother or sister.

เมื่อคุณวางใจพระเยซูว่าทรงเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด   คุณกลายเป็นบุตรของพระเจ้าแล้วคุณจะกลายเป็นพี่น้องชายหญิงของผม<

 

Jesus calms a storm as they go to the other side

พระเยซูทรงห้ามพายุเมื่อพวกเขาไปยังอีกฝั่งหนึ่ง

22 One day he got into a boat with his disciples, and he said to them, “Let us go across to the other side of the lake.” So they set out,

22 อยู่มาวันหนึ่งพระองค์เสด็จลงเรือพร้อมกับพวกสาวกของพระองค์   แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า   “ให้พวกเราข้ามทะเลสาบไปฝั่งโน้น”   พวกเขาก็ถอยเรือออกไป

Jesus gave the command to His disciples to go to the other side. 

 พระเยซูทรงรับสั่งให้พวกสาวกของพระองค์ลงเรือข้ามไปยังฝั่งโน้น

Normally they lived in Capernaum but now He was saying they needed to go across to the other side. 

ปกติพวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองคาเปอรนาอุม  แต่ตอนนี้พระองค์ตรัสว่าพวกเขาจำเป็นต้องข้ามไปอีกฝั่ง<

There were people far away in Gadara. 

มีประชาชนอยู่ไกลออกไปที่เมืองเกดารา

What compels missionaries to leave home and family and go to the other side of the world?  

สิ่งใดขับเคลื่อนมิชชันนารีให้ละทิ้งบ้านและครอบครัวและไปอีกด้านหนึ่งของโลก

To go takes us out of our comfort zone, to the unknown, to the risky, in order to share the Gospel with those who’ve never heard. 

เพื่อที่จะนำเราออกจากเขตแดนสุขสบายของเรา   ไปยังที่เราไม่รู้จัก  ไปยังที่มีความเสี่ยง   เพื่อที่จะแบ่งปันพระกิตติคุณกับผู้ที่ไม่เคยได้ยิน<

What is the other side? 

อีกฝั่งโน้นคืออะไร?

Well, for Jesus and His disciples it was going to the other side of the Sea of Galilee to a region they usually didn’t go to. 

เออ สำหรับพระเยซูและสาวกของพระองค์   ที่กำลังจะไปอีกฝั่งหนึ่งของทะเลกาลิลี  ไปยังภูมิภาคที่พวกเขามักไม่ค่อยไป<

What is the other side for you and for me? 

อะไรเป็นอีกด้านหนึ่งสำหรับคุณและสำหรับผม

For Cindy and I going to the other side, was the other side of the world, from the USA to Thailand. 

เพราะซินดี้กับผมกำลังไปอีกด้านหนึ่ง  คืออีกด้านหนึ่งของโลก  จากประเทศสหรัฐอเมริกาไปยังประเทศไทย<

Perhaps for you, it is going to the other side of the street, the other side of the city, the other side of the country, or another country.   

บางทีสำหรับคุณมันจะเป็นถนนอีกฝั่งหนึ่ง ด้านอื่นของตัวเมืองด้านอื่นของประเทศ หรืออีกประเทศหนึ่ง

We go to the other side, to meet a need there. 

เราไปอีกด้านหนึ่งเพื่อสนองตอบความต้องการที่นั่น

There are people on the other side who need the Gospel.  

มีประชาชนในอีกด้านหนึ่งที่ต้องการพระกิตติคุณ<

It is challenging to go to the other side. 

มันเป็นงานท้าทายที่จะไปยังอีกด้านหนึ่ง

Jesus and His disciples went through a storm to get to the other side.

พระเยซูและพวกสาวกของพระองค์ได้ฝ่าลมพายุ เพื่อไปอีกฟากหนึ่ง

How long do we have to tell them before Christ returns?

 นานแค่ไหนที่เราต้องบอกพวกเขาก่อนที่พระคริสต์จะกลับมา

"I have but one candle of life to burn, and I would rather burn it out in a land filled with darkness than in a land flooded with light" -- John Keith Falconer

ผมมีแต่เทียนแห่งชีวิตเล่มเดียวที่จะจุดไฟ และผมต้องการที่จะจุดเทียนในดินแดนที่เต็มไปด้วยความมืดมากกว่าในดินแดนที่มีแสงสว่างมากล้นแล้ว"-- ยอห์น เคท ฟัลคอนเนอร์

"Lost people matter to God, and so they must matter to us." -- Keith Wright

"พระเจ้าทรงให้ความสำคัญต่อคนที่หลงหาย  และพวกเขาต้องสำคัญต่อเราด้วย "—เคท ไรท์<

"No one has the right to hear the gospel twice, while there remains someone who has not heard it once." "We talk of the Second Coming; half the world has never heard of the first." -- Oswald J. Smith

"ไม่มีใครมีสิทธิ์จะได้ยินพระกิตติคุณสองครั้ง  ในขณะที่ยังคงมีคนที่ยังไม่ได้ยินแม้แต่ครั้งเดียว " "เราพูดถึงการเสด็จมาครั้งที่สอง   คนอีกครึ่งโลกยังไม่เคยได้ยินแม้แต่ครั้งแรก ."--ออสวอลด์ เจ สมิธ

When I went to New York to help in a hospital after September 11, the chaplain of Mt. Sinai Hospital, a Jewish Rabbi, asked me, “why do you Christians always tell others about Jesus? 

เมื่อผมไปนิวยอร์กเพื่อช่วยงานโรงพยาบาลหลังจาก11กันยายนอนุศาสกที่โรงพยาบาลไซนาย บบีชาวยิวถามผมว่า" ทำไมพวกคุณคริสเตียนมักจะบอกเล่าเรื่องของพระเยซูแก่คนอื่นๆ

Why don’t you just leave people of other faiths alone? 

ทำไมคุณไม่ปล่อยประชาชนที่นับถือศาสนาอื่นไว้ลำพัง

I thought of two answers to give him.

ผมคิดว่ามีคำตอบให้เขาสองข้อ

"If you and I both were dying of the same disease and I found the cure, shouldn't I tell you? 

            "ถ้าทั้งคุณและผมกำลังจะตายด้วยโรคเดียวกัน  และผมพบวิธีการรักษา   ผมไม่ควรบอกคุณหรือ<

If I saw your house on fire and knew you were inside sleeping, shouldn't I try to rescue you?"

ถ้าผมเห็นไฟไหม้บ้านของคุณและรู้ว่าคุณนอนหลับอยู่ข้างในผมไม่ควรพยายามช่วยชีวิตคุณหรือ

"The gospel is only good news if it gets there in time" -- Carl F. H. Henry

"" พระกิตติคุณเป็นข่าวดีเพียงอย่างเดียวถ้าคุณได้รับทันเวลา "—คาร์ล เอฟ เอช เฮ็นรี่<

"As long as there are millions destitute of the Word of God and knowledge of Jesus Christ, it will be impossible for me to devote time and energy to those who have both." -- J. L. Ewen

ตราบใดที่มีคนนับล้านยังขัดสนพระคำของพระเจ้าและความรู้เรื่องพระเยซูคริสต์  มันจะเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะอุทิศเวลาและพลังให้แก่บรรดาผู้ที่มีทั้งสองอย่างนั้นแล้ว "—เจ แอล อีเวน"

"The command has been to 'go,' but we have stayed -- in body, gifts, prayer and influence.

มีคำสั่งว่าให้เรา "ไป"แต่เรายังคงเฉยอยู่—ฝ่ายร่างกาย  ของประทาน  การอธิษฐานและแรงโน้มน้าว

He has asked us to be witnesses unto the uttermost parts of the earth ... but 99% of Christians have kept putting around in the homeland." -- Robert Savage, Latin American Mission

พระองค์ทรงขอให้เราเป็นพยานจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก ... แต่คริสเตียน 99 เปอร์เซ็นต์ยังวนเวียนอยู่แถวบ้านเกิด "—โรเบิร์ต ซาเวจ พันธกิจละตินอเมริกา

“People who do not know the Lord ask why in the world we waste our lives as missionaries.

            "ประชาชนที่ไม่รู้จักพระเจ้าถามว่าทำไมในโลกนี้พวกเราใช้ชีวิตเปลืองตัวเป็นมิชชันนารี

They forget that they too are expending their lives ... and when the bubble has burst, they will have nothing of eternal significance to show for the years they have wasted." -- Nate Saint, missionary martyr.

พวกเขาลืมว่าได้ ใช้ชีวิตของเขาหักโหมเกินไป ... และเมื่อเกิดฟองสบู่   พวกเขาจะไม่มีอะไรที่สำคัญถาวรให้เห็นที่ได้สูญเสียเวลาไปหลายปี "— เนท เซ้นท์  มิชชันนารีที่ยอมตายเพื่อศาสนา

Did you know?  There are 1.3 billion Moslems in the 10-40 window. There are 400 million Buddhists. 

 คุณรู้ไหม   มีประชากรมุสลิม1.3 พันล้านในหน้าต่างขนาด10-40 มีชาวพุทธ 400 ล้านคน

There are 800 million atheists adopting Western consumerism. 

มีผู้เชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง 800 ล้านที่ยอมรับเอาลัทธิบริโภคนิยมตะวันตก

Who will go tell them about Jesus?  How about you?  Will you go to the other side?  

ใครจะไปบอกพวกเขาเรื่องของพระเยซู    แล้วคุณล่ะ  คุณจะไปอีกด้านหนึ่งหรือไม่

 

  Isaiah 6:8 And I heard the voice of the Lord saying, “Whom shall I send, and who will go for us?” Then I said, “Here am I! Send me.”

อิสยาห์ 6:8  และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์เจ้านายตรัสว่า   “เราจะใช้ผู้ใดไป   และผู้ใดจะไปแทนพวกเรา”   แล้วข้าพเจ้าทูลว่า   “ข้าพระองค์อยู่นี่   ขอทรงใช้ข้าพระองค์เถิด”

Luke 8:23 23 and as they sailed he fell asleep. And a windstorm came down on the lake, and they were filling with water and were in danger.

ลูกา8:23 23 ขณะกำลังแล่นไปนั้นพระองค์บรรทมหลับ   และเกิดพายุหนักขึ้นกลางทะเล   น้ำก็ทะลักเข้าเรือจนทุกคนตกอยู่ในอันตราย

24 And they went and woke him, saying, “Master, Master, we are perishing!” And He awoke and rebuked the wind and the raging waves, and they ceased, and there was a calm.

24 พวกเขาจึงมาปลุกพระองค์ร้องว่า   “พระอาจารย์   พระอาจารย์   เรากำลังจะจมน้ำตาย”   พระองค์จึงทรงตื่นขึ้นห้ามลมและคลื่น   แล้วคลื่นลมก็หยุดเงียบสงบ

25 He said to them, “Where is your faith?” And they were afraid, and they marveled, saying to one another, “Who then is this, that he commands even winds and water, and they obey him?”

25 พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า   “ความเชื่อของท่านทั้งหลายอยู่ที่ไหน”   เขาก็กลัวและอัศจรรย์ใจพูดกันว่า   “ท่านผู้นี้เป็นใครนะ ถึงสั่งลมกับน้ำได้   และมันก็เชื่อฟังท่าน”

           

My wife Cindy and I felt a call from God to go to the other side of the world to tell people here about Jesus. 

            ภรรยาของผมคือซินดี้และผมรู้สึกพระเจ้าทรงเรียกให้ไปอีกด้านหนึ่งของโลกเพื่อที่จะบอกคนที่นี่เรื่องพระเยซู

If you believe in Him, He may call you to go across the sea, or maybe just across the street, in either case He will go with you. 

ถ้าคุณเชื่อในพระองค์   พระองค์อาจจะทรงเรียกคุณข้ามทะเลไป  หรือบางทีเพียงแค่ข้ามถนนไปไม่ว่ากรณีใดก็ตามพระองค์จะเสด็จไปกับคุณ<

Now here, Jesus gave a command to cross the sea.

ตอนนี้ที่นี่พระเยซูทรงมีรับสั่งให้ข้ามทะเลไป<

A strong storm arose.

เกิดพายุร้ายแรงขึ้น

The Lord Jesus went to sleep because He was tired, and the violent storm did not disturb Him.

พระเยซูเจ้าเสด็จไปทรงบรรทม  เพราะพระองค์ทรงเหนื่อยและพายุรุนแรงไม่รบกวนพระองค์<

The disciples became frightened and felt that everyone in the boat would die.

พวกสาวกเริ่มตกใจกลัวและรู้สึกว่าทุกคนในเรือกำลังจะตาย<

The storm did not disturb the Lord, but the attitude of His disciples did.

พายุไม่รบกวนพระองค์เจ้า   แต่ท่าทีของพวกสาวกของพระองค์รบกวน<

He rebuked the wind and the sea, just like someone might tell a dog to stop barking or stop chasing a motorcycle.   

พระองค์ทรงห้ามลมพายุและทะเล  เช่นเดียวกับบางคนที่อาจบอกให้สุนัขหยุดเห่า  หรือหยุดไล่รถจักรยานยนต์<

It was a miracle, the wind stopped immediately, and the sea, which had waves for hours, instantly became as smooth as glass.  

มันเป็นเรื่องอัศจรรย์ลมพายุสงบทันทีและทะเลซึ่งมีคลื่นหลายชั่วโมงแล้ว ทันใดนั้นก็กลับสงบราบเรียบ

The disciples were amazed the wind and waves obeyed Him, but then He is the One who created everything, so of course He can command them.   

พวกสาวกประหลาดใจที่ลมพายุและคลื่นเชื่อฟังพระองค์  แต่ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้สร้างทุกอย่างดังนั้นแน่นอนพระองค์ทรงสั่งห้ามมันได้<

There are often storms of difficulties in each person’s life, and yet if you will believe in Jesus, He will go through the storms of life with you and will give you peace. 

บ่อยครั้งเกิดพายุแห่งความยากลำบากในชีวิตของแต่ละคน และถ้าคุณยังเชื่อในพระเยซู พระองค์จะทรงทำให้คุณผ่านพ้นพายุแห่งชีวิตและจะให้คุณมีสันติสุข

They had been terrified by the terrible storm, thinking they were going to drown.  But now they were in awe of Jesus. 

พวกเขาตกใจกลัวพายุที่น่ากลัว   คิดว่าพวกเขากำลังจะจมน้ำตาย  แต่ตอนนี้พวกเขากลัวพระเยซู

When Jesus says let's go over, there's no way you can go under.

 เมื่อพระเยซูตรัสว่าให้เราข้ามไปฝั่งโน้น ไม่มีวิธีที่คุณสามารถลอดไปข้างใต้ได้

So when they woke Him up and said Lord, don't you care if we perish?

ดังนั้นเมื่อพวกเขาปลุกให้พระองค์ทรงตื่นขึ้นและกล่าวว่า  ข้าแต่พระเจ้า ไม่ทรงห่วงว่าพวกเราจะพินาศหรือ

He rebuked them, and said, "Where's your faith?"

พระองค์ทรงตำหนิพวกเขาและตรัสว่า “ความเชื่อของพวกเจ้าอยู่ไหน

Did you hear Me say, let's go over to the other side? "Why are you fearful, O you of little faith?" 

พวกท่านได้ยินที่เราพูดว่าห้พวกเราข้ามไปฝั่งโน้นไหม? "ทำไมพวกท่านกลัว โอ เจ้าคนมีความเชื่อน้อย?"

The disciples were I am sure glad, that Jesus was with them on that boat. 

ผมแน่ใจว่าพวกสาวกดีใจ   ที่พระเยซูทรงอยู่กับพวกเขาในเรือลำนั้น<

As the sea roared around them but suddenly with just a word from Jesus the sea was completely calm. 

ในขณะที่ทะเลคำรามรอบๆ พวกเขา  แต่ทันทีทันใด  เพียงคำตรัสจากพระเยซู  ทะเลก็สงบราบเรียบ<

Troubles in our lives can be severe like a terrible storm on the sea and yet Jesus is with us and calms us in the storms of our lives. 

ปัญหาในชีวิตของเราอาจจะรุนแรงเหมือนพายุที่น่ากลัวในท้องทะเล  และกระนั้นเรายังมีพระเยซูอยู่กับเราและจะทรงทำให้พายุแห่งชีวิตของเราสงบลง<

Jesus brought peace to the troubled sea. 

พระเยซูทรงนำสันติสุขมายังทะเลที่มีปัญหา<

            This reminds of me of a Psalm, in fact the Psalm may even be a prophecy of this very miracle. 

            เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงบทเพลงสดุดี   ที่จริงบทเพลงสดุดีก็อาจจะเป็นคำทำนายของความอัศจรรย์นี้

Psalm 107:23-30 23 Some went down to the sea in ships,doing business on the great waters;

เพลงสดุดี 107:23-30 23 บ้างก็ลงเรือไปในทะเล   ทำอาชีพอยู่บนน้ำกว้างใหญ่  

24 they saw the deeds of the LORD, His wondrous works in the deep.

24 เขาทั้งหลายได้เห็นพระราชกิจของพระยาห์เวห์   คือการอัศจรรย์ต่างๆ ในที่น้ำลึก  

25 For he commanded and raised the stormy wind, which lifted up the waves of the sea.

25 เพราะพระองค์ทรงบัญชาให้เกิดลมพายุ  ซึ่งโหมให้คลื่นทะเลกำเริบ  

26 They mounted up to heaven; they went down to the depths; their courage melted away in their evil plight;

26 คนเหล่านั้นถูกซัดขึ้นไปสู่ท้องฟ้า   และลงไปสู่ที่ลึก  จิตใจของเขาฝ่อไปในเหตุร้ายของเขา  

27 they reeled and staggered like drunken men and were at their wits' end.

27 เขาทั้งหลายถลาและโซเซไปอย่างคนเมา   และหมดปัญญา  

28 Then they cried to the LORD in their trouble, and He delivered them from their distress.

28 เมื่อมีความทุกข์ลำบาก เขาทั้งหลายได้ร้องทูลพระยาห์เวห์   แล้วพระองค์ทรงนำเขาออกจากความทุกข์ใจ

29 He made the storm be still, and the waves of the sea were hushed.

29 พระองค์ทรงทำให้พายุสงบลง    และคลื่นทะเลก็นิ่ง  

30 Then they were glad that the waters were quiet, and He brought them to their desired haven.

30 แล้วเขาทั้งหลายก็ยินดีเพราะมีความสงบ    และพระองค์ทรงนำเขามาถึงท่าที่เขาปรารถนา  

The Bible uses the word “peace” in several different ways.

            พระคัมภีร์ใช้คำว่า "สันติสุข" ในหลากหลายแบบ

Peace sometimes refers to a state of friendship between God and man.

บางครั้งสันติสุขหมายถึงมิตรภาพระหว่างพระเจ้าและมนุษย์<

This peace between a holy God and sinful mankind has been brought about by Christ’s sacrificial death. 

สันติสุขนี้ระหว่างพระเจ้าองค์บริสุทธิ์และมนุษย์คนบาปเกิดขึ้นเพราะพระคริสต์ทรงสละพระชนม์เพื่อเรา

 

Colossians โคโลสี1:20  20 and through him to reconcile to himself all things, whether on earth or in heaven, making peace by the blood of his cross.

20 และโดยพระองค์   พระเจ้าทรงให้ทุกสิ่งคืนดีกับพระองค์เอง   ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่บนแผ่นดินโลกหรืออยู่บนสวรรค์   โดยทรงทำให้เกิดสันติภาพโดยพระโลหิตแห่งกางเขนของพระองค์  

Romans โรม 5:1 1 Therefore, since we have been justified by faith, we have peace with God through our Lord Jesus Christ.

1 เหตุฉะนั้น   เมื่อเราถูกชำระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว   เราจึงอยู่อย่างสงบสุขเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า   ทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา

That state of friendship with God is required for the second kind of peace, peace in our mind, in our hearts.  

            สัมพันธภาพกับพระเจ้าจำเป็นสำหรับสันติสุขแบบที่สอง   สันติสุขในใจของเรา  ในหัวใจของเรา

 

Isaiah 26:3 You keep him in perfect peace whose mind is stayed on You, because he trusts in You.

อิสยาห์ 26:3 พระองค์จะทรงพิทักษ์ผู้มีใจแน่วแน่ไว้ในสวัสดิภาพที่สมบูรณ์   เพราะเขาวางใจในพระองค์  


Peace is experienced as a result of prayer.   

ผลจากการอธิษฐานจะทำให้เราประสบกับสันติสุขได้

Philippians 4:6-7 6 do not be anxious about anything, but in everything by prayer and supplication with thanksgiving let your requests be made known to God.

ฟีลิปปี 4:6-7 6 อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆเลย   แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่ท่านขอโดยการอธิษฐาน   และการวิงวอน   พร้อมกับการขอบพระคุณ

7 And the peace of God, which surpasses all understanding, will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.

7 แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ   จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์

God can bring a variety of good things, including peace, from the afflictions which we experience.

            พระเจ้าทรงสามารถนำมาสิ่งที่ดีหลากหลาย  รวมทั้งสันติสุขจากความทุกข์ที่เราได้ประสบ

They provide a fresh opportunity for “hoping in God” and eventually “praising Him”

พวกเขาให้โอกาสที่สดใสเพื่อ "หวังในพระเจ้า" และในที่สุด "สรรเสริญพระองค์"

 

Psalm 43:5  Why are you cast down, O my soul, and why are you in turmoil within me?  Hope in God; for I shall again praise him, my salvation and my God.

สดุดี43:5  จิตใจของข้าเอ๋ย   ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่   ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายอยู่ภายใน   จงหวังในพระเจ้า  เพราะข้าจะยกย่องพระองค์อีก    ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และพระเจ้าของข้า

So to get to the other side, Jesus and the disciples had to go through the storm. 

            เพื่อที่จะข้ามไปอีกฟากหนึ่ง พระเยซูและสาวกก็ต้องฝ่าลมพายุไป

In going through the storm they found out more about who Jesus is. 

ในการที่จะฝ่าลมพายุได้  พวกเขาได้รู้มากขึ้นว่าพระเยซูทรงเป็นผู้ใด<

Jesus calmed the storm and brought peace on the troubled sea. 

พระเยซูทรงห้ามพายุให้สงบและทรงนำสันติมายังทะเลที่มีปัญหา<

Then they came to the other side, which was the country of the Gadarenes. 

จากนั้นพวกเขามาถึงอีกฟากฝั่ง  ซึ่งเป็นชนบทของชาวเมืองเกดารีน<

 

Gadara was one of the Decapolis, or "Ten Cities," that were originally inhabited primarily by Greek people who settled in the region after the time of Alexander the Great's conquest.

เกดาราเป็นเมืองหนึ่งในดีคาโปลิสหรือ "เมืองสิบแห่ง ที่ผู้อาศัยอยู่แต่ดั้งเดิมเป็นหลักโดยชาวกรีกผู้ที่ตั้งรกรากในภูมิภาค   หลังจากการพิชิตชัยชนะของอเล็กซานเดอร์มหาราช

After the Romans occupied the region, Gadara was made the capital of the Roman province of Peraea. 

หลังจากที่ชาวโรมันครอบครองภูมิภาคนั้น  เมืองเกดาราได้ถูกสร้างเป็นเมืองหลวงของมณฑลเปอร์ราแห่งโรม<

Gadara was located east of The Jordan River on a mountain about 10 kilometers south-east of The Sea Of Galilee.

เมืองเกดาราตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนบนภูเขา  ห่างทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลของทะเลกาลิลีประมาณ10 กิโลเมตร<

The people of Gadara were known as Gadarenes, although the general area was also known as the "country of the Gerasenes" after the city of Gerasa which was about 73 kilometers farther south.

ชาวเมืองเกดาราเป็นที่รู้จักกันว่าเป็นชาวเกดารีน  แม้ว่าพื้นที่ทั่วไปเป็นที่รู้จักกันเป็น "ชนบทของชาวเกดารีน " ภายหลังเมืองเกดาราที่อยู่ห่างไกลทางทิศใต้ประมาณ 73กิโลเมตร<

They were still mostly Gentiles in the time of Christ, as indicated by their keeping of pigs. [1] 

ส่วนใหญ่พวกเขายังเป็นคนต่างชาติในสมัยของพระคริสต์  ดังที่ระบุว่าพวกเขาเลี้ยงสุกร  

This area is a part of the modern-day country of Jordan.   This was where Jesus healed two demon possessed men.

พื้นที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของประเทศจอร์แดนที่ทันสมัย   ที่นี่เป็นที่ที่พระเยซูทรงขับผีออกจากชายสองคนที่มีผีสิง<

So we saw Jesus has authority over sickness, over the sea – the wind and the waves, and over the demons. 

ดังนั้นเราจึงเห็นพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือความเจ็บป่วย  เหนือทะเล–ลมและคลื่น และเหนือภูติผี

Are you allowing Him to have authority over you?   The one you call Lord. 

คุณจะยอมให้พระองค์มีสิทธิอำนาจเหนือคุณไหม   คนที่คุณเรียกว่าพระเจ้า

Will you trust Him when you are afflicted with suffering? 

คุณจะไว้วางใจพระองค์เมื่อคุณกำลังประสลกับความทุกข์ทรมานไหม

Will you trust Him when He calls you to go to the other side?

 คุณจะไว้วางใจพระองค์เมื่อพระองค์เรียกให้คุณไปอีกฟากหนึ่งไหม

Deciding to follow Jesus is the most important decision you can make.

  การตัดสินใจที่จะติดตามพระเยซูคือการตัดสินที่สำคัญที่สุดที่คุณสามารถทำได้

God is the Creator.

พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง

God loves you. He loves all people.

พระเจ้าทรงรักคุณ  ทรงรักทุกคน

But God is perfect, and we are not.

แต่พระเจ้าทรงสมบูรณ์แบบและเราไม่ใช่

Since the first two people sinned in the garden all people since that time have done wrong, thought wrong, and spoke wrong.

เพราะว่าสองคนแรกทำบาปในสวนนั้น   ตั้งแต่เวลานั้นคนทั้งหมดได้ทำผิด คิดผิด และพูดผิด

This sin separates us from God, we can't go to Heaven to be with him in this condition.

ความบาปนี้แยกเราออกจากพระเจ้า   เราไม่สามารถไปสวรรค์เพื่อไปอยู่กับพระองค์ในสภาพนี้

But Jesus the son of God took the punishment for our sins by dying on the cross. He came alive again three days later.

พระบุตรของพระเจ้าทรงรับแบกโทษบาปของเรา โดยการตายบนกางเขน  พระองค์ทรงฟื้นชีวิตอีกครั้งสามวันต่อมา

Romans 10:9 If you believe in your heart that God raised Jesus from the dead and confess with your mouth that Jesus is Lord, then you will be saved.

โรม10:9  คือว่าท่านจะยอมรับด้วยปากของท่านว่า   พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในใจว่า  พระเจ้าได้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นมาจากความตาย  ท่านจะรอด

Your sins will be forgiven, and you will become a Christian, a follower of Jesus.

ความบาปของคุณจะได้รับการอภัย  และคุณจะกลายเป็นคริสเตียน  สาวกของพระเยซู

"If you want to receive Christ as your Savior and turn from your sins, you can ask Him to be your Savior and Lord by praying a prayer like this:

ถ้าคุณต้องการต้อนรับพระคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดจากบาป คุณสามารถทูลขอให้พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นพระเจ้าของคุณโดยการอธิษฐานดังนี้<

Lord Jesus, I believe you are the Son of God.

ข้าแต่พระเยซูเจ้า  ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า

Thank you for dying on the cross for my sins.

ขอบคุณสำหรับการตายบนไม้กางเขนแทนความบาปของผม

Please forgive my sins and give me the gift of eternal life.

โปรดให้อภัยบาปและประทานของขวัญแห่งชีวิตนิรันดร์แก่ผม

I ask you into my life and heart to be my Lord and Savior.

ผมทูลขอให้พระองค์เสด็จเข้ามาในชีวิตและในจิตใจของผมเพื่อเป็นพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของผม

I want to serve you always. In Jesus name I pray, Amen.

ผมต้องการที่จะรับใช้พระองค์เสมอ ผมทูลขอในนามพระเยซู อาเมน

      

 

This sermon is a part of a collection of sermons entitled New Testament Expository Sermons vol. 4 Luke 1-13 copyright ©2018 by Dana Bratton available at Amazon.com in Kindle and paperback (English only).

คำสอนนี้เป็นตอนหนึ่งของชุดรวมคำสอนที่มีชื่อว่า  คำสอนเชิงอธิบายพันธสัญญาใหม่ ชุดที่ 4 พระธรรมลูกา 1-13 ลิขสิทธิ์© 2018 โดยนายเดนา แบรตตัน สามารถดูได้ที่ Amazon.comในเครื่องอ่านหนังสืออีเล็คทรอนิกส์และหนังสือปกอ่อน (ภาษาอังกฤษ)

Scripture quotations are from the ESV® Bible (The Holy Bible, English Standard Version®, copyright ©2001 by Crossway, a publishing ministry of Good News Publishers. Used by permission. All rights reserved 

ข้อพระคัมภีร์คัดมาจากพระคัมภีร์ ESV® (พระคัมภีร์ฉบับมาตรฐานอังกฤษ®สงวนลิขสิทธิ์© 2001 โดย Crossway  พันธกิจการพิมพ์ของสำนักพิมพ์ข่าวประเสริฐ  โดยได้รับอนุญาต  ขอสงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Thai scripture quotations are from the Thai Holy Bible 2011 Version Copyright © Thailand Bible Society.

​ข้อพระคัมภีร์ไทยคัดมาจากพระ​คัมภีร์ภาษาไทย ฉบับมาตรฐาน 2011 สงวนลิขสิทธิ์โดยสมาคม​พระ​คริสต​ธรรม​ไทย



[1] Wayne Blank, “Gadarenes,” Daily Bible Study by Wayne Blank, Feb. 10, 2003, http://www.keyway.ca/htm2003/20030210.htm (accessed Nov. 21, 2013).

 
Home  | Bibles Calvary Chapel at the Bridge Children Links |  Christian LinksDaily Devotions  ESL EFL Textbooks | Greece and Rome | Hospital Visitation | Just for Kids | Medical   Ministry Trips | Missionary Newsletter | Our Family | Salvation | Sermon Notes  | Thai Bible  Thai Flash CardsThai Language Course | Thailand Churches | Thailand Ministry | Web Design 

web design by Dana

top